หน้าหลัก / โรแมนติก / ดอกร่าน...บานฉ่ำ / ดัดแด้น้อยออกจากรัง

แชร์

ดัดแด้น้อยออกจากรัง

ผู้เขียน: พลับพลึงดำ
last update วันที่เผยแพร่: 2026-07-27 14:42:22

รถสองแถวหกล้อสีน้ำเงินซีดคร่ำคร่าเคลื่อนเข้าเทียบชานชาลาอย่างแผ่วเบา เสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับความจอแจที่ถาโถมเข้ามาแทนที่ เสียงตะโกนโหวกเหวกของเด็กท้ายรถป่าวร้องบอกให้ผู้โดยสารรู้ว่าถึงที่หมายแล้ว ผู้คนบนรถต่างกุลีกุจอเก็บข้าวของสัมภาระพะรุงพะรัง และทยอยเบียดเสียดกันลงจากรถ

"เค้าไปก่อนนะ อากูมาแล้ว!" พิมพิกาเอ่ยขึ้นพร้อมโบกมือให้ชลธี เธอรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังรถเก๋งสีขาวสะอาดตาที่เพิ่งเลี้ยวเข้ามาจอดรออยู่ด้านหลังรถสองแถวคันที่เธอเพิ่งก้าวลงมา

"โอเค...แล้วเจอกัน"

ชลธียกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง สายตาจับจ้องร่างบอบบางของพิมพิกาที่เปิดประตูรถเก๋งแล้วพุ่งตัวขึ้นไปนั่งข้างคนขับอย่างรวดเร็ว หญิงสาวหันมายิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดประตู รถเก๋งสีขาวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่ง ชลธียังคงยืนนิ่งมองตามจนกระทั่งรถคันนั้นลับสายตาไปอีกฝั่งหนึ่งของชานชาลา

"ตุ๊กๆ ไหมน้อง?" เสียงชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเกวียนไม้สำหรับผู้โดยสารร้องทักเขาด้วยแววตาคาดหวัง

"ไม่เป็นไรครับพี่ ผมอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง" ชลธีตอบกลับอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร ก่อนจะเริ่มออกเดินตรงไปยังถนนซอยที่อยู่ด้านหลังสถานีขนส่ง ตัดเข้าสู่เส้นทางเล็กๆ มุ่งหน้าสู่ที่พักของเขา

บ้านที่ชลธีพักอาศัยเป็นเรือนไม้สองชั้นที่กาลเวลาได้ทิ้งร่องรอยไว้เด่นชัด หากจะประมาณอายุของมันคงไล่เลี่ยกับรุ่นปู่ของเขาเลยทีเดียว ทว่าเจ้าของบ้านดูจะใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี แม้จะดูเก่าไปบ้างตามสภาพที่ผ่านวันเวลามาอย่างยาวนาน แต่โดยรวมแล้วก็ยังคงความมั่นคงและมีเสน่ห์เฉพาะตัว บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในสวนขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยความเงียบสงบ รายล้อมด้วยเรือนไม้ลักษณะคล้ายคลึงกันอีกหลายหลัง

ดูทรงแล้ว เจ้าของที่พักน่าจะตั้งใจประกอบกิจการบ้านเช่ามาตั้งแต่ต้น ทว่าด้วยสภาพที่ทรุดโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลา ทำให้บรรยากาศของผู้คนที่มาเช่าพักค่อนข้างเงียบเหงา แทบจะไร้ซึ่งผู้คนพลุกพล่าน หากยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ คงเป็นเพราะอัตราค่าเช่าที่เรียกได้ว่าย่อมเยาอย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังสามารถแบ่งเช่าเป็นห้องย่อยๆ ได้อีกด้วย

