LOGINแสงแดดช่วงบ่ายของจังหวัดขอนแก่นแผดเผาจนไอความร้อนเต้นระยิบระยับอยู่เหนือพื้นยางมะตอย เสียงจั๊กจั่นเรไรในสวนป่าของมหาวิทยาลัยร้องระงมแข่งกับเสียงบ่นกระปอดกระแปดของนักศึกษาสาวสามคนที่กำลังเดินแบกของพะรุงพะรังออกมาจากหอสมุดกลาง
“โอ๊ย นี่อาจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์แกสั่งรายงานหรือสั่งให้พวกเราไปกระโดดกราฟหุ้นตายวะ”
เมเปิ้ลโอดครวญเสียงหลง ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่แต่งแต้มมาอย่างดีเริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม ในอ้อมแขนมีทั้งหนังสือเล่มหนาเตอะสามเล่มที่หนักอึ้งราวกับอุ้มอิฐเตรียมไปก่อที่ไซด์งานก่อสร้าง
“บ่นไปก็เท่านั้นแหละย่ะ รีบเดินเข้าเถอะ เดี๋ยวเครื่องสำอางฉันละลายหมด” พะแพงที่หอบแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ไม่ต่างกันกัดฟันตอบ พลางพยายามทรงตัวบนรองเท้าส้นสูงสองนิ้วที่ดูเหมือนจะตัดสินใจผิดมหันต์ที่เลือกใส่มาเดินมาราธอนวันนี้
ฟาเดียเดินรั้งท้ายสุด ในอ้อมแขนเล็ก ๆ ของเธอมีทั้งกองหนังสืออ้างอิงและถุงใส่อุปกรณ์ทำโมเดลพรีเซนต์ที่สูงท่วมคาง แขนเรียวเริ่มสั่นระริกเพราะน้ำหนักที่กดทับมาเป็นเวลานานจนเกิดรอยแดงจาง ๆ ที่ท้องแขน
“ไหวไหมแก ให้ฉันช่วยถือถุงโมเดลไหม” เมเปิ้ลหันมาถามด้วยความเป็นห่วง แม้ตัวเองจะเอาตัวแทบไม่รอด
“ไหว ๆ อีกนิดเดียวก็ถึงลานจอดรถแล้ว” ฟาเดียฝืนยิ้มตอบ ทั้งที่เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มไหลลงมาตามกรอบหน้าสวยหวาน
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นจากกระเป๋ากระโปรง แต่ฟาเดียไม่มีมือว่างพอที่จะหยิบมันขึ้นมาดู เธอเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นข้อความแจ้งเตือนโปรโมชันจากค่ายมือถือ หรือไม่ก็แจ้งเตือนกลุ่มไลน์คณะ
ไม่ใช่ ‘เขาคนนั้น’ หรอก
เพราะเมื่อเช้าเฮียเมฆส่งข้อความมาบอกแล้วว่า ‘วันนี้บินไปกลับญี่ปุ่นด่วนนะครับ อาจจะไม่ได้จับมือถือเลย’
ความรู้สึกวูบโหวงในอกแล่นพล่านขึ้นมาแวบหนึ่ง ในวันที่แดดร้อน หอบของหนักและเหนื่อยสายตัวแทบขาดแบบนี้ ถ้ามีรถไฮเปอร์คาร์คันนั้นมารอรับหรือมีมือหนา ๆ ของใครบางคนมาช่วยแบ่งเบาภาระก็คงจะดีไม่น้อย แต่โลกความจริงคือ เธอต้องแบกมันด้วยตัวเอง
“ว้าย!”
