Share

บทที่ 4

Author: ฮูฮู
เรื่องนี้เปรียบเสมือนหนามเล็กๆ ที่ปักคาอยู่ในใจนางมานานหลายปี ทุกครั้งที่นึกถึง กลางอกก็ยังเจ็บยิบๆ ขึ้นมา

บัดนี้ บางทีอาจเป็นเพราะหัวใจของนางตายด้านไปโดยสิ้นเชิงแล้ว เมื่อได้ยินอีกครั้งว่าเขาให้นางไปทำอาหารเจียงหนานเพื่อตู้หว่านหลิง ภายในใจของนางกลับ…ไม่เกิดความไหวหวั่นใดๆ อีกเลย

นางไม่พูดอะไรอีก เพียงยันกายลุกขึ้นอย่างเงียบงัน ลงจากเตียง แล้วเดินตรงไปยังครัวเล็ก

หลายชั่วยามต่อมา อาหารเจียงหนานเต็มโต๊ะที่ครบครันทั้งสี กลิ่น และรส ก็ถูกจัดวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมในครัวเล็ก

หร่วนเยวียนหน้าซีด เหงื่อจากความอ่อนแรงซึมออกมาที่หน้าผาก นางต้องพิงแท่นเตาไว้ จึงจะพอฝืนยืนให้มั่นได้

จี้จือจิ่งมองอาหารที่ทำมาอย่างประณีตเหล่านั้น แววตาฉายความรู้สึกซับซ้อนวูบหนึ่ง คำชมมาถึงริมฝีปากแล้ว แต่กลับรู้สึกว่าพูดออกมาได้ยาก

เมื่อเห็นนางมีสภาพซูบเซียวเช่นนั้น เขาก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาจริงๆ อย่างที่หาได้ยาก

“ลำบากเจ้าแล้ว” เขาผ่อนน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “เมื่อก่อนเจ้าอยากให้ข้าอยู่กินข้าวกับเจ้าดีๆ สักมื้อมาตลอดมิใช่หรือ? วันนี้ก็พอดีเลย ข้าจะกินเป็นเพื่อนเจ้า”

หร่วนเยวียนกำลังจะเอ่ยปฏิเสธ ทว่าสาวใช้คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบเสียก่อน เป็นสาวใช้ที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายตู้หว่านหลิง

“ท่านรัฐทายาท! คุณหนูตู้บอกว่าหิวแล้ว ให้บ่าวมาถามว่าทางนี้เสร็จเรียบร้อยหรือยังเจ้าคะ?”

ความอ่อนโยนบนใบหน้าของจี้จือจิ่งพลันแข็งค้าง เขาเหลือบมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนจะหันไปมองหร่วนเยวียนอีกครั้ง

หร่วนเยวียนเอ่ยขึ้นอย่างสงบนิ่ง “ไม่ต้องอยู่กินเป็นเพื่อนข้าหรอก ข้ากินเองได้ จัดใส่กล่องให้เรียบร้อยแล้วส่งไปให้นางเถอะ”

จี้จือจิ่งดูคล้ายจะโล่งอก เขารีบหากล่องอาหารมา แล้วเริ่มจัดกับข้าวใส่ลงไป ท่าทางเร่งร้อนอยู่ไม่น้อย

ขณะที่เขากำลังยกถ้วยน้ำแกงใบสุดท้ายขึ้นนั้น ข้อศอกกลับเผลอไปชนกาทองแดงใบเล็กซึ่งกำลังอุ่นน้ำร้อนอยู่บนเตาข้างๆ!

เสียงเคร้งดังขึ้น กาทองแดงล้มคว่ำ น้ำร้อนจัดสาดออกมา กระเด็นใส่น่องของหร่วนเยวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ พอดี!

“อ๊ะ!” หร่วนเยวียนเจ็บเสียจนร้องออกมาเบาๆ ก่อนจะเซถอยหลังไป

จี้จือจิ่งสะดุ้งตกใจ รีบวางกล่องอาหารลงทันที “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”

ทว่าขณะเอ่ยถามเช่นนั้น สายตาของเขากลับยังเหลือบมองกล่องอาหารอยู่ แม้แต่เท้าก็ยังเผลอขยับไปทางประตูครึ่งก้าว เห็นได้ชัดว่าใจของเขาลอยไปหาตู้หว่านหลิงเสียแล้ว

หร่วนเยวียนมองปฏิกิริยาของเขา น่องปวดแสบปวดร้อน ทว่าในใจกลับรู้สึกเพียงว่าทุกอย่างช่างเหลวไหลและน่าขัน

