Beranda / โรแมนติก / ดอกร่าน...บานฉ่ำ / โลกสองใบในคืนวันศุกร์.!

Share

โลกสองใบในคืนวันศุกร์.!

last update Tanggal publikasi: 2026-07-27 14:43:18

พิมพิกาเดินเหม่อลอยกลับเข้าบ้านราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ดวงตาคู่สวยเลื่อนลอยอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าที่แดงก่ำยังคงซับสีเลือดฝาดอย่างรุนแรง ภาพความเร่าร้อนยามที่เมธีกระแทกกระทั้นใส่ระรินยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัว ราวกับฟิล์มหนังที่ถูดเปิดวนไม่รู้จบ จนเธอไม่รับรู้ถึงสิ่งรอบข้าง

"พิม! เป็นอะไร? อากูถามทำไมไม่ตอบ? ไม่ได้ยินเหรอเราน่ะ?"

เสียงน้าสาวตวาดแหวเข้ามาในโสตประสาทอย่างกะทันหัน ทำให้พิมพิกาสะดุ้งเฮือก ร่างทั้งร่างไหววูบราวกับถูกปลุกจากห้วงฝันอันลึกซึ้ง เธอพริบตาปริบ ๆ สบสายตาคมกริบของน้าที่จ้องเขม็งมาด้วยความสงสัย

"อะไรนะคะ? อากูว่าไงนะ?"

"ชั้นถามว่า เป็นอะไร? ทำหน้ายังกับเห็นผีมา! แล้วนี่จะไปข้างนอกกับเจ๊รินไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังใส่ชุดนี้อยู่อีก?" คำถามซักไซ้ทำเอาพิมพิกาใจสั่นระรัว เธอเกรงว่าอารมณ์ที่ยังตกค้างอยู่ในแววตาจะถูกจับได้

"กำลังจะเปลี่ยนค่ะ" เธอตอบตัดบทสั้น ๆ ก่อนจะหมุนตัววิ่งขึ้นบันได มุ่งหน้าสู่ห้องนอนของตัวเองทิ้งให้น้าสาวยืนมองตามแผ่นหลังเล็กไปอย่างไม่เข้าใจ "อะไรของเค้าอีกล่ะเนี่ย!!!"

...

อีกฟากหนึ่งของเมือง ในบรรยากาศที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

"ธี.. โต๊ะ 5 สั่งเบียร์ช้าง 1" เสียงกัปตันหัวหน้างานตะโกนก้องท่ามกลางเสียงจานชามกระทบกัน

ชลธีที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บกวาดโต๊ะอย่างว่องไว เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มรับคำอย่างแข็งขัน "ครับพี่!"

เข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้วที่ชลธีต้องแบกความหวังของครอบครัวมาเปลี่ยนเป็นหยาดเหงื่อ เขาตัดสินใจรับงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์เพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินจากทางบ้าน ตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงสี่ทุ่ม กลิ่นกับข้าวหอมฉุนและไอความร้อนจากห้องครัวโชยเข้าจมูกตลอดเวลา

"นี่น้อง!! ปลากระพงนึ่งมะนาวพี่ยังไม่ได้อีกเหรอ?.. พี่กินวันนี้นะ.." ลูกค้าโต๊ะข้าง ๆ ร้องประชดประชันด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

"เดี๋ยวผมดูให้นะครับ" ชลธีตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและกิริยานอบน้อม เขาต้องสะกดกลั้นความเหนื่อยล้าและเก็บความรู้สึกทุกอย่างไว้ภายใต้รอยยิ้มพนักงานเสิร์ฟ

คืนวันศุกร์สิ้นเดือน ลูกค้าแน่นขนัดจนพนักงานแทบไม่มีเวลาหยุดพักหายใจ แขกกว่าจะเริ่มซาก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน เจ้าของร้านขอให้เขาอยู่ช่วยต่อจนปิดร้าน ซึ่งชลธีก็เต็มใจเพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงอนาคตที่ขยับเข้าใกล้มาอีกนิด กว่าจะเก็บกวาดร้านเสร็จและเริ่มออกเดินกลับที่พัก เข็มนาฬิกาก็ชี้ที่เลขหนึ่งเสียแล้ว

ลมดึกที่พัดผ่านกายขณะเดินกลับบ้านช่วยบรรเทาความเมื่อยล้าได้เพียงเล็กน้อย เมื่อมาถึงที่พัก แสงไฟที่ยังลอดออกมาจากตัวบ้านทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าปรียานุชยังคงนั่งรอสามีที่ยังไม่กลับจากวงไพ่เหมือนทุกคราว

