Share

บทที่ 6

last update Petsa ng paglalathala: 2026-08-12 16:40:58

เหว่ยหลงกลับจากคฤหาสน์ชางในช่วงหัวค่ำหลังจากที่ได้พูดคุยกับบิดา เขาตระหนักได้ว่าไม่ควรตัดสินภรรยาเพียงเพราะเธอมาจากตระกูลหลี่ เช่นนั้นเรื่องการหย่าร้างที่นั่งทบทวนมาสักพักใหญ่ จึงค่อยๆ หายไปจากความคิด แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะล้มเลิก ใบหน้าหล่อเหลากดลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมเพ่งมองนาฬิกาเรือนหลักล้านที่สวมอยู่บนข้อมือแกร่ง เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้วที่บ้านหลังนี้เงียบสงัด ไม่เห็นร่างเล็กของใครบางคนอย่างที่แล้วมา หรือแม้แต่อาหลางก็ไร้วี่แวว

พวกเขาน่าจะยังไม่กลับจากงานเลี้ยงไร้สาระนั่น เหว่ยหลงไม่ได้ติดใจ เขาเตรียมก้าวขาขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง แต่เสียงเครื่องยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดในโรงรถทำให้คนตัวสูงหยุดฝีเท้าไว้ จากที่ตั้งใจจะขึ้นไปพักผ่อนกลับกลายเป็นว่าเขาหมุนปลายเท้ากลับไปนั่งโซฟาตามเดิม มือหนาหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดดูงานที่ค้างไว้

แต่เชื่อเถอะ...เขาไม่ได้โฟกัสที่ตัวอักษรในหน้าจอเลย

ผิงผิงกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก ยามที่เห็นสามีจอมเย็นชานั่งทำหน้าดุอยู่บนโซฟาตัวสวยกลางห้องโถง เขาเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาคมจ้องมองเธอ คนถูกมองรีบก้มหน้างุด เริ่มหายใจไม่ทั่วท้องเนื่องด้วยไม่อยากให้เขาเห็นกันในสภาพที่เธอไม่ต่างอะไรกับคนเพิ่งตื่นนอน ผมที่มวยขึ้นเป็นทรงดูยุ่งเหยิง แถมใบหน้าสวยๆ ในตอนนี้ดูไม่น่ามองเลยสักนิด เพราะเหตุนี้ผิงผิงจึงรีบก้าวเดินต่อไปโดยไม่คิดจะทักทายสามี เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำแบบนั้น ทว่าก็ไม่คิดอีกเช่นกันว่าเขาจะเอ่ยรั้งกันไว้

“พรุ่งนี้มีงานประมูลเพชร พ่ออยากให้ฉันพาเธอไปด้วย”

“ผิงไม่ค่อยสะดวกค่ะ ไม่มั่นใจว่าจะไปงานกับคุณได้ไหม”

มุมปากของเหว่ยหลงกดเล็กน้อย เขาจ้องแผ่นหลังบางของภรรยาที่ยืนหันหลังให้กัน ค่อนข้างหงุดหงิดพอตัว

“คุยกับฉันแต่ไม่หันหน้ามา บ้านหลี่ไม่ได้สอนมารยาทเธอหรือไง”

“หึ...” ผิงผิงเชิดหน้าขึ้น หัวเราะขึ้นจมูก นัยน์ตาแดงก่ำ เธอไม่มีอารมณ์จะต่อกรกับเขาเลยให้ตายเถอะ...

“เอาเป็นว่าผิงจะไปแล้วกันนะคะ” ตัดบทเพื่อหลีกเลี่ยงการสนทนา เธอรีบก้าวขึ้นบันไดให้พ้นๆ คนใจร้าย แต่คล้ายว่าสามีจอมเย็นชาจะไม่ยอมปล่อยกันไปง่ายๆ

เหว่ยหลงลุกจากโซฟา ต้องขอบคุณที่เขาเกิดมามีเรียวขาที่ยาวกว่าชาวบ้าน เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ประชิดแผ่นหลังของภรรยาแล้ว ฝ่ามืออุ่นจนร้อนออกแรงรั้งต้นแขนนุ่ม บังคับให้เธอหันหน้ามาประจัน

ผิงผิงเบิกตากว้าง เธอคว้าท่อนแขนแกร่งของเหว่ยหลงไว้เป็นที่ยึด จนลืมไปสนิทใจว่าใบหน้าของเธอช้ำแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็ถูกสายตาดุดันของเขาจ้องมองอย่างสำรวจเสียแล้ว

