Masukหลังจากมาถึงไร่ส้ม เดือนฉายก็ได้รับงานที่มอบหมายจากภูเมฆ ซึ่งเขาไม่สนใจเธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับคำสั่งของตัวเอง นอกจากอยากสั่งสอนคนปากดีเช่นเธอ เดือนฉายเองไม่มีสิทธิ์โต้แย้งยอมทำตามอย่างว่าง่าย
งานที่เขาให้เธอทำคือเก็บเกี่ยวผลส้มท่ามกลางแสงแดดจ้า หญิงสาวทำอย่างตั้งใจไม่ปริปากบ่นสักคำ
“ฉาย”
“อ้าวพี่หมอก” เสียงเรียกของคนมาใหม่เรียกความสนใจจากคนตัวเล็กหันมอง เธอส่งยิ้มให้แก่สายหมอกหรือผู้จัดการไร่ ที่มีศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทภูเมฆ
“โดนไอ้เมฆใช้งานอีกแล้วใช่ไหม” ชายหนุ่มพูดขึ้นเหมือนล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเดือนฉาย
“...” หญิงสาวไม่ได้ตอบโต้ ทำได้แค่มองเขาแวบหนึ่งก่อนเก็บผลส้มต่อ
“ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกพี่ได้นะครับ”
“ค่ะ” เงยหน้ามองเขาอีกครั้ง จังหวะเดียวกันนัยน์ตาคู่งามเหลือบเห็นใครคนหนึ่งกำลังก้าวเดินมาทางนี้ด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ทำหน้าแบบนี้ แสดงว่าไอ้เมฆกำลังมาทางนี้ใช่ไหม”
“มาทำอะไรตรงนี้” ไม่ทันที่คนตัวเล็กจะเอ่ยปากตอบคำถามผู้จัดการไร่ เสียงทุ้มของใครอีกคนแทรกขึ้น ก่อนตบบ่าบึกบึนของสายหมอกเบา ๆ ทว่าสายตาดันจับจ้องมองเดือนฉายอย่างคาดโทษ
“กูแค่แวะมาคุยกับน้องฉาย”
“มึงไม่มีงานทำเหรอ” ปากกำลังต่อว่าสายหมอก แต่สายตาจ้องเขม็งหญิงสาวอย่างต้องการจับผิด
“มี!!”
“แล้วมึงมาวุ่นวายกับเมียกูทำไม”
“มึงรู้ด้วยเหรอ ฉายเป็นเมียมึง”
“ไอ้หมอก...” ก่อนเรื่องราวจะบานปลายไปมากกว่านี้ เดือนฉายเดินมาขวางหน้าพ่อเลี้ยงหนุ่มที่ทำท่าจะกระชากคอเสื้อสายหมอก
“พี่เมฆมาหาฉาย มีธุระอะไรจะพูดหรือเปล่าคะ”
“ตามฉันมานี่” ไม่พูดเปล่า ฝ่ามือหยาบกร้านคว้าข้อมือเล็กและจ้องเธอด้วยแววตาขุ่นเคือง “ส่วนมึงกลับไปทำงานได้แล้ว”
“ทำตัวเป็นหมาหวงก้างไปได้” ว่าพลางทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างของภูเมฆ เขาส่ายหัวไปมาช้า ๆ กับพฤติกรรมเพื่อนสนิท
“พี่เมฆคะ เดินช้า ๆ หน่อยสิ ฉายตามไม่ทันแล้ว” คนตัวเล็กเอ่ยประท้วงอีกคนเอาแต่ก้าวยาว ๆ ไม่สนใจเธอแม้แต่น้อยจะตามทันหรือไม่
“...” ไม่มีเสียงตอบกลับจากพ่อเลี้ยงหนุ่ม นอกจากสายตาดุดันจ้องเขม็งหญิงสาวปานจะกินเลือดกินเนื้อ เดือนฉายทำได้แค่สงบปากสงบคำพร้อมเดินตามหลังเขาไปยังสถานที่หนึ่งเงียบ ๆ
“โอ๊ย!” ร่างเล็กถูกเหวี่ยงไปยังโซฟา หลังมาถึงห้องทำงาน
“เจ็บนะคะ”
“เฮอะ!!” ยกยิ้มมุมปากดั่งคนร้ายกาจ
“ฉายทำอะไรผิดคะ” คิ้วโก่งสวยขมวดเข้าหากัน
“นี่เธอไม่รู้จริง ๆ เหรอ” คำถามคนตรงหน้าทำเขาโมโหยิ่งกว่าเดิม
