Share

บทที่ 3

Author: ฮูฮู
ฝนยิ่งตกก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ

หร่วนเยวียนเดินกลับจวนรัฐทายาทเพียงลำพัง เนื้อตัวเปียกโชกไปทั้งร่าง แม้แต่รองเท้าก็สึกจนขาด

สาวใช้ที่เฝ้าประตูเห็นนางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ฮู ฮูหยิน? ท่านมิได้ออกไปชมดอกเหมยหรือเจ้าคะ? เหตุใดถึงกลับมาในสภาพเช่นนี้? แล้วท่านรัฐทายาทล่ะเจ้าคะ?”

หร่วนเยวียนส่ายหน้า ไม่อยากพูดแม้แต่คำเดียว เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตู ภาพตรงหน้าก็พลันดับวูบ ก่อนร่างจะอ่อนยวบล้มลง

ท่ามกลางสติอันเลือนราง นางฝันมากมาย

ภาพฝันประหลาดพร่าเลือน แตกกระจัดกระจายเป็นเสี่ยงๆ ล้วนเป็นเศษเสี้ยวเหตุการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่จี้จือจิ่งทำให้หัวใจของนางเย็นเยียบลงครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะตู้หว่านหลิง

ในวันเกิดของนาง เขารับปากว่าจะร่วมกินมื้อค่ำกับนาง นางรอจนดึกดื่น อุ่นอาหารครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขากลับส่งคนมาบอกว่า ตู้หว่านหลิงอารมณ์ไม่ดี เขาไปจับหิ่งห้อยให้นางที่วัดบนเขานอกเมือง และบอกให้หร่วนเยวียนไม่ต้องรออีก

ตอนนางจับไข้เพราะต้องลมหนาวและไออย่างหนัก นางหวังให้เขามาเยี่ยมดูสักหน่อย แต่เขากลับพาตู้หว่านหลิงซึ่งถูกฝันร้ายรบกวนไปพักที่วัดฮู่กั๋วสามวันเพื่อขอพร

ถุงผ้าที่นางปักให้เขาด้วยมือตนเอง เขากลับยิ้มพลางยกให้ตู้หว่านหลิง เพียงเพราะอีกฝ่ายเอ่ยชมว่า “ฝีเข็มละเอียดดี”

ตอนบิดาของนางป่วยหนัก นางอยากกลับบ้านเดิมไปเยี่ยม แต่เขากลับอ้างว่า “ช่วงนี้หว่านหลิงก็ไม่สบาย ในจวนต้องมีคนคอยดูแล” แล้วบอกให้นางรออีกหน่อย ทว่าสุดท้ายสิ่งที่นางรอคอยกลับกลายเป็นข่าวร้ายเรื่องบิดา…

มากเกินไป มากเกินไปแล้ว

ทุกความผิดหวัง ทุกครั้งที่หัวใจเย็นเยียบลง ล้วนเหมือนมีดทื่อเล่มหนึ่งที่ค่อยๆ เฉือนหัวใจของนางทีละน้อย

จนกระทั่งการทำแท้งครั้งนั้น จนกระทั่งครั้งที่นางถูกทอดทิ้งและตกหน้าผา…หัวใจที่เต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วน ในที่สุดก็แตกสลายโดยสิ้นเชิง ไม่มีวันประกอบกลับขึ้นมาได้อีก

นางรู้สึกว่าร่างกายยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับถูกแช่อยู่ในน้ำเย็นจัด หนาวจนตัวสั่น ข้างหูแว่วเสียงสาวใช้ที่เจือเสียงสะอื้นมาอย่างเลือนราง

“หมอยังมาไม่ถึงอีกหรือ?!”