นางส่ายหน้า ไม่พูดอะไรสักคำ ก่อนจะค่อยๆ เดินกะเผลกกลับไปยังห้องของตน

จี้จือจิ่งมองแผ่นหลังของนางลับหายไปตรงประตู ก่อนจะมองกล่องอาหารที่หิ้วอยู่ในมืออีกครั้ง สุดท้ายเขาเพียงถอนหายใจ แล้วหิ้วกล่องอาหารเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อกลับถึงห้อง หร่วนเยวียนก็หายาทาออกมาด้วยตนเอง แล้วทายาลงบนน่องที่ถูกลวกอย่างเงียบๆ

ชุนซิ่งมองอยู่ข้างๆ น้ำตาไหลไม่หยุด “ฮูหยิน เหตุใดท่านต้องยอมให้ตัวเองต้องทนคับข้องใจถึงเพียงนี้ด้วยเจ้าคะ…”

หร่วนเยวียนทายาอย่างสงบนิ่ง ราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลย

“ข้าไม่รู้สึกคับข้องใจหรอก” นางเอ่ยเบาๆ “อีกไม่นาน ก็จะจบแล้ว”

หลายวันต่อมา หร่วนเยวียนเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ออกไปไหน และพักรักษาบาดแผลอยู่ในเรือนเล็กของตนอย่างสงบ

ไม่ว่าข้างนอกจะเล่าลือกันอย่างไรว่าท่านรัฐทายาทดูแลตู้หว่านหลิงอย่างเอาใจใส่เพียงใด หรือว่านางขอสิ่งใดเขาก็ตอบรับทุกอย่าง หร่วนเยวียนก็ไม่สนใจรับฟัง

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่นางกำลังอ่านหนังสืออย่างเงียบๆ อยู่ข้างหน้าต่าง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบและสับสนดังปะปนมากับเสียงเอะอะจากด้านนอก

“เร็วเข้า! ระวังหน่อย!”

“รีบไปตามหมอหลวงมา! เร็วเข้า!”

“ระวังขั้นบันได!”

นางเงยหน้าขึ้น มองผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังหามร่างที่เปื้อนเลือดไปทั้งตัว รีบผ่านลานเรือนไปทางเรือนหลัก โดยมีตู้หว่านหลิงที่ร้องไห้จนตาแดง เดินโซเซตามอยู่ข้างๆ

ส่วนคนที่ถูกหามอยู่นั้น แม้ใบหน้าจะซีดเผือด แต่ยังฝืนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ตู้หว่านหลิง ก็คือจี้จือจิ่งนั่นเอง

เสียงของเขาอ่อนแรง แต่ยังได้ยินชัดเจนว่า “หว่านหลิง อย่ากลัว…ข้าไม่เป็นไร ไม่เจ็บ…”

หร่วนเยวียนวางหนังสือลง ก่อนลุกขึ้นเดินไปที่ประตู

ชุนซิ่งเองก็ได้ยินเสียงความวุ่นวาย นางขยับเข้ามาใกล้แล้วพูดเบาๆ ว่า “ฮูหยิน ได้ยินมาว่าวันนี้ท่านรัฐทายาทพาคุณหนูตู้ไปเลือกเครื่องประดับที่ร้านหอเจินเป่า ระหว่างทางกลับพวกเขาพบมือสังหารเข้า! ท่านรัฐทายาทได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะปกป้องคุณหนูตู้…”

หร่วนเยวียนได้ยินแล้วก็ไม่มีสีหน้าใดๆ เพียงตอบรับเบาๆ ว่าอ้อ จากนั้นจึงหันกลับไปที่โต๊ะ หยิบหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอกไม่เกี่ยวข้องกับนาง

ชุนซิ่งอดถามมิได้ว่า “ฮูหยิน ท่านไม่ไปดูท่านรัฐทายาทสักหน่อยหรือเจ้าคะ?”

