LOGINแสงแดดยามเช้าลอดผ่านกระจกใสของโถงใต้อาคารเรียนรวม สาดกระทบกองซากอารยธรรมกระดาษชานอ้อยและขวดเครื่องดื่มชูกำลังที่เกลื่อนกลาด ฟาเดียขยับตัวตื่นจากท่าฟุบหลับบนโต๊ะ พร้อมกับอาการปวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลังและต้นคอจนต้องนิ่วหน้าลง
ครืด ครืด
โทรศัพท์ที่วางในมือสั่นสะเทือนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่หน้าจอจะขึ้นเตือนแบตเตอรี่ต่ำ ชื่อ ‘My Captain’ ปรากฏขึ้นราวกับน้ำเย็นสดชื่นกลางทะเลทราย ฟาเดียรีบกดรับ มือไม้สั่นจนเกือบทำโทรศัพท์ร่วง
“ฮัลโหลค่ะ เฮียเมฆ”
(ฟาเดีย เฮียขอโทษ)
เสียงปลายสายหอบกระเส่าแทรกด้วยเสียงล้อกระเป๋าเดินทางที่ลากไปกับพื้นสนามบินอย่างเร่งรีบ (เมื่อคืนเฮียเผลอหลับไป เฮียไม่ได้ตั้งใจทิ้งหนูนะ เฮียมันแย่เอง ขอโทษจริง ๆ)
ความน้อยใจที่ตกตะกอนนอนก้นอยู่เมื่อคืน ถูกกวนให้ฟุ้งกระจายขึ้นมาอีกครั้ง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่เธอจะมางอแง
“ไม่เป็นไรค่ะเฮีย หนูเห็นแล้วว่าเฮียเหนื่อย”
(ไม่คะ เฮียไม่ยอมให้มันจบแบบนี้) ม่านเมฆสวนกลับเสียงหนักแน่น (เฮียเช็กไฟลท์แล้ว มีไฟลท์เช้าสุดกำลังจะออก เฮียกำลังวิ่งไปเกต เฮียจะไปหาหนู)
“คะ?” ฟาเดียถึงกับลุกพรวดนั่งตัวตรงแหน่ว “แต่เฮียเพิ่งได้นอนไม่กี่ชั่วโมงเองนะ งานเริ่มเก้าโมง”
(ทันครับ ต้องทัน) ปลายสายยืนยันหนักแน่น (เฮียพลาดตอนซ้อมไปแล้ว แต่เฮียจะไม่พลาดวันจริงเด็ดขาด รอเฮียนะคนเก่ง เฮียจะไปให้ทันแน่นอน)
‘เฮียจะไปให้ทันแน่นอน’ ประโยคเดียวสั้น ๆ แต่กอบกู้ซากความหวังที่พังทลายให้กลับมาประกอบร่างใหม่ ฟาเดียเผลอกัดริมฝีปากแน่นกลั้นยิ้มทั้งน้ำตา
“ค่ะ หนูจะรอนะคะ”
(เจอกันค่ะ)
สายตัดไปพร้อมกับหน้าจอที่ดับวูบลงเพราะแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะไฟในหัวใจเธอถูกจุดติดขึ้นมาใหม่แล้ว
09:00 น. หน้าห้องประชุมคณะบริหารธุรกิจ
บรรยากาศหน้าห้องประชุมตอนนี้เรียกได้ว่าเกิดความโกลาหลระดับจลาจลย่อม ๆ จากนักศึกษาปีหนึ่งนับร้อยชีวิตที่เดินกันขวักไขว่ บ้างยืนท่องบทเหมือนคนเสียสติ บ้างเติมแป้งจนหน้าขาววอกเพราะลืมคิดไปว่าหากสปอตไลต์บนเวทีสาดซ้ำลงมา คณาจารย์และผู้ฟังบรรยายคงรู้สึกเหมือนดูโขนฝึกหัดแทนการพรีเซนต์งาน
“โอ๊ย ตายแน่ ฉันตายแน่” เมเปิ้ลเดินวนไปวนมาเป็นหนูติดจั่น มือจิกแขนเสื้อเพื่อนร่วมกลุ่มจนยับยู่ยี่ “อาจารย์แม่นั่งเป็นประธานกรรมการอะแก สายตานางนี่เหมือนพร้อมจะสาปพวกเราให้กลายเป็นหินตลอดเวลา”
“หยุดเดินก่อนได้ไหมหญิง ฉันเวียนหัวจะอ้วกแล้วเนี่ย” พะแพงหน้าซีดเผือก ขณะดมยาดมจนรูจมูกบาน
