Share

บทที่ 5

last update Petsa ng paglalathala: 2026-08-06 12:01:35

สมัยใช้สกุลหลี่ ผิงผิงเป็นบุคคลที่ถูกละเลยมากที่สุด ทว่ายามนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม เธอไม่ใช่หลี่ผิงผิงอีกต่อไป แต่เป็นซ้อใหญ่สกุลชาง คุณนายชางที่ทุกคนต่างให้ความเคารพและหวั่นเกรง

ผิงผิงอยู่ในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิง ขับผิวที่ขาวอมชมพูให้ดูเปล่งปลั่งมากขึ้นยามต้องแสงจากดวงไฟ เส้นผมนุ่มสีน้ำตาลอ่อนถูกมวยเกล้าไปปักปิ่นหงส์อยู่เหนือศีรษะ อวดใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางดูงดงาม คิ้วเรียงเส้นสวยรับกับดวงตาหวานซึ้ง จมูกรั้น และริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดที่ประดับอยู่บนใบหน้ามน ทุกอย่างที่เป็นเธอหล่อหลอมให้ผิงผิงดูโดดเด่นที่สุดภายในงาน แต่ขาดไปหนึ่งสิ่ง นั่นคือชางเหว่ยหลงสามีที่เพิ่งตบแต่งกันไป ไหนเลยปล่อยให้ภรรยาสาวเดินโดดเดี่ยวเข้างานเพียงลำพัง...

แต่กลับส่งอาหลางคนสนิทตามมาดูแลภรรยาแทน...

ยามที่เดินกรีดกรายเข้ามาภายในงาน มีสายตาหลายคู่ที่จ้องมอง ผิงผิงไม่ได้สนใจกับสายตาเหล่านั้น ความจริงก็ตั้งใจจะเอาของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มอบให้ฟางฟางพอเป็นพิธีแล้วเธอก็จะกลับเลย งานเลี้ยงต้อนรับฟางฟางเต็มไปด้วยเหล่าคนรวยจากหลายตระกูลที่เป็นหน้าเป็นตาในสังคม ตามแบบฉบับหลี่เชียนที่ชื่นชอบความเอิกเกริก เดาว่าพ่อคงส่งใบเชิญไปทั่วสารทิศเพื่อลูกสาวของเขาโดยเฉพาะ

ผิงผิงหยิบแก้วแชมเปญจากบริกรขึ้นมาจิบ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนพลางกวาดมองหาพ่อกับน้องสาวไปด้วย ในตอนนั้นเองที่เธอเห็นพวกเขากำลังยิ้มแย้มเดินตรงมา พ่อที่เดินเคียงข้างน้องสาวดูมีความสุขจนล้นออกตา...

“พี่ผิง” เสียงหวานหูเอ่ยเรียก พร้อมกับร่างเล็กที่พุ่งมาสวมกอดกัน ผิงผิงระบายยิ้มอ่อนจาง เธอกอดตอบน้องสาว แต่ความรู้สึกคิดถึงกับส่งไปไม่ถึงกัน

“ของขวัญจ้ะ” ผิงผิงยื่นถุงกระดาษสีขาวใบหรู สลักยี่ห้อนาฬิกาแบรนด์ดังที่คิดว่าน้องสาวน่าจะชอบที่สุด ฟางฟางมีสีหน้าลำบากใจ ทว่าดวงตาเรียวเล็กกลับแวววาว ผิงผิงพยักหน้าเป็นเชิงให้รับไว้ และไม่ต้องเกรงใจกัน ฟางฟางเม้มปากเล็กน้อย จากนั้นก็เอ่ยขอบคุณพี่สาวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

คราวนี้ถึงตาหลี่เชี่ยน ผู้นำตระกูลหลี่ลอบมองไปทั่วงานคล้ายว่ากำลังหาใครบางคน เมื่อไม่พบจึงส่งสายตาตั้งคำถาม ผิงผิงเดาออกได้ทันที