หร่วนเยวียนไม่แม้แต่จะเงยหน้า “มีทั้งหมอหลวง มีคุณหนูตู้ แล้วยังมีบ่าวรับใช้อีกตั้งมากมาย ขาดข้าไปสักคนก็คงไม่เป็นไรหรอก”

หลายวันหลังจากนั้น บ่าวรับใช้ของจี้จือจิ่งมักมาหาหร่วนเยวียนอยู่บ่อยๆ

“ฮูหยิน ท่านรัฐทายาทบอกว่ากินอาหารที่ครัวทำไม่ลง อยากกินโจ๊กที่ท่านเคี่ยวเจ้าค่ะ…”

“ฮูหยิน บาดแผลของท่านรัฐทายาทเจ็บจนหลับไม่ลง จึงนึกถึงกำยานสงบใจที่ท่านเคยปรุงไว้เมื่อก่อนเจ้าค่ะ…”

“ฮูหยิน ท่านรัฐทายาทฝากมาบอกว่า…”

ทุกครั้ง หร่วนเยวียนก็ปฏิเสธอย่างสงบว่า “ไม่ว่าง” “ทำไม่เป็น” “ไปหาคนอื่นเถอะ”

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่นางกำลังจัดสิ่งของเก่าๆ อยู่ในห้อง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง นึกว่าเป็นบ่าวรับใช้มาฝากคำอีกแล้ว จึงเอ่ยโดยไม่หันกลับไปว่า “บอกแล้วว่าไม่ว่าง ไม่ไป”

“เจ้ายุ่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” เสียงของจี้จือจิ่งดังมาจากด้านหลัง เขาพยายามสะกดกลั้นโทสะเอาไว้ “ข้าบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ แค่มาดูข้าสักครั้ง เจ้าก็ยังไม่เต็มใจหรือ?”

หร่วนเยวียนชะงักไป ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมา

ใบหน้าของจี้จือจิ่งยังคงซีดอยู่บ้าง เขายืนอยู่ตรงประตูโดยมีเด็กรับใช้สองคนช่วยพยุง สายตาจ้องนางนิ่งๆ แฝงไว้ด้วยความไม่เข้าใจ ความขุ่นเคือง และความน้อยใจเล็กน้อยที่แทบสังเกตไม่เห็น

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 20

    มีทั้งภาพนางขณะอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ขณะชมดอกไม้อยู่ในลานเรือน ขณะง่วนอยู่ในครัว กระทั่งยังมี...ภาพนางในมุมด้านข้างเมื่อครั้งอยู่ในเมืองหลวง นั่งอยู่ในรถม้าด้วยสีหน้าเหงาหงอยลายเส้นละเอียดอ่อน แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งที่มุมขวาล่างของภาพทุกภาพ ล้วนมีวันที่กำกับไว้ภาพที่วาดไว้แรกสุด กลับเป็นภาพในปีที่นางเข้าพิธีปักปิ่น ณ งานเทศกาลโคมไฟในเมืองหลวง เป็นชั่วขณะที่นางทายปริศนาโคมไฟข้อหนึ่งถูก แล้วคลี่ยิ้มออกมาตอนนั้น นางยังไม่รู้จักเจียงเยี่ยนนางประคองภาพเหล่านั้นไว้ในมือ นั่งเหม่อนิ่งอยู่ในห้องหนังสือเป็นเวลานานเมื่อเจียงเยี่ยนกลับมาในตอนค่ำ นางถามเขาว่า “เหตุใดท่านจึง...ดีกับข้าถึงเพียงนี้?”เจียงเยี่ยนมองขอบตาที่แดงเรื่อของนาง ก็เข้าใจในทันทีว่านางเห็นอะไรมาเขามิได้พูดถึงความรักที่เฝ้าเก็บซ่อนไว้อย่างระมัดระวังตลอดหลายปีนั้น มิได้พูดถึงความหม่นเศร้าเมื่อได้ยินข่าวว่านางออกเรือน มิได้พูดถึงความโกรธและความเจ็บปวดใจเมื่อล่วงรู้ถึงสภาพที่นางต้องเผชิญอยู่ในจวนโหว และยิ่งมิได้พูดถึงความบ้าคลั่งในยามที่นางตกหน้าผาแล้วหายตัวไป เมื่อเขาแทบค้นไปทั่วทั้งภูเขาเขาเพียงยื่นมือออ

