Masukบทที่ 1
หัวใจที่ขมขื่น
‘กั้งป่วย’ ข้อความสั้น ๆ ถูกส่งออกจากเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กของกีรกาน โดยหญิงสาวหวังว่าปลายทางจะเปิดอ่านและส่งข้อความกลับมาบ้าง ไม่ใช่เมินเฉยเหมือนที่ผ่านมา
ทว่าผ่านมาแล้วร่วมยี่สิบนาทีก็ไร้การตอบกลับใด ๆ คนชอกช้ำหัวใจมาตลอดหลายปีได้แต่ยิ้มเจื่อน หัวใจเจ็บแปลบราวกับโดนอาวุธร้ายทิ่มแทงและยิ่งรู้สึกหนาวเหน็บไปยังขั้วหัวใจกับการกระทำที่เฉยชาของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี
ภามไม่คิดจะมอบความห่วงใยให้กันบ้างเลยหรือ แม้ในเวลาที่หล่อนป่วยถึงขั้นนอนซมน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้าเพราะความอ้างว้างและโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญมาเนิ่นนานมันเกาะแน่นในหัวใจ แถมเมื่อเลื่อนสายตาไปมองลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียง น้ำตามันก็เจียนจะไหล
เขารักลูกหรือเปล่า…เธอยังรู้สึกไม่แน่ใจเลย เพราะเขาไม่เคยพูดมันออกมาสักครั้ง ทั้งวันที่ต้องสูญเสียลูกสาวอีกคนไป เขาก็ไม่เคยมอบอ้อมกอดหรือไออุ่นให้หล่อนสักวินาที แม้แต่คำปลอบประโลมยังไม่มี
ภามได้แต่มองและนิ่งเฉย แม้เธอจะร้องไห้จนน้ำตาแทบกลายเป็นสายเลือดเพราะทรมานกับการสูญเสียที่ต้องเผชิญ และไม่ว่าจะกี่ปีหล่อนก็ไม่อาจจะทำใจกับเรื่องนี้ได้
หัวอกคนเป็นพ่อและแม่คงไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่าสูญเสียลูกน้อยทั้งที่ยังไม่ได้อุ้มชูหรือกอดสักครั้ง...หัวใจมันขมขื่นเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้ ริมฝีปากเล็กเริ่มสั่นพร้อมเม้มมันแน่นเพื่อพยายามกลั้นน้ำตาและแรงสะอื้น ยิ่งคิดถึงคนใจร้าย หัวใจมันก็ยิ่งเย็นเฉียบเกินครึ่งดวง
ทว่าชั่ววินาทีต่อมา กีรกานก็ต้องปาดน้ำตาเม็ดร้อนออกจากใบหน้า เนื่องจากบัดนี้ลูกสาวได้ตื่นแล้ว แถมยังส่งยิ้มมาให้
กีรกานพิมพ์ส่งข้อความสั้น ๆ ไปอีกครั้งแม้จะต้องใช้ความพยายามมากเพราะดวงตาเริ่มพร่ามัว มันคงเป็นเพราะพิษไข้ที่โจมตีร่างกายเธออย่างหนัก
‘มารับยัยหนูได้ไหมคะ’ เพราะรู้ตัวว่าเพียงยาสามัญประจำบ้านคงไม่สามารถต่อสู้กับไข้หวัดที่หล่อนเป็นได้ในเวลานี้ และคนที่ห่วงมากที่สุดก็คือลูกสาวตัวน้อย
หวังว่าหัวใจของเขาคงยังไม่ดำเหมือนอีกาถึงขั้นใจร้ายกับลูกได้ เพียงไม่นานก็มีข้อความหนึ่งถูกส่งกลับมา ซึ่งมันก็พอทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้างว่าเขาก็ยังห่วงลูกอยู่ แม้จะไม่เคยได้ยินเขาบอกรักลูกเลยสักครั้ง และในข้อความนั้นก็ไม่มีไถ่ถามถึงอาการของเธอเลยสักนิด
‘ฉันจะไปรับลูก’
กีรกานยิ้มอย่างชอกช้ำและยอมรับมัน พร้อมกับพยายามทำใจให้ชินกับความเจ็บปวดนี้ มันอยู่เป็นเพื่อนกับเธอมาตลอดเกือบสามปีเต็ม