“เขาติดงานค่ะ มาไม่ได้”

“มาไม่ได้หรือแกไม่ได้ชวนกันแน่” หลี่เชียนไม่พอใจ แต่เขาไม่อาจแสดงออกนอกหน้าเกินควร ด้วยว่าคนสนิทของลูกเขยยืนประกบอยู่ด้านหลังลูกสาวนอกไส้ของเขา

“เอาเถอะๆ วันนี้วันดีฉันไม่อยากทำให้บรรยากาศเสีย ไหนๆ ก็มาแล้วอยู่ทานข้าวด้วยกันสิ”

ใบหน้างามกดลงต่ำ ร้อยวันพันปีพ่อคนนี้ไม่เคยชวนเธอทานข้าวพร้อมกันเลยสักครั้ง ลองได้เอ่ยปากแล้ว คาดว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างตามหลังอย่างแน่นอน

“ผิงว่าจะขอกลับเลยค่ะ ช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว” เธอเลือกปฏิเสธทางอ้อม แต่นั่นทำให้หลี่เชียนขมวดคิ้วไม่พอใจ ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยจึงไม่ค่อยสบอารมณ์นัก หลี่เชียนเดินเข้าใกล้ลูกสาวอีกหลายก้าว เขากระซิบเบาๆ ข้างใบหูขาว

“ตามฉันขึ้นไปที่ห้องทำงาน” หลี่เชียนกดเสียงต่ำ ขณะที่สายตานั้นอ่อนโยน กล่าวจบเขาก็ผละออกไป เดินยิ้มแย้มให้แขกในงานตามปกติ

“พี่ผิงรีบขึ้นไปคุยกับพ่อเขาเถอะค่ะ ท่านน่าจะมีเรื่องสำคัญคุยด้วย” ฟางฟางส่งยิ้ม แต่ผิงผิงกลับไม่ได้รู้สึกยินดีนัก เธอมองว่านั่นคือรอยยิ้มที่แสร้งทำ รู้ๆ กันอยู่หากพ่อให้ขึ้นไปที่ห้องทำงานนั่นหมายความว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดี

ผิงผิงหันมองอาหลางที่ยืนสงบนิ่งอยู่ทางด้านหลัง “ฉันจะขึ้นไปข้างบน อาหลางรออยู่ตรงนี้แล้วกัน”

“ครับซ้อ”

เพียะ!!

ใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรงตบจากฝ่ามือใหญ่ ผิงผิงกัดฟันแน่น ตัวเธอสั่นลามไปยังฝ่ามือเล็กที่กำเข้าหากันเพื่อเก็บกั้นความรู้สึกเกลียดชังที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

หลี่เชียนก็ยังคงเป็นหลี่เชียน เมื่อไม่ได้ดังใจเขามักลงมือกับลูกสาวนอกไส้คนนี้เสมอ

“แกอย่ามาทำจองหองใส่ฉัน ลืมไปแล้วหรือไงที่มีทุกวันนี้ได้เพราะใคร หรือไอ้นามสกุลชางที่พ่วงท้ายมันทำให้แกกล้าลองดีกับฉันฮึ!”

“พ่อคิดไปเองทั้งนั้น ผิงไม่เคยทำอย่างที่พ่อกล่าวหากัน”

“งั้นแกก็ต้องช่วยฉันสิ ไปคุยกับผัวแกให้ฉัน เกลี้ยกล่อมยังไงก็ได้ให้มันมาร่วมลงหุ้นกับเรา”

“พ่ออย่าพูดคำว่าเราดีกว่านะคะ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อตัวพ่อเองทั้งนั้น”

“นังผิง!” หลี่เชียนตะคอกเสียงดังลั่น ใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาจ้องเขม็งด้วยความโมโห ผิงผิงกัดฟันเอียงหน้าหลบเมื่อคิดว่ายังไงก็ต้องโดนพ่อตบอีกครั้ง แต่หลี่เชียนเพียงแค่ง้างมือค้างไว้เฉยๆ

“แกมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ได้ก็เพราะฉัน เป็นซ้อใหญ่ของชางได้ก็เพราะฉันเหมือนกัน คิดจะเนรคุณกันหรือไง!”

