เมื่อพาบุตรสาวออกมาพ้นจากจวนพักร้อนของเว่ยอ๋องได้ ฟู่ซิ่งก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาผลักดันให้นางเข้าไปนั่งด้านในรถม้าก่อนจะเริ่มสอบถามชำระความ
“ได้ยินพวกบ่าวบอกว่าเจ้าจะไปศาลเจ้า เหตุใดตกเย็นจึงมาตกอยู่กับเว่ยอ๋องได้” เขาถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากได้ยินจากปากของนาง
“ถ้าลูกพูดไป ท่านพ่อจะเชื่อหรือไม่เจ้าคะ” นางถามให้แน่ใจเสียก่อนว่าบิดาจะเชื่อฟังคำของนางหรือไม่
“เกิดเรื่องขนาดนี้แล้ว ก็ต้องเชื่อสิ”
“ก็ได้เจ้าค่ะ งั้นลูกจะเล่าทั้งหมด” นางก้มหน้าบีบมือและเริ่มเล่า “ข้าฝันร้าย ฝันว่าตัวเองตายคาคมดาบของบุรุษผู้หนึ่ง ฝันซ้ำ ๆ เหตุการณ์เดิมติดต่อกันมานานหลายเดือน ได้ยินพวกบ่าวเล่าว่าที่ศาลเจ้ามีหมอดูชื่อดังลูกเลยอยากให้เขาทำนายฝันให้”
“ฝันร้าย? ตายคาคมดาบ”
“เจ้าค่ะ ฝันร้าย ที่ลูกร่างกายอ่อนในช่วงหลังก็เพราะว่าต้องตื่นมากลางดึก พอไม่ได้นอนนาน ๆ เข้าร่างกายก็เหนื่อยล้า”
“อืม แล้วทำไมถึงไม่ใช้รถม้า”
“ลูกเห็นว่า นางตัวดีก็กำลังจะออกไปตลาดด้วยเช่นกัน ก็เลยเสียสละรถม้าที่เหลืออยู่คันเดียวในจวนให้นาง และตัดสินใจเดินไป” นางตัวดีที่ฟู่ลี่อิ๋งเอ่ยถึงก็คือฟู่เหยาเหยา
“อย่างเจ้านะหรือจะเสียสละเป็น” ผู้เป็นบิดาไม่อยากจะเชื่อ เนื่องด้วยนางไม่ได้มีนิสัยเช่นนี้
“ไหนท่านพ่อบอกว่าจะเชื่อข้า” นางกอดอกแง่งอน ผิดจากปากที่ฟู่ลี่อิ๋งพูดเสียเมื่อไหร่ ไม่ว่ายังไงบิดาก็ไม่เชื่อนาง
“เอา ๆ เล่าต่อเถิด” ฟู่ซิ่งเปิดโอกาสให้นางพูดต่อ
“ข้าไม่เล่าแล้วเจ้าค่ะ” คนตัวเล็กโกรธเคืองบิดาจนต้องขยับไปนั่งอยู่ที่มุมของรถม้า
“โธ่ ลูกสาวพ่อ ข้าเชื่อเจ้า ๆ อย่าได้โกรธเคืองพ่อของเจ้าเลย” เห็นบุตรสาวโกรธเช่นนั้นเขาก็ใจเสีย รีบเอาอกเอาใจ
ร่างเล็กมองหน้าบิดาอย่างแง่งอน ก่อนจะเปิดปากเล่าเรื่องทั้งหมดต่อ