หญิงสาวพยายามดันกายลุกจากโซฟาที่ใช้เป็นที่นอนพักกายมาหลายชั่วโมงเพราะไม่อยากให้ลูกสาวต้องติดไข้ แต่การพยายามดันัวขึ้นอีกครั้งก็ทำไม่สำเร็จ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกเข้าปอดเพื่อรวบรวมแรง ใบหน้าของกีรกานทั้งซีดขาว เนื้อตัวก็ร้อนผ่าว
และแล้วในครั้งนี้เธอก็ทำมันสำเร็จ กีรกานลุกขึ้นได้แต่ก็ต้องสะบัดศีรษะเพราะรู้สึกเหมือนสมองหนักอึ้ง ก่อนจะย่ำฝีเท้าเข้าไปหาลูกสาว ซึ่งลูกน้อยก็ชูมือขึ้นทั้งสองข้างขึ้นเพราะต้องการให้มารดาอุ้ม
แม้จะไม่อยากให้ลูกสาวติดไข้ แต่ในเวลานี้ก็จำเป็นต้องเข้าใกล้ลูกน้อย กีรกานรู้ตัวดีว่าสติของเธอเหลือน้อยลงทุกขณะ ความกังวลจึงเกิดขึ้น แม้สามีใจร้ายคนนั้นรับปากแล้วว่าจะมารับลูก แต่มันก็คงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ ก็เธอและเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน กั้นขวางด้วยระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร
เกือบจะสามปีแล้วที่อยู่เพียงลำพัง ไร้ซึ่งเขามาอยู่เคียงข้างกาย แม้กระทั่งตอนที่เธอท้อง เขายังเมินเฉย
วงหน้าโศกยิ้มให้ลูกน้อยและอุ้มจากเตียง แล้วเดินออกจากห้องตรงไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเจ้าหล่อนนัก
“ฉวย ฉวย” เด็กหญิงลักษณ์นาราฉีกยิ้มแล้วร้องบอกมารดาพร้อมกับชี้ให้ดูสิ่งที่ต้องการจะบอกว่ามันสวย แต่ก็ยังพูดไม่ชัด มันก็คือหมู่มวลดอกไม้ สองสายตาของหนูน้อยยังคงจับจ้องกับสิ่งสวยงามรอบตัว
กีรกานยังคงพยายามก้าวต่อไปแม้ใกล้จะหมดแรง ดวงตาก็มัวเริ่มจนเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน แต่มันก็เหลือเพียงอีกอึดใจเดียวเท่านั้น หล่อนก็จะถึงที่หมาย
“ลุงบุญค่ะ กั้งเองค่ะ” มือเรียวยกขึ้นเคาะประตูและเรียกหาเจ้าของบ้าน ไม่นานนักบานประตูก็ถูกเปิดออก
“มีอะไรหรือครับหนูกั้ง หนูกั้งไม่สบายหรือเปล่า” บุญร้องถามฉับไวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเมื่อได้เห็นสีหน้าของคนที่มายืนอยู่หน้าบ้านพัก
“ฝากยัยกี้ด้วยค่ะ กั้งไม่สบาย”
หล่อนแจ้งสาเหตุที่มาทันทีเนื่องจากรู้สึกหน้ามืดใกล้จนจะยืนไม่อยู่แล้ว เพียงแค่ชายวัยห้าสิบห้าปีที่มีบุญคุณมากล้นอุ้มลูกไป กีรกานก็หมดห่วงและร่างกายมันก็ชัตดาวน์ลงเหมือนคอมพิวเตอร์ที่ถูกถอดปลั๊ก“หนูกั้ง” บุญหน้าตื่นและตกใจเมื่อเห็นว่ากีรกานล้มกองไปนอนกับพื้นก่อนรีบวางลักษณ์นาราลงและเข้าไปดูกีรกานทันที ด้านหนูน้อยอยู่ ๆ ก็เบะปากร้องไห้ อาจจะตกใจที่เห็นมารดาล้มลงไป เพราะจากประสบการณ์ที่เคยล้มและก่อให้เกิดความเจ็บ