และท่ามกลางความวุ่นวาย มีเพียงฟาเดียคนเดียวที่ยืนนิ่งอยู่หน้าลิฟต์แก้ว ดวงตากลมโตจดจ้องไปที่ตัวเลขดิจิทัลสีแดงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากชั้น 1 2 3
‘ทันสิ เฮียบอกว่าทัน’
ติ๊ง
เสียงลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับหัวใจฟาเดียที่กระตุกวูบขึ้น ประตูลิฟต์เปิดออกช้า ๆ ทว่า... มันกลับว่างเปล่า
มีเพียงอาจารย์ภาควิชาบัญชีสองท่านที่เดินออกมาคุยกันหงุงหงิง ฟาเดียลอบถอนหายใจ ไหล่เล็ก ๆ ลู่ตกลงเล็กน้อย ก่อนจะสูดหายใจลึกเพื่อเรียกความหวังกลับคืนมา ‘รถอาจจะติด ขอนแก่นรถติดจะตาย’
“มองหาใครอยู่เหรอเรา” สัมผัสอุ่น ๆ แตะที่ไหล่ ฟาเดียสะดุ้งโหยง ก่อนหันขวับไปเจอคิงในชุดนักศึกษาผูกไทเต็มยศ ยืนยิ้มตาหยีส่งมาให้
“พี่คิง”
“ดูทำหน้าเข้า ซีดเป็นไก่ต้มแล้ว” คิงยื่นลูกอมฮาร์ทบีทให้เธอเม็ดหนึ่ง “อมสิ เอาน้ำตาลเข้าเส้นเลือด สมองจะได้แล่น แล้วก็เลิกจ้องลิฟต์ได้แล้ว เดี๋ยวลิฟต์มันเขิน”
ฟาเดียรับลูกอมมาพลางทำหน้ายิ้มเจื่อน ๆ “พี่คิงรู้ได้ไงคะ”
“พี่รู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเรานั่นแหละ” เขาตอบทีเล่นทีจริง สายตามองลึกเข้าไปในตาเธอราวกับอ่านใจเธอออก “เขาบอกว่าจะมาเหรอ?”
ฟาเดียพยักหน้ารับ
“งั้นก็เชื่อใจเขา หน้าที่ของเราตอนนี้คือขึ้นไปบนเวที แล้วทำให้ดีที่สุด อย่าให้เสียชื่อเด็กปั้นพี่คิง เข้าใจไหม?”
คิงขยี้ผมเธอเบา ๆ จนยุ่งนิดหน่อย ซึ่งการกระทำที่ดูเป็นธรรมชาติของเขาช่วยดึงสติเธอให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด
“ค่ะ หนูจะทำให้ดีที่สุด”
09:30 น. บนเวทีห้องประชุม
แสงไฟสปอตไลต์สาดส่องลงมาจากเพดานสูง มันดูร้อนแรงและสว่างจ้าจนสายตาพร่ามัว ฟาเดียยืนอยู่หลังโพเดียม มือที่จับเลเซอร์พอยเตอร์เย็นเฉียบและชื้นไปด้วยเหงื่อ
เบื้องหน้าเธอคือความมืดสลัวของหอประชุมที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน แต่สำหรับฟาเดียแล้วโลกทั้งใบกลับโฟกัสอยู่ที่ ‘เก้าอี้ตัวนั้น’
เก้าอี้แถวหลังสุดตรงกลาง ใกล้ประตูทางออก จุดที่เธอมองไว้ว่าเขาจะเดินเข้ามา
“สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวเมนิลา ตัวแทนกลุ่ม A1”
เธอเริ่มพูดตามสคริปต์ น้ำเสียงหวานใสกังวานผ่านไมโครโฟน ฟังดูมั่นใจและลื่นไหล แต่ภายในใจกลับกำลังกรีดร้องอย่างหนัก
‘มาสักทีสิคะเฮียเมฆ ไหนบอกว่าจะไม่พลาดไง’
ทุกครั้งที่ประตูด้านหลังเปิดออกเพื่อให้นักศึกษาคนอื่นเดินเข้าออก หัวใจของฟาเดียก็จะกระตุกวูบ จนสายตาเผลอละจากกรรมการพุ่งตรงไปที่ประตูบานนั้น
แต่ทุกครั้ง มันก็จบลงด้วยความว่างเปล่า
นาทีที่ 5 ผ่านไป เธอเริ่มอธิบายโมเดลธุรกิจ
นาทีที่ 10 ผ่านไป เธอเริ่มวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย
แต่ประตูบานนั้นก็ยังคงปิดสนิทราวกับกำแพงสูงชันที่กั้นเธอออกจากโลกภายนอก พร้อมกับความหวังที่เคยลุกโชนเมื่อเช้า ค่อย ๆ หรี่แสงลงทีละนิด เหมือนเทียนที่ถูกลมพัดวูบไหว ความมั่นใจที่รวบรวมไว้เริ่มสั่นคลอนเช่นเดียวกับเสียงของเธอที่เริ่มแกว่งเล็กน้อยเมื่อพูดถึงส่วนสรุป
‘เขามาไม่ทัน’
ความจริงข้อนี้เริ่มกัดกินใจทีละน้อย ความรู้สึกโดดเดี่ยวถาโถมเข้ามาท่ามกลางแสงไฟที่สว่างจ้า เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักแสดงละครใบ้ที่กำลังแสดงบทบาทสมมติให้เก้าอี้ว่างเปล่าดู
ในวินาทีที่กำลังจะหมดหวัง สายตาของเธอปะทะเข้ากับร่างหนึ่งที่ยืนพิงผนังอยู่มุมห้อง... คิง
เขายืนกอดอกมองมาที่เธอ ไม่ใช่การมองผ่าน ๆ แต่เป็นการมองด้วยความจดจ่อ สายตาคู่นั้นมั่นคงและส่งกำลังใจมาให้เงียบ ๆ เมื่อเห็นเธอสบตากับเขา เขาก็ไม่รอช้าที่จะชูนิ้วโป้งให้ แล้วขยับปากบอกว่า ‘เก่งมาก’
ก้อนความรู้สึกควบแน่นจนมาจุกที่ลำคอ
คนที่เธอรอ... ไม่มา แต่คนที่เธอไม่ได้รอ... กลับยืนอยู่ตรงนี้ตลอดเวลางั้นเหรอ?
“และนี่คือ บทสรุปของ Cloud Cafe ขอบคุณค่ะ” ฟาเดียกัดฟันพูดประโยคสุดท้ายจนจบ เสียงปรบมือดังเกรียวกราวปลุกเธอให้ตื่นจากภวังค์ความเจ็บปวด เธอฝืนยิ้มก่อนย่อตัวลงไหว้ขอบคุณ
แสงไฟบนเวทีดับวูบลง พร้อมกับหัวใจดวงเล็ก ๆ ที่หล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
10:45 น. ลานหน้าคณะ
การนำเสนอจบลงแล้ว บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความโล่งใจของเพื่อน ๆ
“แกเห็นหน้าอาจารย์แม่ปะ นางพยักหน้าด้วยเว้ย กลุ่มเรารอดแล้ว” เมเปิ้ลกรี๊ดกร๊าดกระโดดกอดพะแพงแน่น
ฟาเดียยืนยิ้มบาง ๆ อยู่ในวงล้อม มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์ที่แบตหมดแน่นจนเจ็บ เธอไม่ได้ยินเสียงเพื่อนคุยกันเลยด้วยซ้ำ เพราะหูของเธออื้อไปหมด
เอี๊ยด
เสียงเบรกลากล้อดังสนั่นหวั่นไหวที่หน้าตึกคณะ เรียกสายตาของทุกคนให้หันไปมอง รถเก๋งเช่าสีขาวสภาพกลางเก่ากลางใหม่จอดเทียบฟุตบาทด้วยความเร่งรีบ ประตูฝั่งคนขับถูกผลักออกอย่างแรงพร้อมกับร่างสูงที่ก้าวลงมา ไม่ใช่ภาพของเทพบุตรกัปตันที่ใคร ๆ ฝันถึงเมื่อก่อน
แต่เป็นม่านเมฆที่อยู่ในสภาพห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ฟาเดียเคยเห็น
เสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงยับย่นและหลุดลุ่ยออกจากกางเกง เนคไทถูกดึงคลายจนเบี้ยว ผมเผ้าที่ปกติจะเซตทรงเนี้ยบกริบดูยุ่งเหยิงและเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ หอบหายใจตัวโยนเหมือนคนวิ่งมาราธอนมาหลายสิบกิโลเมตรอย่างไม่หยุดพัก