“ระหว่างเดิน พวกบ่าวรับใช้พวกนั้นจู่ ๆ ก็ทิ้งข้าเอาไว้กลางตลาด ตอนแรกก็ว่าจะกลับแต่ระยะห่างระหว่างไปศาลเจ้ากับเส้นทางกลับบ้านเท่า ๆ กัน ข้าก็เลยเลือกไปศาลเจ้า ตอนที่กำลังจะเดินต่อก็ถูกไคไคน้อยมาขอความช่วยเหลือ ด้วยเพราะสงสารข้าก็เลยเลี้ยงอาหารเขา แต่ดันลืมไปว่าตัวเองไม่มีเงิน ตอนคิดค่าอาหารก็ถูกพวกนั้นข่มขู่จะพาข้าไปขายหอนางโลม ท่านพ่อ ข้ากลัว” เล่าจบก็โผเข้าไปกอดบิดา
ร่างเล็กบอบบางเนื้อตัวสั่นเทา เพราะสิ่งที่นางพบเจอนั้นหนักหนาเกินไปจริง ๆ แค่จะออกไปดูดวง กลับต้องมาพบเจอเรื่องเลวร้าย หรือเป็นเพราะที่ผ่านมานางกระทำแต่เรื่องชั่วช้ามากเกินไป สวรรค์จึงลงโทษนาง
นี่อาจจะเป็นการกล่าวเตือนจากฟ้าเบื้องบนก็เป็นได้
ได้ยินว่านางถูกบ่าวรังแก เขาเองก็แทบไม่เชื่อในสิ่งที่นางเล่า ตั้งแต่ยังเยาว์นางต่างหากที่เป็นฝ่ายรังแกผู้อื่น
เห็นบิดาทำสีหน้าเช่นนั้นนางก็รู้แล้วว่าเขาไม่เชื่อที่นางเล่า ฟู่ลี่อิ๋งจึงเปลี่ยนใจไม่เอ่ยสิ่งใดต่อจนกระทั่งถึงจวนโหว
ร่างเล็กทำปั้นปึ่ง เดินลงจากรถม้าและกลับเข้าไปในเรือนตัวเอง โดยไม่รอฟังว่าบิดาจะพูดอะไร ครั้นเจอหน้าน้องสาวต่างมารดาที่มารอรับ นางก็ทำแค่เพียงปรายตามองและเดินผ่านนางไปทำเหมือนกับฟู่เหยาเหยาไม่มีตัวตน
ผู้เป็นพี่ชายเดินออกมารับหน้าเอาใจ พร้อมกับผลไม้เคลือบน้ำตาลของโปรดที่นางชอบ แต่ก็ถูกนางเมินเช่นเดียวกันกับผู้อื่น
“อิ๋งเอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไป”
“.....” คุณหนูใหญ่ได้ยินสิ่งที่พี่ชายพูด แต่นางก็ไม่สน เดินดุ่ม ๆ กลับเรือนของตัวเองทันที
เมื่อมาถึงก็พบว่าห้องของตัวเองถูกรื้อค้น สิ่งของมีค่าของนางถูกคนกวาดเอาไปทั้งหมด ฟู่ลี่อิ๋งรู้ดีว่าเป็นฝีมือใคร แน่นอนว่าไม่พ้นเสี่ยวถิงกับเสี่ยวเยว่
คนตัวเล็กจุดตะเกียงด้วยตัวเอง เพราะในเวลานี้เรือนหลังใหญ่เหลือแค่นางอยู่ตามลำพังเท่านั้น กระทั่งพี่ชายตามเข้ามาเอาใจนางถึงที่จึงได้เห็นว่าสภาพของเรือนนางย่ำแย่ขนาดไหน
“อิ๋งเอ๋อเกิดอะไรขึ้น เหตุใดเจ้าต้องทำลายข้าวของพวกนี้ด้วย”
ตอนแรกก็นึกดีใจที่พี่ชายเป็นห่วง แต่สุดท้ายหัวใจดวงน้อยก็ห่อเหี่ยวขนาดเขายังเชื่อไปแล้วว่านางเป็นคนทำเรื่องนี้