ชลธีตัดสินใจมาเช่าอยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วยคำแนะนำกึ่งชักชวนจากอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ของเขา ซึ่งอาจารย์ได้เช่าบ้านหลังนี้อยู่ก่อนแล้ว ท่านต้องการคนมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเช่า และโชคดีที่ชั้นล่างของบ้านมีห้องว่างที่สามารถแบ่งให้เช่าได้พอดี ห้องนั้นมีประตูเข้า-ออกแยกเป็นสัดส่วนจากประตูหลักของบ้าน ทำให้มีความเป็นส่วนตัวสูง เพียงแต่ห้องน้ำนั้นเป็นห้องน้ำรวมที่อยู่ชั้นล่างของตัวบ้าน ซึ่งการจะเข้าถึงต้องผ่านประตูอีกบานหนึ่งที่เปิดออกสู่โถงบันไดหลักซึ่งทอดขึ้นไปยังชั้นสอง อันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของอาจารย์นั่นเอง

"ถึงซะที" ชลธีบ่นกับตัวเองพลางวางเป้ลงบนโต๊ะพับไม้ที่เขาใช้เป็นมุมอ่านหนังสือติดผนังห้อง ก่อนจะหย่อนตัวลงบนเก้าอี้พลาสติกสีขาวเก่าคร่ำคร่าข้างโต๊ะ เขาถอดรองเท้าผ้าใบคู่ใจออก สอดเก็บไว้ใต้เตียงไม้ แล้วจึงเริ่มจัดสัมภาระให้เข้าที่เข้าทาง

ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูด้านติดโถงบันไดดังขึ้นเบาๆ

"ธี...มาแล้วเหรอ? เอากล้วยบวชชีมั้ย พี่ทำไว้เผื่อน่ะ" เสียงใสของหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ตะโกนถามผ่านประตูเข้ามาในห้อง ชลธีก้าวไปเปิดประตูทันที

"ครูนุช... สวัสดีครับ" ชลธียกมือไหว้ตามธรรมเนียมอย่างคุ้นเคย

ปรียานุช หรือที่ชลธีเรียกว่า ครูนุช เธอเป็นภรรยาของอาจารย์สอนฟิสิกส์ และทำงานเป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดของโรงเรียน ครูนุชเอ็นดูและรู้สึกดีกับชลธีเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะชลธีเป็นเด็กที่มีความเกรงใจ มารยาทดี นอบน้อมถ่อมตน แถมยังเป็นนักเรียนที่โดดเด่นทั้งเรื่องการเรียนและกิจกรรม จนเป็นที่ชื่นชมของครูบาอาจารย์ และเป็นที่รู้จักของเด็กสาวมากมายในโรงเรียน

"นี่บอกให้เรียกว่าพี่ ยังเรียกครูอยู่ได้" ครูนุชแกล้งต่อว่าอย่างคุ้นเคย พลางทำตาค้อนใส่

"ก็มันชินแล้วนี่ครับ จะให้เปลี่ยนมันเขินๆ ยังไงก็ไม่รู้" ชลธีหัวเราะเบาๆ ตอบกลับอย่างเป็นกันเอง แต่ก็ยังคงความเคารพอยู่ในที

"กล้วยบวชชีจ้ะ... รีบกินนะ เดี๋ยวเสีย" ปรียานุชยื่นชามแก้วที่บรรจุกล้วยบวชชีอยู่ค่อนชามให้ "อ้อ ไม่ต้องล้างนะ วางไว้ข้างนอกนั่นแหละ เดี๋ยวพี่จัดการเอง" ปรียานุชออกคำสั่งกลายๆ ด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น

"ครูเรืองไม่อยู่เหรอครับ?" ชลธีเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง พลางชะโงกหน้ามองอ้อมไปยังด้านหลังของเธอ

"ก็น่าจะรู้นี่... นี่เกือบสามวันแล้ว ยังไม่เห็นหน้าเลย" แววตาสลดและผิดหวังฉายชัดออกมาจากดวงตาของปรียานุช ช่างเป็นภาพที่ชลธีเห็นจนคุ้นตา

