بيت / โรแมนติก / ดอกร่าน...บานฉ่ำ / การยั่วยวนของกิเลศ.!

مشاركة

การยั่วยวนของกิเลศ.!

last update تاريخ النشر: 2026-07-27 14:48:07

ท่ามกลางแสงสลัวที่โอบล้อมโถงบ้านเช่าอันเงียบสงัด ชลธีรู้สึกเหมือนสติสัมปชัญญะของเขาถูกพัดพาไปกับกระแสลมแห่งความรัญจวนที่เชี่ยวกราก มือหนาที่เคยสั่นเทาด้วยความสับสน บัดนี้กลับค่อยๆ เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณดิบที่ตื่นตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาเลื่อนมือใหญ่ที่แสนอบอุ่นลากไล้ผ่านแผ่นหลังเนียนนุ่มภายใต้ชุดนอนผ้าแพรเนื้อละเอียด ความลื่นไหลของเนื้อผ้าปะทะกับฝ่ามือหยาบกร้านสร้างความซ่านสยิวจนเขาต้องเผลอไผลโอบกอดตอบปรียานุชอย่างแผ่วเบาในคราวแรก ก่อนจะค่อยๆ กระชับวงแขนแกร่งรั้งร่างบอบบางนั้นให้เข้ามาแนบชิดกับอกผายอย่างเต็มรัก

ทั้งคู่ยืนซบนิ่งงันอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน วินาทีนั้นโลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ เสียงนาฬิกาที่เคยดังติ๊กต่อกกลับจางหายไป แทนที่ด้วยเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะกระเด็นกระดอนออกมานอกทรวงอกของเด็กหนุ่ม ความรู้สึกเคารพนับถือที่มีต่อ "ครูสาว" ผู้สูงส่ง บัดนี้ถูกเปลวไฟแห่งกามารมณ์แผดเผาจนมอดไหม้ เหลือเพียงความปรารถนาอันรุนแรงที่พุ่งพล่านไปตามกระแสเลือด

ชลธีซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ที่หอมกรุ่น เขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังเตลิดไปไกล ทว่าสัมผัสจากทรวงอกนุ่มหยุ่นที่บดเบียดอยู่กับแผงอกแกร่งใต้เสื้อกล้ามสีขาวหม่น กลับยิ่งทำลายกำแพงแห่งความยับยั้งชั่งใจจนย่อยยับ เขาเริ่มรับรู้ได้ถึงอาการสั่นสะท้านที่ส่งผ่านมาจากร่างในอ้อมแขน ปรียานุชไม่ได้เพียงแค่ซบเขาเพื่อหาที่พักพิงอีกต่อไป แต่เธอกำลังหายใจหอบแรงและถี่กระชั้น ลมหายใจร้อนผ่าวของเธอเป่ารดซอกคอหนาของเขาจนขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กาย

ใบหน้าของปรียานุชที่เคยซีดเซียวบัดนี้กลับแดงซ่านด้วยเลือดฝาดสาวที่ฉีดพล่าน ดวงตาที่เคยหม่นเศร้าปรือปรอยลงด้วยมวลอารมณ์รัญจวนที่โหยหามาเนิ่นนาน เธอเบียดกายเข้าหาไออุ่นจากเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ลดละ ราวกับคนหลงทางในทะเลทรายที่เพิ่งค้นพบโอเอซิสที่แสนชุ่มฉ่ำ

ชลธีรู้สึกได้ถึงมือเรียวของครูสาวที่ยังคงโอบรอบลำคอของเขาอยู่นั้นเริ่มจิกเกร็งลงบนบ่าหนา เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเธอเองก็กำลังตกอยู่ในพายุอารมณ์ที่ไม่ต่างจากเขา ร่างกายของทั้งคู่สั่นระริกปะทะกันจนแทบจะรวมเป็นเนื้อเดียว ความร้อนแรงที่ส่งผ่านผิวเนื้อในความเงียบงันยามตีหนึ่งกว่าๆ นี้ ช่างเป็นภาพที่ทั้งงดงามและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน

ความเงียบที่เคยดูอบอุ่นและปลอดภัยเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความอึดอัดที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ชลธีรู้สึกเหมือนออกซิเจนรอบกายเหือดหายไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่เริ่มพยายามยื้อยุดกลับคืนมา เขากระแอมในลำคอเบาๆ เสียงนั้นฟังดูแห้งผากและสั่นพร่า แต่มันคือการเค้นพลังทั้งหมดเพื่อเตือนสติตัวเองและหญิงสาวในอ้อมกอด

“พี่ครับ...”