“...” ผิงผิงหลับตาแน่น ไม่แม้จะมองใบหน้าของคนจิตใจอำมหิตตรงหน้า คนที่เธอเรียกว่าพ่อมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เพิ่งรู้สึกเป็นเสนียดปากก็วันนี้

“ถ้าเรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้ ฉันจะให้ฟางฟาง แต่งเข้าบ้านชางเป็นสะใภ้อีกคนดีมั้ยเล่า พอวันที่แกโดนคนบ้านนั้นเฉดหัวมาเมื่อไหร่ ฉันนี่แหละจะคอยซ้ำเติม และก็ไม่ต้องกลับเข้าตระกูลหลี่อีก จะเป็นคนข้างถนนอยู่ที่ไหนก็ไป!” นิ้วมือใหญ่ผลักกลางหน้าของผิงผิงจนใบหน้าสวยสั่นคลอน

ในตอนนั้นเองที่เธอไม่อาจทนฟังวาจาถากถางได้อีกต่อไป ทุกคำพูดของหลี่เชียนเปรียบเสมือนเหล็กแหลมนับพันเล่มที่เสียดแทงกลางหน้าอก

“พูดจบแล้วใช่มั้ยคะ ผิงจะได้กลับ”

“อย่าลืมเรื่องที่ฉันพูดด้วยล่ะ ทำให้ผัวแกยอมลงหุ้นให้ได้”

แม้จะเจ็บไปทั้งกายและใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ผิงผิงทำได้ดีมาตลอด เธอบังคับหยาดน้ำตาไว้ ไม่ให้ไหลต่อหน้าพ่อที่แสนจะใจร้ายคนนี้...

ชางเหว่ยหลงไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงบ้านหลี่กับภรรยา เนื่องจากงานเลี้ยงอะไรนั้นค่อนข้างไร้สาระกับเขาเกินไป คนบ้านนั้นมักทำตนเป็นจุดศูนย์กลางเสมอทั้งที่ไม่มีอะไรให้น่าสนใจสักนิดเดียว แต่เขาก็ยังส่งอาหลางตามดูแลภรรยาอย่างดี

“พ่อไปไหน” เหว่ยหลงถามแม่บ้านพลางถอดสูทตัวนอกออกจนเหลือเพียงกั๊กสูทตัวใน เมื่อไม่พบบิดาหรือแม้แต่สมาชิกคนอื่นๆ ภายในห้องนั่งเล่นอย่างที่ควรจะเป็น

“อยู่ห้องหนังสือค่ะ”

“อาไป๋กับอาเหยียนล่ะ”

“คุณชายรองบินไปคุยงานที่สิงคโปร์ค่ะ ส่วนคุณชายเล็ก เอ่อ...ไปโรงน้ำชาค่ะ” ช่วงท้ายๆ แม่บ้านเอ่ยได้ไม่เต็มเสียงนัก เหว่ยหลงพยักหน้าเข้าใจเขาโบกมือให้หล่อนไปทำอย่างอื่นต่อ เรียวขายาวก้าวขึ้นไปยังชั้นสอง คฤหาสน์ชางมีทั้งหมดสี่ชั้นหลักๆ ชั้นแรกเป็นห้องโถงกว้างสำหรับรับรองแขก ชั้นสองรวบรวมสิ่งของหายากวัตถุโบราณต่างๆ หรือแม้แต่ตำราเก่าแก่ที่หาได้ยาก และยังเป็นชั้นโปรดปรานของอดีตท่านประธานชางอีกด้วย ชั้นสามเป็นของน้องชายทั้งสอง ชั้นสี่เป็นของเหว่ยหลง แต่เมื่อแต่งงานแล้วชั้นนั้นจึงกลายเป็นของอาไป๋โดยปริยาย