"ยังไงผมว่าครูเรืองก็รักครูนะครับ เพียงแต่แกอยากคลายเครียดเท่านั้นแหละ... ผมว่า" ชลธีพูดปลอบใจด้วยความเห็นใจ

ครูเรือง หรือ เรืองวุฒิ คือผู้ที่ชักชวนให้ชลธีมาพักอยู่ที่นี่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับปรียานุชช่วงหลังกลับเปราะบางลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากการติดไพ่อย่างหนัก เรืองวุฒิมักจะใช้เวลาในวันหยุดเกือบทั้งหมดไปกับการขลุกอยู่กับวงไพ่ที่บ้านเพื่อนอาจารย์ บางครั้งเขาแทบไม่ได้กลับบ้านเป็นอาทิตย์ กินนอนอยู่ที่นั่น ทิ้งให้ปรียานุชต้องเผชิญกับความเปลี่ยวเหงาและโดดเดี่ยว ซึ่งเธอมักจะแสดงความรู้สึกนี้ให้ชลธีเห็นอยู่บ่อยครั้งเวลาที่ได้พูดคุยกัน

บ้านของน้าสาวพิมพิกา ในเวลาเดียวกัน

พิมพิกากำลังจัดข้าวของในห้องส่วนตัวภายในบ้านของอากู ห้องนี้กว้างขวางและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสมฐานะ

"เสื้อผ้าเก่าในตะกร้าอย่าเอาไปปนกับที่ซักแล้วล่ะ" เสียงอากูสำทับขึ้น ราวกับว่าเธอยังเป็นเด็กไร้เดียงสา

"รู้แล้วน่า..." พิมพิกาหน้างอเล็กน้อย ขัดใจในความจู้จี้

"รู้แล้วก็ดี เสร็จแล้วก็ไปกรอกน้ำเข้าตู้เย็นด้วย อ้อ! แล้วก็อย่าไปมั่วสุมกับไอ้พวกร้านซ่อมให้มากนัก" น้าสาวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้พิมพิกาได้แต่หงุดหงิดอยู่เพียงลำพัง "เฮ้อ! นี่สินะ ที่เขาเรียกว่าหนีเสือปะจระเข้"

"พวกร้านซ่อม" ที่น้าสาวพูดถึงคือร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์คูหาถัดไป อากูมักจะบ่นเสมอว่า "เสียงดัง สกปรก..." แต่พิมพิกากลับเห็นต่าง "แต่พี่รินเขาก็นิสัยดีนะ... เป็นกันเอง คุยสนุกด้วย"

"ไว้ใจไปเถอะ สักวันคงจะโดนผัวมันจับทำเมียอีกคน ลูกน้องที่ชื่อศักดิ์ก็ท่าทางไม่น่าใช่คนดีเท่าไหร่" ผู้เป็นน้าเคยโต้กลับด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน

เมธี คือเจ้าของอู่ชายวัยสามสิบปลายๆ ส่วน 'พี่ริน' หรือ ระริน ภรรยาของเขาเป็นสาววัยยี่สิบปลายๆ ที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย มนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม แตกต่างจากอากูโดยสิ้นเชิง และยังมี 'ศักดิ์' ลูกจ้างหนุ่มที่ดูสนิทสนมกับครอบครัวนี้เกินกว่านายจ้างลูกจ้างทั่วไป

วันหนึ่งหลังเลิกเรียน พิมพิกาแอบมาคุยกับระรินดังเช่นเคย

“คนสวยน่ารักอย่างนี้ หนุ่มๆ ที่โรงเรียนคงมาจีบกันให้ควั่กเลยสิ” ระรินเอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่มีหรอกค่ะ ถ้าอากูรู้คงโดนเอาตายแน่ๆ”

