เข้าสู่ระบบประตูห้องพักถูกเปิดออกอีกครั้ง ชลธีกลับออกมาพร้อมชุดนอนตัวเก่งที่เป็นเพียงเสื้อกล้ามสีขาวหม่นรัดรึงไปกับมัดกล้ามเนื้อ และกางเกงขาสั้นผ้าร่มที่เขาใส่นอนเป็นประจำ แม้จะเป็นเพียงชุดธรรมดา ทว่าความสูงใหญ่และสง่าราศีของชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวข้ามผ่านวัยเด็กมาหมาดๆ กลับทำให้บรรยากาศในห้องโถงนั้นดูเล็กลงไปถนัดตา
ปรียานุชยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม ทว่าแววตาของเธอเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่ประดับตรงมุมปาก รอยยิ้มนั้นเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงที่ทำให้ใบหน้าที่เคยซีดเซียวแลดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างในแสงสลัว
“นอนไม่หลับอีกแล้วเหรอครับ?” ชลธีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยน เขาเดินไปลากเก้าอี้พลาสติกอีกตัวออกมานั่งลงข้างๆ โดยรักษาระยะห่างไว้พอประมาณตามประสาเด็กหนุ่มที่ให้เกียรติรุ่นพี่ ทว่าระยะห่างนั้นกลับไม่ได้ทำให้กระแสความห่วงใยที่เขามีลดน้อยลงเลย
“มันคงกลายเป็นโรคประจำตัวพี่ไปแล้วล่ะจ้ะธี...” เธอตอบพลางถอนหายใจแผ่วเบา เป็นการยอมรับในชะตากรรมที่ต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าในทุกคืนวันหยุดที่สามีทิ้งไป “วันนี้ดูเหนื่อยๆ นะเรา”
เธอบรรจงทอดสายตามองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า สายตาที่ปนเปไปด้วยความเอ็นดูและความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองก็ยังไม่กล้านิยาม
“นิดหน่อยครับพี่... แค่เหนื่อยกาย แต่ใจผมยังสบายดีครับ” ชลธียิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยพลังงานบวกและชีวิตชีวาของเขาทำให้ปรียานุชรู้สึกเหมือนได้รับแสงแดดยามเช้าท่ามกลางคืนที่มืดมิด
ทั้งคู่ใช้เวลาคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ บทสนทนาไหลลื่นไปตามธรรมชาติ ตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระในร้านอาหาร ไปจนถึงมุกตลกฝืดๆ ที่ชลธีขุดมาเล่าเพื่อหวังจะฉุดรั้งให้ผู้หญิงตรงหน้าหลุดพ้นจากหล่มแห่งความเศร้า รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเริ่มผุดพรายขึ้นบนใบหน้าของปรียานุชบ่อยครั้งขึ้น และนั่นก็พลอยทำให้ชลธีพลอยรู้สึกร่าเริงตามไปด้วยจนลืมความเหนื่อยล้าไปจนหมดสิ้น
“เห็นพี่ยิ้มได้อย่างนี้แล้ว... ผมก็มีความสุขครับ” ชลธีโพล่งขึ้นมาตามความรู้สึกที่อยู่ภายใน แววตาที่เขามองเธอเต็มไปด้วยความใสซื่อและจริงใจอย่างที่สุด มันไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีการหว่านเสน่ห์ เป็นเพียงความปรารถนาดีของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยากเห็นพี่สาวที่แสนดีมีความสุขเท่านั้น
“ขอบใจนะธี...” ปรียานุชเอ่ยแผ่วเบา ดวงตาของเธอเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อได้รับความอาทรที่โหยหามานาน “พี่ก็มีแค่ธีนี่แหละ... ที่พอจะพูดคุยอะไรด้วยได้บ้างในบ้านหลังนี้”
น้ำเสียงของเธอทิ้งท้ายด้วยความหดหู่ที่เกาะกินหัวใจ จนชลธีรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แฝงมากับคำพูดนั้น ใจของเขากระตุกวูบไปชั่วขณะ รู้สึกผิดที่คำพูดที่ตั้งใจจะมอบความสุขกลับไปสะกิดเอาแผลเป็นที่เปราะบางในใจของเธอให้เปิดออก
ในช่วงวินาทีที่ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ชลธีจ้องมองใบหน้าด้านข้างของปรียานุชที่สวยหยาดเยิ้มทว่าแฝงไว้ด้วยความอ้างว้าง ความสงสารจับใจพลันพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาตั้งคำถามกับตัวเองในใจซ้ำๆ ว่าทำไมกันหนอ... ผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทั้งกิริยา มารยาท ความรู้ และความสวยน่ารักแบบที่ผู้ชายคนไหนๆ ก็ใฝ่ฝันอยากจะมีไว้ครอบครอง กลับถูกสามีแท้ๆ ปล่อยให้ต้องเผชิญกับความเปลี่ยวเหงาอยู่เพียงลำพังเยี่ยงนี้
ชลธีเผลอไผลมองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ปรือปรอยนั้น ความสวยใสไร้การแต่งแต้มของเธอในยามดึกช่างดูมีเสน่ห์ลึกลับและเปราะบาง จนเขาแอบรู้สึกหวั่นไหวไปกับความงามนั้นอย่างไม่อาจยับยั้ง บางครั้งความชื่นชมก็ปนเปไปกับความหลงใหลชั่ววูบจนเขาต้องรีบเบือนหน้าหลบเพื่อดึงสติตนเองกลับมา เขาอยากจะปกป้องเธอ อยากจะแบ่งเบาความเศร้าเหล่านั้นออกมา ทว่าเขาก็รู้ดีว่าตนเองเป็นเพียงผู้อาศัย เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่นั่งอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนเธอในยามที่โลกทั้งใบหันหลังให้เธอเท่านั้น