สาวใช้อีกคนสะอื้นตอบว่า “ไปเชิญแล้ว! แต่หมอประจำจวนทั้งหมดถูกท่านรัฐทายาทเรียกไปดูคุณหนูตู้กันหมดแล้ว! ข้าบอกแล้วว่าฮูหยินมีไข้สูง ทั้งยังไอเป็นเลือด ข้าอ้อนวอนอยู่นาน เดิมทีท่านรัฐทายาทจะส่งหมอมาสักคน แต่คุณหนูตู้กลับไอขึ้นมาอีก ท่านรัฐทายาทวางใจไม่ลง จึงบอกให้ฮูหยินรออีกหน่อย…”

“รออีกหน่อยหรือเจ้าคะ? ฮูหยินถึงขั้นไอเป็นเลือดแล้ว จะให้รอต่อไปได้อย่างไร?! ท่านรัฐทายาท…เขาทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?! ฮูหยินรักเขาถึงเพียงนั้น ตลอดหลายปีมานี้นางทุ่มเททั้งกายใจ ทำทุกอย่างเพื่อเขา แต่ท้ายที่สุด ในใจของเขากลับยังมีเพียงคุณหนูตู้ผู้เดียว…”

“ชู่…เบาเสียงหน่อย…”

“ข้าเบาเสียงไม่ลงหรอก ข้าเพียงรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนฮูหยินเหลือเกิน…”

หยาดน้ำตาหนึ่งหยดไหลจากหางตาของหร่วนเยวียน ก่อนซึมหายเข้าไปในไรผมข้างขมับ

ใช่แล้ว หลายปีที่นางรักเขามา แท้จริงแล้วล้วนไม่คุ้มค่าเลย

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปอีกนานเพียงใด ความร้อนผ่าวทั่วร่างดูเหมือนจะทุเลาลงบ้าง สติของนางค่อยๆ ตะเกียกตะกายหลุดพ้นจากห้วงฝันร้ายอย่างยากลำบาก

นางฟื้นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ กลับพบว่าจี้จือจิ่งนั่งอยู่ข้างเตียง

เมื่อเห็นนางฟื้น สีหน้าของเขาก็ฉายแววโล่งอกทันที เขาโน้มกายเข้ามาใกล้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความห่วงใยว่า “อาเยวียน เจ้าฟื้นแล้วหรือ? เป็นอย่างไรบ้าง? ยังทรมานอยู่หรือไม่? ตามร่างกายยังเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า?”

หร่วนเยวียนมองเขาด้วยแววตาว่างเปล่า เลื่อนลอยไร้จุดหมาย

จี้จือจิ่งถูกนางจ้องมองจนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยอธิบายว่า “ชุนซิ่งบอกว่าเจ้าไข้ขึ้นสูง ทั้งยังไอเป็นเลือด ดะ…เดิมทีข้าตั้งใจจะเรียกหมอมาให้เจ้า แต่ทางหว่านหลิงก็อาการน่าเป็นห่วงเช่นกัน นางร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก ครั้งนี้ยังตกใจเสียขวัญ เวียนศีรษะอย่างหนัก ทั้งยังไอไม่หยุด ข้าวางใจไม่ลงจริงๆ จึงได้…”

“ท่านไม่ต้องอธิบายหรอก” หร่วนเยวียนเอ่ยตัดบทเขา เสียงของนางแหบพร่าอย่างหนัก ทว่าน้ำเสียงกลับสงบนิ่งผิดปกติ “จวนรัฐทายาทแห่งนี้เป็นของท่านเพียงผู้เดียว ท่านเป็นเจ้าบ้าน จะให้หมอไปรักษาผู้ใด ย่อมเป็นท่านที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ข้าเคารพการตัดสินใจของท่าน”

คำพูดของนางทำให้จี้จือจิ่งถึงกับพูดไม่ออก สีหน้าฉายแววลนลานวูบหนึ่ง “ที่เจ้าบอกว่าจวนแห่งนี้เป็นของข้าเพียงผู้เดียว หมายความว่าอย่างไรกัน? ที่นี่คือบ้านของพวกเรา ข้ารู้ว่าครั้งนี้ตนเองคิดไม่รอบคอบ ทำให้เจ้าต้องได้รับความไม่เป็นธรรม ข้าสัญญา คราวหน้า…หากคราวหน้าต้องเลือกระหว่างเจ้ากับหว่านหลิง ข้าจะเลือกเจ้าก่อนเป็นคนแรกแน่นอน ดีหรือไม่?”