เขากวาดสายตาเลิ่กลั่กมองหาท่ามกลางฝูงชน ก่อนจะมาหยุดที่เธอและในวินาทีที่สบตากัน ฟาเดียเห็นความเจ็บปวดฉายชัดในดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน เขารีบวิ่งตรงดิ่งเข้ามาหาเธอ ไม่สนใจสายตาใคร ไม่สนใจกระทั่งภาพลักษณ์ CEO ของตัวเอง
“ฟาเดีย” เสียงของเขาแหบพร่า ขาดห้วง
“....” ฟาเดียยืนนิ่ง ขาแข็งจนก้าวไม่ออกขณะมองดูเขาที่มายืนหอบอยู่ตรงหน้า
“จบ แล้วเหรอครับ” คำถามนั้นแผ่วเบาเหมือนเสียงกระซิบ แต่มันดังก้องในความรู้สึก ฟาเดียเม้มปากแน่น ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“ค่ะ จบไปเมื่อกี้เอง”
ม่านเมฆหลับตาลง ไหล่กว้างลู่ตกลงอย่างคนพ่ายแพ้ “เฮียขอโทษ” เขาพูดเสียงสั่น ก่อนเอื้อมมือที่ชื้นเหงื่อมาจับมือเธอไว้ “เครื่องดีเลย์ รถติด เฮีย... เฮียพยายามแล้ว”
คำแก้ตัวมากมายพรั่งพรูออกมา แต่ฟาเดียรู้ดีว่าเขาไม่ได้แก้ตัว เขาแค่กำลังเจ็บปวดที่รักษาสัญญาไม่ได้เท่านั้นเอง
“ไม่เป็นไรค่ะเฮีย” เธอตอบกลับไปเสียงเบาพลางพยายามฝืนยิ้มให้เขา ซึ่งสำหรับเธอมันคือยิ้มที่ยากที่สุดในชีวิต
“หนูโอเค จริง ๆ นะ”
ม่านเมฆมองรอยยิ้มนั้นนิ่งงั้น รอยยิ้มที่เหมือนมีดกรีดใจ เขาพูดไม่ออกเลยได้แต่รวบตัวเธอเข้าไปกอดแน่นกลางลานคณะ แล้วซุกหน้าลงกับไหล่เธอ
“เฮียขอโทษ” เขาเอ่ยออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ เขารู้ว่าเขาผิดที่มาไม่ทันทั้งที่ให้สัญญากับเธอไปแล้ว รู้ว่าพลาดช่วงเวลาที่เธอต้องการเขามากที่สุด... แต่เขาทำเต็มที่แล้วจริง ๆ
“....” ฟาเดียยืนนิ่งในอ้อมกอดเขา น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาอาบแก้มเงียบ ๆ เธอดีใจที่เขามา แต่เธอก็เสียใจที่ความรักของเขา เดินทางมาถึงช้ากว่าความรู้สึกของเธอเสมอ
ณ มุมเสาห่างออกไป
คิงยืนพิงเสามองภาพนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในมือถือช่อช็อกโกแลตที่ตั้งใจทำเองเมื่อคืน เขาเห็นทุกอย่าง เห็นความพยายามของม่านเมฆและเห็นน้ำตาของฟาเดีย
“มาช้ายังดีกว่าไม่มา” คิงพึมพำเบา ๆ ก่อนจะแสยะยิ้มมุมปากที่ดูขมขื่น
“แต่สำหรับบางคน... มาช้า ก็คือ ไม่มา”
เขาโยนช่อดอกไม้ลงถังขยะข้างตัวอย่างไม่ลังเล จัดปกเสื้อให้เรียบร้อย แล้วเดินล้วงกระเป๋าจากไปเงียบ ๆ
ในสงครามความรักครั้งนี้ คนที่ยืนอยู่ข้างเวทีตลอดเวลาอาจจะไม่ได้รางวัลก็จริง แต่คนที่มาตอนจบก็อาจจะไม่ได้หัวใจไปทั้งหมดเช่นกัน
เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นและคะแนนความเชื่อใจในวันนี้ ดูเหมือนฝั่งเจ้าถิ่นจะได้แต้มนำไปก่อนแล้วหนึ่งแต้มเต็ม ๆ
วิลล่าส่วนตัว หาดกมลา ภูเก็ตดวงอาทิตย์ดวงโตสีส้มจัดจ้านกำลังค่อย ๆ หย่อนตัวลงจูบขอบฟ้าอันดามัน สาดแสงสีทองอำพันสุดท้ายของวันลงมากระทบผิวน้ำทะเลที่เป็นลอนคลื่นระยิบระยับราวกับเกล็ดทองคำสายลมยามเย็นพัดหอบเอาความสดชื่นของทะเลเข้ามาปะทะกับกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอของบาร์บีคิวเนื้อเกรดพรีเมียมและเนยกระเทียมที่กำลังย่างฉ่าอยู่บนเตาถ่าน กลิ่นดอกลีลาวดีและดอกแก้วในสวนส่งกลิ่นหอมเย็น ๆ ลอยล่องมาตามลม ผสมผสานกับเสียงดนตรีเบา ๆ ที่เปิดคลอสร้างบรรยากาศทว่า ความสงบเงียบและความโรแมนติกของธรรมชาตินั้น ช่างดูขัดแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนสนามหญ้าหน้าบ้านอย่างสิ้นเชิง เพราะบัดนี้ พื้นที่สีเขียวขจีได้ถูกยึดครองโดยกองทัพมนุษย์ตัวจิ๋วและสภาญาติผู้ใหญ่ที่มารวมตัวกันจนวิลล่าหลังใหญ่ดูเล็กลงไปถนัดตาม่านเมฆ ในฐานะผู้จ่ายเงินยืนกุมขมับอยู่มุมเสา เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นหญ้านวลน้อยราคาแพงที่ตอนนี้เริ่มมีสภาพไม่ต่างจากทุ่งหญ้าสะวันนาที่เพิ่งผ่านการอพยพของฝูงวิลเดอบีสต์“ทำไมคนมันเยอะขนาดนี้วะเนี่ย” ม่านเมฆพึมพำกับตัวเอง สายตาล่อกแล่กมองไปรอบงาน “นี่มันงานวันเกิดเด็ก 5 ขวบ หรือมหกรรม
ถนนส่วนบุคคล หน้าวิลล่า จ. ภูเก็ตแสงอรุณยามเช้าตรู่สาดส่องลงมากระทบยอดทิวสนที่เรียงรายอยู่สองข้างทางของหมู่บ้านหรูก่อให้เกิดลำแสงสีทองอ่อน ๆ ที่ตัดผ่านละอองหมอกจาง ๆ เหนือพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่ม น้ำค้างยอดหญ้าสะท้อนแสงวิบวับราวกับอัญมณีที่ธรรมชาติบรรจงโปรยปรายไว้ต้อนรับวันใหม่ กลิ่นไอดินชื้นเย็นผสมผสานกับกลิ่นลมทะเลสะอาดสดชื่นที่พัดโชยมาเป็นระยะ สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลายจนอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้ เสียงนกร้องจิ๊บๆ ประสานกับเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ เป็นดนตรีบรรเลงขับกล่อมให้โลกใบนี้ดูงดงามราวกับภาพวาดราคาแพงบนถนนลาดยางที่สะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผง ร่างสูงใหญ่ของม่านเมฆในชุดออกกำลังกายรัดรูปสีเทาเข้มที่ขับเน้นมัดกล้ามทุกสัดส่วนกำลังวิ่งจ็อกกิ้งด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและสง่างาม เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพรายตามขมับและลำคอ ยิ่งทำให้ซีอีโอหนุ่มดูเซ็กซี่และทรงพลังในแบบที่สาว ๆ เห็นแล้วต้องเหลียวหลังแต่ทว่า สายตาของม่านเมฆไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ระยะทางในนาฬิกาสมาร์ทวอทช์หรือทิวทัศน์อันงดงามรอบกายดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังกลุ่มก้อนความรักที่เดินเตาะแตะอยู่ข้างหน้าห่างออกไปไม่กี่เมตรฟาเดีย ในชุดเด