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 19

    หนึ่งปีต่อมาภายในกระโจมที่สกปรกและทรุดโทรมที่สุดแห่งค่ายทหารซีซาน ตู้หว่านหลิงขดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยคราบโสโครกและร่องรอยบาดแผลแววตาของนางเลื่อนลอยไร้ประกาย ปากยังคงพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “พี่จือจิ่ง...ช่วยข้าด้วย...พี่จือจิ่ง...พวกมันจะสังหารข้าแล้ว...”เหล่าสตรีที่อยู่ข้างๆ พากันหัวเราะเยาะ“ยังฝันอยู่อีกหรือ? พี่จือจิ่งของเจ้าน่ะ ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ไม่เหลียวแลมาตั้งนานแล้ว!”“ได้ยินว่าเขาเสียสติไปแล้ว กอดเสื้อผ้าเก่าๆ ชิ้นหนึ่งกระโดดลงสระบัว พอช่วยขึ้นมาได้ก็ดูโง่งมเลอะเลือนไปเสียแล้ว ผู้ใดจะยังจำเจ้าได้อีกเล่า?”ตู้หว่านหลิงราวกับไม่ได้ยิน ยังคงพึมพำอยู่เช่นเดิม แววตาว่างเปล่ามองแสงจากฟ้าเพียงเล็กน้อยที่ลอดลงมาจากรูโหว่บนหลังคากระโจมบางครั้งก็มีทหารเดินเข้ามาทั้งที่เมามาย ลากนางขึ้นแล้วพาตัวออกไปนางไม่ดิ้นรนอีกต่อไป ราวกับตุ๊กตาชำรุดตัวหนึ่งเมืองหลวง จวนเจิ้นเป่ยโหวความคึกคักในวันวานที่ผู้คนเคยเข้าออกไม่ขาดสายหายไปนานแล้ว ป้ายถูกฝุ่นจับ ประตูชาดเงียบเหงาร้างผู้คนณ เรือนเล็กที่อยู่ในส่วนเปลี่ยวที่สุดของจวน ประตูลานปิดสนิทจี้จือจิ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ขากางเกง

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 18

    เขาก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว เข้าใกล้ขอบหน้าผามากขึ้นแววตาของเจียงเยี่ยนพลันนิ่งขึง เขาดึงหร่วนเยวียนให้ถอยหลังมาเล็กน้อยแต่จี้จือจิ่งกลับราวกับไม่รับรู้ เขาหันกลับมามองหร่วนเยวียน บนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มประหลาดบางๆ ที่เจือแววคล้ายได้หลุดพ้น“อาเยวียน ตอนนั้นข้าเลือกตู้หว่านหลิง ข้าติดค้างชีวิตเจ้าไว้” เสียงของเขาแผ่วเบา ถูกสายลมพัดกระจายไป “ตอนนี้ ข้าจะคืนชีวิตข้าให้เจ้า ดีหรือไม่?”ยังไม่ทันสิ้นคำ ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของทุกคน เขากลับกระโจนลงไปในเหวลึกที่ปกคลุมด้วยหมอกจริงๆ!“จี้จือจิ่ง!” เจียงเยี่ยนพลันหน้าเปลี่ยนสี เขาตวาดลั่น พลางยื่นมือออกไปคว้าตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับคว้าได้เพียงเศษชายเสื้อที่ขาดวิ่นเหล่าองครักษ์ร้องออกมาด้วยความตกใจพลางกรูกันเข้าไป ทว่าริมหน้าผากลับว่างเปล่าไร้ผู้คน เหลือเพียงสายลมภูเขาที่พัดหวีดหวิวร่างของหร่วนเยวียนไหววูบเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ใบหน้าซีดลงนิดหนึ่ง นิ้วมือเผลอกำแขนเสื้อของเจียงเยี่ยนแน่นโดยไม่รู้ตัวเจียงเยี่ยนโอบหร่วนเยวียนเข้าสู่อ้อมแขนทันที พลางบดบังสายตาของนางไว้ ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ลงไปตามหา! หากยังมีชีวิต

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 17

    วันนี้เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าครามดุจท้องนภาหลังฝน ยิ่งขับให้ใบหน้าดูหล่อเหลาสง่างาม เรือนกายสูงสง่าผึ่งผายเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวเข้าไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว ก่อนเข้าขวางหร่วนเยวียนไว้ด้านหลัง แล้วกวาดสายตาเย็นเฉียบไปยังจี้จือจิ่งที่อยู่บนพื้น“รัฐทายาทจี้” เจียงเยี่ยนเอ่ยเสียงไม่ดังนัก ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงแรงกดดันที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “กลางวันแสกๆ ยังตามพัวพันสตรีที่มีสามีแล้วไม่เลิก นี่หรือคือการอบรมสั่งสอนของจวนเจิ้นเป่ยโหวของท่าน? หรือว่าที่ถูกโบยในเมืองหลวง ยังไม่มากพออีก?”จี้จือจิ่งทำราวกับมิได้ยินคำพูดของเจียงเยี่ยน เพียงจ้องหร่วนเยวียนไม่ละสายตา ราวกับว่าในโลกนี้เหลือเพียงนางผู้เดียว“อาเยวียน...” เขาเรียกนางอีกครั้ง น้ำเสียงแตกพร่าจู่ๆ หร่วนเยวียนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงยกมือดึงปิ่นเล่มหนึ่งออกจากเรือนผมมันคือปิ่นรูปผีเสื้อที่เก่ามากเล่มหนึ่ง ปีกผีเสื้อที่ถักพันด้วยเส้นทองหม่นมัวไร้ประกายไปนานแล้ว กระทั่งบิดเบี้ยวเสียรูปไปบ้างรูม่านตาของจี้จือจิ่งหดวูบ…ปิ่นเล่มนั้นเป็นของที่เขาซื้อให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก เมื่อครั้งกลับมาจากเจียงหนานในปี

