Masukเขาวิ่งกลับมาที่ฝั่งคนขับ เห็นไพลินยังนั่งนิ่งอยู่จึงโน้มตัวไปช่วยคาดเข็มขัดนิรภัยให้ เสียงกริ๊กทำให้ร่างเล็กสะดุ้ง รู้สึกถึงลมหายใจอุ่น ๆ ปะทะอยู่ใกล้ใบหน้า ทำให้เธอเผลอจ้องมองใบหน้าคมเข้มเปื้อนหนวดเคราบาง ๆ เขารู้ว่าเธอจ้องมองเขาอยู่จึงเผยรอยยิ้มขึ้น
“ไม่ได้เจอกันกี่ปีแล้วนะ”
มาโปรดขยับตัวไปประจำที่คนขับ ออกสตาร์ทพารถเคลื่อนออกไปอย่างระมัดระวัง แต่กระนั้นยังเหลือสายตาเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ เป็นระยะ
เขารู้จักกับเพลินหรือไพลินมาตั้งแต่เด็กคนนี้แค่เจ็ดแปดขวบที่แสนซุกซนชอบมุดรั้วหรือบางทีก็ปีนรั้วเตี้ย ๆ มาที่ไร่ของเขา
หนูน้อยเพลินในความทรงจำของเขาคือเด็กช่างพูด ช่างถาม ถามเสียจนไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ ตอนนั้นเขาอายุสิบแปด ตัดสินใจเรียนด้านเกษตรเพื่อพลิกฟื้นที่ดินกว่าห้าสิบไร่ แน่นอนว่าด้วยวัยแค่สิบแปดนั้นมันหนักหนาเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มที่ไร้ประสบการณ์ทุกอย่าง เขาจึงเลือกเรียนใกล้บ้านเพื่อที่จะได้สามารถเรียนและดูแลไร่ไปพร้อมกันได้
ครอบครัวของไพลินอยู่ที่ไร่เล็ก ๆ ติดกับเขา เขาได้พบเด็กหญิงจอมพลังในช่วงเวลาปิดเทอมเท่านั้น เพราะพ่อแม่ของเธอทำงานที่กรุงเทพฯ จะพาลูกสาวมาเยี่ยมตากับยายได้แค่ช่วงเวลานั้น จนเมื่อไพลินจบชั้นประถมฯ ก็กลับมาเรียนชั้นมัธยมฯ ที่นี่ เขาจึงได้รู้ว่าพ่อกับแม่ของเธอแยกทางกันและส่งเด็กน้อยกลับมาอยู่ในความดูแลของตาและยาย แต่ไพลินไม่เคยทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาหรือเรียกร้องความสนใจ เธอใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเรียบง่าย มีคุณตาขับรถกระบะเก่า ๆ ไปส่งที่โรงเรียนทุกวัน บางวันรถสตาร์ทไม่ติด เธอถือกระเป๋านักเรียนวิ่งมาหาเขาให้พาไปส่งที่โรงเรียน จนกระทั่งเธอเรียนจบชั้นมัธยมปลาย สอบติดมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ จึงย้ายไปเรียนที่นั่น หลังจากนั้นเขาเริ่มไม่ได้เจอเธอ นานนับปีจะพบกันสักครั้งจนไม่ได้เจอกันอีกเลย ได้แต่รับรู้เรื่องราวของเธอจากคุณตาและคุณยายข้างบ้านที่เขาแวะเวียนไปหาเป็นประจำเท่านั้น
รถฝ่าสายฝนมาถึงไร่รุ่งอรุณ ไพลินรู้สึกตัวตื่นในตอนที่เครื่องยนต์ดับลงและรถจอดสนิทพอดี เธอจ้องมองบ้านหลังใหญ่อย่างประหลาดใจ เหมือนไม่คุ้นเคยกับบ้านหลังนี้นัก เรียกว่าไม่ได้อยู่ในความทรงจำเลยเสียดีกว่า
มาโปรดมองท่าทางของหญิงสาวแล้วลอบยิ้ม