วิลล่าส่วนตัว หาดกมลา ภูเก็ตท้องฟ้าเหนือเกาะภูเก็ตวันนี้ถูกฉาบทาด้วยสีเทาหม่นของเมฆฝนก้อนมหึมาที่ลอยต่ำจนแทบจะสัมผัสยอดทิวสน สายฝนเม็ดหนาหนักเทกระหน่ำลงมากระทบหลังคาและกระจกหน้าต่างบานใหญ่ของวิลล่าหรูจนเกิดเสียงดัง ซู่ ซู่ อย่างต่อเนื่องและยาวนานราวกับฟากฟ้ากำลังระบายความโศกเศร้าออกมาจนหมดสิ้น ไอความชื้นแฉะและกลิ่นดินระเหยลอยฟุ้งแทรกซึมเข้ามาในบรรยากาศ ผสมผสานกับเสียงคลื่นทะเลที่ซัดสาดชายฝั่งอย่างเกรี้ยวกราด ทำให้บรรยากาศเช้านี้ดูหดหู่และเงียบเหงาผิดวิสัยบ้านที่มีเด็กเล็กภายในห้องนอนมาสเตอร์เบดรูมที่กว้างขวาง อุณหภูมิถูกปรับให้อุ่นขึ้นเล็กน้อย กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้และกลิ่นสะอาดของน้ำยาปรับผ้านุ่มที่คุ้นเคย บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนอ่อน ๆ ของยูคาลิปตัสจากแผ่นแปะแก้คัดจมูกและกลิ่นยาน้ำรสส้มที่ลอยอบอวลไปทั่วห้อง ราวกับห้องนอนหรูหราแห่งนี้ได้ถูกแปลงสภาพเป็นหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) แผนกกุมารเวชไปเสียแล้วบนเตียงคิงไซส์หนานุ่มมีร่างเล็ก ๆ สองร่างนอนซมอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาพันวาสาวน้อยจอมแก่นที่ปกติพลังงานล้นเหลือ บัดนี้นอนแก้มแดงปลั่งเพราะพิษไข้ ผมเปียสองข้างยุ่งเหยิง หายใจฟืดฟาดเสียงดังเพร
หน้าโรงเรียนนานาชาติภูเก็ตแสงแดดยามบ่ายแก่ ๆ ของเกาะภูเก็ตสาดส่องลงมากระทบหลังคารถหรูนับร้อยคันที่จอดเรียงรายอยู่หน้าประตูโรงเรียนนานาชาติจนเกิดประกายแสงวิบวับแสบตา ไอความร้อนจากท่อไอเสียและพื้นถนนเต้นระริกเป็นคลื่นความร้อนที่บิดเบี้ยวภาพทิวทัศน์รอบข้างให้ดูเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ยังไม่แห้งดี เสียงจจอแจของผู้ปกครองหลากเชื้อชาติที่มายืนรอลูกหลานดังผสมปนเปกับเสียงนกหวีดของ รปภ. และเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มแต่ภายในรถตู้ Alphard สีดำมันปลาบที่ติดฟิล์มดำสนิทจนมองไม่เห็นด้านใน บรรยากาศกลับเย็นยะเยือกราวกับอยู่ในขั้วโลกเหนือ เครื่องปรับอากาศทำงานเต็มสูบเพื่อดับไฟในอกของชายสองวัยที่กำลังนั่งจ้องหน้าจอแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดหน้ารถตาเขม็งม่านเมฆซีอีโอหนุ่มผู้คลั่งรัก นั่งกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือขึ้นเป็นแนวไปถึงท่อนแขน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความทรมานราวกับกำลังดูหนังผีที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตข้าง ๆ กันคือ ฟลอยด์ที่บินด่วนลงมาจากสกลนครพร้อมปุ้ย เพื่อมาเยี่ยมหลานสุดที่รักฟลอยด์อยู่ในสภาพสวมแว่นกันแดดสีดำสนิท กัดฟันกรอด ๆ จนกรามปูนโปน“มันมาแล้ว ไอ้เด็กนั่นมันเดินมา
