FAZER LOGIN
ในวันที่กู้มู่เฉินได้เลื่อนขั้นเป็นอัครเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เว่ยหลินอันยืนรอรับเขาอยู่ที่หน้าจวนตระกูลกู้ ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถม้า คำแรกที่เขาเอ่ยกับนางคือต้องการรับ ฉินหยวนหยวน รักแรกของเขาเข้ามาเป็นภรรยาเท่าเทียม ทั้งยังขอยกบรรดาศักดิ์เก้ามิ่งฮูหยิน[1] ให้แก่นางเพื่อเป็นการชดเชย
หากเป็นเมื่อก่อน นางคงเจ็บปวดใจแทบขาดจนไม่อาจข่มตานอนไปนานสองนาน หรือหากมีสาวใช้คนใดลอบมองเขาเกินงาม นางคงส่งตัวไปทำงานหนักที่ท้ายจวนเพื่อไม่ให้ขวางหูขวางตาเขา กู้มู่เฉินไม่ชอบสตรีที่ทำตัวรุ่มร่ามน่ารำคาญ แม้แต่นางเขาก็ไม่เคยได้แสดงความรักต่อหน้าผู้ใด
นางเข้าใจแล้วว่า เขาไม่ได้สำรวมกิริยาอันใด เพียงแต่เขาไม่ได้รัก!
หากเป็นแต่งงานใหม่ นางคงอาละวาดโวยวาย ครั้งนี้นางกลับพยักหน้ารับและอาสาจัดเตรียมพิธีรับภรรยาคนใหม่เข้าจวนด้วยตนเอง ทุกขั้นตอนพิถีพิถันและสมเกียรติ จนเทียบไม่ได้กับงานแต่งอันเรียบง่ายของนางเมื่อห้าปีก่อน... เพียงเพราะคำกำชับอันเย็นชาของเขา
“เจ้าจัดการกำชับพ่อบ้านให้ดี หยวนหยวนไม่ได้แต่งเข้าในฐานะอนุ นางต้องได้นั่งเกี้ยวแปดคนหามเทียบเท่ากับเจ้า ผ้าประดับอย่าได้ใช้สีชมพูที่แสดงถึงฐานะอนุเป็นอันขาด เดี๋ยวนางจะน้อยเนื้อต่ำใจ”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะระมัดระวัง” นางก้มหน้ารับคำ ไม่เอ่ยคัดค้านหรือทัดทานแม้แต่ครึ่งคำ
“อย่าได้ทำสีหน้าเรียบเฉยเย็นชาเช่นนั้น ต่อไปเจ้าสองคนต้องอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง อย่าได้คิดรังแกนางเด็ดขาด อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
เว่ยหลินอันเพียงยอบกายลงเล็กน้อยก่อนจะปลีกตัวออกมา นางรักษาระยะห่างจากเขาทันที ความหวังที่จะขอร้องให้เขาช่วยรื้อฟื้นคดีของบิดาที่ถูกใส่ร้าย รั้งรอมาสองปีเต็มบัดนี้กู้มู่เฉินยังคงนิ่งเฉย เมื่อไร้ซึ่งความหวัง สิ่งเดียวที่นางต้องทำคือสะสางเรื่องราวทั้งหมดให้เสร็จสิ้น แล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