“ไม่ค่ะ” ส่ายหัวไปมาช้า ๆ เธอทำอะไรผิดล่ะ ก่อนหน้านี้ก็ทำงานตามคำสั่งอยู่ดี ๆ จู่ ๆ เขานั่นแหละเป็นฝ่ายเข้ามาหาและพามาที่นี่ โดยไม่ถามความสมัครใจสักคำ
“เดือนฉาย!!” มือหนาจับท่อนแขนเล็กแน่น จนเธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ “ฉันไม่ชอบที่เธอคุยกับไอ้หมอก”
“หึงเหรอ”
“เฮอะ!! นี่คิดก่อนพูดแล้วใช่ไหม ฉันแค่สงสารไอ้หมอกหรอกไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมผู้หญิงร้ายกาจแบบเธอ”
“ค่ะ” ตอบรับสั้น ๆ เหนื่อยจะโต้เถียงกับเขา
“ค่ะ คืออะไรของเธอ” ท่าทางเมินเฉยและคำพูดของเธอทำเอาเขาเดือด
“ก็แล้วแต่พี่เมฆจะว่าเลย ฉายทำอะไรก็ผิดไปหมดอยู่แล้วนี่คะ” แหงนมองหน้าหล่อเหลา
“รู้ตัวก็ดี” ภูเมฆยอมปล่อยเดือนฉายเป็นอิสระ จากนั้นย่างกรายกลับไปโต๊ะทำงาน ทิ้งเธอไว้บริเวณโซฟาหรูกลางห้อง
“เอาแต่ใจที่สุด” เสียงหวานพึมพำขณะเหลือบมองคนตัวโตวุ่นวายกับกองเอกสาร
เวลาล่วงผ่านไปเกือบชั่วโมง เดือนฉายยังคงนั่งเบื่อหน่ายในห้องทำงาน ซึ่งชายหนุ่มไม่มีท่าทีจะปล่อยไปง่ายดาย กระทั่งหญิงสาวทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นทำลายบรรยากาศความเงียบ
“พี่เมฆคะ จะให้ฉายอยู่แบบนี้ไปถึงเมื่อไร”
“อืม” เอ่ยตอบขณะสายตายังคงจ้องมองจอคอมพิวเตอร์สลับมองเอกสาร
“พี่เมฆคะ”
“มีอะไร” เนื่องจากเดือนฉายไม่พูดต่อ แถมยังเงียบไปหลายนาที เลยถามขึ้นพลางละสายตาจากงาน ก่อนเห็นเธอมายืนตรงหน้าเขา
“ฉายอยากเปิดคาเฟ่”
“แล้วไง”
“เอ่อ คือฉายอยากเปิดในไร่ส้มของพี่เมฆ แล้วก็อยากจะยืมเงินพี่เมฆสักก้อน พอได้กำไรฉายจะรีบคืนเงินให้ทันที” หลังพูดจบ ยืนคอยฟังคำตอบด้วยใจรอลุ้น
“คุณหนูอย่างเธอจะทำอะไรเป็น คงได้เจ๊งไม่เป็นท่านะสิ”
ถ้อยคำจากคนตัวโตทำเอาหน้างดงามซีดเผือด คาดไม่ถึงเขาจะเอ่ยออกมาตรง ๆ แบบนี้ ทั้งที่เป็นสิ่งที่เธอใช้เวลาคิดมานานและกว่าจะรวบรวมความกล้าพูดได้ กลับโดนปฏิเสธแบบไม่ไยดีเพียงไม่กี่ประโยค
เมื่อก่อนเธออาจจะเป็นคุณหนูอย่างที่เขาพูดจริง ทว่านับจากครอบครัวล้มละลายและสูญเสียบุพการีตอนอายุสิบแปดปี มิหนำซ้ำยังต้องมาอยู่ไร่ส้มของเพื่อนพ่อ นั่นก็คือบิดาของภูเมฆ ชีวิตของเธอก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็ปรับตัวได้ดีและเข้าใจสถานะของตัวเองเสมอมา
“พี่เมฆไม่เคยเชื่อมั่นในตัวฉายเลย” เอ่ยบอกอย่างน้อยใจ
เธอแค่อยากให้เขาคนนี้ยอมรับในความสามารถกันบ้างสักครั้ง เหมือนที่เคยให้โอกาสกับใครหลายคน เขามักจะใจดีกับคนอื่น ๆ ทว่ากลับไม่ใช่กับเธอ
“อย่ามาพูดจาไร้สาระแถวนี้ เดือนฉาย” เอ่ยบอกอย่างไม่สบอารมณ์
“พี่เมฆ”
“กลับไปนั่งเดือนฉาย อย่าสร้างความรำคาญให้ฉันไปมากกว่านี้”
“พี่เมฆ ขอร้องละ...”