บรรยากาศในโถงบ้านเช่ายามตีหนึ่งกว่าๆ จึงอบอวลไปด้วยมวลของความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างพี่น้องและความเห็นอกเห็นใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
ความเงียบในโถงบ้านเช่ายามวิกาลเริ่มทำงานของมันอย่างซื่อสัตย์ มันบีบคั้นให้อารมณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกสุดของหัวใจพรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจยับยั้ง ชลธีจ้องมองใบหน้าด้านข้างของปรียานุชที่ดูเปราะบางราวกับแก้วเจียระไนที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ หัวใจของเด็กหนุ่มสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันจนแยกไม่ออก ทั้งความสงสารจับใจที่เห็นพี่สาวผู้แสนดีต้องทนทุกข์ และอารมณ์ดิบในกายชายที่เริ่มเผลอไผลไปกับเสน่ห์อันเย้ายวนในความเงียบงัน
ราวกับมีแรงดึงดูดลึกลับที่มองไม่เห็น ชลธีเผลอขยับกายเข้าไปใกล้ปรียานุชมากขึ้นจนได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาของกันและกัน เขาเลื่อนมือหนาใหญ่ที่กร้านจากการทำงานหนักทว่าอบอุ่นอย่างที่สุด ออกไปกุมมือเรียวบางของปรียานุชที่วางอยู่บนหน้าขาของเธออย่างเป็นอัตโนมัติ มันเป็นการขยับเขยื้อนที่จิตใต้สำนึกสั่งการก่อนที่สมองจะทันได้กลั่นกรองเสียด้วยซ้ำ
เปรี้ยง!
ทันทีที่ผิวเนื้อสัมผัสกัน กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ทว่ารุนแรงพอกลับแล่นพล่านแปล๊บไปทั่วร่างของเด็กหนุ่มทันที มันไม่ใช่สัมผัสธรรมดา แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้ชลธีรู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัวจนถึงปลายเท้า ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับถูกสาป มือที่กุมไว้นั้นไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่เซนติเมตรเดียว หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุอกเสื้อกล้ามสีขาวออกมา
ทว่าสิ่งที่ทำให้โลกทั้งใบของชลธีหมุนคว้างยิ่งกว่าเดิม คือการที่มือเรียวงามที่เคยซีดเซียวของปรียานุช ไม่ได้ชักหนีหรือปฏิเสธสัมผัสจาบจ้วงนั้น ตรงกันข้าม... เธอกลับพลิกฝ่ามือขึ้นมาเป็นฝ่ายกุมมือหนาของเขาเอาไว้อย่างนุ่มนวล นิ้วเรียวของเธอสอดประสานเข้ากับนิ้วของเขาอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่นในความหมาย มันเป็นการตอบรับที่เงียบเชียบทว่ากึกก้องอยู่ในมโนสำนึกของเด็กหนุ่ม
ทำไม... ทำไมรสสัมผัสระหว่างเขากับครูนุชในคืนนี้ถึงได้แปลกไปขนาดนี้?
มันไม่ใช่ความอบอุ่นแบบพี่สาวน้องสาวอย่างที่เคยเป็น แต่มันมีความโหยหา ความรัญจวน และความลึกลับซ่อนเร้นอยู่จนเขาเริ่มหายใจติดขัด ชลธีรู้สึกตัวอีกทีเมื่อความร้อนจากร่างบอบบางขยับเข้ามาชิดจนไร้ช่องว่าง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูสระผมจากเรือนผมสลวยของปรียานุชลอยมาปะทะจมูกอย่างจังในจังหวะที่เธอค่อยๆ โน้มศีรษะลงซบกับไหล่หนาแกร่งของเขา
ไหล่หนาของชลธีสั่นสะท้านน้อยๆ เมื่อรับรู้น้ำหนักจากศีรษะของหญิงสาว กลิ่นกายสาวที่ผสมปนเปกับกลิ่นหอมสะอาดนั้นเปรียบเสมือนมนต์สะกดที่ทำให้สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดมอดไหม้ไปในพริบตา ปรียานุชหลับตาพริ้มปล่อยให้ความเหงาที่แบกรับมานานพังทลายลงบนบ่าของเด็กหนุ่มที่เธอเคยคิดว่าเป็นเพียงผู้อาศัย ส่วนชลธีเองก็จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่กำลังถูกเพลิงราคะแผดเผา
ความเงียบในบ้านเช่าหลังเดิมกลับดูอึดอัดและร้อนรุ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าเส้นแบ่งบางๆ ที่เรียกว่าศีลธรรมกำลังถูกท้าทาย
ภายในห้องโถงที่สลัวราง ชลธีรู้สึกเหมือนร่างกายของเขากำลังถูกแผดเผาด้วยความร้อนที่ระอุขึ้นมาจากเบื้องลึก รูขุมขนทุกส่วนสั่นสะท้านยามที่ผิวเนื้อสัมผัสกับความนุ่มนวลของครูสาว เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มซึมผุดพรายออกมาตามไรผมและแผ่นหลังแกร่ง ทั้งที่อากาศยามดึกนั้นเย็นเยียบ ใจหนึ่งเขาอยากจะผละออกเพราะรู้ดีว่านี่คือเส้นทางที่มิควรเดิน แต่อีกใจกลับโหยหาไออุ่นที่แสนเปราะบางนี้อย่างประหลาด
“พี่ครับ...”