นางย้ายตัวเองออกมาอยู่ที่ ‘เรือนผิงอัน’ เรือนท้ายจวนฝั่งทิศตะวันตกที่หนาวเหน็บที่สุด เพื่อยกเรือนใหญ่ให้เป็นเรือนหอหลังใหม่ของกู้มู่เฉินและฉินหยวนหยวน เขาไม่ได้คัดค้านกลับยังชื่นชมนางที่รู้จักเข้าใจสถานการณ์
หากเทียบตามลำดับ สตรีที่แต่งเป็นภรรยาเอกแต่กลับต่ำต้อยขนาดความดีความชอบของสามียังไม่อาจรับได้ ไม่ต่างอะไรกับบ่าวรับใช้ รวมถึงท่าทีห่างเหินของบ่าวไพร่ในจวนที่เหยียดหยามนาง
แต่ก่อนนางเคยเพียรพยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้ความรักจากเขา ตั้งแต่นั่งเฝ้าหน้าเตาเคี่ยวน้ำแกงบำรุงร่างกายนานนับสองสามชั่วยาม หรือประทินโฉมรอรับเขาที่หน้าประตูจวนทุกค่ำคืนเพื่ออยากทำตัวให้งดงามให้เขามอง
แต่นอกจากเขาเพียงปรายหางตา ก็ไม่เคยสนใจว่านางจะแต่งตัวอย่างไร ใส่ชุดสีอะไร หรือแม้แต่ชาดทาปากที่นางทาจะทำให้ใบหน้างดงามแค่ไหน
ทว่าบัดนี้นางเลิกทำตัวงี่เง่าเหล่านั้นแล้วเพียงเพราะเหน็ดเหนื่อยเต็มที นางเพียงรวบผมปักปิ่นเงินเรียบง่าย สวมชุดผ้าสีสันไม่ได้ฉูดฉาด นั่งตรวจตราสมุดบัญชีอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง
กู้มู่เฉินที่ไม่เห็นหน้านางมาหลายวันนับตั้งแต่สั่งให้เตรียมงานแต่ง วันนี้ฉินหยวนหยวนย้ายเข้าเรือนมาวันแรกจึงอยากมาบอกนางสักคำ สองเท้าที่หนักแน่นมุ่งเดินลึกเข้ามายังเรือนตะวันตกเพื่อดูนาง
เขาเห็นแผ่นหลังอันบอบบางและอ้างว้างของนางนั่งอยู่ใต้แสงตะเกียง อยู่ ๆ ในใจก็รู้สึกเจ็บแปลบ จึงสาวเท้าก้าวเข้าไปใกล้ โน้มกายลงหมายจะดึงนางเข้ามากอดเพื่อเอาใจ
ทว่าเว่ยหลินอันกลับเอี้ยวตัวหลบอย่างแผ่วเบาราวกับรังเกียจ สัมผัสที่ว่างเปล่าทำให้สายตาของกู้มู่เฉินเครียดขึงด้วยความหงุดหงิดไม่พอใจ
“วันนี้ไม่สะดวกเจ้าค่ะ...” นางปิดสมุดบัญชีลง น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่นใดในแววตา
“ทำไม”
“เพิ่งมีระดูวันแรกเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงเรียบ
ไม่มีทั้งความดีใจ
ไร้ซึ่งความเสียใจ
มีเพียงการวางเฉยต่อทุกสิ่ง...นางเหนื่อยจะแย่งชิงความรักจากเขามาครอบครองแล้ว!