“ไปให้พ้น!!” กายแกร่งตบมือลงบนโต๊ะพลางยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง วินาทีถัดมาตะคอกใส่หน้าคนตัวเล็ก จนเธอสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
“เรื่องเดียวที่ฉายทำผิดกับพี่เมฆ คือการที่ฉายยอมรับว่ารักพี่เมฆต่อหน้าคุณลุง จนเราต้องมาแต่งงานกันแบบนี้” เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือ พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งไหลต่อหน้าคนใจร้าย
ถ้าหากตอนนั้นไม่เผลอหลุดปากบอกความในใจ ให้บิดาของภูเมฆที่ป่วยได้ล่วงรู้ก็คงไม่ต้องแต่งงานกันหรอก แถมเธอยังถูกเขากล่าวหาว่าเป็นคนทำลายความรักของเขา จนแฟนเขาหนีไป
“เธอจะรื้อฟื้นอีกทำไม” เพราะมันยิ่งทำให้เจ็บปวดกับเหตุการณ์ในอดีต
“พี่เมฆ...เราหย่ากันเถอะ” ประโยคเปล่งมาจากริมฝีปากอวบอิ่ม ส่งผลให้ภายในห้องเงียบสงบราวกับรอบกายหยุดเคลื่อนไหว
เธอเหนื่อยเหลือเกินกับการรักผู้ชายคนนี้ เขาไม่เคยไยดีและใส่ใจสักนิด ที่ผ่านมามีแต่ความเจ็บปวดและทุกข์ใจ แต่ที่ยังทนอยู่เพราะเป็นคำสั่งเสียของบิดาภูเมฆ ทว่าตอนนี้ทนไม่ไหวอีกต่อไป อยากหลุดพ้นจากความรู้สึกนี้สักที
“หย่างั้นเหรอ” คนตัวโตเดินไปประชันหน้ากับเธอ เอื้อมมือหนาบีบท่อนแขนขาวเนียนแรงอย่างไร้ความปรานี
“หย่ากันเถอะ” เบือนหน้าไปทางอื่นเนื่องจากเธอน้ำตาคลอ เมื่อต้องพูดประโยคนั้นออกไป
“ฝันไปเถอะ เดือนฉาย” เขาออกแรงผลักคนตัวเล็กล้มลงกระแทกพื้นห้อง จ้องมองด้วยแววตาเย็นชา “อย่าหวังว่าเธอจะหนีไปมีความสุขคนเดียว เธอต้องทนรับกรรมในสิ่งที่ตัวเองก่อ”
“ฮึก ฮือ ๆ ฉายไม่อยากรักพี่เมฆแล้ว ฉายเจ็บเหลือเกิน” ในที่สุดเดือนฉายทนไม่ไหวต่อความใจร้ายของคนตัวโต ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อับอาย
“ฉันเคยขอให้เธอมารักเหรอ” ชายหนุ่มโน้มตัวเข้าใกล้คนบนพื้น ฝ่ามือใหญ่บีบปลายคางมน จ้องหน้าหวานเปื้อนคราบน้ำตา โดยไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น “อย่าคิดว่าน้ำตาแค่นี้ของเธอจะทำให้ฉันใจอ่อน”
“ฉายเกลียดพี่เมฆ” เธอพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ดี!! หลังจากนี้ก็อยู่กันแบบเกลียด ๆ นี่แหละ” สะบัดมือหนาออกจากปลายคางกลมกลึง
“ไปให้พ้นหน้าฉันได้แล้ว อย่าทำให้ฉันหงุดหงิดไปมากกว่านี้”