เสียงเรียกแผ่วพร่าของชลธีทำหน้าที่ประหนึ่งหยดน้ำเย็นที่หยดลงบนกองไฟที่กำลังคุโชน ปรียานุชสะดุ้งน้อยๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์อันหอมหวานที่เธอกระโจนลงไปอย่างลืมตัว เธอค่อยๆ ผละวงแขนออกจากลำคอหนาและถอยห่างจากแผงอกแกร่งของเด็กหนุ่มอย่างช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอในนาทีนั้นเต็มไปด้วยความหวั่นไหวและขวยเขินอย่างที่ชลธีไม่เคยเห็นมาก่อน

ใบหน้าที่เคยซีดเซียวของครูสาวบัดนี้กลับแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาดที่ฉีดพล่านไปทั่วทั้งใบหน้าและลามไปถึงใบหู เธอรีบก้มหน้าหงุดหลบสายตาคมกริบของเด็กหนุ่มที่จ้องมองมาอย่างสับสน มือเรียวสวยเผลอไผลยกขึ้นมาปัดป่ายเรือนผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพื่อแก้เก้อ

“พี่... พี่คงต้องขึ้นไปนอนแล้วล่ะจ้ะ”

เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวจนเกือบจะเป็นการกระซิบ คำพูดนั้นดูเหมือนจะเป็นการสรุปบทสนทนาที่ค้างคา และเป็นการปิดกั้นอารมณ์ที่เพิ่งจะปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ปรียานุชไม่กล้าสบตาเขาอีกแม้แต่วินาทีเดียว เธอรีบหันหลังแล้วเดินตรงไปยังบันไดไม้ที่นำไปสู่ชั้นสอง ทิ้งให้ชลธียืนอึ้งราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้กลางโถงบ้านเช่าอันเงียบสงัด

เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังบอบบางภายใต้ชุดนอนผ้าแพรที่ขยับไหวตามจังหวะก้าวเดินอย่างรวดเร็วของเธอไปจนสุดสายตา ทว่าก่อนที่ร่างของปรียานุชจะลับหายไปที่หัวโค้งบันไดชั้นสอง เธอกลับชะงักฝีเท้าแล้วหันใบหน้าเสี้ยวหนึ่งกลับมามองเขา แววตาคู่นั้นปรือปรอยและเต็มไปด้วยความนัยที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กหนุ่มอย่างชลธีจะตีความได้ มันมีความโหยหา ความอาลัยอาวรณ์ และความลับบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ใต้เงาสลัวของบันไดไม้

เมื่อแผ่นหลังของเธอหายลับไป ความเงียบก็นเข้าจู่โจมชลธีทันที เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์รัญจวนที่ยังคงพุ่งพล่านอยู่ภายในกาย กลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมของปรียานุชยังคงติดอยู่ที่ซอกคอและไหล่ของเขา ยิ่งกระตุ้นให้หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะระเบิด

ชลธียกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ อย่างคนพยายามเรียกสติ ความร้อนจากผิวเนื้อของครูสาวยังคงหลงเหลืออยู่บนฝ่ามือหยาบกร้านของเขา มันเป็นรสสัมผัสที่หวานล้ำทว่าก็น่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน มโนสำนึกของเขาเริ่มทำหน้าที่คัดค้านและโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ภาพใบหน้าของพิมพิกาที่เขารักและสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ลอยขึ้นมาซ้อนทับกับใบหน้าที่แดงซ่านของปรียานุชเมื่อครู่นี้

ความรู้สึกผิดเริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ ทว่ามันกลับพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนาตามธรรมชาติที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแล้ว ชลธีพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะระงับความสั่นเทาของร่างกาย เขาเดินกลับเข้าห้องพักของตนเองอย่างเชื่องช้า ทิ้งความสับสนวุ่นวายไว้เบื้องหลัง ท่ามกลางเสียงนาฬิกาที่ยังคงเดินหน้าไปอย่างไม่ลดละในความมืดมิดของค่ำคืนที่แสนยาวนานคืนนี้….

บรรยากาศที่ร้านซ่อมรถของเมธีในวันนี้ดูแปลกตาไปจากทุกวัน ประตูเหล็กม้วนถูกดึงลงมาปิดไว้เกือบสนิทเหลือเพียงช่องว่างพอให้คนมุดลอดเข้าไปได้ ไร้ซึ่งเสียงเครื่องยนต์หรือเสียงเคาะเหล็กที่เคยหนวกหู พิมพิกาเดินมุดผ่านช่องว่างนั้นเข้าไปด้วยท่าทางที่เริ่มจะคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นน้ำมันเครื่องและจาระบีที่เคยทำให้เธอเบือนหน้าหนี บัดนี้กลับให้ความรู้สึกลึกลับและท้าทายอย่างบอกไม่ถูก

“วันนี้มีอะไรกันเหรอคะ?”

พิมพิกาทักขึ้นพลางโผล่หน้าเข้าไปในส่วนพักผ่อนหลังร้าน แสงสว่างจากหลอดไฟนีออนที่สั่นระริกสาดส่องลงมาที่โต๊ะไม้สนตัวเก่าสภาพกร้านโลก ที่ตรงนั้นมีคนสามคนนั่งล้อมวงกันอยู่ ทั้งเมธี ระริน และ ‘ศักดิ์’ ลูกน้องคนสนิทของเมธีที่วันนี้ควรจะเป็นวันหยุดพักผ่อนของเขา แต่กลับนั่งหน้าระรื่นอยู่ตรงนี้ด้วย

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ... แค่ฉลองวันเกิดย้อนหลังให้เฮียเขาหน่อยน่ะ” ระรินเป็นคนแรกที่เอ่ยตอบพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ใบหน้าของเธอแดงซ่านไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่สูบฉีดอยู่ในกระแสเลือด ดวงตาคู่สวยฉ่ำเยิ้มและดูแพรวพราวมากกว่าปกติ ซึ่งทั้งเมธีและศักดิ์เองก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก

“มาสิน้องพิม มานั่งด้วยกันสักหน่อย” เมธีเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่าง เขาขยับเก้าอี้ไม้ข้างตัวออกเป็นเชิงเชื้อเชิญ สายตาคมกริบของเขาจ้องมองเด็กสาวราวกับเสือที่กำลังมองดูลูกแกะหลงทาง พิมพิกาขยับเข้าไปนั่งลงตรงนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอก้มหน้าเล็กน้อยพลางส่งยิ้มบางๆ ให้เขาเป็นเชิงขอบคุณ

เมธีลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในครัวเพียงอึดใจ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับแก้วเบียร์เปล่าใบใหม่ในมือ เขาหย่อนตัวลงนั่งที่เดิมข้างกายเธอจนพิมพิการับรู้ได้ถึงไออุ่นและกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวเขา

“เอาสักหน่อยนะลองดู... วันนี้เราไม่ได้ออกไปไหนกัน จะได้รู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง เห็นถามหลายรอบแล้ว เฮียก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน ลองชิมเองเลยดีกว่าจะได้หายสงสัย” เมธีพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูใจดีทว่าแฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยม เขาหันไปพยักหน้าให้ระรินเป็นเชิงขอแรงสนับสนุน

“นั่นสิพิม... ลองชิมนิดหน่อยเอง ไม่ถึงกับเมาหรอกจ้ะ อากูก็ไม่มีทางรู้หรอก เชื่อพี่สิ” ระรินรีบช่วยเสริมทัพทันที มือของเธอเอื้อมมาลูบไหล่พิมพิกาเบาๆ ราวกับจะบอกว่าทุกอย่างปลอดภัยหายห่วง

พิมพิกายิ้มแหยๆ ดวงตากลมโตมองสลับไปมาระหว่างใบหน้าของเมธี ระริน และศักดิ์ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะด้วยความประหม่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ถูกปลูกฝังมาตลอดกำลังตีรวนกับความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างรุนแรงในสถานที่แห่งนี้

“ไม่ต้องคิดนานขนาดนั้นหรอกน้องพิม ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย อึกเดียวก็รู้แล้ว... ลูกผู้หญิงมันต้องลองให้รู้ฤทธิ์” ศักดิ์สำทับขึ้นมาอีกเสียงพลางหัวเราะร่วนในลำคอ ยิ่งสร้างบรรยากาศแห่งการท้าทายให้เข้มข้นขึ้น

“ก็ได้ค่ะ... ลองก็ลอง”

พิมพิกาพยักหน้ารับในที่สุด ความอยากรู้อยากเห็นมีชัยเหนือความกลัว เธอจ้องมองเมธีที่กำลังบรรจงรินของเหลวสีเหลืองทองที่มีฟองสีขาวฟูฟ่องลงในแก้วใบใหม่นั้นด้วยใจที่ระทึกพลัน เสียงรินน้ำที่ดังซ่าๆ ผสมกับกลิ่นมอลต์ที่หอมฉุนแปลกๆ ทำให้ประสาทสัมผัสของเด็กสาวตื่นตัวถึงขีดสุด เธอหารู้ไม่ว่าอึกแรกที่เธอกำลังจะดื่มเข้าไปนั้น ไม่ใช่เพียงแค่รสชาติของเครื่องดื่ม แต่มันคือการดื่มด่ำเข้าสู่โลกที่มืดมิดและเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิมที่เมธีเตรียมไว้ต้อนรับเธออย่างเป็นทางการ

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   คืนที่ใจได้หลอมรวม! [ตอนจบ]

    หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความรัก ความโหยหา การเติมเต็มที่สมบูรณ์แบบ! [NC18+]

    ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   เติมเต็มให้กันและกัน!

    ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความโหยหาที่สุดจะกลั้น!

    สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   วันนี้พี่น่ารักจังเลยครับ!

    มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ชำระล้างหัวใจรัก!

    เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status