หร่วนเยวียนไม่พูดอะไร เพียงมองเขาอย่างเงียบงัน

แววตานั้นช่างกระจ่าง ช่างสงบนิ่ง สงบนิ่งเสียจนราวกับมองออกมานานแล้วว่า คำสัญญาที่เขาให้ไว้นั้น ไม่มีวันทำให้เป็นจริงได้

ความลนลานในใจจี้จือจิ่งยิ่งหนักขึ้น เขาหลบสายตานางโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยให้จบลงเช่นนั้น อยากพูดอะไรอีกสักอย่างเพื่อชดเชย

ยังไม่ทันที่เขาจะเรียบเรียงคำพูดได้ หร่วนเยวียนก็หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้าเสียก่อน ราวกับแม้แต่จะมองเขาสักครั้งก็ยังรู้สึกเหนื่อยเกินไป

จี้จือจิ่งกลืนคำที่มาถึงริมฝีปากกลับลงไปอีกครั้ง เมื่อมองดูนางที่ซีดเซียวและเปราะบาง ราวกับเพียงแตะนิดเดียวก็จะแตกสลาย ความรู้สึกผิดในใจของเขาก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้น

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผ่อนน้ำเสียงให้อ่อนลง แล้วเอ่ยด้วยท่าทีคล้ายขอปรึกษา “ในเมื่อเจ้าฟื้นแล้ว ไข้ก็ลดลงบ้างแล้ว…มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากรบกวนเจ้า”

ขนตาของหร่วนเยวียนสั่นไหวเล็กน้อย แต่นางยังคงไม่ลืมตา

“หลายวันมานี้หว่านหลิงไม่ค่อยเจริญอาหาร กินอะไรก็รู้สึกไม่อร่อยไปเสียหมด วันนี้จู่ๆ นางก็บอกว่าอยากกินลูกชิ้นหัวสิงโตเนื้อปูตำรับเจียงหนานกับกุ้งผัดใบชาหลงจิ่ง พ่อครัวในจวนลองทำอยู่หลายครั้ง แต่ก็ทำรสชาติแบบนั้นออกมาไม่ได้เสียที” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนยิ่งขึ้น “ข้าจำได้ว่า เจ้าถนัดทำอาหารเจียงหนานที่สุด มิสู้…ลำบากเจ้าสักหน่อย ลุกขึ้นมาทำให้นางสักครั้งดีหรือไม่? จะได้ช่วยให้นางเจริญอาหารขึ้นบ้าง”

หร่วนเยวียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วหันไปมองเขา

“ท่านรู้หรือไม่” เสียงของนางแผ่วเบา เจือไว้ด้วยความเหนื่อยล้าและหม่นเศร้าที่ยากจะบรรยาย “ว่าเหตุใดข้าจึงถนัดทำอาหารเจียงหนานที่สุด?”

จี้จือจิ่งชะงักไป เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เคยนึกถึงคำถามนี้มาก่อนเลย

หร่วนเยวียนมองสีหน้างุนงงของเขา มุมปากยกขึ้นเป็นเส้นโค้งจางๆ เพียงชั่วครู่ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยการเย้ยหยันตนเอง

นางนึกถึงสองปีแรกหลังแต่งงาน จี้จือจิ่งเอาแต่หม่นหมองไร้ความสุขเพราะตู้หว่านหลิงแต่งงานออกเรือน เบื่ออาหารเสียจนแทบกินอะไรไม่ลง ร่างกายก็ซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว นางร้อนใจจนวิ่งวุ่น คอยพลิกแพลงทำของกินสารพัดอย่างให้เขา แต่ไม่ว่านางจะทำอะไร เขาก็กินเพียงคำเดียวแล้ววางลงทุกครั้ง

จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากดื่มจนเมามาย เขาพึมพำออกมาอย่างไม่ค่อยได้สติว่า “อยากกิน…อาหารเจียงหนาน รสอ่อนๆ หน่อย…”

นางดีใจเสียราวกับได้ของล้ำค่า คิดว่าในที่สุดเขาก็ยอมกินอะไรเสียที

นางรีบทุ่มเงินก้อนโต ฝากคนช่วยติดต่อกันหลายทอดจนเชิญพ่อครัวชื่อดังจากเจียงหนานมาได้ จากนั้นตนก็ค่อยๆ เรียนทำอาหารตามเขาทีละอย่าง มือถูกลวกจนเกิดตุ่มพองหลายแห่ง หั่นผักจนมีดบาดนิ้ว แต่นางก็กัดฟันทนมาตลอด