“ท่านอัครเสนาบดีไปอยู่เป็นเพื่อนฉินหยวนหยวนที่เรือนฮวาหยวนเถิด ได้ยินว่านางเพิ่งย้ายเข้ามาในจวนเพื่อรอเข้าพิธีแต่งงาน เกรงว่าจะเหงาเอาได้”
[1] [1] เก้ามิ่งฮูหยิน) คือ บรรดาศักดิ์ภรรยาขุนนางที่ได้รับพระราชทานตราตั้งจากฮ่องเต้ตามลำดับขั้นความดีความชอบ
ตลอดเวลาที่อยู่ร่วมจวน ยามใดที่หงุดหงิดงุ่นง่านจากราชสำนัก หรือยามที่เห็นนางทำท่าทีเย็นชาเฉยเมยใส่ เขาก็มักจะหาเรื่องลากนางขึ้นเตียง บดขยี้และตักตวงความสุขจากเรือนร่างของนางเพื่อระบายอารมณ์แต่แล้วก็ยังคงหลอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเขาไม่ได้รักนาง... ช่างโง่เง่านัก ที่แท้หัวใจของเขาเป็นของนางมาตั้งแต่ต้น และเป็นเขาเองที่ไม่เคยขาดนางได้เลยแม้แต่วันเดียว“ข้าเป็นสามีที่โง่เขลาจริง ๆ” เขากระซิบในความมืด ก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วหลับไปพร้อมกับนางแต่เมื่อตื่นขึ้น...“หลินอัน...” เว่ยหลินอันที่เพิ่งลุกออกไปชำระร่างกายตอนเช้า เพราะคนบ้านทำให้นางปวดเมื่อยไปหมดพลันเอ็ดเขาเสียงดัง“จะโวยวายอะไรของท่าน”“ข้ากลัวเจ้าหายไป” เขาลุกพรวดขึ้นมีเพียงแค่กางเกงชั้นใน ทำเอาสาวใช้รีบถอยฉากหน้าแดงออกไป“ท่านตื่นก็อาบน้ำให้เรียบร้อย อย่าได้เอะอะโวยวายอีก”เว่ยหลินอันก็ไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ใด เมื่อคืนคนบ้านตักตวงนางค่อนคืน ต่อให้หูไม่หนวกก็คงได้ยินเสียงดังออกไปข้างนอกช่างน่าอับอายนัก!ต้าฉินมั่นคงเป็นปึกแผ่นแล้ว เว่ยลู่เซียนนั่งตำแหน่งที่ปรึกษาในกองทัพ เพราะไม่อยากรับหน้าที่หนัก เนื่องด้วยยามนี้ต้าฉินต่างทำให้แคว้นใกล้
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องผ่านรอยแยกของม่านหน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงไม้กว้างที่มีม่านโปร่งทิ้งตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอกกู้มู่เฉินไม่ได้ผลีผลามแม้ในใจจะร้อนรุ่มดั่งกองเพลิง ชายหนุ่มโน้มกายลงต่ำ จรดริมฝีปากอุ่นร้อนพรมจูบอย่างแผ่วเบาตั้งแต่หน้าผากมน เปลือกตาทั้งสองข้าง ก่อนจะเลื่อนลงมาคลอเคลียที่พวงแก้มเนียนละเอียดที่ซับสีเลือดฝาดมือหนาประคองดวงหน้างดงามไว้ด้วยความทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแตกสลาย ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ผ่านลำคอระหง แผ่วเบาแต่นำพาประกายไฟร้อนผ่าวแล่นริ้วไปตามผิวเนื้อ“หลินอัน... คนดีของข้า...” เสียงกระซิบพร่าชิดใบหูเจือไปด้วยความเว้าวอนเขาค่อย ๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ของนางออกทีละชิ้นอย่างเชื่องช้า สัมผัสผิวกายเนียนนุ่มดั่งหยกเนื้อดีที่เขาเฝ้าถวิลหาทุกลมหายใจ มือหนาเลื่อนลงมาลูบไล้ตามแนวเอวคอดกิ่ว แผ่นหลังเนียนลื่น ไปจนถึงสะโพกกลมกลึงทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความละเมียดละไมและหนักแน่นในคราเดียวกัน เว่ยหลินอันส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ ร่างกายบิดเร่าตอบรับสัมผัสอันช่ำชองอย่างไม่อาจต้านทาน เรียวแขนบางที่เคยผลักไส บัดนี้ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่งกู้มู่เฉินประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้