ทันทีที่เหว่ยหลงก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือ กลิ่นอายตำราเก่าลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ และร่างที่คุ้นเคยบนโซฟาหนังสีส้มอิฐ ในมือของจู่หลงถือหนังสือไว้หนึ่งเล่ม ส่วนมืออีกข้างพลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ

“ไงไอ้ลูกชาย” เสียงแหบแห้งเอ่ยทักทาย โดยที่สายตายังคงจดจ่อกับหนังสือเล่มโปรดในมือ

เหว่ยหลงไม่ได้ตอบกลับ เขาเดินสำรวจภายในห้องกว้างใหญ่ มีตู้หนังสือตั้งสูงชันขึ้นไปเกือบถึงเพดานด้านบน อีกฟากเป็นเครื่องเงินเก่าแก่ตั้งเรียงรายในตู้กระจกทรงสูง เมื่อสมัยเรียนเหว่ยหลงมาคลุกตัวอยู่ที่นี้บ่อยๆ กลิ่นอายของกระดาษเก่า และบรรยากาศที่เงียบสงบ มักทำให้ผ่อนคลายได้เสมอ

“อาเหยียนไปโรงน้ำชาอีกแล้ว พ่อไม่รู้หรือไง” เหว่ยหลงหย่อนสะโพกนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับบิดา มือขาวจัดเห็นเส้นเลือดนูนชัดเจน รินน้ำชาใส่ถ้วยให้ตนเองในท่านั่งที่ผ่อนคลาย หัวข้อที่ถูกยกขึ้นมาไม่ได้ทำให้อีกคนแปลกใจแต่อย่างใด

“รู้สิ”

“งั้นพ่อควรจะเตือนมันบ้าง”

คราวนี้จู่หลงวางหนังสือในมือลงบนโต๊ะกระจกพร้อมถ้วยชาในมือ ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างเจนจัดหรี่มองใบหน้าสะอาดสะอ้านของลูกชายคนโต

“มีเรื่องจะพูดกับฉัน แต่หยิบยกประเด็นของอาเหยียนมาคุย มันใช้ไม่ได้” แม้จะโดนตำหนิ แต่มุมปากของเหว่ยหลงกลับกดยิ้มอ่อนจาง พ่อมักรู้ทันเขาเสมอ

“ผมจะหย่ากับเธอ”

จู่หลงพยักหน้าเนิบๆ แววตาไร้โทสะอย่างที่ควรจะเป็น คล้ายรู้อยู่แล้วว่าลูกชายมาเจรจาด้วยเรื่องใด

“พ่อก็รู้ว่าผมกับเธอเราเข้ากันไม่ได้ ที่ผ่านมาผมอดทนมากพอแล้ว”

“แกไม่ยอมปรับตัวเข้าหาเมียด้วยซ้ำอาหลง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเข้าได้หรือไม่ได้ ทุกความสัมพันธ์มีจุดเริ่มต้นเสมอนั่นแหละ”

“ถ้าจะบอกว่าอยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง เช่นนั้นพ่อจงหยุดความคิดนี้ไว้ แค่เห็นหน้าเธอผมก็เอียนเต็มทนแล้ว”

“จะกลับลำงั้นหรือ ไม่คิดเลยว่าลูกชายของฉันจะไร้สัจจะถึงเพียงนี้ ท่าเรือสินค้าก็ได้ไปแล้ว แค่รักษาสัญญายังทำไม่ได้ แล้วต่อไปคิดจะเป็นใหญ่ใครเขาจะเคารพกัน”

เหว่ยหลงหน้าเสียไปชั่วขณะหนึ่ง พ่อกล่าวถูกทุกประการ แต่ยังไงเขาก็จะหย่ากับเธออยู่ดี

“งั้นผมขอถาม ทำไมถึงต้องเป็นหลี่ผิงผิงด้วย บ้านหลี่หยามเราแค่ไหน ส่งเด็กกำพร้ามาตบแต่งกับชาง ทั้งที่ชางเป็นถึงตระกูล...”