ระรินแกล้งทำเป็นเสียดาย “โถ่ สวยๆ แบบนี้ ถ้าเป็นพี่นะ คงมีเป็นสิบ!” เธอปรายตามองเมธีที่นั่งเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอยู่เงียบๆ พิมพิกาหน้าแดงเล็กน้อย เธอไม่ค่อยได้รับคำชมตรงๆ แบบนี้ แม้แต่จากชลธี

“พิมสวยสู้พี่ไม่ได้หรอก” พิมพิกาแย้ง

“อุ๊ยย พี่สู้พิมไม่ได้หรอก ขนาดผัวพี่ยังชมพิมเลย!” ระรินบุ้ยปากไปทางสามีและยิ้มอย่างมีนัยยะ พิมพิกาสังเกตเห็นเมธีแอบมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ บ่อยครั้ง แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเขาคือสามีของระริน ผู้หญิงที่เธอเริ่มนับถือ

“ทำไมมองพี่แปลกๆ” ระรินเลิกคิ้วเมื่อเห็นพิมพิกามองชุดของเธอ

“พี่ใส่ชุดนี้แล้วดูดีจังเลยค่ะ”

“เสื้อแบบนี้เขาเรียกว่า สายเดี่ยว จ้ะ เป็นไง สวยเซ็กซี่ไหม?” ระรินหมุนตัวให้ดู

“สุดๆ เลยค่ะพี่! หนูอยากลองใส่บ้าง แต่ไม่กล้า มันดูโป๊ไปหน่อย... ตั้งแต่เกิดมา พิมไม่เคยใส่เสื้อผ้าแบบนี้เลย” สายตาของพิมพิกาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากลองที่ถูกขังไว้ด้วยกรอบเดิมๆ

ระรินมองด้วยความเอ็นดูปนสมเพชเล็กน้อย “นี่พิมจ๋า พี่เข้าใจนะว่าการเปลี่ยนแปลงมันอาจทำให้ไม่สบายใจ แต่อย่าไปกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง พี่อยากให้น้องรู้ว่านี่ไม่ใช่การโชว์ แต่เป็นการ ‘ค้นพบตัวเอง’ ในอีกมุมหนึ่ง”

ระรินเริ่มพูดในสิ่งที่พิมพิกาไม่เคยได้ยินจากผู้ใหญ่ในบ้าน “ลองคิดดูสิ เวลาเราได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้เปิดโลกกว้าง มันจะช่วยให้เราเติบโตขึ้น ทั้งข้างนอกและข้างใน ทำให้เรามั่นใจขึ้น กล้าแสดงออก และรู้จักตัวเองมากขึ้น”

พิมพิกาพยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่ “แฟชั่นไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘โชว์’ แต่มีไว้เพื่อ ‘แสดงออกถึงความเป็นเรา’ ลองเริ่มจากชุดที่ไม่รัดมากแต่มีสีสันก็ได้ แค่ได้ลองก็เก่งแล้ว จำไว้นะ ก้าวเล็กๆ จะพาน้องไปพบโลกใบใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น”

คำพูดที่ดูฉลาดและทันโลกของระริน ทำให้พิมพิกายิ่งอยากเป็นเหมือนเธอ ความสนิทสนมเพิ่มขึ้นจนพิมพิกาเข้าออกบ้านระรินได้ราวกับเป็นคนในบ้าน แม้น้าสาวจะเตือนด้วยความไม่พอใจ แต่พิมพิกากลับเลือกที่จะปิดหูและเดินตาม "ไอดอล" คนใหม่ของเธอไปเสียแล้ว

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   คืนที่ใจได้หลอมรวม! [ตอนจบ]

    หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความรัก ความโหยหา การเติมเต็มที่สมบูรณ์แบบ! [NC18+]

    ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   เติมเต็มให้กันและกัน!

    ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความโหยหาที่สุดจะกลั้น!

    สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   วันนี้พี่น่ารักจังเลยครับ!

    มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ชำระล้างหัวใจรัก!

    เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status