“ใครทำ” เหว่ยหลงถามเสียงเรียบ เดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ เธอไม่กล้าสบตาเขาเลย เขาจ้องกันราวกับจะแผดเผา เป็นครั้งแรกที่ความอวดดีของผิงผิงอันตรธานหายไป

ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร โดนพ่อตบจนเลือดกบปากเพราะถูกบังคับให้มาไหว้วานสามีลงหุ้นบริษัทที่กำลังจะเจ๊งด้วยนะหรือ จะน่าอายเกินไปหรือเปล่า...ในขณะที่ผิงผิงเตรียมคำตอบต่างๆ นานาไว้ในใจ เหว่ยหลงกลับปล่อยมือจากแขนนุ่มๆ

“ไปพักเถอะ” เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบเสมือนว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น และปล่อยเธอทิ้งไว้ที่เดิมทั้งความสับสน

หากจะเย็นชาใส่กัน เขาก็ไม่ควรมาตั้งคำถามตั้งแต่แรก!

เช้าวันใหม่ผิงผิงตื่นสายกว่าปกติ คงจะเป็นเพราะเหตุการณ์จากเมื่อวานที่ทำให้เธอหลับลึก สิ่งแรกที่ผิงผิงทำตอนตื่นนอน คือการเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง สำรวจใบหน้าขาวใสของตน โดยเฉพาะแก้มซีกซ้ายที่ดูเหมือนว่ารอยฝ่ามือจะจางลงไปบ้างแล้ว แต่อาการบวมแดงยังคงมีให้เห็น คิดไม่ออกเลยถ้าหายไม่ทันตอนออกงานกับเหว่ยหลงจะทำอย่างไร

ความคิดฟุ้งซ่านถูกขัดจังหวะ เนื่องจากประตูหน้าห้องถูกใครบางคนเคาะ

“เฮียให้ขึ้นมาตามซ้อครับ”

คนของสามี แต่ไม่ใช่อาหลาง

“เขามีธุระอะไร”

“เฮียไม่ได้บอกครับ”

ผิงผิงพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยเก็บความสงสัยไว้ นี่เป็นหนแรกที่เหว่ยหลงให้คนขึ้นมาตาม

อ้อ...ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ผิงผิงเพิ่งรู้...

เหว่ยหลงไม่มีแม่บ้าน...ผู้หญิงคนเดียวที่อาศัยอยู่ในบ้านที่กว้างใหญ่ มีเพียงแค่เธอเท่านั้น

ซ้อของเฮียหลง

ชางเหว่ยหลงไม่ชอบให้มีผู้หญิงเดินเพ่นพ่านในเขตพื้นที่ส่วนตัว เว้นก็แต่ภรรยาที่เพิ่งตบแต่งเข้ามาได้เพียงไม่นาน ดังนั้นพ่อบ้านและคนสวนจึงเป็นลูกน้องในสังกัดของเขาซะส่วนใหญ่

ในระหว่างที่นั่งรอภรรยา เหว่ยหลงสั่งเรียกพบอาหลางให้มารายงานข่าวสารต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าหัวข้อในเช้าวันนี้หนีไม่พ้นเรื่องของซ้อผิง

อาหลางเล่าเหตุการณ์ภายในงานเลี้ยงบ้านหลี่ให้เฮียหลงฟังอย่างละเอียด โดยที่คนฟังมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ต่างไปจากเดิม หนำซ้ำยังนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย

คงมีแต่อาหลางเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วเฮียไม่ได้นิ่งอย่างที่แสดงออกมา ยิ่งเฮียผ่อนคลายมากเท่าไร...นั่นหมายความว่าเฮียหลงกำลังทบทวนหลี่เชียนอยู่ในใจเป็นแน่แล้ว และเขาหวังว่าเฮียหลงจะลดทิฐิกับซ้อลงบ้าง

ผิงผิงใช้เวลาหมดไปกับการลงเมกอัปบนใบหน้า แต่งแต้มเครื่องสำอางจนแทบมองไม่เห็นร่องรอยความช้ำจากเหตุการณ์เมื่อคืน กว่าจะลงมาด้านล่างได้ก็สายมากแล้ว

เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เหว่ยหลงยกมือขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็นเชิงไล่ให้อาหลางออกไปก่อน ส่วนเขานั้นมีเรื่องจะคุยกับภรรยา หนังสือพิมพ์ถูกวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อดี นิ้วมือเรียวสวยยกแก้วกาแฟที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นขึ้นมาจิบ ความร้อนกำลังดีไหลผ่านลำคอหนาทำให้รู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ เสียอย่างเดียว...