มือเหี่ยวย่นตามวัยเขย่าตัวของผู้หญิงตรงหน้าเพื่อเรียกสติ แต่กีรกานก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับมา ทำให้ใจยิ่งร้อนรนและต้องทำบางสิ่งคืออุ้มกีรกานขึ้นแต่ก็ทุลักทุเล เขาแก่ลงมากทำให้ไม่ได้มีพละกำลังเหมือนแต่ก่อน แต่ก็พยายามเต็มที่ ก่อนจะย้อนกลับมาอุ้มลักษณ์นาราขึ้นไปนั่งบนรถอีกหน ซึ่งหนูน้อยก็ยังคงร้องไห้อยู่
รถคันนี้แล่นออกไปยังโรงพยาบาล ทุกครั้งที่จับพวงมาลัยรถ บางเหตุการณ์มันก็แวบเข้ามาในหัวสมองพลอยให้เกิดความเศร้าในอกซ้าย แม้เขาจะไม่ใช่ต้นเหตุของการสูญเสีย แต่ก็อดโทษตัวเองไม่ได้กับการที่กีรกานต้องสูญเสียลูกสาวอีกคนไป ซึ่งก็คือน้องสาวฝาแฝดของลักษณ์นารา
ตนยังจำภาพในวันนั้นได้อย่างชัดเจน ยิ่งตอนที่กีรกานรู้ว่าสวรรค์ได้พรากลมหายใจของหนูน้อยอัยย์ญาดาไป เขาก็คงไม่มีวันลืมมันได้ ภาพที่แม่คนหนึ่งต้องมารับรู้ว่าลูกตายจากไปมันช่างน่าสะเทือนใจ แถมลูกอีกคนก็ยังอยู่ในห้องไอซียู
อีกทั้งผู้เป็นสามีกลับไร้ซึ่งการปลุกปลอบใด ๆ เขาเองก็เจ็บหนักในเวลานั้น แต่คงไม่เท่ากีรกาน
บุญขับรถอย่างมีสติเพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายซ้ำ แม้จะรู้ว่าถึงตนจะระมัดระวังและมีสติเพียงใด แต่หากผู้ใช้ถนนร่วมกันไม่มีด้วยมันก็เปล่าประโยชน์
ไม่นานนักรถก็แล่นเข้ามายังโรงพยาบาล ทันทีที่ลุงบุญร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ก็วิ่งกรูกันเข้ามาตามคำขอและพาตัวของกีรกานไปห้องฉุกเฉิน ส่วนบุญก็อุ้มลักษณ์นาราไว้แนบอกและค่อยลูบหลังปลอบให้หยุดร้องไห้
กว่าจะสำเร็จก็ใช้เวลาอยู่นาน ด้านกีรกานตอนนี้ก็ถูกสั่งให้แอดมิตในโรงพยาบาล คุณหมอสั่งตรวจหลายรายการ โดยสงสัยว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่
บุญหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าออกมาและกดไปที่เบอร์หนึ่งเพื่อจะรายงานเรื่องนี้ ซึ่งก็คือเจ้าของไร่กุหลาบอย่างภาม ธีรวานนท์ นักธุรกิจด้านการส่งออกและนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทว่าปลายสายเมื่อรู้เรื่องการป่วยของกีรกานกลับแจ้งเพียงว่ากำลังมารับลูก ไร้ซึ่งถ้อยคำไถ่ถามถึงอาการของภรรยา เพียงถามถึงลูกสาวเท่านั้น
สักยี่สิบนาทีต่อมาคุณหมอก็ทราบผลการตรวจวิเคราะห์ผลเลือด มันบ่งชี้ว่ากีรกานเป็นไข้หวัดใหญ่ คุณหมอจึงจ่ายยาทางสายน้ำเกลือ จนเวลาในตอนนี้ผ่านล่วงเลยเข้ามาเกือบจะค่ำแล้ว
ลักษณ์นาราดื่มนมที่นางพยาบาลจัดหามาให้และหลับไปที่โซฟาตัวยาว บุญเองก็รอการมาของภาม และครู่ต่อมาประตูห้องก็เปิดออก
ด้านคนไข้ที่ได้รับการรักษาก็ได้สติแล้ว แต่ยังไม่สามารถขยับเปลือกตาลืมขึ้นมาได้ และก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่ง ซึ่งหล่อนจำได้ว่ามันคือฝีเท้าของใคร แม้จะบังคับดวงตาให้ลืมเพราะอยากจะเห็นหน้าสามี หล่อนก็ทำมันไม่สำเร็จ