“เฮ้อ...ดื้อจริง ๆ ลูกสาวใครเนี่ย” เดือนฉายบ่นอุบอิบพลางส่ายหัวไปมาอย่างเชื่องช้าด้วยความเอ็นดูกว่าจะกล่อมเด็กแฝดทั้งสองคนให้หลับ เล่นเอาปาดเหงื่อไม่น้อยทีเดียวเพราะลูกสาวรบเร้าให้อ่านนิทานให้ฟัง เอย่าไม่เท่าไรหรอกว่านอนสอนง่าย แต่อันย่านี่สิค่อนข้างดื้อ ไม่ยอมหลับง่าย ๆ หากไม่อ่านนิทานให้ฟัง“แม่รักลูกทั้งสองนะคะ” ก้มหน้าจูบหน้าผากเล็กของหนูน้อยทั้งสอง ก่อนกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง“มาแล้วเหรอ”ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปข้างใน ภูเมฆกระโดดลงจากเตียงตรงมาหาเธออย่างไว แขนแกร่งทั้งสองข้างโอบกอดคนตัวเล็กอย่างออดอ้อน“มีอะไรคะ” ท่าทางของอีกคนทำเอาแปลกใจ ทำให้เธอรู้ได้ทันทีต้องมีบางอย่างแน่ที่เขาต้องการ“เรามาปั๊มลูกเพิ่มดีไหม” กระซิบบอกข้างหูเธอทำคนฟังหน้าร้อนผ่าว“ไม่เอาด้วยหรอก” เธอผลักเขาไปพ้นแล้วก้าวเดินเร็ว ๆ“นะครับ” ภูเมฆสวมกอดเธอจากด้านหลัง“จนป่านนี้แล้วยังไม่เลิกหื่นอีกเหรอคะ”อดไม่ได้จะตำหนิเขา จะไม่ให้เธอว่าได้ไงล่ะในเมื่อหนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวัน เขารังแกเธอไปแล้วสามวัน“ก็ใครให้เมียพี่น่าเอาอย่างนี้ล่ะ”“พี่เมฆ!!”“ครับ...” เขาลากเสียงยาวตอบเธอ “ขอนะครับ”“ไปที่เตียงสิคะ” สุดท้ายพ่
“อีกไม่นานก็จะได้เจอกันแล้วนะคะ” มือเรียวลูบหน้าท้องนูนใหญ่แผ่วเบา ขณะยืนจ้องมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่เพื่อเตรียมตัวจะอาบน้ำเสียงเปิดประตูดังขึ้นเรียกความสนใจจากเธอหันไปมอง ก่อนพบกับชายหนุ่มในสภาพนุ่งแค่ผ้าขนหนูผืนเดียว เผยให้เห็นอกแกร่งแสนสมบูรณ์“เข้ามาทำไมคะ”“พี่มาช่วยฉายอาบน้ำ” คนเจ้าเล่ห์ตอบ“ฉายอาบคนเดียวได้ค่ะ” เธอรู้สึกไม่ชอบมาพากล“พี่ไม่ทำอะไรหรอก แค่ช่วยอาบน้ำให้ฉายเฉย ๆ”“แน่นอนนะคะ” ไม่รู้ทำไมเหมือนกำลังตกหลุมพราง“แน่สิครับ”“งั้นก็ตามใจค่ะ”ภูเมฆประชันหน้ากับเดือนฉาย เขาช่วยปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากเธอจนหมด ก่อนจุ๊บท้องนูนเบา ๆ จากนั้นจูงข้อมือเล็กให้เดินตามหลังไปใต้ฝักบัว“ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอคะ”“พี่อยากดูแลฉายนี่ครับ” ไม่พูดเปล่า ฝ่ามือหยาบกร้านเอื้อมไปเปิดก๊อกน้ำหยดน้ำไหลชโลมทั่วเรือนร่างเปลือยเปล่าของคนตัวเล็ก พ่อเลี้ยงหนุ่มซึ่งยืนซ้อนแผ่นหลังเล็ก ยื่นมือไปบีบเคล้นกอดบัวตูมเบา ๆ“อื้อ พี่เมฆ” เธอรู้สึกเคลิ้มเมื่ออีกคนคลึงเคล้ายอดปทุมถันก่อนจะหลับตาพริ้ม ขณะเดียวกันมือเรียวจิกเล็บบนท่อนขาแกร่ง“ไม่ต้องเกร็งนะครับ” เขายังคงลูบวนทรวงอกอวบอั๋นไปมา ก่อนเลื่อนมือข้างหน