“คุณมีธุระอะไร”

ประโยคแรกต้อนรับเช้าวันใหม่จากคุณภรรยาช่างเย็นชาเหลือเกิน เหว่ยหลงกดยิ้มหยันเขาวางแก้วกาแฟอย่างเบามือ

“ต้องมีธุระก่อนหรือไงถึงจะคุยกับเมียตัวเองได้”

ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายของผิงผิงกระตุก เกิดความวูบวาบภายในอก ทว่าเธอเป็นคนเก็บอาการเก่ง ดังนั้นเหว่ยหลงจึงไม่พบความผิดปกติบนแก้มอิ่มทั้งสองข้าง

“ก็ไม่เคยส่งคนขึ้นไปตามนี่คะ”

สามียักไหล่เพียงเล็กน้อย นัยน์ตาคมจ้องมองภรรยาคล้ายว่ากำลังตรวจหาสิ่งแปลกปลอมบนใบหน้าสวย การกระทำของเขาทำให้ผิงผิงประหม่า แต่ก็ไม่เท่ากับการที่เขาไม่ยอมละสายตาไปจากกัน ถึงจะเป็นคนเก็บอาการเก่งแค่ไหน หากโดนจ้องนานๆ เข้าก็ย่อมหลุดเขินได้เช่นกัน

โชคดีที่วันนี้เธอแต่งหน้าหนาจัด ดังนั้นแก้มใสที่ขึ้นสีแดงระเรื่อจึงกลมกลืนไปกับบรัชออน

“ตกลงมีเรื่องอะไรคะ” ใบหน้าสวยเชิดขึ้น

“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แค่จะเชิญพ่อตาไปร่วมงานประมูลเพชรคืนนี้ แต่จะให้ไปบ้านหลี่คนเดียวไอ้ฉันเองก็เขินแย่ ก็เลยตั้งใจจะชวนเธอไปด้วยกัน”

สิ้นสุดคำพูดจากสามี นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนขยายกว้าง ช่วงนี้การเงินของบ้านหลี่ค่อนข้างติดขัด ผิงผิงไม่คิดว่าหลี่เชียนจะมีเงินไปประมูลของมีค่าราคาเหยียบล้านได้

“ส่งคนไปแทนไม่ได้เหรอคะ” ผิงผิงต่อรอง น้ำเสียงฉายความกังวลอย่างชัดเจน

“ทำแบบนั้นเสียมารยาทแย่ หรือว่าเธอติดขัดอะไร”

คนตัวเล็กเงียบไปครู่หนึ่ง หรือนี่จะเป็นโอกาสดีที่จะเสนอให้เขาร่วมลงหุ้นกับหลี่เชียน

“จริงๆ ผิงก็มีเรื่องอยากจะคุยกับคุณค่ะ”

เมื่อเห็นว่าเขาอนุญาต ผิงผิงจึงกล่าวต่อ

“ธุรกิจของบ้านเราขาดหุ้นส่วนรายใหญ่ ผิงอยากให้คุณลองพิจารณาดูสักครั้งค่ะ เผื่อวันข้างหน้ามันอาจสร้างกำไรให้คุณได้บ้าง”

เหว่ยหลงคลี่ยิ้มขบขัน เขารู้สึกตลกคำพูดเธอจริงๆ นั่นแหละ ธุรกิจบ้านหลี่ใกล้เจ๊งเต็มทนแล้วเอาอะไรมากำไรกัน ที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะเงินค่าสินสอดจากลูกสาวนอกไส้ไม่ใช่หรือไง คงมีแต่ผู้นำอย่างหลี่เชียนที่คิดอะไรตื้นๆ อีกอย่างเหว่ยหลงไม่เคยมีความคิดที่จะทำธุรกิจกับตระกูลหลี่เลยสักครั้งเดียว

หมดยุคของหลี่เชียนแล้ว แค่ตาแก่นั่นไม่รู้จักเจียมตัว

“ได้”

“คะ?”