“นายท่านไม่สบายหนักมาสองวันแล้วขอรับ พิษไข้ขึ้นสูงจนตัวร้อนดั่งถ่านไฟ แต่ไม่ว่าข้าน้อยจะอ้อนวอนอย่างไร นายท่านก็ดื้อรั้นไม่ยอมกลับจวนไปหาหมอดีๆ ข้าวปลาไม่ยอมกิน เอาแต่นอนเพ้อเรียกหาแต่นายหญิงกับคุณชายน้อยทั้งวันทั้งคืนเลยขอรับ!”“หลิน... หลินอัน...ข้ารักเจ้า พ่อขอโทษ... หรันเอ๋อร์...”เสียงพึมพำแหบพร่าหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก ดวงตาคมที่พร่ามัวพยายามจะลืมขึ้นมองชายกระโปรงของนาง มือหนาที่สั่นเทาพยายามจะเอื้อมออกมาไขว่คว้า ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจนตกลงกระแทกพื้นดัง ตุบ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะแน่นิ่งไปทั้งที่ยังจับไข้สูงเว่ยหลินอันยกสองมือขึ้นกุมขมับที่ปวดตุบๆ พลางสูดหายใจเข้าลึกอย่างระอาใจเหลือแสนบุรุษผู้นี้... ทั้งโง่เขลา ทั้งดื้อรั้น หัวแข็งยิ่งกว่าลาโง่ไม่มีผิดเพี้ยน! ยามมีอำนาจก็โง่งมจนน่าโมโห ยามจะง้อคนก็ใช้วิธีสิ้นคิดจนพาตัวเองเกือบตายเช่นนี้!“เสิ่นซู! หลินเฮ่อ!” เว่ยหลินอันตวาดเสียงห้วน สะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิด“พวกเจ้าสองคนมัวยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบไปลากคอเจ้าตัวปัญหานี้เข้าไปในเรือนพักด้านข้าง แล้วไปตามท่านปู่เซี่ยมาต้มยาขับพิษไข้ให้เขาเดี๋ยวนี้ ก่อนที่จะกลายเป็นผีเฝ้าห
แสงอรุณแรกของวันเพิ่งจะจับขอบฟ้า สายลมยามเช้าพัดพากลิ่นไอดินและความสดชื่นลอยอบอวลไปทั่วจวนตระกูลเว่ยทว่าความเงียบสงบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ก้าวกระโดดลงบันไดเรือนอย่างคล่องแคล่ว เจ้าก้อนแป้งอันหรันตื่นแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าอย่างเรียบร้อยใบหน้ากลมผ่องฉายแววตื่นเต้น สองแขนป้อมกวัดแกว่งไปมา พลางหันไปกวักมือเร่งรัดคนดูแลข้างกายอย่างร้อนรน“พี่เสิ่นซู เร็วเข้าสิขอรับ! เดี๋ยวร้านหมั่นโถวน้ำตาลแดงหัวมุมถนนจะหมดเสียก่อน หมั่นโถวร้านนั้นทั้งนุ่มทั้งหวานอร่อยมาก ข้าชอบกินเป็นที่สุด แล้วยังมีน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ของป้าจางอีก อร่อยเด็ดจนต้องซื้อมาฝากท่านตากับท่านปู่เซี่ยให้ทันตอนตั้งโต๊ะ!”“โธ่... ท่านบรรพบุรุษน้อยของข้าน้อย เดินช้าๆ หน่อยเถิดขอรับ อย่าเพิ่งวิ่ง!”เสิ่นซูยกมือขึ้นปาดเหงื่อกาฬที่ซึมตามหน้าผาก พลางสาวเท้ายาวๆ กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามร่างป้อมอย่างเหนื่อยอ่อน เด็กคนนี้ช่างมีเรี่ยวแรงมหาศาลดั่งลูกวัวตัวน้อย ทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนไม่เคยหยุดพัก ยามค่ำหัวถึงหมอนก็หลับสนิท แต่พอเช้าตรู่ไก่ยังไม่ทันขันดีก็ดีดตัวลุกขึ้นมาวิ่งพล่านได้อีกแล้ว ช่างเหมือนท่านแม่ทัพเว่ยไม่มีผิดเพี้ยน“ชักช้าจริ