“เด็กกำพร้าแล้วไม่ใช่คนหรือไงอาหลง” น้ำเสียงของพ่อนุ่มลึกเจือความผิดหวัง เหว่ยหลงเงียบเสียงไปครู่หนึ่ง เขากดใบหน้าลงต่ำ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด เบนสายตาไปทางอื่น เม้มปากแน่นคล้ายทบทวนตนเอง เมื่อรู้ว่าทัศนคติของตนแย่แค่ไหนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง หนนี้น้ำเสียงทุ้มจากแข็งกระด้างอ่อนลงไปเยอะทีเดียว

“ขอโทษครับ ผมไม่ได้มีเจตนาจะดูแคลนเธอ”

“คนที่แกต้องขอโทษคือหนูผิง ไม่ใช่ฉัน”

“...”

ชางจู่หลงส่ายหน้าช้าๆ ให้กับความดื้อรั้นของลูกชาย ดูท่าหัวมันนั้นจะแข็งพอตัว มือเหี่ยวย่นตามวัยจึงยกถ้วยน้ำชายื่นส่งให้อีกฝ่าย

”ลองเปิดใจสักครั้งนะอาหลง เชื่อเถอะหนูผิงไม่ได้แย่สักนิด หากพ่อไม่ขอมากเกินไปช่วยใจดีกับเมียแกหน่อยเถอะ”

ผิงผิงกดใบหน้าลงตลอดทางเดิน ซีกแก้มข้างซ้ายที่โดนกระทำเริ่มมีอาการปวดร้าว และดูคล้ายว่ามุมปากสวยจะมีเลือดซึมให้ได้เห็น ดังนั้นผิงผิงพยายามซ่อนความอัปยศนี้ไว้ให้มากที่สุด กระทั่งถึงจุดที่อาหลางยืนรออยู่ เธอไม่ได้เงยหน้ามองเขา เพียงกดศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อให้รู้ว่าเธอจะกลับแล้ว

อาหลางเห็นถึงความผิดปกติ ถึงซ้อของเฮียหลงไม่ได้เงยหน้ามองกัน แต่ด้วยความที่ซ้อเป็นคนผิวสวยและขาวมากๆ ดังนั้นรอยฝ่ามือปื้นใหญ่ที่ปรากฏบนใบหน้างดงามจึงสังเกตได้ไม่ยากนัก อาหลางไม่ได้ตามซ้อใหญ่ไปในทันที เขาหันมองทางบันไดที่ซ้อผิงเดินจากมา เห็นหลี่เชียนกำลังยืนคุยกับลูกสาวคนเล็กด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม

คิดไม่ออกเลยว่าต้องเป็นพ่อประเภทไหนกันที่ยืนยิ้มได้อย่างสบายใจ ทั้งที่เพิ่งทำร้ายลูกสาวอีกคน แต่นั่นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของอาหลางเท่านั้น บางทีอาจจะไม่ใช่อย่างที่เขาเข้าใจ

ภายในรถค่อนข้างเงียบสงัด นอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศ ก็ยังมีเสียงสูดน้ำมูกเบาๆ ให้ได้ยิน อาหลางค่อนข้างแน่ใจแล้วว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น เขามีสีหน้าลำบากใจยามที่มองผ่านกระจกแล้วเห็นซ้อผิงเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ตัวเธอสั่น มือทั้งสองข้างจิกเข้าหากันแน่น ดูก็รู้ว่าเธออดกลั้นมากแค่ไหน รถคันหรูจึงหักเลี้ยวเข้าข้างทางโดยมีอาหลางเป็นผู้ควบคุม