“ฉันบอกว่าได้ ถือว่าเป็นของขวัญจากสามีแล้วกัน อ้อ...มีอีกเรื่องที่อยากจะให้เธอทำความเข้าใจใหม่” เหว่ยหลงจ้องลึกเข้าไปยังนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน คล้ายกับจะย้ำเตือนให้เธอจำไว้ให้ขึ้นใจ

“นับแต่วันที่เราจดทะเบียนสมรสกัน เธอไม่ใช่คนจากบ้านหลี่อีกแล้วผิงผิง ตราบใดที่ใช้สกุลชาง เธอไม่จำเป็นต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น”

ชีวิตที่ไร้อิสรภาพ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้นั่นแหละคือผิงผิงเสมอมา...เธอเหมือนคนที่เดินหลงทางมาทั้งชีวิต แต่คล้ายว่าวันนี้จะพบทางออก...

ผิงผิงอยากหลุดพ้นจากหลี่เชียน...หลุดพ้นจากตระกูลหลี่ หลุดพ้นจากโคจรชีวิตเฮงซวยที่ต้องคอยตามใจฟางฟาง หรือแม้แต่ต้องทำทุกอย่างเมื่อหลี่เชียนเอ่ยสั่ง

และหากการที่พ่วงท้ายด้วยสกุลชางทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ ละก็...เช่นนั้นเธอคาดหวังกับชางเหว่ยหลงได้หรือไม่...

'ตราบใดที่ใช้สกุลชาง เธอไม่จำเป็นต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น'

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คำพูดของเหว่ยหลงมีอิทธิพลต่อจิตใจ แม้แต่ในตอนที่นั่งรถไปบ้านหลี่ น้ำเสียงของสามีก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัว เหมือนเป็นเทปเสียงที่อัดทิ้งไว้เปิดซ้ำไปมาวนเวียนไม่รู้จบ ผิงผิงลอบมองเสี้ยวหน้าของเหว่ยหลง ผู้ชายที่มีอำนาจเหนือกว่าใครที่เธอเคยรู้จัก เขาเป็นคนบ้างานพอควร สายตาที่ชอบมองกันอย่างดุดันจ้องหน้าจอแท็บเล็ต คนถูกแอบมองเหมือนจะรู้ตัวแล้ว คิ้วหนาเลิกขึ้นนิดๆ ทว่าผิงผิงก็หันหน้าหนีไปทางอื่นเสียแล้ว

หลี่เชียนค่อนข้างแปลกใจเมื่อจู่ๆ ลูกเขยกิตติมศักดิ์เดินทางมาพบเขาอย่างกะทันหัน ข้างกันเป็นผิงผิงที่มีใบหน้าเรียบเฉย อีเด็กคนนี้ชอบอวดดีโดยไม่สำเหนียกเลยว่าตนเป็นแค่เด็กกำพร้า หลี่เชียนด่าทออยู่ในใจ แต่ใบหน้าเหี่ยวย่นแฝงรอยยิ้มตลอดเวลา

หากผิงผิงเป็นคนที่เก็บความรู้สึกเก่ง หลี่เชียนก็คงจะเก่งด้านการแสดงไม่แพ้กัน ดังนั้นพ่อที่แสนดีจึงโผเข้ากอดลูกสาวอย่างรักใคร่ ผิงผิงไม่ได้กอดตอบ เธอผละออกจากหลี่เชียนแทบจะทันที แล้วเขยิบไปยืนข้างเหว่ยหลงตามเดิม ใบหน้าสวยเฉยเมย ช่วงหนึ่งจะสังเกตได้ว่าแววตาของเหว่ยหลงวาววับ มุมปากโค้งขึ้นจุดรอยยิ้ม

หลี่เชียนไม่พอใจอยู่ลึกๆ เขารู้สึกเหมือนโดนหักหน้าจากนังลูกสาวนอกไส้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากฉีกยิ้มทำตนเป็นผู้เฒ่าใจดี ผายมือเชิญคนทั้งสองไปที่ห้องรับรองแขกของบ้านหลี่ด้วยความกระตือรือร้น ก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบกับแม่บ้านให้หล่อนขึ้นไปตามฟางฟางมาต้อนรับพี่เขย