“บ้านอาเอง เพลินไม่ได้มาที่นี่หลายปี บ้านหลังเก่ารื้อไปแล้ว” เขาบอกแล้วโน้มตัวไปปลดเข็มขัดนิรภัยให้ เธอรู้ว่าเขาไม่ตั้งใจแต่ใบหน้าใกล้กันทำให้เธอรู้สึกแปลก ๆ เธอมองเขาลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งเธอด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในความทรงจำของไพลิน ไร่รุ่งอรุณเป็นไร่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นขี้วัว และผู้คนที่พูดจาเสียงดังโหวกเหวก คนงานในไร่ล้วนเป็นแรงงานข้ามชาติทำให้เธอมักถูกดุที่แอบมุดรั้วมาที่ไร่แห่งนี้ เพราะทุกคนเป็นห่วงเธอ แต่เธอในตอนนั้นยังเด็กเกินกว่าจะคิดอะไรได้นอกจากหาเรื่องสนุกสนานเที่ยวเล่นกลับมองว่าคนพวกนี้ใจดีมีรอยยิ้มให้เสมอ
“เข้าไปข้างในก่อน ยืนอยู่แบบนี้เพลินจะไม่สบายเอา” น้ำเสียงของชายหนุ่มบ่งบอกถึงความเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดี
“ฉันขอโทษค่ะ” เธอส่ายหน้าอย่างงง ๆ “ที่นี่เปลี่ยนไปมาก”
“ฉัน?” มาโปรดเลิกคิ้ว แน่นอนว่าเขาคุ้นชินกับคำว่า ‘เพลิน’ มากกว่า แต่ก็ใช่สินะ เวลานี้เพลินของเขาเป็นสาวแล้วนี่
นึกแล้วใจหาย เพลินเป็นสาวแล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยตัวเล็ก ๆ แสนซุกซนที่เขาเคยให้ขี่คอเล่นอีกแล้ว
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” น้ำเสียงของเขาดูสงบลงอีกครั้ง และแฝงด้วยความห่วงใย
“ฉัน...” เธออ้ำอึ้ง เรื่องที่เกิดขึ้นยังไม่ได้เล่าให้ใครฟัง มันรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทันด้วยซ้ำไป
เห็นดังนั้นมาโปรดก็ตัดบท ไม่อยากคาดคั้นกดดันอะไรหญิงสาวในตอนนี้
“ยังไม่ต้องตอบอะไรตอนนี้ก็ได้แต่เข้าบ้านกันก่อนเถอะ ตัวเปียก ๆ แบบนี้เดี๋ยวจะจับไข้”
ชายหนุ่มก้าวเท้ายาว ๆ สบายๆ ทว่ามั่นคง ประคองไพลินให้เดินตามเข้าไปในบ้าน เธอพยายามที่จะเดินให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทว่าแขนขาของเธอช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย คล้ายความเข้มแข็งที่มีมาหายไปหมดสิ้น ทันใดนั้นร่างของเธอทรุดฮวบลงไป
“เพลิน!” มาโปรดเรียกอย่างตื่นตระหนก รีบช้อนร่างเบาหวิวไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะล้มลงไปกองกับพื้น
แม่บ้านที่เห็นว่าเจ้านายเพิ่งกลับบ้าน จะออกมาคอยรับใช้ เข้ามาเห็นก็อ้าปากกว้างด้วยความตกใจแต่ยังไม่ทันจะส่งเสียงร้อง เขาก็สั่งการน้ำเสียงเฉียบขาด
“ตามหมออนันต์มาด่วน”
“ค่ะพ่อเลี้ยง”
นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ไพลินรับรู้ก่อนหลับตาลง ดื่มด่ำกับความสงบรอบข้าง ใบหูแนบแผ่นอกได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะมั่นคงที่ชวนให้ใจสงบ
เธอเหนื่อยล้าเกินกว่าจะฝืนทนต่อไปและต้องการพักผ่อนหลังจากที่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตมาตลอดทั้งวัน
บางทีหากลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทุกอย่างอาจเป็นแค่ความฝัน
หลายปีก่อนที่อนันต์จะได้พบกับมุกดา ผู้หญิงที่เขารักและรู้สึกอบอุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้ แต่ก่อนหน้านั้น ชีวิตของเขาถูกปกคลุมด้วยเงาอดีตที่เขาไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เขายังอยู่กับโอปอล ความรักครั้งแรกที่เขาคิดว่ามันคือทั้งหมดของชีวิตเมื่อหลายปีก่อน อนันต์ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ทุ่มเทและมุ่งมั่น เขาเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก แต่วันหนึ่ง เขาได้พบกับโอปอล หญิงสาวที่เข้ามาทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป โอปอลเป็นคนสนุกสนาน มีชีวิตชีวา และเป็นที่รักของเพื่อน ๆ ทุกคน อนันต์มองเธอจากระยะไกลอยู่นาน จนกระทั่งวันหนึ่ง โอปอลเดินเข้ามาหาเขา“เธอชื่ออนันต์ใช่ไหม?” โอปอลถามด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เขาใจเต้นแรง“ใช่...เธอรู้จักฉันด้วยเหรอ?” อนันต์ถามด้วยความแปลกใจ“แน่นอนสิ เธอเป็นคนเดียวที่นั่งอ่านหนังสือตลอดเวลาในห้องสมุด ไม่มีใครไม่รู้จักเธอหรอก” โอปอลหัวเราะเบา ๆ “เราควรจะรู้จักกันไว้บ้างนะ”จากวันนั้นเป็นต้นมา โอปอลเข้ามาในชีวิตของอนันต์อย่างที่เขาไม่เคยคาดคิด พวกเขาเริ่มใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดด้วยกัน หรือการไป
พิธีส่งมอบเครื่องมือทางการแพทย์เสร็จสิ้นท่ามกลางรอยยิ้มดีใจของชาวบ้านในพื้นที่ พ่อเลี้ยงมาโปรดไม่ได้อยากถูกถ่ายรูป แต่ต้องทำเพื่อแสดงให้เห็นว่าทำทุกอย่างโปร่งใส และถือโอกาสนี้อวดไพลิน ภรรยาคนสวยไปพร้อมกัน นอกจากการส่งมอบเครื่องมือการแพทย์แล้ว ยังมีบริการตรวจสุขภาพฟรีอีกด้วย ชาวบ้านทำอาหารมารับประทานร่วมกัน จากงานเล็ก ๆ จึงกลายเป็นงานใหญ่ของหมู่บ้านทันทีแต่ดูเหมือนจะไม่ได้มีคู่รักแค่คู่เดียว หมออนันต์ก็ขยันส่งสายตาหวานเยิ้มให้มุกดาที่ยืนถ่ายรูปคู่กับคนในครอบครัว ตั้งแต่ประกาศตัวคนรัก อนันต์ก็เดินหน้าเข้ามาสวัสดีพ่อแม่ของมุกดาอย่างเปิดเผย แรก ๆ ทั้งสองก็ตกใจอยู่บ้างไม่คิดว่าระดับเพื่อนพ่อเลี้ยงมาโปรดจะมาสนใจลูกสาวของตน แต่เมื่อเห็นว่าหมออนันต์มีความจริงใจก็ปล่อยให้หนุ่มสาวได้ลองศึกษาดูใจกันส่วนชัย พี่ชายของมุกดา เขาเป็นพี่ชายที่คนทั้งไร่รู้ว่าหวงน้องสาวมากกว่าพ่อแม่ด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อพ่อเลี้ยงมาโปรดเรียกไปพูดคุยให้ยอมเปิดทางให้เพื่อนซี้ก็ต้องจำใจยอมให้น้องสาวคบกับหมอหนุ่ม แต่ก็ยังอยู่ในสายตาของเขา แต่เพราะอายุของชัยน้อยกว่าหมออนันต์ เจอหน้ากันทีไร ชัยก็เป็นฝ่ายยกมือไหว้