ในที่สุดนางก็ทำอาหารเจียงหนานเต็มโต๊ะออกมาได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขาลองชิมดู และครั้งนั้นก็กินเพิ่มอีกหลายคำอย่างหาได้ยาก

ตอนนั้นนางดีใจจนแทบหลั่งน้ำตา รู้สึกว่าความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนคุ้มค่าแล้ว

ทว่าต่อมานางถึงได้บังเอิญรู้ว่า มารดาของตู้หว่านหลิงเป็นคนเจียงหนาน และสิ่งที่ตู้หว่านหลิงชอบกินที่สุด ก็คืออาหารเจียงหนาน

ที่แท้ เขาไม่ได้อยากกินอาหารเจียงหนาน หากแต่กำลังอาศัยอาหารเจียงหนานเหล่านั้นเป็นสิ่งแทนความคิดถึงที่มีต่อนาง!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 20

    มีทั้งภาพนางขณะอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ขณะชมดอกไม้อยู่ในลานเรือน ขณะง่วนอยู่ในครัว กระทั่งยังมี...ภาพนางในมุมด้านข้างเมื่อครั้งอยู่ในเมืองหลวง นั่งอยู่ในรถม้าด้วยสีหน้าเหงาหงอยลายเส้นละเอียดอ่อน แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งที่มุมขวาล่างของภาพทุกภาพ ล้วนมีวันที่กำกับไว้ภาพที่วาดไว้แรกสุด กลับเป็นภาพในปีที่นางเข้าพิธีปักปิ่น ณ งานเทศกาลโคมไฟในเมืองหลวง เป็นชั่วขณะที่นางทายปริศนาโคมไฟข้อหนึ่งถูก แล้วคลี่ยิ้มออกมาตอนนั้น นางยังไม่รู้จักเจียงเยี่ยนนางประคองภาพเหล่านั้นไว้ในมือ นั่งเหม่อนิ่งอยู่ในห้องหนังสือเป็นเวลานานเมื่อเจียงเยี่ยนกลับมาในตอนค่ำ นางถามเขาว่า “เหตุใดท่านจึง...ดีกับข้าถึงเพียงนี้?”เจียงเยี่ยนมองขอบตาที่แดงเรื่อของนาง ก็เข้าใจในทันทีว่านางเห็นอะไรมาเขามิได้พูดถึงความรักที่เฝ้าเก็บซ่อนไว้อย่างระมัดระวังตลอดหลายปีนั้น มิได้พูดถึงความหม่นเศร้าเมื่อได้ยินข่าวว่านางออกเรือน มิได้พูดถึงความโกรธและความเจ็บปวดใจเมื่อล่วงรู้ถึงสภาพที่นางต้องเผชิญอยู่ในจวนโหว และยิ่งมิได้พูดถึงความบ้าคลั่งในยามที่นางตกหน้าผาแล้วหายตัวไป เมื่อเขาแทบค้นไปทั่วทั้งภูเขาเขาเพียงยื่นมือออ

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 19

    หนึ่งปีต่อมาภายในกระโจมที่สกปรกและทรุดโทรมที่สุดแห่งค่ายทหารซีซาน ตู้หว่านหลิงขดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยคราบโสโครกและร่องรอยบาดแผลแววตาของนางเลื่อนลอยไร้ประกาย ปากยังคงพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “พี่จือจิ่ง...ช่วยข้าด้วย...พี่จือจิ่ง...พวกมันจะสังหารข้าแล้ว...”เหล่าสตรีที่อยู่ข้างๆ พากันหัวเราะเยาะ“ยังฝันอยู่อีกหรือ? พี่จือจิ่งของเจ้าน่ะ ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ไม่เหลียวแลมาตั้งนานแล้ว!”“ได้ยินว่าเขาเสียสติไปแล้ว กอดเสื้อผ้าเก่าๆ ชิ้นหนึ่งกระโดดลงสระบัว พอช่วยขึ้นมาได้ก็ดูโง่งมเลอะเลือนไปเสียแล้ว ผู้ใดจะยังจำเจ้าได้อีกเล่า?”ตู้หว่านหลิงราวกับไม่ได้ยิน ยังคงพึมพำอยู่เช่นเดิม แววตาว่างเปล่ามองแสงจากฟ้าเพียงเล็กน้อยที่ลอดลงมาจากรูโหว่บนหลังคากระโจมบางครั้งก็มีทหารเดินเข้ามาทั้งที่เมามาย ลากนางขึ้นแล้วพาตัวออกไปนางไม่ดิ้นรนอีกต่อไป ราวกับตุ๊กตาชำรุดตัวหนึ่งเมืองหลวง จวนเจิ้นเป่ยโหวความคึกคักในวันวานที่ผู้คนเคยเข้าออกไม่ขาดสายหายไปนานแล้ว ป้ายถูกฝุ่นจับ ประตูชาดเงียบเหงาร้างผู้คนณ เรือนเล็กที่อยู่ในส่วนเปลี่ยวที่สุดของจวน ประตูลานปิดสนิทจี้จือจิ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ขากางเกง