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 16

    ราตรีดำดิ่งลึก เทียนแดงลุกโชติช่วงจี้จือจิ่งถูกโยนออกจากจวนสกุลเจียง ร่างทรุดลงนั่งอยู่ตรงมุมถนนอันเย็นเยียบและสกปรกเขาได้ยินเสียงครึกครื้นที่ดังแว่วมาจากที่ไกลออกไป เป็นเสียงของเหล่าแขกเหรื่อที่กำลังหยอกล้อกันในคืนเข้าหอเขานึกภาพออกว่า ภายในห้องที่ติดอักษร “囍” เต็มไปหมดนั้น เทียนแดงกำลังสั่นไหว อาเยวียนของเขาสวมชุดเจ้าสาวที่เขาเคยใฝ่ฝันถึงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับกำลังเผยรอยยิ้มให้บุรุษอีกคนเขาถึงกับได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่คล้ายมีคล้ายไม่มี เป็นเสียงหัวเราะกระซิบกระซาบระหว่างคนรักกัน และเสียงครางที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ซึ่งทำให้หัวใจแทบแตกสลายทุกเสียงที่เล็ดลอดเข้ามา ล้วนเหมือนเข็มอาบพิษจำนวนมากมาย แทงเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าในส่วนที่อ่อนโยนที่สุดของหัวใจเขา ความเจ็บปวดทำให้เขาขดตัวลง ราวกับสุนัขป่าที่ถูกทอดทิ้งและใกล้สิ้นใจเขาขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง อยากร้องไห้ แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้มีเพียงของเหลวร้อนระอุเท่านั้น ที่หลั่งทะลักออกมาจากเบ้าตาอันแห้งผากเขารู้แล้วว่า ตนเองได้สูญเสียนางไปอย่างสิ้นเชิงสูญเสียไป ตลอดกาลฤดูใบไม้ผลิของซูโจวมาถึงเร็ว ดอกท้อที่ว

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 15

    หร่วนเยวียนกำมีดสั้นเย็นเยียบนั้นไว้ มือของนางมั่นคงไม่สั่นไหวหลังผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง นางนิ่งเงียบ มองบุรุษตรงหน้าซึ่งกำลังคลุ้มคลั่งจากนั้น นางค่อยๆ ชักมือของตนกลับมาทีละน้อยด้วยความเชื่องช้าอย่างยิ่งมีดสั้นตกลงบนพื้น พร้อมเสียง “เคร้ง” หนึ่งครั้งท่ามกลางสายตาสิ้นหวังของจี้จือจิ่ง นางยกมือขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวของตนออกภายใต้มงกุฎหงส์ เครื่องประทินโฉมประณีตงดงาม คิ้วตาราวภาพวาด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งที่ก่อตัวมานับพันปี ไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย“จี้จือจิ่ง” นางเอ่ยขึ้น เสียงไม่ดังนัก ทว่ากลับชัดเจนจนก้องกังวานไปทั่วทุกมุมของโถงพิธี “ท่านจำได้หรือไม่ ตอนที่ข้าคุกเข่าลง ร้องไห้อ้อนวอนขอให้ท่านอย่าทำลายบุตรในครรภ์ ท่านพูดอะไรกับข้า?”จี้จือจิ่งแข็งค้างไป ภาพเหล่านั้นที่เขาจงใจลืมเลือน พลันหลั่งไหลขึ้นมาในใจอย่างไม่อาจควบคุมได้…ใบหน้าซีดขาวของนาง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มือที่สั่นเทาของนางซึ่งกำชายเสื้อเขาไว้...หร่วนเยวียนมองสีหน้าที่ซีดเผือดลงในชั่วพริบตาของเขา นางยิ้มออกมาเบาๆ ทว่าน้ำตากลับไหลรินผ่านแก้ม ลบเลือนชาดบนพวงแก้มจนจา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status