“ผมมารับลูก” เสียงเข้มบอกแก่บุญ ก่อนสายตาคู่คมจะเห็นว่าลูกสาวนอนหลับอยู่ที่โซฟาโดยในมือยังถือขวดนมอยู่ ชายหนุ่มจึงเดินตรงเข้าไปหาและช้อนร่างของลักษณ์นาราขึ้นอย่างเบามือ เพราะไม่อยากจะทำให้ตื่น
“คุณภามจะไม่อยู่รอให้หนูกั้งฟื้นก่อนหรือครับ หนูกั้งคงจะดีใจที่คุณภามมา” เหตุผลที่ต้องร้องถามเพราะเขาเห็นว่าทันทีที่อุ้มลูกขึ้น ภามก็เบนฝีเท้าไปยังประตูห้องราวกับว่าจะกลับแล้วเสียอย่างนั้นทั้งที่เพิ่งจะมาถึง แถมยังไม่ได้เข้าไปดูอาการของภรรยาเลย
“ผมตั้งใจมารับลูกเท่านั้น”
ความสุขอีกอย่างหนึ่งของเขานอกจากจะได้นอนกอดภรรยาแล้ว ก็คือการนอนกอดลูกสาวตัวน้อย เจ็ดคืนที่ผ่านมาเขามีความสุขมาก และคงไม่มีวันลืมคืนแรกที่ได้นอนกอดทั้งลูกและเมียตลอดทั้งคืนโดยไม่ต้องระวังอะไรอีกแล้ว ด้านกีรกานก็ยิ้มรับคำของเขาก่อนจะเข้าไปสวมกอดและแนบใบหน้ากับอกแกร่ง หล่อนดีใจที่เขาให้โอกาสเธอได้รักและทำหน้าที่ภรรยาของเขา ด้านภามก็ตอบรับด้วยการกดจมูกลงที่ศีรษะทุย ก่อนจะบอกรักให้กีรกานได้ยิ้มและมีความสุข ซึ่งภามสัญญาว่าเขาจะบอกรักเธอทุกวันไม่มีวันขาด รวมถึงจะกอดกีรกานไว้แน่น ๆ แบบนี้ไปตลอดกาลบทพิเศษ ผ่านมาแล้วร่วมสามเดือนจา
“ใช่ครับ” “ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้กั้งขนาดนี้ กั้งรักคุณกับลูก” “ฉันก็รักกั้งกับลูกนะ และอีกเรื่องที่ฉันอยากจะขอโทษ ขอโทษที่ปกป้องลูกอีกคนของเราเอาไว้ไม่ได้” แล้วคนตัวโตก็ปลดปล่อยเสียงร้องไห้ต่อหน้าภรรยาออกมาอย่างไม่อาย แถมยังกอดเอวคอดไว้ เขายอมรับว่าระมัดระวังเรื่องนี้แล้ว แต่สุดท้ายมันก็ยังไม่ดีพอ หัวอกของผู้เป็นพ่อทุกข์ระทม เขาเสียน้ำตาแต่ก็แสดงออกให้ใครรู้ไม่ได้ และแม้อยากจะดึงกีรกานมาปลุกปลอบให้คลายความเศร้าก็ทำไม่ได้ เพราะรู้ว่าคนของคุณยายจับตาดูกีรกานอยู่ที่โรงพยาบาล กีรกานเองก็สะอื้น แต่ก็พยายามเรียกน้ำตาให้กลับคืน เพราะไม่อยากจะทำให้สามีรู้สึกแย่และโทษตัวเอง เนื่องจากเขาไม่ใช่คนผิด แต่เขาคือคน
“ผมจะจัดการศพของคุณยายเองครับ ไม่ต้องห่วง” เขาบอกเสียงเข้มก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องสองคนพาคนที่เขารักทั้งคู่ไปโรงพยาบาล ภามทิ้งตัวลงต่อหน้าศพของเขมจิราและปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา เขาคงเป็นหลานที่แย่มากที่สุดและท่านคงจะเกลียดเขามาก แต่หากเขาไม่เลือกทำแบบนี้ก็เท่ากับจะปล่อยให้ท่านสร้างบาปไปเรื่อย ๆ และคงทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ท่านพรากลมหายใจของคนที่รักไป เพียงแค่อัยย์ญาดา ตอนนั้นเขาก็เจ็บหนักแล้ว และรู้ว่าคนที่เจ็บหนักกว่าเขานั้นคงไม่พ้นกีรกาน ก่อนภามจะก้มลงกราบที่เท้าท่าน และกล่าวขออโหสิกรรมน้ำเสียงสั่นเทา “ผมรักคุณย