“ให้ตายสิ!”มุกดาถอนหายใจยาว แล้วหยิบแว่นตาส่งให้หมออนันต์ ใบหน้ายังดูนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ไม่เป็นไรนะคะคุณหมอ”“ผม...ผมไม่เป็นไร...มะ....เมื่อกี้...คุณมุกเตะผู้ชายคนนั้น...” อนันต์ยังคงอึ้ง สรรหาคำพูดไม่ถูก เขายกมือแตะมุมปากตัวเองที่ยังเจ็บเล็กน้อยจากแรงกระแทกเมื่อสักครู่“ก็เขาเริ่มก่อน มุกแค่ป้องกันตัวเอง” เธอทำหน้านิ่ง “กลัวหรือคะ คุณพ่อสอนค่ะ มุกกับพี่ชายเป็นมวยทั้งคู่”อนันต์ส่ายหน้าไปมา รู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก แล้วยกมือลูบท้ายทอยแก้เก้อ “อุตส่าห์จะมาช่วยแต่กลายเป็นคนถูกช่วยเสียเอง”“เรื่องแค่นี้มุกจัดการได้ค่ะ” เธอยิ้มดีใจที่เขาไม่ได้กลัวเธอ คนทั้งไร่กลัวเธอทั้งนั้น บางคนยังแซวว่าไม่กล้าเอาเธอเป็นเมียเพราะกลัวท่าจระเข้ฟาดหางของเธอนี่แหละไม่กี่นาทีรปภ.คนเดิมก็กลับมาพร้อมคนอื่น มุกดาสั่งการทันที และให้พนักงานผู้หญิงช่วยประคองโอปอลขึ้น โอปอลเริ่มได้สติเห็นอนันต์กับมุกดายืนคุยกันด้วยท่าทีสนิทสนมเอาใจใส่ น้ำตาก็ไหลออกมาราวกับเด็กน้อยคนหนึ่ง“มันจบแล้วจริง ๆใช่ไหมคะ” เสียงของโอปอลแหบพร่าสั่นสะอื้น เธอเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบในใจดี
เสียงโทรศัพท์มือถือของมุกดาดังขึ้น เธอให้คำแนะนำกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเช็กอินรอบดึกเพราะเครื่องบินดีเลย์เรียบร้อยแล้วจึงล้วงมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“คุณมุกครับ ผม รปภ.ที่ลานจอดรถนะครับ”“ค่ะ มีอะไรคะ”“ผมเห็นลูกค้าวีไอพีของคุณมุกอยู่กับคุณฉัตรภพครับ ท่าทางเมามายแต่เหมือนจะออกไปข้างนอก ผมส่งรูปให้ดูนะครับ”มุกดาขมวดคิ้วทำหน้าเครียดเมื่อเห็นภาพโอโปอลถูกฉัตรภพโอบกอดอย่างกับคนรัก เธอไม่มีหน้าที่ไปก้าวกายเรื่องส่วนตัวของโอปอล แต่ผู้ชายอย่างฉัตรภพไว้ใจไม่ได้ เธอตัดสินใจทันที“ช่วยรั้งไว้หน่อยค่ะ มุกกำลังไป”มุกดาหันไปสั่งงานกับเพื่อนร่วมงานแล้วสาวเท้าเร็ว ๆ เดินไปทางลานจอดรถทันที จึงไม่ทันสังเกตว่ามีชายหนุ่มสวมแว่นตาเพิ่งลงมาจากลิฟต์และยกมือเรียกเธอ เขาได้แต่มองแผ่นหลังเธออย่างงุนงงแล้วสาวเท้าเดินตามไปเมื่อออกมาพ้นอาคาร มุกดาก็เดินเร็ว ๆ จนเกือบจะเป็นวิ่งไปที่ลานจอดรถที่รปภ.แจ้งไว้ เธอเห็นฉัตรภพประคองร่างอ่อนปวกเปียกของโอปอลอยู่ โดยมีรปภ.ประจำลานจอดรถยืนอยู่ใกล้ ๆ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง“คุณโอปอล” มุกดาร้องทักทันที เส