และในจังหวะที่ฟาเดียก้าวลงจากฟุตบาท ขาที่ล้าจากการเดินเกร็งมานานเกิดอ่อนแรงกะทันหัน รองเท้าผ้าใบพลิกตะแคงจนร่างบางเซถลาไปข้างหน้า พร้อมกับกองหนังสือในมือที่ทำท่าจะร่วงกระจายลงพื้น
ฟาเดียหลับตาปี๋ เตรียมรับชะตากรรมและความเจ็บปวด
หมับ
ทว่า แรงกระแทกที่ตนรอรับไว้กลับไม่เกิดขึ้น
เพราะท่อนแขนแข็งแรงของใครบางคนสอดเข้ามารับกองหนังสือและถุงอุปกรณ์ทั้งหมดในมือเธอไว้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับเขารอจังหวะนี้อยู่แล้ว ส่วนอีกมือหนึ่งก็คว้าเข้าที่ต้นแขนของเธอเพื่อพยุงให้ทรงตัวยืนขึ้นได้
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นสบู่สะอาด ๆ ลอยมาเตะจมูก เป็นกลิ่นที่ต่างจากกลิ่นหนังแท้และไวน์ราคาแพงของม่านเมฆโดยสิ้นเชิง มันเป็นกลิ่นของแสงแดด กลิ่นของแป้งเย็นและกลิ่นของความสดชื่นแบบวัยรุ่น
“ระวังหน่อยครับ เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก”
เสียงทุ้มห้าวที่เจือรอยยิ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ ฟาเดียลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะพบกับใบหน้าของชายหนุ่มที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหน้า
เขาเป็นผู้ชายผิวขาวจัดแบบลูกคนจีนที่โดนแดดเลียจนแก้มขึ้นสีระเรื่อ ดวงตาเรียวรีหยีลงเป็นรูปสระอิเมื่อเขายิ้ม จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากหยักลึกที่ดูขี้เล่น ผมรองทรงสั้นเซตแบบไม่ได้ตั้งใจให้ดูยุ่งนิด ๆ เข้ากับเสื้อช็อปสีเลือดหมูของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ นี่มันเสื้อช็อปของเด็กบริหารฯ สาขาการจัดการอุตสาหกรรมนี่นา
“เจ็บตรงไหนไหมครับ” เขาถามย้ำ พลางกวาดสายตามองสำรวจเธอด้วยความเป็นห่วง
“มะ ไม่เจ็บค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฟาเดียรีบผละตัวออกมาเล็กน้อย รู้สึกเกรงใจที่ของทั้งหมดในมือเธอตอนนี้ย้ายไปอยู่ในอ้อมแขนเขาหมดแล้ว
“ตายแล้ว” เสียงเมเปิ้ลหวีดร้องเบา ๆ มาจากด้านหลัง “นั่นมัน พี่คิงนี่”
“หือ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหันไปส่งยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋มลึกที่สองข้างแก้มให้เพื่อนสาวของเธอ “รู้จักพี่ด้วยเหรอครับ”
“จะไม่รู้จักได้ไงคะ” พะแพงรีบปรี่เข้ามาทำคะแนน “พี่คิง จิรายุ ปีสาม เดือนคณะบริหารฯ ตัวท็อปของรุ่น ใครไม่รู้จักก็บ้าแล้วค่า”
คิง จิรายุ หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เขาขยับกองหนังสือในมือให้เข้าที่เข้าทางอย่างคล่องแคล่ว ราวกับของหนักพวกนี้เป็นแค่ของเกะกะน้ำหนักเบา
“เดือนดอนอะไรกันครับ พี่ก็แค่นักศึกษาตาดำ ๆ นี่แหละ ว่าแต่พวกเราจะขนย้ายบ้านไปไหนกันเนี่ย แบกกันหลังแอ่นเชียว”