ก๊อก! เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ภูเมฆกำลังสะสางเอกสารในห้องทำงานเงยหน้าขึ้นมอง เพราะคิดว่าเป็นเดือนฉายเนื่องจากเธอมักจะนำอาหารมาให้เขาช่วงพักเที่ยงเป็นประจำ แต่น่าแปลกวันนี้มาเร็วกว่าปกติ“หยาด” คนที่เปิดประตูเข้ามาไม่ใช่เดือนฉายกลับเป็นหยาดทิพย์ ทำพ่อเลี้ยงหนุ่มเด้งตัวลุกขึ้นยืนอย่างอึ้ง“เมฆขา”“หยุดอยู่ตรงนั้น อย่าเข้ามาใกล้ผม” นิ้วแกร่งชี้สั่ง รู้สึกรังเกียจเธอเต็มทน“ทำไมล่ะ เมฆรู้ไหมว่าหยาดต้องพยายามมากแค่ไหนถึงจะเข้ามาหาเมฆได้”“มาทำไม ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณทั้งนั้น”“ฮือ ๆ หยาดขอโทษ” หยาดทิพย์ไม่สนใจคำสั่งของเขา เธอวิ่งไปกอดเขาแน่น“ปล่อยนะเว้ย” พยายามแกะแขนอีกฝ่ายออกแต่รัดแน่นเหลือเกิน วินาทีนี้ทำได้แค่ภาวนาไม่ให้เดือนฉายเข้ามา กลัวจะเข้าใจผิดกันอีก“ไม่ปล่อย เมฆอย่าทำแบบนี้กับหยาดเลย”“ปล่อยหยาด!! รู้ไหมว่าผมรังเกียจคุณมากแค่ไหน”“เมฆโกรธหยาดที่ขโมยข้อมูลสินค้านั้นเหรอ หยาดถูกไอ้ธาดาขู่ หยาดไม่ได้อยากทำมันเลย” เงยหน้ามองเขาทั้งน้ำตา หวังขอความเห็นใจจากอีกคน ชีวิตของเธอตอนนี้ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเขาคงลำบากแน่“มันไม่ใช่แค่นั้นไงหยาด คุณหลอกผม ทรยศความรักที่ผมมอบให้คุณ
หลังจากคนทั้งคู่แลกเปลี่ยนความรู้สึกแก่กันจนเข้าใจกันดี เดือนฉายจึงคะยั้นคะยอให้ภูเมฆกลับไปพัก เพราะรู้สึกเป็นห่วงที่เพิ่งตกจากต้นไม้มาหมาด ๆ ซึ่งภูเมฆไม่ดื้อรั้นในเมื่อเป็นความประสงค์ของหญิงสาวก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย“เข้าข้างในเถอะ” ทันทีที่รถเคลื่อนตัวจอดจุดหมายปลายทาง พ่อเลี้ยงหนุ่มไม่รอช้ารีบเปิดประตูรถให้เธอ ก่อนประคองเข้าข้างในอย่างระมัดระวัง “อ้าว” ป้าบัวชะงักเมื่อเห็นคนทั้งสองเดินเข้ามาด้วยกัน“ผมขอพาฉายขึ้นไปพักก่อนนะครับ” พ่อเลี้ยงรีบตัดบท ไม่ทันที่ป้าบัวจะอ้าปากถาม หญิงวัยกลางคนทำได้แค่มองตามหลังคนทั้งสองพลางเผยยิ้มกรุ้มกริ่ม“เดี๋ยวพี่มานะครับ ขอตัวไปอาบน้ำก่อน” ภูเมฆพูดขึ้นหลังเดินมาส่งคนตัวเล็กยังเตียงนอน เขาเพิ่งรู้ประเดี๋ยวนี้เองตนเองเหม็นคราบเหงื่อ จนอยากอาบน้ำให้สะอาดเสียก่อนจะใกล้ชิดเธอ“รีบไปรีบมานะคะ ฉายมีเรื่องจะคุยกับพี่เมฆอีกเยอะ” ถึงจะปรับความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาเข้าใจแล้ว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องคาใจจึงอยากถามให้แน่ใจอีกที“ครับ”พ้นกายแกร่งไปไม่กี่นาที เดือนฉายขึ้นไปนั่งบนเตียงโดยนำหมอนใบใหญ่พิงหลัง จากนั้นหยิบหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลู
นับจากวันนั้นผ่านมาแล้วหลายเดือน ที่หญิงสาวพูดจาไม่น่าฟังใส่ภูเมฆ ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองยิ่งห่างเหินมากขึ้นกว่าเดิม ภูเมฆยอมเว้นระยะห่างเพราะกลัวเธออึดอัดแต่ยังคอยเป็นห่วงไกล ๆการกระทำของชายหนุ่ม สร้างความน้อยใจแก่หญิงตั้งครรภ์อย่างเดือนฉายยิ่งนัก“ป้าบัวครับ พ่อเลี้ยงตกจากต้นไม้”เดือนฉายบังเอิญมาได้ยินบทสนทนาระหว่างนาวินกับป้าบัว ก่อนรีบเดินไปหาคนทั้งสองและพูดแทรกขึ้น“พี่เมฆเป็นอะไรคะ” จ้องมองนาวินอย่างรอคอยคำตอบ“เอ่อ พ่อเลี้ยงตกต้นไม้”“เป็นยังไงบ้างคะ ช่วยพาฉายไปหาพี่เมฆหน่อยได้ไหม” หญิงสาวทำหน้าจะร้องไห้หลังจากได้ยินประโยคนั้น“เอ่อ...”“ขอร้องละ พาฉายไปหาพี่เมฆหน่อยเถอะ” ส่งสายตาเว้าวอนอีกคน ขณะนี้ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรทั้งนั้น หากไม่ได้เห็นภูเมฆปลอดภัย“พาคุณฉายไปเถอะ” ป้าบัวช่วยพูดเสริม นาวินจึงยอมพาเดือนฉายไปไร่ส้มทันทีมาถึงจุดหมายปลายทาง เดือนฉายรีบเปิดประตูลงจากรถและถามหาภูเมฆจากผู้คนบริเวณนั้น ก่อนเยื้องย่างไปตามทางอย่างระมัดระวังเพราะท้องใหญ่“ฮือ ๆ อย่าเป็นอะไรนะพี่เมฆ” เดือนฉายไปหยุดข้างกายคนตัวโตซึ่งนอนแผ่บนพื้นหญ้าเขียวขจี ก่อนทรุดกายนั่งลงและปล่อยโฮออกมาอย่าง
หลังจากคนทั้งสองรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย เดือนฉายไม่รอช้าไปหาสายหมอกบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งภูเมฆก็ตามไปด้วยเช่นกันอย่างรอคอยว่าเธอจะเปลี่ยนใจไปกับเขาแทนรถคันหรูแล่นจอดตรงหน้าเดือนฉาย เจ้าของรถเปิดประตูก้าวเดินลงมาหาหญิงสาว เอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตรพร้อมส่งยิ้มหวาน“วันนี้ก็สวยเหมือนเดิมนะครับ” ผู้จัดการหนุ่มชำเลืองมองเพื่อนสนิทครู่หนึ่ง ซึ่งอีกคนทำตัวเหมือนสุนัขหวงก้างเตรียมพร้อมจะสวบเขาประเดี๋ยวนี้“ขอบคุณค่ะ” ส่งยิ้มแก่คนตรงหน้า“จะไปเลยไหมครับ”“ค่ะ”“ฉาย พี่ไปด้วยนะครับ” ฝ่ามือหยาบกร้านจับท่อนแขนเล็ก ส่งสายตาเว้าวอนเพื่อขอร้องให้เธอยอมพาตัวเองไปด้วย“ฉายไปกับพี่หมอกได้ค่ะ ไม่รบกวนพี่เมฆดีกว่า”“ไม่เป็นไรครับ พี่เต็มใจ”“พี่หมอกคะ เราไปกันเถอะ” เดือนฉายแกะมือหนาออกห่าง จากนั้นย่างกรายไปขึ้นรถ ไม่แม้จะเอี้ยวหน้ามองท่าทางหงอยของภูเมฆสายหมอกมองเพื่อนสนิท ก่อนจะอมยิ้มกับการแสดงออกทางสีหน้าของอีกฝ่าย เพราะไม่เคยเห็นเพื่อนเป็นเช่นนี้มาก่อน“ยิ้มอะไร ไอ้หมอก”“เปล่า ไปแล้วดีกว่า” สายหมอกเดินไปขึ้นรถด้วยท่าทางอารมณ์ดี“พี่ไม่ยอมให้ฉายไปกับไอ้หมอกกันสองคนหรอก” พ่อเลี้ยงหนุ่มหมุนตัวเข้าไ