ศูนย์การค้า เซ็นทรัล ฟลอเรสต้า ภูเก็ตบ่ายวันเสาร์ที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเกาะภูเก็ตส่งเปลวแดดร้อนระอุแผดเผาลงมาจนยางมะตอยบนลานจอดรถแทบจะละลายกลายเป็นสายน้ำสีดำข้น แต่ทว่า ทันทีที่ประตูอัตโนมัติบานยักษ์เลื่อนเปิดออก กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำหอมปรับอากาศระดับลักชูรีและไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศก็พุ่งเข้าปะทะผิวกาย ราวกับเดินก้าวข้ามทะเลทรายซาฮาร่าเข้าสู่โอเอซิสอันศิวิไลซ์ภายในห้างสรรพสินค้าหรูหราที่ถูกออกแบบให้เหมือนป่าหิมพานต์ยุคดิจิทัล แสงไฟวอร์มไวท์สาดส่องลงบนพื้นหินอ่อนมันวาววับสะท้อนภาพผู้คนที่เดินขวักไขว่ แต่ท่ามกลางฝูงชนนับพัน มีครอบครัวหนึ่งที่โดดเด่นออกมาจนใคร ๆ ต่างก็ต้องเหลียวหลังมองม่านเมฆซีอีโอหมื่นล้านผู้กุมบังเหียน Cloud Airlines บัดนี้อยู่ในสภาพ เบ๊ผู้ทรงเกียรติ สองแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขน พะรุงพะรังไปด้วยถุงกระดาษแบรนด์เนมสีสันสดใสนับสิบใบ ทั้ง Gucci Kids, Dior Baby และร้านของเล่นชั้นนำจนแทบจะมองไม่เห็นทางเดิน“ฟาเดีย เฮียว่าลูกเราใส่เสื้อผ้าไม่ซ้ำกันได้สามปีแล้วนะครับ” ม่านเมฆโอดครวญเสียงอ้อน ส่งสายตาปริบ ๆ ให้ภรรยาคนสวยที่เดินนำหน้าอย่างสง่าง
ณ วิลล่า หาดกมลา ภูเก็ต บ่ายวันเสาร์เมฆสีเทาหม่นปกคลุมทั่วท้องฟ้าเหนือเกาะภูเก็ต สายฝนเม็ดละเอียดโปรยปรายลงมากระทบผิวน้ำทะเลและกระจกหน้าต่างบานใหญ่ของวิลล่าอย่างไม่ขาดสาย ก่อให้เกิดเสียง เปาะแปะ เปาะแปะ ที่ชวนให้รู้สึกง่วงงุนและเกียจคร้าน กลิ่นไอดินชื้นแฉะผสมกับกลิ่นไอทะเลลอยอบอวลอยู่ในอากาศภายนอกผิดกับอากาศเย็นฉ่ำและแห้งสนิทจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องนั่งเล่นที่ถูกเปิดทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 23 องศาเซลเซียสบรรยากาศในบ้านวันนี้เงียบสงบผิดปกติ ราวกับอยู่ในห้องสมุดแห่งชาติมากกว่าจะเป็นบ้านที่มีเด็กแฝดวัยกำลังซน มีเพียงเสียงวัตถุพลาสติกแข็งกระทบกันดัง กริ๊ก กริ๊ก เป็นจังหวะสม่ำเสมอกลางห้องนั่งเล่นที่ปูด้วยพรมขนสัตว์เทียมสีขาวสะอาดตาพันไมล์ หนุ่มน้อยวัย 4 ขวบเศษ นั่งขัดสมาธิหลังตรงแน่วด้วยท่าทางสุขุมยิ่งกว่าพระเกจิอาจารย์ ตรงหน้าเขามีกองภูเขาพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับพันชิ้นวางกองรวมกันอย่างเป็นระเบียบมันคือ Lego Star Wars, The Death Star ชุดใหญ่ยักษ์อลังการงานสร้างที่มีจำนวนชิ้นส่วนมากถึง 5,000 ชิ้น ของขวัญต้อนรับกลับบ้านที่ ม่านเมฆซื้อให้ลูกชายเพื่อปลอบขวัญที่ต้องกลับมาเจออากาศร้อนชื้นข