“จะเอาไปเก็บที่รถค่ะ จอดอยู่ตรงลานคณะเองค่ะ” ฟาเดียชี้มือไปทางลานจอดรถ “เดี๋ยวหนูช่วยถือคืนนะคะพี่คิง เกรงใจค่ะ ของหนักมากเลย” เธอทำท่าจะแย่งของคืน แต่คิงกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ
“ไม่ต้องเลย ๆ แขนเล็กนิดเดียว เดี๋ยวแขนหักคามหาลัยขึ้นมาพี่จะทำไงล่ะ ให้ผู้ชายอกสามศอกอย่างพี่ช่วยน่ะถูกแล้วครับ ถือว่าทำคะแนนจิตพิสัย” เขาขยิบตาให้ทีหนึ่ง ก่อนจะออกเดินนำหน้าไปหน้าตาเฉย “ตามมาครับสาว ๆ รถคันไหนว่ามาเลย”
ฟาเดียยืนอึ้งไปชั่วขณะ รู้สึกทำตัวไม่ถูกกับความเข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของรุ่นพี่คนนี้ เขาดูไม่มีกำแพง ไม่มีความถือตัวและไม่มีพิธีรีตองใด ๆ
“แกจะยืนบื้อทำไม ตามไปสิยะ” เมเปิ้ลสะกิดยิก ๆ “ผู้ชายหล่อใจดีมาช่วยถือของ เป็นบุญแขนจริง ๆ โอ๊ย พ่อเทพบุตร”
ฟาเดียส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะรีบเดินตามแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อช็อปสีเลือดหมูนั้นไป
“คันนี้ใช่ไหมครับ”
คิงวางของทั้งหมดลงบนเบาะหลังรถอีโคคาร์คันเล็กของเมเปิ้ลอย่างเบามือ เขาปาดเหงื่อที่หน้าผากเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มไม่ขาด
“ขอบคุณพี่คิงมาก ๆ เลยนะคะ ถ้าไม่ได้พี่คิง พวกหนูคงแขนหลุดกันไปแล้ว” ฟาเดียยกมือไหว้ขอบคุณจากใจจริง
“ไม่เป็นไรครับ พี่ผ่านมาพอดี เห็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ สามคนกำลังแบกอิฐแบกปูนแล้วก็เลยอดช่วยไม่ได้” คิงแซวพลางล้วงมือในกระเป๋ากางเกง ยืนพิงรถข้าง ๆ อย่างเท่ระเบิด “ว่าแต่ เราชื่ออะไรครับ พี่จะได้จำว่าเคยช่วยชีวิตไว้”
“ชื่อฟาเดียค่ะ”
“ฟาเดีย” คิงทวนคำ รอยยิ้มมุมปากกดลึกขึ้น สายตาที่มองเธอวิบวับเป็นประกายแปลก ๆ “ชื่อเพราะดีครับ แปลว่าผู้ไถ่บาปหรือเปล่า หรือแปลว่า ผู้ขโมยหัวใจ”
“ฮิ้วววว” สองสาวกองเชียร์ประสานเสียงแซวทันที ฟาเดียหน้าร้อนวูบ ไม่คิดว่าจะโดนหยอดมุกเสี่ยวใส่กลางลานจอดรถแบบนี้
“พี่คิงก็...” ฟาเดียแก้เก้อ “นี่เพื่อนหนูค่ะ เมเปิ้ลกับพะแพง”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับสาวสวยทุกคน” คิงพยักหน้าทักทายอย่างให้เกียรติ แต่สายตายังคงวนเวียนกลับมาที่ฟาเดีย “เรียนหนักกันน่าดูเลยนะปีหนึ่ง สู้ ๆ นะครับ ถ้ามีวิชาไหนไม่เข้าใจ หรืออยากได้ชีทสรุปของรุ่นพี่ แวะไปหาพี่ที่ตึกสโมสรนักศึกษาได้นะ พี่สิงอยู่ที่นั่นประจำ”
“จริงเหรอคะ วิชาไมโครฯ ยากมากเลยค่ะพี่คิง ถ้าได้ติวเตอร์หล่อ ๆ แบบพี่คิงคงเกรด A แน่นอน” พะแพงรีบเสนอหน้า
“ได้เสมอครับ สำหรับน้อง ๆ พี่ว่างตลอด โดยเฉพาะน้องคนนี้” เขาพยักพเยิดหน้าไปทางฟาเดีย
ฟาเดียยิ้มเจื่อน รู้สึกถึงความนัยที่แฝงมา แต่เธอก็รีบสร้างกำแพงบางขึ้นมากั้น
“ขอบคุณค่ะพี่คิง แต่คงไม่รบกวนหรอกค่ะ พวกหนูพอถูไถได้”
“อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธสิครับ เก็บไว้เป็นตัวเลือกก็ได้ เผื่อวันไหนติวเตอร์คนอื่นเขาไม่ว่าง”