“ให้ผมไปจัดการเขาดีมั้ยครับ เพียงแค่ซ้อเอ่ยคำสั่ง อาหลางก็พร้อมจะตีรถกลับไปบ้านหลี่เดี๋ยวนี้” และจะไม่สนว่าคนผู้นั้นขึ้นชื่อว่าพ่อตาของเฮียหลง หากทำนายหญิงของเขาก็เท่ากับเป็นปรปักษ์ต่อกัน

ผิงผิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง อาหลางมองเธอผ่านกระจกนัยน์ตาเรียวคมบ่งบอกว่าเขาทำจริงเพียงแค่เธอเอ่ยปาก ต้องยอมรับเลยว่าผิงผิงไม่เคยได้รับการปกป้องจากใครมาก่อน ดังนั้นการกระทำของอาหลางทำให้เธอรู้สึกอ่อนไหว จนไม่อาจบังคับหยาดน้ำตาไว้ได้ ผิงผิงสั่นหน้าปฏิเสธพร้อมกับหยาดน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาเป็นสายธาร ความรู้สึกที่อัดเข้าหากันแน่นราวกับศูนย์อากาศคล้ายว่าจะไม่สามารถกักเก็บไว้ได้อีกแล้ว เธอสะอื้นไห้จนตัวโยน ปากสวยเม้มเข้ากันแนบแน่นเพื่อไม่ให้หลุดเสียงสะอื้น แต่ก็ช่างทำได้ยากเย็นเหลือเกิน

“อึก..อาหลาง ขอโทษด้วย...ที่ฉันทำตัวหน้าไม่อายแบบนี้ อึก...แต่ว่าอย่าบอกเรื่องนี้กับเฮียหลงได้มั้ย” ผิงผิงสะอื้นจนน่าสงสาร อาหลางเองก็ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง แต่จะไม่ให้บอกเฮีย เขาเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน

รถหรูสีดำมันปลาบจอดอยู่ข้างทางเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง อาหลางทำตัวเป็นอากาศเพื่อให้ใครบางคนสงบจิตใจ เสียงสะอื้นหายไปแล้วเหลือเพียงความหม่นหมองบนใบหน้าสวย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายความโศกเศร้าไม่ปิดบัง

“อาหลางจะไม่บอกเรื่องวันนี้กับเฮียหลงใช่มั้ย” ผิงผิงย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงแหบแห้งสะท้อนความอ่อนล้า

“...” อาหลางเงียบ เพราะเขาไม่อาจรับปากเธอได้ เฮียหลงส่งเขามาคอยดูแลซ้อใหญ่ของชาง แต่เขาละเลยในหน้าที่ นั่นคือความผิดของเขาด้วยส่วนหนึ่ง หากเฮียหลงจะลงโทษกัน อาหลางก็ย่อมยินดี

ผิงผิงคล้ายจะรู้ว่ายังไงเรื่องนี้ก็ต้องถึงหูเหว่ยหลงแน่แล้ว เธอไม่ได้คิดจะปกป้องหลี่เชียนแต่อย่างใด แค่ไม่อยากให้เขารับรู้เรื่องราวอันน่าเวทนาของเธอเท่านั้นเอง และหากเหว่ยหลงรู้เรื่องราวภายในครอบครัวของเธอจริงๆ เขาก็คงมองเมินมันมากกว่าจะมาแก้แค้นให้กัน เป็นภรรยาที่เขาไม่ต้องการจะไปหวังอะไรกับสิ่งเหล่านั้นกันล่ะ...