เหว่ยหลงสำรวจข้าวของราคาแพงในบ้านอย่างสนใจ ดูเหมือนว่าหลี่เชียนก็ไม่ได้ดูไร้หนทางขนาดนั้น มือใหญ่สอดล้วงกระเป๋ากางเกงก้าวเดินไปยังกรอบรูปภาพขนาดใหญ่ที่แขวนข้างฝาผนัง ในนั้นเป็นรูปถ่ายหลี่เชียนกับภรรยาที่ล่วงลับไปนานแล้วคุณนายลี่อิง ถัดมาเป็นใบหน้ากลมๆ ของเด็กผู้หญิงที่อุ้มตุ๊กตากระต่ายหูยาวไว้แนบอก เหว่ยหลงหยิบกรอบรูปใบเล็กขึ้นมาเพ่งพินิจ

หลี่เชียนเห็นลูกเขยสนใจเป็นพิเศษจึงรีบสาวเท้าเข้าไปแนะนำลูกสาวสุดที่รักให้รู้จัก

“หลี่ฟางฟางตอนเด็กน่ะ อาหลงน่าจะยังไม่เคยพบฟาง น้องเพิ่งกลับมาจาก...”

“อันไหนรูปถ่ายของผิงครับ” เหว่ยหลงเอ่ยถาม โดยไม่คิดจะฟังคำพ่อตาให้เสียเวลา ส่งผลให้หลี่เชียนอ้ำอึ้ง จะให้ตอบว่าอย่างไรดี ในเมื่อเขาไม่เคยมีความคิดที่จะถ่ายรูปยัยเด็กกาฝากนั่นเก็บไว้ดูเลยสักครั้ง แต่ด้วยความที่เป็นคนหัวไว จึงแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ

“รายนั้นเขาขี้อายน่ะ ไม่ยอมให้ถ่ายรูปสักเท่าไร” หลี่เชียนเอ่ยเสียงนุ่มคล้ายพ่อที่เอ็นดูลูกสาว คงมีแต่ผิงผิงเท่านั้นที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เธอกดหน้าลงซ่อนรอยยิ้มหยันไว้จนมิด พอๆ กับที่เหว่ยหลงเองก็เลิกให้ความสนใจกับสิ่งไร้สาระ เขาเดินมานั่งเคียงข้างภรรยา

เมื่อเห็นว่าฟางฟางมาถึงแล้ว หลี่เชียนรีบเดินไปจูงมือลูกสาวมาแนะนำตัวให้เหว่ยหลงรู้จัก

ผิงผิงเห็นการกระทำของพ่อก็อดขบขันไม่ได้ หรือหลี่เชียนจะลืมไปแล้วว่าเหว่ยหลงเป็นสามีของเธอ การที่เอาฟางฟางมาสปอยล์และบอกเล่ารายละเอียดยิบย่อยขนาดนั้น ไม่ต่างกับการพรีเซนต์ขายลูกสาวเลยสักนิด

หรือที่บอกว่าจะให้ฟางฟางมาแทนที่เธอจะเป็นเรื่องจริง ผิงผิงหันมองเหว่ยหลงโดยอัตโนมัติ เธอเห็นเขากดหน้าลงเพียงเล็กน้อยเป็นการทักทาย เธอแอบรู้สึกดีนิดๆ ที่เขาไม่ได้ส่งยิ้มให้ หรือทำท่าสนใจฟางฟางเป็นพิเศษ

“ที่เขาลือกันว่าคุณหลี่รักลูกสาวมากๆ คงจะเป็นเรื่องจริงนะครับ”

เหว่ยหลงใช้โทนเสียงสบายๆ แต่หลี่เชียนรู้สึกตงิดอยู่ในใจ ตามหลักหลี่กับชางน่าจะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้าเขากลับไม่เรียกเขาว่าพ่ออย่างที่ควรจะเป็น หลี่เชียนเก็บความไม่พอใจไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนโยน

“ว่าแต่พากันมาถึงนี่มีธุระอะไรหรือเปล่าผิง”

หลี่เชียนหันมองลูกสาว ผิงผิงหลบสายตา เหว่ยหลงมองฝ่ามือเล็กที่กุมเข้าหากัน แม้ใบหน้าของผิงผิงจะนิ่งสงบไม่เผยอารมณ์ แต่เขาสัมผัสได้ว่าเธอกำลังซ่อนความรู้สึกบางอย่าง

“ก่อนอื่นต้องขอโทษคุณหลี่ด้วย ที่เมื่อวานผมไม่ได้มางานเลี้ยง”

“อ๋า...เรื่องนั้นเองสินะ ไม่เป็นไรๆ”

“คุณหลี่พอรู้ไหมครับ เมื่อวานมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทำไมใบหน้าของเมียผมถึงมีรอย...คล้ายฝ่ามือ”