คำพูดนั้นเหมือนจี้ใจดำ ฟาเดียชะงักไปนิดหนึ่ง ติวเตอร์คนประจำของเธอ ตอนนี้คงบินอยู่เหนือเมฆที่ไหนสักแห่ง และคงไม่ว่างมาติวให้เธออย่างที่เขาว่าจริง ๆ
ครืด ครืด
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าฟาเดียสั่นระรัว เธอรีบหยิบขึ้นมาดูด้วยความหวังว่าจะเป็นม่านเมฆ แต่หน้าจอกลับโชว์ชื่อ Pa’Floyd พร้อมไอคอนวิดีโอคอล
“อุ๊ย ป๊าโทรมา” ฟาเดียหน้าซีดแล้วรีบกดรับสาย ภาพป๊าฟลอยด์ที่สวมแว่นตาดำในบ้าน ปรากฏขึ้นเต็มจอ
(เลิกเรียนหรือยังลูก ทำไมยังไม่กลับห้อง) เสียงเข้มดังลอดออกมาจนคนรอบข้างได้ยิน
“กำลังจะกลับค่ะป๊า อยู่ที่ลานจอดรถ” ฟาเดียตอบเสียงอ่อย พยายามหันกล้องหนีไม่ให้ติดผู้ชาย
แต่คิงกลับชะโงกหน้าเข้ามาในเฟรมอย่างรู้งาน พร้อมโบกมือทักทายหยอย ๆ
“สวัสดีครับคุณอา ผมรุ่นพี่ที่คณะน้องฟาเดียเองครับ”
ฟลอยด์ในจอนิ่งกึก เขาถอดแว่นดำออกทันที ดวงตาดุดันจ้องเขม็งมาที่ผู้ชายหน้าตี๋ที่บังอาจมาเข้าใกล้ลูกสาว
(เฮ้ย! ไอ้หน้าจืดนี่มันเป็นใคร ทำไมมายืนหายใจรดต้นคอลูกสาวฉันขนาดนั้น) เสียงตะโกนดังลั่นจนฟาเดียต้องรีบลดเสียง
“เอ่อ พี่คิงค่ะป๊า พี่เขามาช่วยหนูถือของ”
(ถือของบ้านป้ามันสิ หน้าตาเจ้าเล่ห์ ยิ้มกวนบาทาแบบนั้น มันจ้องจะงาบลูกชัด ๆ) คนหวงลูกสาวถึงกับของขึ้นถึงกับชี้หน้าด่าผ่านจอ (ไอ้หนุ่ม! นายถอยออกไปห่าง ๆ ลูกสาวฉันเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย! ไม่งั้นฉันจะยิงผ่านสัญญาณดาวเทียมไปเดี๋ยวนี้แหละ)
ฟาเดียหน้าเสีย รีบหันไปมองคิง “พี่คิงคะ หนูขอโทษนะคะ ป๊าหนูเขา...”
แต่คิงกลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังหัวเราะร่าเหมือนเห็นเป็นเรื่องตลก
“คุณอาใจเย็น ๆ นะครับ ผมชื่อคิงครับ ไม่ใช่ไอ้หน้าจืด” คิงตอบกลับเสียงใส แถมยังยื่นหน้าเข้าไปใกล้กล้องอีก
“แล้วผมก็ไม่ได้จ้องจะงาบครับ ผมจ้องจะ... เอ้ย! ผมแค่ช่วยน้องถือของเฉย ๆ คุณอาไม่ต้องห่วงนะครับ ผมเป็นคนดี มีศีลธรรม หน้าตาอาจจะดูเจ้าชู้ แต่รักจริงหวังแต่งนะครับ”
(นาย! ไอ้เด็กปีนเกลียว! นายกล้าดียังไงมาเล่นลิ้นกับฉัน) ฟลอยด์หน้าแดงก่ำ หันไปตะโกนเรียกกำลังเสริม (ปุ้ย! ปุ้ยอยู่ไหน! เอาลูกซองมาให้พี่ที มีแมลงวันหัวเขียวมาตอมลูกสาวเราอีกแล้ว)
“พี่คิง! อย่าไปกวนป๊าสิคะ” ฟาเดียรีบปราม แต่ในใจก็อดทึ่งไม่ได้ที่คิงกล้าต่อปากต่อคำกับป๊าฟลอยด์ขนาดนี้ ปกติผู้ชายคนอื่นวิ่งหนีป่าราบไปแล้ว
“ผมไม่ได้กวนครับคุณอา ผมพูดจริง” คิงยังคงยิ้มแป้น “คุณอามีลูกสาวน่ารักขนาดนี้ ก็ต้องมีคนมาจีบเป็นธรรมดา แทนที่จะไล่ตะเพิด ลองพิจารณาผมไว้ในอ้อมอกอ้อมใจสักคนสิครับ รับรองว่าผมดูแลดีไม่แพ้ใครเลยนะ”
(ไม่โว้ย! ฉันเกลียดผู้ชายทุกคนโดยเฉพาะไอ้พวกหน้าตี๋ ๆ กวนบาทาแบบนาย ไปไกล ๆ บาทาฉันเลย)
เสียงปุ้ยดังแทรกเข้ามา (พี่ฟลอยด์! โวยวายอะไรเสียงดัง ลั่นบ้านหมดแล้ว)
(ก็ไอ้เด็กเวรนี่มัน โอ๊ยยย...)