ชลธีค่อย ๆ บิดลูกบิดประตูอย่างแผ่วเบาที่สุด เขาไม่อยากทำลายความสงบเสงียัดในยามวิกาล หรือรบกวนความโศกเศร้าของผู้เป็นพี่สาวที่เคารพ แม้ห้องของเขาจะมีประตูแยกเป็นส่วนตัว แต่กิจวัตรบีบบังคับให้เขาต้องเดินผ่านห้องโถงกลางเพื่อเข้าห้องน้ำ

ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในโถงที่สลัวด้วยแสงโคมไฟ เสียงที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยวเหงาก็ดังขึ้นทันที

"กลับซะดึกเลยนะวันนี้" เสียงครูนุชเอ่ยทักขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความสลัวของโถงบ้าน

ชลธีหยุดชะงัก เขาเห็นเธอนั่งจมลึกอยู่ในโซฟาไม้ตัวเก่า ดวงตาที่เคยสดใสบัดนี้บวมช้ำและหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความอบอุ่นที่เคยมอบให้เขาเสมอถูกแทนที่ด้วยรอยร้าวที่ยากจะประสาน เขารู้สึกสงสารจนต้องเดินเข้าไปทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ เพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอชั่วครู่

"งานยุ่งยาวเลยครับวันนี้ แขกแน่นร้านจนลืมดูเวลา" ชลธีพยายามชวนคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หวังจะให้ความวุ่นวายในโลกภายนอกที่เขาเล่า ช่วยดึงเธอออกจากความเงียบที่น่าอึดอัดนี้ได้บ้าง

ทั้งสองนั่งคุยกันเพียงไม่กี่คำ ความเงียบก็กลับเข้าครอบคลุมพื้นที่อีกครั้ง มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนวนช้าๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ ชลธีเห็นว่าครูนุชยังคงจมอยู่ในภวังค์ความเศร้า เขาจึงขอตัวเข้าไปอาบน้ำเพื่อชำระล้างความเหนื่อยล้า

ภายในห้องน้ำรวมชั้นล่าง สายน้ำเย็นจัดจากฝักบัวรดรินลงบนบ่าที่ตึงเครียดจากการแบกถาดอาหารมาตลอดคืน กลิ่นควันบุหรี่และเศษอาหารที่ติดมากับเสื้อผ้าถูกชะล้างออกไปพร้อมกับคราบเหงื่อไคล ความเย็นของน้ำช่วยให้สมองที่ล้าเริ่มปลอดโปร่งขึ้น แต่ภาพแววตาของครูนุชกลับยังติดตาเขาไม่หาย

ชลธีเดินกลับออกมาในชุดลำลองสบายตัว ผมที่เพิ่งสระยังเปียกชื้น เขากำลังจะก้าวเข้าห้องพักของตัวเอง ทว่าเท้าทั้งสองกลับต้องชะงักลงอีกครั้ง

ครูนุชยังคงนั่งอยู่ที่เดิม... ในท่าเดิม ราวกับเวลาของเธอหยุดหมุนไปตั้งแต่สามวันที่แล้ว แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าซีกหนึ่งของเธอ ดูอ้างว้างจนชลธีรู้สึกจุกในอก

"นี่จะตีสองแล้วนะครับครู... นอนพักสักหน่อยดีกว่า เดี๋ยวครูเรืองก็คงกลับ"

เขาพูดออกไปทั้งที่ความจริงค้ำคออยู่ว่า สามีของเธอคงไม่มีทางกลับมาในคืนนี้ วงพนันเหล่านั้นมันดึงดูดใจครูเรืองมากกว่าบ้านที่แสนสงบหลังนี้ไปเสียแล้ว ชลธีเห็นใจเธอจับใจ ความรู้สึกอยากปกป้องผู้หญิงตรงหน้าเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ

"พี่นอนไม่หลับ... ไม่ต้องห่วงพี่หรอก ธีไปพักเถอะ ทำงานมาเหนื่อยๆ"

เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ มันคือเสียงของคนที่อ่อนล้าไปถึงขั้วหัวใจ ชลธีมองเห็นมือของเธอที่สั่นเทาน้อยๆ ยามที่กุมเข้าหากันบนตัก ท่ามกลางความมืดสลัวรอบกาย ความโดดเดี่ยวของเธอมันรุนแรงเสียจนเขารู้สึกว่าการเดินเข้าห้องนอนไปตอนนี้... คือการทิ้งเธอไว้กลางมหาสมุทรแห่งความเศร้าเพียงลำพัง

“ผมเองก็ยังไม่ค่อยง่วงเหมือนกันครับ งั้นเรานั่งคุยกันไปจนกว่าจะง่วงดีกว่านะ...” ชลธีเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวังจะให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย “เดี๋ยวผมเข้าไปเปลี่ยนชุดแป๊บเดียว แล้วจะออกมานั่งคุยเป็นเพื่อนครับ”

เขามองสบตาเธอครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนจากผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเป็นชุดนอนเรียบง่าย เพียงไม่นานชลธีก็กลับออกมานั่งลงที่เดิม แสงไฟสีนวลตาในโถงบ้านยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยมวลความเหงาที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ชัดเจน

ครูนุชพยายามปั้นแต่งสีหน้าให้ดูปกติ เธอไม่ได้เริ่มบทสนทนาด้วยเรื่องความทุกข์ใจของตัวเอง แต่กลับชวนคุยเรื่องชีวิตของเด็กหนุ่มตรงหน้าแทน

“แล้วที่ร้านอาหารเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยมากไหม... เห็นว่าช่วงนี้คนแน่นร้านทุกวันเลย” เธอถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่ามั่นคงพอที่จะปกปิดรอยร้าวในใจเอาไว้

“เหนื่อยครับ แต่ก็สนุกดี ได้เห็นคนเยอะๆ ทำให้ผมลืมความเหนื่อยไปเลย” ชลธีตอบ พร้อมเล่าเหตุการณ์ตลกๆ ที่เจอในร้านเพื่อให้เธอมีรอยยิ้มบ้าง

ทว่ายิ่งคุยกันไป ชลธียิ่งเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำถามเหล่านั้น ทุกครั้งที่เธอถามเรื่องอนาคตหรือเรื่องความฝันของเขา แววตาของเธอกลับสั่นระริกและหม่นแสงลงเรื่อยๆ 

น้ำเสียงที่เคยพยายามให้ดูสดใสกลับเจือไปด้วยความเศร้าสร้อยอย่างปิดไม่มิด ราวกับว่าเธอกำลังมองดูความฝันของคนอื่นในขณะที่ความจริงของเธอกำลังพังทลาย

ในจังหวะที่เธอถามเรื่องโรงเรียนนายร้อย แสงไฟที่ตกกระทบทำให้ชลธีเห็นน้ำตาใสๆ เริ่มรื้นขึ้นมาคลอที่ดวงตาของครูสาว เธอพยายามกระพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่มันออกไป แต่มันกลับยิ่งไหลมารวมกันจนเกือบจะหยดลงบนแก้ม

ความสงสารจับใจพลุ่งพล่านขึ้นมาในอกของเด็กหนุ่ม ชลธีไม่ได้คิดถึงความเหมาะสมหรือสถานะของครูกับศิษย์ในวินาทีนั้น เขารู้เพียงว่าผู้หญิงตรงหน้ากำลังแตกสลายเกินกว่าจะทนไหว

มือที่กร้านจากการทำงานหนักของชลธีเอื้อมออกไปอย่างไม่รู้ตัว เขากุมมือบางที่วางสั่นเทาอยู่บนหน้าขาของเธอไว้อย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น

“ครูครับ... ไม่เป็นไรนะ...”

เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของปลายนิ้วเธอ ทันทีที่ผิวสัมผัสกัน ครูนุชชะงักไปเล็กน้อย รอยสัมผัสที่อ่อนโยนจากเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อเปรียบเสมือนแสงเทียนที่จุดขึ้นกลางพายุหิมะในใจเธอ 

ความอบอุ่นจากมือของชลธีเริ่มซึมซาบเข้าสู่หัวใจที่หนาวเหน็บมานานแสนนาน ทำให้กำแพงความเข้มแข็งที่เธอพยายามสร้างไว้พังครืนลงมาอย่างไม่อาจต้านทาน

ครูนุชชะงักไปชั่วอึดใจยามที่สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือของชลธี ราวกับสัมผัสนั้นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ดึงรั้งทำนบความอดทนของเธอให้พังทลายลง น้ำตาที่เคยพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลังบัดนี้ไหลเอ่ออาบสองแก้มเป็นทางยาวอย่างไม่อาจห้ามได้อีกต่อไป

ไหล่บอบบางของเธอเริ่มสั่นเทาด้วยแรงสะอื้น ร่างทั้งร่างดูเล็กลีบและไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะพยุงตัวให้อยู่ในท่าเดิมได้ เธอค่อย ๆ ก้มหน้าลงจนหน้าผากซบเข้ากับไหล่หนาของเด็กหนุ่ม กลิ่นกายสะอาดสอ้านจากการอาบน้ำใหม่ ๆ ของชลธีผสานกับความมั่นคงจากร่างกายของเขา กลายเป็นที่พึ่งพิงเดียวที่เธอมีในค่ำคืนที่แสนหนาวเหน็บนี้