ซึ่งขณะเดียวกันชายทั้งสามคนที่ถูกจ้างมาด้วยเงินก้อนโตก็ตากันล่อกแล่ก เพราะความกลัวและวิตก เนื่องจากรักชีวิตมากกว่าเงินทองอยู่แล้ว ไม่คิดที่จะเอาชีวิตมาเสี่ยง ทั้งสามมองหาทางรอดพ้นจากตำรวจและกำลังคิดจะถอย “ใช่ครับ ผมรักกั้ง แต่เหตุผลที่ผมเลือกทำแบบนี้ก็เพราะคุณยายไม่หยุด คุณยายยังคิดแค้น ถึงสั่งให้ฆ่ากั้งกับลูกอีก” ใจมันเจ็บปวด และเสียงของชายหนุ่มก็สั่นเครือ ในคอรู้สึกมีรสปร่า ดวงตาเกิดการวูบไหว “แล้วแกตบตาฉันมาตลอดเลยใช่ไหมว่าเกลียดนังกั้ง แต่ที่จริงแกรักมันและต้องการปกป้องมัน” หล่อนเริ่มกระจ่างในสิ่งที่สงสัยแล้ว เพราะมันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ “ใช่ครับ ผมตบตาคุณยายว่าเกลียดกั้งเพื่อให้กั้งปลอดภัย เพราะยิ่งผมแสดงว่ารักกั้ง คุณย่าก็ยิ่งจะแค้นกั้ง แล้วตอนนี้ผมจับสุรชัชได้แล้ว และมันก็ยอมสารภาพทั้งหมดแล้วว่าคุณยายสั่งให้ไปฆ่าใครบ้าง ตอนนี้ผมก็ส่งมันให้ตำรวจแล้ว” แบบนี้สินะ เธอถึงติดต่อสุรชัช มือปืนของเธอไม่ได้ “แกคิดจะจับฉันเข้าคุกหรือ แกมันเนรคุณ” ดวงตาของท่านวาววับราวกับปีศาจ “ผมเลือกไม่
แล้วก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด เพราะเธอรู้ว่าเขมจิรารักลูกสาวมากเพียงใด คงจะหาคำมาเปรียบเปรยไม่ได้ เรื่องนี้ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น “ฉันไม่รับ” คนโกรธจนคลั่งตะคอกเสียงบอกและแววตาก็ยังเปล่งประกายว่ามีเปลวไฟลูกใหญ่เต้นระริกอยู่ในนั้น “กั้งขอโทษแทนแม่มลด้วยค่ะ” กีรกานก้มลงไปกราบที่พื้นพร้อมกับสะอื้นอย่างเสียใจ เธอรู้ว่าสิ่งที่มารดาทำให้มันทำให้ใครต่อใครหลายคนต้องเป็นทุกข์และเสียน้ำตา โดนเฉพาะกัลยกร ซึ่งท่านดีกับเธอมาตลอด เธอจึงละอายแก่ใจยิ่งนัก “ฉันไม่รับ วันนี้แกสองคนต้องตาย อ้อ แต่ฉันจะบอกอะไรไว้ให้แกรู้ก่อนตายนะนังกั้ง แม่แกตายเพราะฝีมือฉัน” แล้วก็เห็นรอยยิ้มแห่งความสะใจแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าของคนพูด ก่อนท่านจะหัวเราะลั่นคล้ายคนคลั่ง&nb
แม้จะรู้สึกปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นมากุม แต่อัครัฐก็ยังฝืนคุยกับน้องชาย เพราะใจกำลังเป็นห่วงและรู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องผู้มีพระคุณได้ “ผมไม่รู้ แต่กลัวว่าจะใช้เป็นวิธีล่อกั้งให้ออกมา” ไม่คิดว่าจะเป็นคนอื่น นอกจากยายของเขา ก็เพราะย่าของเขาไม่ได้มีศัตรูที่ไหน แต่ก็คิดเหตุผลที่ท่านจับตัวของย่าของเขาไปไม่ได้นอกจากเหตุผลนี้ ท่านคงทำตามที่พูดแล้วว่าจะไม่ยอมปล่อยกีรกานและจะรังควานคนที่กีรกานรัก หญิงสาวก็ทั้งรักและเคารพขวัญเกล้า “แกรีบไปดูกั้ง ฉันใจคอไม่ดี นี่มันเกือบจะห้าชั่วโมงแล้วที่ฉันสลบไป”