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 18

    เขาก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว เข้าใกล้ขอบหน้าผามากขึ้นแววตาของเจียงเยี่ยนพลันนิ่งขึง เขาดึงหร่วนเยวียนให้ถอยหลังมาเล็กน้อยแต่จี้จือจิ่งกลับราวกับไม่รับรู้ เขาหันกลับมามองหร่วนเยวียน บนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มประหลาดบางๆ ที่เจือแววคล้ายได้หลุดพ้น“อาเยวียน ตอนนั้นข้าเลือกตู้หว่านหลิง ข้าติดค้างชีวิตเจ้าไว้” เสียงของเขาแผ่วเบา ถูกสายลมพัดกระจายไป “ตอนนี้ ข้าจะคืนชีวิตข้าให้เจ้า ดีหรือไม่?”ยังไม่ทันสิ้นคำ ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของทุกคน เขากลับกระโจนลงไปในเหวลึกที่ปกคลุมด้วยหมอกจริงๆ!“จี้จือจิ่ง!” เจียงเยี่ยนพลันหน้าเปลี่ยนสี เขาตวาดลั่น พลางยื่นมือออกไปคว้าตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับคว้าได้เพียงเศษชายเสื้อที่ขาดวิ่นเหล่าองครักษ์ร้องออกมาด้วยความตกใจพลางกรูกันเข้าไป ทว่าริมหน้าผากลับว่างเปล่าไร้ผู้คน เหลือเพียงสายลมภูเขาที่พัดหวีดหวิวร่างของหร่วนเยวียนไหววูบเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ใบหน้าซีดลงนิดหนึ่ง นิ้วมือเผลอกำแขนเสื้อของเจียงเยี่ยนแน่นโดยไม่รู้ตัวเจียงเยี่ยนโอบหร่วนเยวียนเข้าสู่อ้อมแขนทันที พลางบดบังสายตาของนางไว้ ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ลงไปตามหา! หากยังมีชีวิต

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 17

    วันนี้เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าครามดุจท้องนภาหลังฝน ยิ่งขับให้ใบหน้าดูหล่อเหลาสง่างาม เรือนกายสูงสง่าผึ่งผายเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวเข้าไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว ก่อนเข้าขวางหร่วนเยวียนไว้ด้านหลัง แล้วกวาดสายตาเย็นเฉียบไปยังจี้จือจิ่งที่อยู่บนพื้น“รัฐทายาทจี้” เจียงเยี่ยนเอ่ยเสียงไม่ดังนัก ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงแรงกดดันที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “กลางวันแสกๆ ยังตามพัวพันสตรีที่มีสามีแล้วไม่เลิก นี่หรือคือการอบรมสั่งสอนของจวนเจิ้นเป่ยโหวของท่าน? หรือว่าที่ถูกโบยในเมืองหลวง ยังไม่มากพออีก?”จี้จือจิ่งทำราวกับมิได้ยินคำพูดของเจียงเยี่ยน เพียงจ้องหร่วนเยวียนไม่ละสายตา ราวกับว่าในโลกนี้เหลือเพียงนางผู้เดียว“อาเยวียน...” เขาเรียกนางอีกครั้ง น้ำเสียงแตกพร่าจู่ๆ หร่วนเยวียนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงยกมือดึงปิ่นเล่มหนึ่งออกจากเรือนผมมันคือปิ่นรูปผีเสื้อที่เก่ามากเล่มหนึ่ง ปีกผีเสื้อที่ถักพันด้วยเส้นทองหม่นมัวไร้ประกายไปนานแล้ว กระทั่งบิดเบี้ยวเสียรูปไปบ้างรูม่านตาของจี้จือจิ่งหดวูบ…ปิ่นเล่มนั้นเป็นของที่เขาซื้อให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก เมื่อครั้งกลับมาจากเจียงหนานในปี