“คุณ!” ผิงผิงจับต้นแขนแกร่งแน่น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายความตกใจ ไหนเขาบอกว่าแค่มาเชิญหลี่เชียนไปงานประมูลเพชร แล้วทำไมเขาถึงได้ส่งคำถามแบบนั้นออกไป

“ชู่ว...เรียกเฮียหลง” ริมฝีปากร้อนกระซิบข้างใบหูขาว จมูกโด่งคลอเคลียที่แก้มนุ่ม หากมองจากมุมของหลี่เชียน ภาพที่เห็นไม่ต่างอะไรกับสามีที่คลั่งรักภรรยา

หรือข่าวลือที่ว่าชางเหว่ยหลงไม่สนใจภรรยาจะไม่เป็นความจริง หากเช่นนั้นสิ่งที่หลี่เชียนทำลงไปไม่เท่ากับว่าขุดหลุมฝังตัวเองหรอกหรือ

เหว่ยหลงโอบเอวภรรยาจากทางด้านหลัง ส่งผลให้ผิงผิงสะดุ้งเฮือก เพราะถูกมือร้อนบีบเคล้นเนื้ออ่อนที่บั้นท้าย หัวคิ้วสวยย่นเข้าหากัน เธอเงยหน้ามองเขา แต่เหว่ยหลงไม่ได้ให้ความสนใจกันเลยสักนิด เขาแค่เปลี่ยนจากบีบเคล้นเป็นลูบขึ้นลงอย่างเบามือ

ฟางฟางที่นั่งประเมินเหตุการณ์อย่างเงียบๆ เมื่อเห็นว่าบิดาอึกอักไป เธอจึงเป็นฝ่ายออกรับแทน ขณะเดียวกันความริษยาก็ผุดขึ้น เธอไม่เคยเจอลูกชายคนโตของบ้านชางมาก่อน ในตอนที่ผิงผิงต้องแต่งงานครานั้นคิดแค่ว่าคงเป็นชายหนุ่มร่างท้วมบ้ากามที่มีอำนาจในมือ ทว่าความเป็นจริงช่างต่างจากชายหนุ่มตรงหน้าเธออย่างสิ้นเชิง เขาดูสุขุมสมบูรณ์แบบไปหมดทุกตารางนิ้ว ถ้าหญิงสาวที่ได้นั่งเคียงข้างเขาเป็นเธอก็คงดีไม่น้อย

“ถ้าเรื่องเมื่อวานเป็นความผิดของฟางเองค่ะ”

หลี่เชียนหันมองลูกสาว เขาเตรียมจะเอ่ยห้าม ทว่าประโยคถัดมาก็ทำให้เขาโล่งใจมากขึ้น และนึกเอ่ยชมในความหัวเร็วของฟางฟาง

“ฟางตื่นเต้นมากไปหน่อยที่ได้เจอพี่ผิง เลยไม่ทันระวังค่ะ ตั้งใจจะเข้าไปกอดแต่ดันล้ม พี่ผิงก็เลยล้มไปด้วย ขอโทษอีกครั้งนะคะ ฟางยังรู้สึกผิดไม่หายเลย” ฟางฟางเอ่ยทั้งน้ำตาคลอเบ้า หากเป็นคนอื่นคงรู้สึกสงสารจับใจ

ผิงผิงสบตากับน้องสาว เกิดมวลความรู้สึกบางอย่างขึ้นในจิตใจ ไม่คิดเลยว่าน้องสาวใสซื่อบริสุทธิ์คนนี้จะสืบทอดเชื้อสายการแสดงมาจากหลี่เชียน

สมแล้วที่เป็นพ่อลูกกัน

“พ่อเองก็ต้องขอโทษด้วยที่เมื่อวานดูแลผิงได้ไม่ดี” หลี่เชียนรีบสมทบ แล้วเช่นนี้คนถูกกระทำอย่างเธอจะทำอะไรได้ ผิงผิงยิ้มขื่น เธอจ้องหน้าพ่อจอมปลอม รับรู้ได้ถึงความกดดันที่ส่งผ่านทางสายตา คล้ายบังคับให้เธอตามน้ำหากไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นพวกเนรคุณ

เหว่ยหลงนั่งดูเหตุการณ์ตรงหน้าเหมือนละครฉากหนึ่ง เขาไม่ได้พูดแทรกหรือเอ่ยขัด เพียงแค่อยากรู้ว่าคนสวยที่นั่งข้างๆ กันจะรับมือเช่นไร