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 66

    เหว่ยหลงออกจากโรงพยาบาลในเช้าวันถัดมา หมอวินิจฉัยแล้วว่าเขากลับมาแข็งแรงตามปกติ เพราะคนป่วยที่ไหนจะนอนละเมอถึงขั้นทำสายน้ำเกลือหลุด…หลังจากที่ข่าวการตายของจางจือลู่ถูกเผยแพร่ออกไป เหล่าผู้อาวุโสที่ร่วมมือกับจางจือลู่ถูกตามเก็บเรียงตัว เหว่ยหลงไปปรานีใครเพราะเขาปล่อยให้คนพวกนี้ลักกินขโมยกินมามากแล้ว

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 65

    “ช่วงแรกที่เราเพิ่งรู้จักกัน ตอนนั้นเฮียไล่เธอสารพัดเลย…ยังโกรธกันอยู่หรือเปล่า”ผิงผิงเงียบงันต่อมาก็ส่ายหน้าตอบ “ก็เราโดนบังคับด้วยกันทั้งคู่ ผิงจะงี่เง่าไปโกรธเฮียได้ไงกัน”“ไม่โกรธเลยจริงๆ เหรอ” เหว่ยหลงสบดวงตาคู่สวย ผิงผิงเม้มปากแน่น“น้อยใจมากกว่าค่ะ” คนสวยหน้าเศร้า เมื่อนึกถึงอดีตที่ผ่านมา ถึ

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 64

    “เรียบร้อยแล้วจ้ะ จริงๆ ไม่ต้องสลับกันมาเยี่ยมก็ได้นะ พี่รู้ว่าพวกเธองานหนัก ไว้เฮียรู้สึกตัวแล้วพี่จะรีบส่งข่าว”“ไม่เป็นอะไรเลยครับ ช่วงนี้ผมทำงานผ่านเมลเสียส่วนใหญ่ ว่าแต่ซ้อเถอะครับ กลับบ้านไปพักผ่อนบ้าง”ผิงผิงยิ้มเศร้า จะให้เธอกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้อย่างไรในเมื่อสามียังคงนอนติดเตียงเช่นนี้ ดว

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 63

    จำไม่ได้แล้วว่าร้องไห้ครั้งล่าสุดตอนอายุเท่าไร…อาจจะเป็นวันที่เหว่ยหลงรับรู้ข่าวสะเทือนใจที่แม่ของเขาจากไปด้วยโรคมะเร็ง แต่ก่อนก็เป็นเด็กที่พูดน้อยอยู่แล้ว นั่นจึงยิ่งทำให้ไม่พูดจากับใครไปเป็นเดือนๆ เขาไม่ชอบการสูญเสีย ไม่ชอบการจากลา จึงไม่แปลกที่ชางเหว่ยหลงไม่เคยเปิดใจให้ผู้หญิงคนไหน เขาไม่ปรารถนาฝ

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 62

    จือลู่เดินเข้าไปในลิฟต์ตัวเดียวกับผิงผิงรับรู้ถึงร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกของเธอ คนของเขารายงานว่าอาหลางมันกลับใจกะทันหันจำเป็นต้องสั่งเก็บ ส่วนครอบครัวของมันก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป จือลู่ไม่ใช่คนใจร้ายถึงขั้นจะทำร้ายยายแก่ๆ ได้ลงคอ“หลานของฉันอยู่ในนี้สินะ” ปลายกระบอกปืนยื่นมาแตะที่หน้าท้องนูน ผิงผ

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 61

    “ซ้อดูอ้วนขึ้นนะเนี่ย” ผิงผิงหุบยิ้มแทบจะทันที อาไป๋ส่ายหน้าระอากับคำทักทายไม่เข้าหูของน้องชาย ใครเขาให้ทักผู้หญิงว่าอ้วนกัน!“หมายถึงเจ้าตัวเล็กโตไวมากเลยนะครับ” เหยียนซีรีบแก้ตัวแต่เหมือนจะสายเกินไป ช่วงนี้ผิงผิงขี้งอนมากเป็นพิเศษ และเหว่ยหลงมีส่วนผิดเพราะเขาตามใจภรรยาทุกอย่าง“วันนี้เธอหล่อมากเลย

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status