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 16

    ราตรีดำดิ่งลึก เทียนแดงลุกโชติช่วงจี้จือจิ่งถูกโยนออกจากจวนสกุลเจียง ร่างทรุดลงนั่งอยู่ตรงมุมถนนอันเย็นเยียบและสกปรกเขาได้ยินเสียงครึกครื้นที่ดังแว่วมาจากที่ไกลออกไป เป็นเสียงของเหล่าแขกเหรื่อที่กำลังหยอกล้อกันในคืนเข้าหอเขานึกภาพออกว่า ภายในห้องที่ติดอักษร “囍” เต็มไปหมดนั้น เทียนแดงกำลังสั่นไหว อาเยวียนของเขาสวมชุดเจ้าสาวที่เขาเคยใฝ่ฝันถึงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับกำลังเผยรอยยิ้มให้บุรุษอีกคนเขาถึงกับได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่คล้ายมีคล้ายไม่มี เป็นเสียงหัวเราะกระซิบกระซาบระหว่างคนรักกัน และเสียงครางที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ซึ่งทำให้หัวใจแทบแตกสลายทุกเสียงที่เล็ดลอดเข้ามา ล้วนเหมือนเข็มอาบพิษจำนวนมากมาย แทงเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าในส่วนที่อ่อนโยนที่สุดของหัวใจเขา ความเจ็บปวดทำให้เขาขดตัวลง ราวกับสุนัขป่าที่ถูกทอดทิ้งและใกล้สิ้นใจเขาขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง อยากร้องไห้ แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้มีเพียงของเหลวร้อนระอุเท่านั้น ที่หลั่งทะลักออกมาจากเบ้าตาอันแห้งผากเขารู้แล้วว่า ตนเองได้สูญเสียนางไปอย่างสิ้นเชิงสูญเสียไป ตลอดกาลฤดูใบไม้ผลิของซูโจวมาถึงเร็ว ดอกท้อที่ว

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 15

    หร่วนเยวียนกำมีดสั้นเย็นเยียบนั้นไว้ มือของนางมั่นคงไม่สั่นไหวหลังผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง นางนิ่งเงียบ มองบุรุษตรงหน้าซึ่งกำลังคลุ้มคลั่งจากนั้น นางค่อยๆ ชักมือของตนกลับมาทีละน้อยด้วยความเชื่องช้าอย่างยิ่งมีดสั้นตกลงบนพื้น พร้อมเสียง “เคร้ง” หนึ่งครั้งท่ามกลางสายตาสิ้นหวังของจี้จือจิ่ง นางยกมือขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวของตนออกภายใต้มงกุฎหงส์ เครื่องประทินโฉมประณีตงดงาม คิ้วตาราวภาพวาด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งที่ก่อตัวมานับพันปี ไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย“จี้จือจิ่ง” นางเอ่ยขึ้น เสียงไม่ดังนัก ทว่ากลับชัดเจนจนก้องกังวานไปทั่วทุกมุมของโถงพิธี “ท่านจำได้หรือไม่ ตอนที่ข้าคุกเข่าลง ร้องไห้อ้อนวอนขอให้ท่านอย่าทำลายบุตรในครรภ์ ท่านพูดอะไรกับข้า?”จี้จือจิ่งแข็งค้างไป ภาพเหล่านั้นที่เขาจงใจลืมเลือน พลันหลั่งไหลขึ้นมาในใจอย่างไม่อาจควบคุมได้…ใบหน้าซีดขาวของนาง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มือที่สั่นเทาของนางซึ่งกำชายเสื้อเขาไว้...หร่วนเยวียนมองสีหน้าที่ซีดเผือดลงในชั่วพริบตาของเขา นางยิ้มออกมาเบาๆ ทว่าน้ำตากลับไหลรินผ่านแก้ม ลบเลือนชาดบนพวงแก้มจนจา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status