เสียงสะอื้นไห้ที่พยายามเก็บกักไว้ในลำคอเริ่มหลุดรอดออกมาเป็นเสียงสะอื้นเบา ๆ แต่กลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง

ชลธีรู้สึกได้ถึงหยาดน้ำตาที่ซึมผ่านเสื้อลำลองตัวบางจนสัมผัสถึงผิวเนื้อที่หัวไหล่ ความเปียกชื้นนั้นเหมือนกระแสความเจ็บปวดที่ส่งผ่านมาจากใจของเธอโดยตรง ความสงสารอย่างรุนแรงรุมล้อมเข้ามาในจิตใจของเขาจนมึนงง ในนาทีนั้นชลธีลืมเลือนสิ้นซึ่งสถานะครูและศิษย์ ลืมความหวาดหวั่นใด ๆ ไปหมดสิ้น

เขาวาดวงแขนขึ้นโอบกอดร่างที่สั่นเทานั้นไว้โดยสัญชาตญาณ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด หวังเพียงให้ร่างกายของเขาเป็นเกราะกำบังความทุกข์โศก และแบ่งเบาความร้าวรานที่แบกอยู่บนบ่าของเธอให้เบาบางลงบ้าง แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี

ความเงียบของห้องโถงถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่สอดประสานและเสียงสะอื้นที่เริ่มสงบลงในอ้อมแขนของกันและกัน ท่ามกลางแสงโคมไฟที่เริ่มสลัวลง... สัญญาใจที่เคยให้ไว้ริมลำห้วย ดูเหมือนจะเริ่มถูกหมอกจาง ๆ ของความสับสนในคืนนี้บดบังไปทีละน้อย

ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่เริ่มเบาบางลง ปรียานุชกลับสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากอ้อมกอดของเด็กหนุ่ม มันเป็นความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด... มั่นคงเสียจนเธอนึกแปลกใจว่า ร่างกายที่ดูเพรียวบางของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง กลับสามารถเป็นที่พึ่งพิงให้เธอได้ดีกว่าอกของชายที่เป็นสามีเสียอีก

ภายใต้ความเงียบสงัด ปรียานุชเริ่มตระหนักถึงความพิเศษในตัวชลธี ถึงแม้เขาจะเด็กกว่าเธอหลายปี แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดลำลองธรรมดาๆ คือ "ความเป็นผู้ใหญ่" ที่เกินวัยไปมาก ความรับผิดชอบต่อตัวเองที่เขาแสดงให้เห็นผ่านการออกไปตรากตรำทำงานหนัก และสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเสมอมา คือเสน่ห์ที่ค่อยๆ กะเทาะเปลือกหัวใจที่ด้านชาของเธอทีละน้อย

เธอนึกถึงทุกครั้งที่เขาพยายามใช้ถ้อยคำนุ่มนวลปลอบประโลมยามที่สามีของเธอเละเทะมาจากวงพนัน ชลธีไม่เคยซ้ำเติม แต่กลับเป็นคนคอยประคับประคองและรับฟังความอัดอั้นของเธอมาตลอด 

ความใส่ใจที่สม่ำเสมอเหล่านั้นมันค่อยๆ เปลี่ยนจากความเอ็นดูแบบครูที่มีต่อศิษย์ กลายเป็นความ "ปลื้ม" ที่ซึมลึกอยู่เงียบๆ ในซอกหลืบของความทรงจำ

ในนาทีที่ใบหน้าซบลงบนไหล่หนา กลิ่นหอมจางๆ ของสบู่อาบน้ำและไออุ่นจากกายหนุ่มทำให้เธอยิ่งเผลอใจ สัมผัสโอบกอดที่มั่นคงนี้มันช่างหอมหวานและปลอดภัยเหลือเกิน 

ปรียานุชหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ปล่อยให้หัวใจที่เคยโดดเดี่ยวได้ซึมซับความหวังเล็กๆ นี้เอาไว้ โดยลืมไปเสียสิ้นว่านี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น... 

แต่ความอบอุ่นในอ้อมแขนชลธีมันช่างเย้ายวนเกินกว่าที่ผู้หญิงที่ถูกทอดทิ้งอย่างเธอจะผลักไสได้ลง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   คืนที่ใจได้หลอมรวม! [ตอนจบ]

    หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความรัก ความโหยหา การเติมเต็มที่สมบูรณ์แบบ! [NC18+]

    ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   เติมเต็มให้กันและกัน!

    ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความโหยหาที่สุดจะกลั้น!

    สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   วันนี้พี่น่ารักจังเลยครับ!

    มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ชำระล้างหัวใจรัก!

    เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status