เสียงโอดโอยของป๊าฟลอยด์ที่น่าจะโดนแม่ปุ้ยจัดการ ก่อนที่สายจะตัดไปดื้อ ๆ ฟาเดียถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนหันไปมองคิงด้วยสายตาเกรงใจสุดขีด
“พี่คิง หนูขอโทษจริง ๆ นะคะ ป๊าหนูเขาหวงหนูมาก ไม่ชอบผู้ชายทุกคนเลย”
“ฮ่า ๆ ๆ สุดยอดไปเลยอะป๊าเรา” คิงหัวเราะจนตัวงอ “ด่าไฟแลบขนาดนี้ แสดงว่ารักลูกสาวมากจริง ๆ พี่ชอบนะ ท้าทายดี”
“ชอบโดนด่าเหรอคะ” ฟาเดียเลิกคิ้ว
“เปล่าครับ ชอบความจริงใจแบบนี้แหละ” คิงยืดตัวตรงพลางปัดฝุ่นที่เสื้อเล็กน้อย “เอาเป็นว่า พี่ไม่ถือสาหรอกครับ เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อ... แต่น้องฟาเดียไม่ต้องห่วงนะ พี่เป็นพวกหนังหนา โดนด่าแค่นี้ไม่ระคายผิวหรอก” เขาก้มลงสบตาเธอ นัยน์ตาคมคู่นั้นฉายแววแน่วแน่บางอย่าง
“ถ้าน้องฟาเดียต้องการความช่วยเหลือ... ไม่ว่าเรื่องเรียน หรือเรื่องแบกของหนัก ๆ บอกพี่ได้เสมอนะครับ พี่พร้อมตลอดเวลา”
ประโยคท้ายเหมือนเขาจงใจเน้นย้ำจนฟาเดียชะงักไปนิดหนึ่ง ‘พร้อมตลอดเวลา’ คำพูดเรียบง่ายนั้นกระแทกใจเธออย่างจัง
ในวันที่ม่านเมฆอยู่สูงเสียดฟ้า ไกลจนส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ กลับมีผู้ชายคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้า แบกของหนักให้และยิ้มรับคำด่าของพ่อเธออย่างไม่สะทกสะท้าน
“ขอบคุณค่ะพี่คิง” ฟาเดียตอบรับเสียงเบา
“รีบกลับเถอะครับ เดี๋ยวคุณอาจะโทรมาด่าพี่อีกรอบ” คิงโบกมือลา “ไว้เจอกันนะน้องฟาเดีย” เขาเดินผิวปากกลับไปทางตึกคณะด้วยท่าทางสบาย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แก...” เมเปิ้ลกระซิบเสียงสั่น “งานดีมากกก จิตแข็งเวอร์ ขนาดป๊าแกด่าขนาดนั้นยังยิ้มสู้ นี่มันม้ามืดชัด ๆ”
“นั่นสิ” พะแพงพยักหน้าเห็นด้วย “เฮียเมฆคะแนนนำโด่งก็จริง แต่พี่คิงแกมีแต้มต่อตรงความเข้าถึงง่ายนะยะ แถมยังหน้ามึนสู้พ่อตาได้อีก ระวังไว้เถอะฟาเดีย รักแท้แพ้คนหน้าด้าน... เอ้ย หน้าทน!”