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 66

    เหว่ยหลงออกจากโรงพยาบาลในเช้าวันถัดมา หมอวินิจฉัยแล้วว่าเขากลับมาแข็งแรงตามปกติ เพราะคนป่วยที่ไหนจะนอนละเมอถึงขั้นทำสายน้ำเกลือหลุด…หลังจากที่ข่าวการตายของจางจือลู่ถูกเผยแพร่ออกไป เหล่าผู้อาวุโสที่ร่วมมือกับจางจือลู่ถูกตามเก็บเรียงตัว เหว่ยหลงไปปรานีใครเพราะเขาปล่อยให้คนพวกนี้ลักกินขโมยกินมามากแล้ว

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 65

    “ช่วงแรกที่เราเพิ่งรู้จักกัน ตอนนั้นเฮียไล่เธอสารพัดเลย…ยังโกรธกันอยู่หรือเปล่า”ผิงผิงเงียบงันต่อมาก็ส่ายหน้าตอบ “ก็เราโดนบังคับด้วยกันทั้งคู่ ผิงจะงี่เง่าไปโกรธเฮียได้ไงกัน”“ไม่โกรธเลยจริงๆ เหรอ” เหว่ยหลงสบดวงตาคู่สวย ผิงผิงเม้มปากแน่น“น้อยใจมากกว่าค่ะ” คนสวยหน้าเศร้า เมื่อนึกถึงอดีตที่ผ่านมา ถึ

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 64

    “เรียบร้อยแล้วจ้ะ จริงๆ ไม่ต้องสลับกันมาเยี่ยมก็ได้นะ พี่รู้ว่าพวกเธองานหนัก ไว้เฮียรู้สึกตัวแล้วพี่จะรีบส่งข่าว”“ไม่เป็นอะไรเลยครับ ช่วงนี้ผมทำงานผ่านเมลเสียส่วนใหญ่ ว่าแต่ซ้อเถอะครับ กลับบ้านไปพักผ่อนบ้าง”ผิงผิงยิ้มเศร้า จะให้เธอกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้อย่างไรในเมื่อสามียังคงนอนติดเตียงเช่นนี้ ดว

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 63

    จำไม่ได้แล้วว่าร้องไห้ครั้งล่าสุดตอนอายุเท่าไร…อาจจะเป็นวันที่เหว่ยหลงรับรู้ข่าวสะเทือนใจที่แม่ของเขาจากไปด้วยโรคมะเร็ง แต่ก่อนก็เป็นเด็กที่พูดน้อยอยู่แล้ว นั่นจึงยิ่งทำให้ไม่พูดจากับใครไปเป็นเดือนๆ เขาไม่ชอบการสูญเสีย ไม่ชอบการจากลา จึงไม่แปลกที่ชางเหว่ยหลงไม่เคยเปิดใจให้ผู้หญิงคนไหน เขาไม่ปรารถนาฝ

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 62

    จือลู่เดินเข้าไปในลิฟต์ตัวเดียวกับผิงผิงรับรู้ถึงร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกของเธอ คนของเขารายงานว่าอาหลางมันกลับใจกะทันหันจำเป็นต้องสั่งเก็บ ส่วนครอบครัวของมันก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป จือลู่ไม่ใช่คนใจร้ายถึงขั้นจะทำร้ายยายแก่ๆ ได้ลงคอ“หลานของฉันอยู่ในนี้สินะ” ปลายกระบอกปืนยื่นมาแตะที่หน้าท้องนูน ผิงผ

  • ซ้อใหญ่สกุลชาง   บทที่ 61

    “ซ้อดูอ้วนขึ้นนะเนี่ย” ผิงผิงหุบยิ้มแทบจะทันที อาไป๋ส่ายหน้าระอากับคำทักทายไม่เข้าหูของน้องชาย ใครเขาให้ทักผู้หญิงว่าอ้วนกัน!“หมายถึงเจ้าตัวเล็กโตไวมากเลยนะครับ” เหยียนซีรีบแก้ตัวแต่เหมือนจะสายเกินไป ช่วงนี้ผิงผิงขี้งอนมากเป็นพิเศษ และเหว่ยหลงมีส่วนผิดเพราะเขาตามใจภรรยาทุกอย่าง“วันนี้เธอหล่อมากเลย

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status