ชั้นล่างของโรงแรมมีร้านอาหารกึ่งผับ บรรยากาศที่ผ่อนคลายเหมาะสำหรับการดื่มกินฟังเพลงและแดนซ์ ที่บาร์โอปอลกำลังนั่งดื่มคนเดียว สายตาไหววูบด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เธอดื่มเพื่อหวังดับไฟแค้นในใจที่กำลังสุมทรวงเธอลงทุนขนาดนี้มาเพื่อได้ความผิดหวังหรือ?ไม่! คนอย่างโอปอลจะยอมเจ็บฝ่ายเดียวได้อย่างไรแก้วแล้วแก้วเล่าผ่านมือเธอไป หญิงสาวกลายเป็นจุดสนใจของชายหนุ่มนักท่องราตรีที่มักมองหาเหยื่อที่นั่งดื่มเพียงลำพัง เช่นเดียวกับฉัตรภพ ชายหนุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องการล่า เขามองเธอด้วยความสนใจ ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะเรียกพนักงานเสิร์ฟมาถามไถ่ เมื่อมั่นใจว่าหญิงสาวมาคนเดียว เขาจึงเดินตรงเข้าไปหา“สวัสดีครับ ขอนั่งด้วยคนได้ไหม”เสียงทุ้มต่ำของฉัตรภพทำให้โอปอลเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเบื่อหน่าย แต่แอบแฝงด้วยความเยาะเย้ยในใจ ผู้ชายตรงหน้าแม้จะดูดี แต่ก็ยังห่างไกลจากภาพของหมออนันต์ที่เธอเคยหมายปอง ทว่าท่ามกลางคนในร้านนี้ เขากลับเป็นคนที่ดูดีที่สุด เธอไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก แค่คนมาเป็นเพื่อนดื่มระบายความอัดอั้นก็พอ“ถ้าไม่อนุญาตจะนั่งไหมล่ะคะ” เสียงของโอปอลเย้ายวนเ
อนันต์ตอบสั้น ๆ ก่อนหมุนตัวจากไป เขาไม่ต้องการขยายความเรื่องนี้ไปมากกว่านี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันเพียงพอที่จะทำให้โอปอลเจ็บปวดมากพอแล้ว แค่แม่ของเขารู้เรื่องราวทั้งหมด ก็นับว่าโอปอลเสียหน้ามากเกินไป ความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขาอาจไม่ดี แต่เขาเองก็รู้ดีว่าเธอยังทำดีต่อแม่ของเขาอยู่มาก เขาจึงยังคงเคารพสิ่งนั้น“แม่ครับ อยู่อีกสักคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ ผมจะให้ไอ้โปรดมันหาคนขับรถให้” อนันต์เอ่ยเสียงอ่อน เดินเข้ามาหาแม่พร้อมกับท่าทีอ้อน ๆคุณกานดาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความเหนื่อยล้าจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้นางไม่อยากกดดันลูกชายมากไปกว่านี้ “ก็ดี”“แม่ไม่โกรธผมนะ” อนันต์เริ่มอ้อนเหมือนเด็กน้อยที่เคยถูกแม่ดุ เขารู้ดีว่าแม่ไม่พอใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่เขาไม่ได้บอกความจริงเกี่ยวกับโอปอล แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะขอความเห็นใจจากแม่“โกรธ” คุณกานดาตอบเสียงหนักแน่นตามจริง ดวงตาของนางยังคงมองลูกชายด้วยความรักผสมกับความผิดหวัง “แต่มันเป็นชีวิตของลูก แม่ไปบังคับไม่ได้ เรื่องงานอยากย้ายก็ย้าย ไม่อยากย้ายก็ตามใจ” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นลง แม้จ