ฟาเดียไม่ได้ตอบอะไร เธอเปิดประตูขึ้นรถ นั่งลงบนเบาะนุ่มแล้วเอนหัวพิงพนัก หลับตาลงช้า ๆ
ในความมืดหลังเปลือกตา ภาพของม่านเมฆยังคงชัดเจน แต่ความรู้สึกอุ่นวาบที่ต้นแขนตอนที่คิงเข้ามาช่วยพยุงและความสบายใจที่ได้หัวเราะออกมาในสถานการณ์ตึงเครียดก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
วันนี้... ในวันที่ท้องฟ้าเงียบเหงา
มีใครอีกคน... ยืนอยู่ตรงนี้ บนพื้นดินเดียวกันกับเธอ และดูเหมือนว่า เขาจะไม่ยอมถอยไปง่าย ๆ เพียงเพราะเสียงคำรามของป๊าฟลอยด์เสียด้วยสิ
วิลล่าส่วนตัว หาดกมลา ภูเก็ตดวงอาทิตย์ดวงโตสีส้มจัดจ้านกำลังค่อย ๆ หย่อนตัวลงจูบขอบฟ้าอันดามัน สาดแสงสีทองอำพันสุดท้ายของวันลงมากระทบผิวน้ำทะเลที่เป็นลอนคลื่นระยิบระยับราวกับเกล็ดทองคำสายลมยามเย็นพัดหอบเอาความสดชื่นของทะเลเข้ามาปะทะกับกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอของบาร์บีคิวเนื้อเกรดพรีเมียมและเนยกระเทียมที่กำลังย่างฉ่าอยู่บนเตาถ่าน กลิ่นดอกลีลาวดีและดอกแก้วในสวนส่งกลิ่นหอมเย็น ๆ ลอยล่องมาตามลม ผสมผสานกับเสียงดนตรีเบา ๆ ที่เปิดคลอสร้างบรรยากาศทว่า ความสงบเงียบและความโรแมนติกของธรรมชาตินั้น ช่างดูขัดแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนสนามหญ้าหน้าบ้านอย่างสิ้นเชิง เพราะบัดนี้ พื้นที่สีเขียวขจีได้ถูกยึดครองโดยกองทัพมนุษย์ตัวจิ๋วและสภาญาติผู้ใหญ่ที่มารวมตัวกันจนวิลล่าหลังใหญ่ดูเล็กลงไปถนัดตาม่านเมฆ ในฐานะผู้จ่ายเงินยืนกุมขมับอยู่มุมเสา เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นหญ้านวลน้อยราคาแพงที่ตอนนี้เริ่มมีสภาพไม่ต่างจากทุ่งหญ้าสะวันนาที่เพิ่งผ่านการอพยพของฝูงวิลเดอบีสต์“ทำไมคนมันเยอะขนาดนี้วะเนี่ย” ม่านเมฆพึมพำกับตัวเอง สายตาล่อกแล่กมองไปรอบงาน “นี่มันงานวันเกิดเด็ก 5 ขวบ หรือมหกรรม
ถนนส่วนบุคคล หน้าวิลล่า จ. ภูเก็ตแสงอรุณยามเช้าตรู่สาดส่องลงมากระทบยอดทิวสนที่เรียงรายอยู่สองข้างทางของหมู่บ้านหรูก่อให้เกิดลำแสงสีทองอ่อน ๆ ที่ตัดผ่านละอองหมอกจาง ๆ เหนือพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่ม น้ำค้างยอดหญ้าสะท้อนแสงวิบวับราวกับอัญมณีที่ธรรมชาติบรรจงโปรยปรายไว้ต้อนรับวันใหม่ กลิ่นไอดินชื้นเย็นผสมผสานกับกลิ่นลมทะเลสะอาดสดชื่นที่พัดโชยมาเป็นระยะ สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลายจนอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้ เสียงนกร้องจิ๊บๆ ประสานกับเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ เป็นดนตรีบรรเลงขับกล่อมให้โลกใบนี้ดูงดงามราวกับภาพวาดราคาแพงบนถนนลาดยางที่สะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผง ร่างสูงใหญ่ของม่านเมฆในชุดออกกำลังกายรัดรูปสีเทาเข้มที่ขับเน้นมัดกล้ามทุกสัดส่วนกำลังวิ่งจ็อกกิ้งด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและสง่างาม เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพรายตามขมับและลำคอ ยิ่งทำให้ซีอีโอหนุ่มดูเซ็กซี่และทรงพลังในแบบที่สาว ๆ เห็นแล้วต้องเหลียวหลังแต่ทว่า สายตาของม่านเมฆไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ระยะทางในนาฬิกาสมาร์ทวอทช์หรือทิวทัศน์อันงดงามรอบกายดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังกลุ่มก้อนความรักที่เดินเตาะแตะอยู่ข้างหน้าห่างออกไปไม่กี่เมตรฟาเดีย ในชุดเด
วิลล่าส่วนตัว หาดกมลา ภูเก็ตท้องฟ้าเหนือเกาะภูเก็ตวันนี้ถูกฉาบทาด้วยสีเทาหม่นของเมฆฝนก้อนมหึมาที่ลอยต่ำจนแทบจะสัมผัสยอดทิวสน สายฝนเม็ดหนาหนักเทกระหน่ำลงมากระทบหลังคาและกระจกหน้าต่างบานใหญ่ของวิลล่าหรูจนเกิดเสียงดัง ซู่ ซู่ อย่างต่อเนื่องและยาวนานราวกับฟากฟ้ากำลังระบายความโศกเศร้าออกมาจนหมดสิ้น ไอความชื้นแฉะและกลิ่นดินระเหยลอยฟุ้งแทรกซึมเข้ามาในบรรยากาศ ผสมผสานกับเสียงคลื่นทะเลที่ซัดสาดชายฝั่งอย่างเกรี้ยวกราด ทำให้บรรยากาศเช้านี้ดูหดหู่และเงียบเหงาผิดวิสัยบ้านที่มีเด็กเล็กภายในห้องนอนมาสเตอร์เบดรูมที่กว้างขวาง อุณหภูมิถูกปรับให้อุ่นขึ้นเล็กน้อย กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้และกลิ่นสะอาดของน้ำยาปรับผ้านุ่มที่คุ้นเคย บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนอ่อน ๆ ของยูคาลิปตัสจากแผ่นแปะแก้คัดจมูกและกลิ่นยาน้ำรสส้มที่ลอยอบอวลไปทั่วห้อง ราวกับห้องนอนหรูหราแห่งนี้ได้ถูกแปลงสภาพเป็นหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) แผนกกุมารเวชไปเสียแล้วบนเตียงคิงไซส์หนานุ่มมีร่างเล็ก ๆ สองร่างนอนซมอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาพันวาสาวน้อยจอมแก่นที่ปกติพลังงานล้นเหลือ บัดนี้นอนแก้มแดงปลั่งเพราะพิษไข้ ผมเปียสองข้างยุ่งเหยิง หายใจฟืดฟาดเสียงดังเพร
หน้าโรงเรียนนานาชาติภูเก็ตแสงแดดยามบ่ายแก่ ๆ ของเกาะภูเก็ตสาดส่องลงมากระทบหลังคารถหรูนับร้อยคันที่จอดเรียงรายอยู่หน้าประตูโรงเรียนนานาชาติจนเกิดประกายแสงวิบวับแสบตา ไอความร้อนจากท่อไอเสียและพื้นถนนเต้นระริกเป็นคลื่นความร้อนที่บิดเบี้ยวภาพทิวทัศน์รอบข้างให้ดูเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ยังไม่แห้งดี เสียงจจอแจของผู้ปกครองหลากเชื้อชาติที่มายืนรอลูกหลานดังผสมปนเปกับเสียงนกหวีดของ รปภ. และเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มแต่ภายในรถตู้ Alphard สีดำมันปลาบที่ติดฟิล์มดำสนิทจนมองไม่เห็นด้านใน บรรยากาศกลับเย็นยะเยือกราวกับอยู่ในขั้วโลกเหนือ เครื่องปรับอากาศทำงานเต็มสูบเพื่อดับไฟในอกของชายสองวัยที่กำลังนั่งจ้องหน้าจอแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดหน้ารถตาเขม็งม่านเมฆซีอีโอหนุ่มผู้คลั่งรัก นั่งกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือขึ้นเป็นแนวไปถึงท่อนแขน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความทรมานราวกับกำลังดูหนังผีที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตข้าง ๆ กันคือ ฟลอยด์ที่บินด่วนลงมาจากสกลนครพร้อมปุ้ย เพื่อมาเยี่ยมหลานสุดที่รักฟลอยด์อยู่ในสภาพสวมแว่นกันแดดสีดำสนิท กัดฟันกรอด ๆ จนกรามปูนโปน“มันมาแล้ว ไอ้เด็กนั่นมันเดินมา
ศูนย์การค้า เซ็นทรัล ฟลอเรสต้า ภูเก็ตบ่ายวันเสาร์ที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเกาะภูเก็ตส่งเปลวแดดร้อนระอุแผดเผาลงมาจนยางมะตอยบนลานจอดรถแทบจะละลายกลายเป็นสายน้ำสีดำข้น แต่ทว่า ทันทีที่ประตูอัตโนมัติบานยักษ์เลื่อนเปิดออก กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำหอมปรับอากาศระดับลักชูรีและไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศก็พุ่งเข้าปะทะผิวกาย ราวกับเดินก้าวข้ามทะเลทรายซาฮาร่าเข้าสู่โอเอซิสอันศิวิไลซ์ภายในห้างสรรพสินค้าหรูหราที่ถูกออกแบบให้เหมือนป่าหิมพานต์ยุคดิจิทัล แสงไฟวอร์มไวท์สาดส่องลงบนพื้นหินอ่อนมันวาววับสะท้อนภาพผู้คนที่เดินขวักไขว่ แต่ท่ามกลางฝูงชนนับพัน มีครอบครัวหนึ่งที่โดดเด่นออกมาจนใคร ๆ ต่างก็ต้องเหลียวหลังมองม่านเมฆซีอีโอหมื่นล้านผู้กุมบังเหียน Cloud Airlines บัดนี้อยู่ในสภาพ เบ๊ผู้ทรงเกียรติ สองแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขน พะรุงพะรังไปด้วยถุงกระดาษแบรนด์เนมสีสันสดใสนับสิบใบ ทั้ง Gucci Kids, Dior Baby และร้านของเล่นชั้นนำจนแทบจะมองไม่เห็นทางเดิน“ฟาเดีย เฮียว่าลูกเราใส่เสื้อผ้าไม่ซ้ำกันได้สามปีแล้วนะครับ” ม่านเมฆโอดครวญเสียงอ้อน ส่งสายตาปริบ ๆ ให้ภรรยาคนสวยที่เดินนำหน้าอย่างสง่าง
ณ วิลล่า หาดกมลา ภูเก็ต บ่ายวันเสาร์เมฆสีเทาหม่นปกคลุมทั่วท้องฟ้าเหนือเกาะภูเก็ต สายฝนเม็ดละเอียดโปรยปรายลงมากระทบผิวน้ำทะเลและกระจกหน้าต่างบานใหญ่ของวิลล่าอย่างไม่ขาดสาย ก่อให้เกิดเสียง เปาะแปะ เปาะแปะ ที่ชวนให้รู้สึกง่วงงุนและเกียจคร้าน กลิ่นไอดินชื้นแฉะผสมกับกลิ่นไอทะเลลอยอบอวลอยู่ในอากาศภายนอกผิดกับอากาศเย็นฉ่ำและแห้งสนิทจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องนั่งเล่นที่ถูกเปิดทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 23 องศาเซลเซียสบรรยากาศในบ้านวันนี้เงียบสงบผิดปกติ ราวกับอยู่ในห้องสมุดแห่งชาติมากกว่าจะเป็นบ้านที่มีเด็กแฝดวัยกำลังซน มีเพียงเสียงวัตถุพลาสติกแข็งกระทบกันดัง กริ๊ก กริ๊ก เป็นจังหวะสม่ำเสมอกลางห้องนั่งเล่นที่ปูด้วยพรมขนสัตว์เทียมสีขาวสะอาดตาพันไมล์ หนุ่มน้อยวัย 4 ขวบเศษ นั่งขัดสมาธิหลังตรงแน่วด้วยท่าทางสุขุมยิ่งกว่าพระเกจิอาจารย์ ตรงหน้าเขามีกองภูเขาพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับพันชิ้นวางกองรวมกันอย่างเป็นระเบียบมันคือ Lego Star Wars, The Death Star ชุดใหญ่ยักษ์อลังการงานสร้างที่มีจำนวนชิ้นส่วนมากถึง 5,000 ชิ้น ของขวัญต้อนรับกลับบ้านที่ ม่านเมฆซื้อให้ลูกชายเพื่อปลอบขวัญที่ต้องกลับมาเจออากาศร้อนชื้นข