เสียงที่หลุดออกมาจากลำคอของเด็กหนุ่มนั้นแหบพร่าและเบาหวิว ราวกับถูกเค้นออกมาจากก้นบึ้งของมโนสำนึกที่กำลังพยายามเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา เขาสัมผัสได้ถึงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามกระแทกอก จนเกรงว่าผู้หญิงที่ซบอยู่บนไหล่จะได้ยิน
ทว่า... แทนที่ปรียานุชจะได้สติและรีบผละออกตามกรอบของครูและนักเรียน เธอกลับทำในสิ่งที่ชลธีไม่คาดคิด มือเรียวบางที่เคยสั่นเทานั้นวาดขึ้นโอบรอบลำคอหนาของเด็กหนุ่มเอาไว้แน่นขึ้น
ร่างกายบอบบางของเธอเบียดกระชับเข้าหาอกแกร่งใต้เสื้อกล้ามสีขาวหม่น จนชลธีรับรู้ได้ถึงความนุ่มหยุ่นและกลิ่นอายสาวที่หอมกรุ่นยิ่งกว่าเดิม
“ขอพี่อยู่อย่างนี้สักพักนะ... ธี...”
น้ำเสียงของปรียานุชสั่นเครือและเต็มไปด้วยความอ้างว้างที่สั่งสมมาเนิ่นนาน เธอหลับตาพริ้ม ซบศีรษะลงกับไหล่กว้างที่ดูพึ่งพิงได้มากกว่าอกของสามีตนเองหลายเท่า ในวินาทีนี้นักบรรณารักษ์สาวผู้งามสง่าหายไป เหลือเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังจมดิ่งสู่พื้นที่ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวที่เธอหาได้ในคืนที่มืดมิด
“พี่ขอแค่นี้... พี่จะไม่ทำให้ธีต้องลำบากใจ”
คำพูดนั้นดูเหมือนจะเป็นการยืนยันว่าเธอจะไม่ล้ำเส้นไปมากกว่านี้ ทว่าการกระทำกลับสวนทาง แขนที่โอบรอบคอและลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดซอกคอของชลธี กลับยิ่งส่งแรงกระตุ้นตามธรรมชาติให้ตื่นตัวขึ้นอย่างรุนแรง ชลธีรู้สึกเหมือนมโนสำนึกของเขาเดินมาถึงทางแยกที่บีบคั้นที่สุด
ภาพพิมพิกาคนรักที่แสนดีฉายสลับกับภาพปรียานุชที่กำลังสลัดคราบครูบรรณารักษ์ทิ้งและกลายเป็นเพียงสาวขี้เหงาที่เว้าวอนขอความรัก
ความสงสารที่มีต่อพี่สาวคนนี้มันลึกซึ้งเสียจนเขามือสั่น ทว่าความต้องการตามสัญชาตญาณชายที่ถูกปลุกเร้าด้วยสัมผัสแนบชิดและชุดนอนผ้าแพรเนื้อบางเบากลับกำลังตะโกนก้องให้เขาโอบกอดเธอไว้
ชลธียืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจหอบถี่สลับกับความพยายามที่จะสะกดกั้นอารมณ์ มือหนาใหญ่ของเขาที่ยังถูกกุมไว้อยู่บัดนี้เริ่มสั่นสะท้าน
เขาไม่อาจรู้เลยว่า "เพียงแค่นี้" ของปรียานุช จะเป็นจุดเริ่มต้นของพายุที่จะพัดพาชีวิตของเขาและคนรอบข้างให้พังทลายลงในวันพรุ่งนี้หรือไม่ แต่ในนาทีนี้ ความเหงาของครูสาวและความว้าวุ่นของลูกศิษย์หนุ่มกลับรวมตัวกันเป็นมวลอากาศที่ร้อนระอุจนแทบจะระเบิดออกมากลางโถงบ้านเช่าแห่งนี้
หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น
ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั
ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน
สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.
มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา
เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย







