เข้าสู่ระบบเสียงลูกบิดประตูหมุนดังคลิกเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงัดของยามวิกาล ชลธีสอดตัวเข้าไปในบ้านเช่าอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาระมัดระวังทุกฝีเท้าไม่ให้เกิดเสียงดังบนพื้นไม้ที่จะเป็นการรบกวนปรียานุชและสามีที่ควรจะพักผ่อนอยู่ชั้นบนในเวลาตีหนึ่งเช่นนี้
เด็กหนุ่มทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีขาวขุ่นตัวเก่งภายในห้องพักส่วนตัวที่คับแคบ แสงไฟนีออนสลัวสะท้อนให้เห็นใบหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบความมัน
วันนี้เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพราะเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ลูกค้าที่ร้านอาหารหลั่งไหลมาไม่ขาดสายจนเขาต้องวิ่งวุ่นเสิร์ฟอาหารจนขาแทบขวิด ชลธียกมือหยาบใหญ่ที่กร้านจากการทำงานหนักขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะลอบถอนหายใจยาวเหยียดทว่าริมฝีปากกลับระบายยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ
“มึงจงภูมิใจเถอะธี... มึงอายุแค่นี้ มึงก็หาเงินส่งตัวเองเรียนได้แล้ว”
เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ เพื่อเติมพลังใจ ความเหนื่อยล้าทางกายกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความฝันที่จะเป็นนักเรียนเตรียมทหารและอนาคตที่เขาสัญญากับพิมพิกาไว้
ชลธีสลัดเสื้อผ้าชุดทำงานที่ชุ่มโชกไปด้วยกลิ่นเหงื่อและอาหารทิ้งไป เปลี่ยนมาพันผ้าขนหนูผืนบางรอบเอวสอบ เตรียมตัวจะไปชำระล้างร่างกายให้สดชื่น
ทว่า... ทันทีที่เขาเปิดประตูห้องออกมาเพื่อจะผ่านโถงกลางไปห้องน้ำ เขาก็ต้องชะงัก
“อ้าว... พี่นุช ยังไม่นอนอีกเหรอครับ?”
ร่างบอบบางของปรียานุชในชุดนอนผ้าแพรเนื้อละเอียดสีครีม นั่งนิ่งอยู่ตรงโต๊ะหนังสือใกล้กับบันไดที่จะขึ้นไปชั้นสอง แสงสีนวลจากโคมไฟอ่านหนังสือเพียงดวงเดียวสาดส่องกระทบใบหน้าสวยหวานที่ไร้การแต่งแต้มของเธอเพียงซีกหนึ่ง ส่วนอีกซีกนั้นจมหายไปในเงามืดประหนึ่งภาพวาดที่สะท้อนถึงความโดดเดี่ยว
เธอยิ้มให้ชลธี... เป็นรอยยิ้มที่พยายามแสดงความใจดีอย่างที่เคยทำเสมอมา ทว่าชลธีสังเกตเห็นว่าดวงตาของเธอนั้นแห้งผากและหม่นแสง มันไม่ได้ยิ้มไปตามริมฝีปากที่ดูซีดเซียวผิดปกตินั้นเลย
“ครูเรืองไม่อยู่อีกแล้วเหรอครับ?” ชลธีเอ่ยถามเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกรงใจและห่วงใย
ปรียานุชคลี่ยิ้มขื่นๆ อีกครั้งพลางพยักหน้าช้าๆ “ธีก็น่าจะเดาได้ไม่ยากนี่จ๊ะ... วันนี้วันหยุด พรุ่งนี้ก็หยุด มะรืนก็หยุด เราคงไม่ได้เห็นหน้าแกไปอีกหลายวันนั่นแหละ”
คำพูดของเธอเต็มไปด้วยความปลงตก ชลธีรู้ดีว่า ‘ครูเรือง’ สามีของเธอมักจะใช้เวลาวันหยุดไปกับวงเหล้าและการพนัน ทิ้งให้ภรรยาผู้อ่อนหวานต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เงียบเหงาราวกับป่าช้าเพียงลำพัง ความเหงาของปรียานุชนั้นแผ่ซ่านออกมาจนสัมผัสได้ มันเป็นความเศร้าที่ลึกซึ้งและเยือกเย็นเกินกว่าที่เด็กหนุ่มวัยสดใสอย่างเขาจะเข้าใจได้ทั้งหมด
“นี่ตีหนึ่งกว่าแล้ว พี่นุชยังไม่ง่วงเหรอครับ?”
“พี่ยังไม่ง่วงน่ะสิ... กะว่าจะนั่งอ่านหนังสือรออยู่เป็นเพื่อนธี พี่เหงา นอนไม่หลับเลย” เธอพูดด้วยเสียงแผ่วเบา สบตาเขาอย่างสนิทสนมและเว้าวอน ราวกับเด็กหนุ่มตรงหน้าคือตะเกียงดวงเดียวที่ช่วยขับไล่ความมืดมิดในใจเธอออกไปได้ชั่วคราว
ชลธีจ้องมองดวงตาคู่นั้นด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ เขาผู้ซึ่งมองโลกในแง่ดีและมีเป้าหมายที่สดใสอยู่เสมอ กลับรู้สึกใจหายเมื่อต้องมาเห็นความพ่ายแพ้ในชีวิตคู่ของคนที่เป็นเหมือนพี่สาว
“งั้น... ผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะออกมานั่งคุยเป็นเพื่อน”
“จ้ะ...” ปรียานุชตอบรับสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง แววตาของเธอดูมีความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง
ชลธีเดินเข้าห้องน้ำไปด้วยใจที่หนักอึ้ง เขารู้ว่าภายใต้หน้ากากของครูบรรรณารักษ์ที่ดูใจดีและเพียบพร้อม ปรียานุชกลับต้องแบกรับความอ้างว้างมหาศาลไว้เพียงลำพัง ในขณะที่เขากำลังสู้เพื่อที่จะสร้างครอบครัวกับคนที่รัก แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับกำลังติดอยู่ในคุกที่เรียกว่าการแต่งงานที่ล้มเหลว
ชลธีรีบอาบน้ำด้วยความตั้งใจว่าจะรีบออกมานั่งเป็นเพื่อนเธอ เพื่อให้แสงสว่างจากพลังบวกของเขานั้นช่วยเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของพี่สาวคนนี้ให้ผ่านพ้นคืนที่แสนเหงาไปได้อีกสักคืน
หยดน้ำใสยังคงเกาะแพรวพราวอยู่ตามไรผมและลาดไหล่กว้างยามที่ชลธีผลักประตูห้องน้ำออกมา ความเย็นฉ่ำของน้ำช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งวันจนมลายหายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าที่แผ่ซ่านออกมาจากกายหนุ่ม
ชลธีในยามนี้มีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวที่พันกายท่อนล่างไว้อย่างหมิ่นเหม่ เผยให้เห็นแผงอกผายแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแน่นตึงจากการเคี่ยวกรำฝึกฝนร่างกายอย่างหนักเพื่อเตรียมสอบทหาร หน้าท้องของเขาขยับไหวตามจังหวะการหายใจ เผยให้เห็นลอนซิกแพ็กที่เรียงตัวสวยเป็นระเบียบดูดุดันสมส่วน ผิวพรรณที่กร้านแดดเล็กน้อยจากการทำงานหนักยิ่งเสริมให้เขามีเสน่ห์แบบชายหนุ่มเต็มตัว ประกอบกับรูปร่างที่สูงใหญ่โดดเด่นและใบหน้าคมคายที่มีสันกรามชัดเจน มันคือภาพลักษณ์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย จนไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดพิมพิกาถึงได้ออกอาการหึงหวงหน้ามืดตามัวทุกครั้งที่มีสายตาของสาวน้อยสาวใหญ่แอบชำเลืองมองเขาในศาลาอเนกประสงค์
เด็กหนุ่มเดินก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาจดจ่ออยู่กับพื้นไม้ที่เขาเพิ่งเดินผ่านมาอย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าหยดน้ำที่ร่วงหล่นจากกายจะทำให้พื้นบ้านเลอะเทอะและสร้างภาระให้เจ้าของบ้านสาว เขาเดินอย่างสำรวมจนลืมสังเกตไปว่า บรรยากาศรอบข้างบัดนี้กลับเงียบงันลงอย่างประหลาด
เขาลืมสังเกตเห็นดวงตาคู่หนึ่ง... ดวงตาของปรียานุชที่บัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยและจับจ้องมาที่เรือนร่างของเขาอย่างไม่กะพริบตา
ปรียานุชที่นั่งจมอยู่ในความเหงาเมื่อครู่ บัดนี้หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ภาพเด็กหนุ่มซื่อๆ ที่เธอเคยเอ็นดูเหมือนน้องชาย บัดนี้กลับกลายเป็นชายหนุ่มที่มีแรงดึงดูดทางเพศอย่างมหาศาลอยู่ตรงหน้า แสงไฟสลัวจากโคมไฟตกกระทบมัดกล้ามและหยดน้ำบนผิวกายของเขาจนดูวาววับราวกับรูปสลัก มันช่างตัดกับภาพสามีของเธอที่มักจะกลับบ้านมาในสภาพขี้เหล้าเนื้อตัวเหม็นอับราวกับอยู่คนละโลก
ความเงียบปกคลุมไปทั่วโถงบ้านจนได้ยินเสียงนาฬิกาที่เข็มยาวเดินไปอย่างช้าๆ ปรียานุชตกอยู่ในภวังค์แห่งความหลงใหลชั่วขณะ เธอจ้องมองแผ่นอกแกร่งและหยาดน้ำที่ไหลผ่านหน้าท้องนั้นอย่างเผลอไผล ลืมไปสิ้นว่าเธอกำลังทำสิ่งที่มิควร จนกระทั่งชลธีเดินมาหยุดลงไม่ไกลแล้วเงยหน้าขึ้นประสานสายตาเข้ากับเธอพอดิบพอดี
“อุ๊ย!...”
ปรียานุชสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกมนต์สะกดนั้นหลุดลอยไป เธอรีบหลบสายตาวูบ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ใบหน้าหวานสวยเริ่มขึ้นสีระเรื่อด้วยความละอายใจที่แอบมองเรือนร่างของเด็กหนุ่มที่เปรียบเสมือนลุกศิษย์อย่างจาบจ้วง
ชลธีเห็นอาการสะดุ้งนั้นแต่เขากลับไม่ได้เฉลียวใจในแง่ร้าย ความซื่อบริสุทธิ์ทำให้เขาคิดเพียงว่าตนเองอาจจะเดินออกมาในสภาพที่ไม่เรียบร้อยจนทำให้พี่สาวคนสนิทต้องตกใจ เขาจึงรีบคลี่ยิ้มกว้างอย่างจริงใจเพื่อลดความประหม่าของอีกฝ่าย
“รอเดี๋ยวระครับพี่นุช... เดี๋ยวผมไปใส่เสื้อผ้าก่อน แล้วจะออกมานั่งคุยเป็นเพื่อนนะครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนของเขาเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ราดรดลงบนความรุ่มร้อนในใจของปรียานุช ชลธีพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหมุนกายเดินเข้าห้องพักของตนเองไป ทิ้งให้ปรียานุชนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง มือเรียวสวยของเธอกุมเข้าหากันแน่น ลมหายใจยังคงหอบถี่ระคนสับสน ความเหงาที่เคยเป็นสีเทาหม่นเมื่อครู่ บัดนี้กลับถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของความปรารถนาจางๆ ที่เธอเองก็ไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับกับตัวเอง
หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น
ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั
ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน
สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.
มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา
เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