ทันทีที่สะสางเรื่องราววุ่นวายในวังหลวงเสร็จสิ้น กู้มู่เฉินก็ไม่รอช้า ชายหนุ่มควบม้าเร็วฝุ่นตลบมุ่งตรงดิ่งมายังจวนตระกูลเว่ยในทันทีเพราะนางยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่ยอมย่างกรายกลับไปเหยียบจวนตระกูลกู้อีกเป็นอันขาด นางย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดอยู่เสมอว่า พวกเขาหย่าขาดจากกันไปนานแล้ว!ตึกๆๆ!กู้มู่เฉินสาวเท้ายาววิ่งเข้ามาถึงหน้าเรือนนอนของนาง ทว่ายังไม่ทันที่มือหนาจะได้แตะบานประตู ร่างกลมป้อมของอันหรันก็ก้าวออกมายืนกอดอก ขวางทางเข้าไว้เต็มตัว แววตากลมโตจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง“ท่านจะมาทำไมอีก... ไยไม่รีบกลับจวนตระกูลกู้ของท่านไปเสีย!”“หรันเอ๋อร์คนดีของพ่อ...” กู้มู่เฉินรีบย่อตัวลงนั่งคุกเข่า สบตากับบุตรชายด้วยความเว้าวอน “พ่ออยากอยู่กับเจ้าและมารดาของเจ้า พ่อคิดถึงพวกเจ้าใจแทบขาดแล้ว”“เหอะ! ฝันกลางวันไปเถอะ!” อันหรันแค่นเสียงสูง เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนง “ตัวข้าแซ่เว่ย มีนามว่าเว่ยอัน หรัน! ภายภาคหน้าข้ายังต้องสืบทอดสายเลือดและจวนตระกูลเว่ยให้ท่านตา ส่วนท่านแซ่กู้ ก็จงรีบกลับบ้านแซ่กู้ของท่านไปเดี๋ยวนี้!”วันนี้เขาเพิ่งไปนั่งกินขนมที่โรงน้ำชากลางเมืองมา นักเล่าเรื่องกำลังเล่าถึงช่วงเว
ท่ามกลางความโกลาหลที่แผ่ขยายไปทั่วทุกตำหนักในวังหลัง เปลวเพลิงแห่งความพินาศกำลังเผาผลาญอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ของกุ้ยเฟยจนวอดวายฉินหยวนหยวนซึ่งถูกปลดจากฐานะสตรีสูงศักดิ์จนต้องลดตัวลงมาเป็นเพียงนางกำนัลรับใช้คอยประจบสอพลออยู่ในตำหนักกุ้ยเฟย ยามนี้ดวงตาของนางกลับลุกโชนไปด้วยความละโมบและความกระหายในอำนาจเมื่อเสียงโห่ร้องกึกก้องจากภายนอกยืนยันแน่ชัดแล้วว่า กองทัพกบฏนำโดยกู้มู่เฉินและแม่ทัพเว่ยสามารถบดขยี้กองกำลังรักษาพระองค์และยึดวังหลวงได้สำเร็จ อดีตองค์รัชทายาทผู้เป็นที่พึ่งพิงของตำหนักนี้ก็ถูกตัดศีรษะสังหารไปแล้ว เช่นนั้นนางจะยังมัวภักดีกับนายหญิงผู้ตกอับไปไย!“นี่เจ้า... เจ้าคิดจะทำอันใดกัน!” กุ้ยเฟยที่กำลังลนลานเก็บแก้วแหวนเงินทองใส่ห่อผ้า หันมาตวาดเสียงสั่นเมื่อเห็นฉินหยวนหยวนยืนขวางประตูไว้“กุ้ยเฟยเพคะ... อำนาจของพระองค์จบสิ้นลงแล้ว และคนที่กำลังจะขึ้นเป็นใหญ่ในใต้หล้านี้คือพี่มู่เฉินของหม่อมฉันต่างหาก!” ฉินหยวนหยวนแสยะยิ้มชั่วร้าย แววตาเหี้ยมเกรียมไร้ความปรานี“นังสารเลว! เจ้าคนทรยศเลี้ยงไม่เชื่อง!” กุ้ยเฟย กรีดร้องด่าทอด้วยความเดือดดาลฉินหยวนหยวนไม่สนใจฟังคำก่นด่านั้นแม้แต่น้อย