“ข้าไม่ได้ทำ”
“เจ้าอย่าโกหกเลยน่า ทำลายก็บอกทำลายสิ พี่กับท่านพ่อไม่โกรธหรอก เดี๋ยวพวกข้าจะหาให้ใหม่ เอามาให้เจ้าทำลายทิ้งระบายอารมณ์ดีหรือไม่” เขาเป็นห่วงเป็นใยน้องสาว จึงหาเรื่องพูดให้นางสบายใจขึ้น
นิสัยของนาง เขาที่เป็นพี่ชายย่อมรู้ดี เรื่องทำลายข้าวของในเรือน นับเป็นกิจวัตรประจำวันของนาง เดือน ๆ หนึ่งเปลี่ยนถ้วยชาโต๊ะเก้าอี้ไปไม่รู้กี่ตัวทุกคนต่างก็รู้ดี
“ถ้าพี่ใหญ่ยังพูดเช่นนี้อีกข้าจะกัดลิ้นตายแล้วนะ” ฟู่ลี่อิ๋งแลบลิ้นออกมาโดยใช้ฟันกดลิ้นของตัวเองเอาไว้
“ได้ ๆ พี่ไม่พูดแล้ว” ฟู่หมิงจือรีบเอาขนมผลไม้เคลือบน้ำตาลออกมาเอาใจ “นี่เป็นขนมร้านดัง เจ้ากินก่อน ข้าไปต่อแถวซื้อมาให้เจ้าเชียวนะ” เขารู้ว่านางชอบขนมหวาน ๆ จึงตั้งใจต่อแถวเพื่อนางโดยเฉพาะ
กล่องใส่ผลไม้สีแดงสดถูกมือใหญ่เปิดออก กลิ่นหอมหวานของมันช่วยให้สภาพจิตใจของร่างเล็กดีขึ้นมานิดหน่อย มือเรียวตั้งใจจะหยิบขนมด้านในมากิน แต่ก็ถูกพี่ชายคว้ามือเอาไว้
“พี่ใหญ่ ข้าเจ็บ” นางร้องโอดครวญ
“ทำไมนิ้วเจ้าจึงเป็นแผลเช่นนี้”
“น่าจะเพราะตอนโดนพวกสารเลวนั่นมัดเอาไว้ ข้าพยายามแก้เชือก จึงได้เกิดรอยเช่นนี้” นางสะบัดมือพี่ชายออก ก่อนจะเอื้อมไปหยิบขนมมากิน
ฟู่หมิงจือส่ายหน้าอย่างระอา พร้อมกับหมุนตัวรีบปรี่ไปค้นหายาสมานแผลเพื่อนำมารักษาให้นาง
เมื่อฟู่โหวผู้เป็นเจ้าของจวนกลับมา พ่อบ้านฟู่ก็เร่งรีบรายงานสิ่งที่ตนเองสืบทราบมาได้ในทันที ซึ่งเรื่องราวไม่ผิดแผกไปจากที่บุตรสาวของฟู่ซิ่งพูดเอาไว้เลยสักนิด
นางถูกคนพวกนั้นรังแกจริง ๆ ส่วนองครักษ์และสาวใช้ตัวต้นเรื่องก็ขโมยสิ่งของมีค่าในห้องของนางไปและหนีหายไปแล้ว
“บังอาจนัก คนพวกนี้เลี้ยงเสียข้าวสุก ข้าก็อุตส่าห์คิดว่าพวกมันทนความร้ายกาจของนางได้ จึงได้เลี้ยงเอาไว้ในจวน แต่ไฉนเลยพวกมันจึงมาทำร้ายลูกสาวข้าเช่นนี้”
“ท่านโหวใจเย็น ๆ ก่อน ข้าน้อยยังได้ยินบางเรื่องมาอีกด้วย”
“เรื่องใด?”
“ที่คุณหนูยอมเลี้ยง คนพวกนั้นเอาไว้ในเรือนของตนเองก็เพียงเพราะไม่มีบ่าวคนไหนยอมทำงานให้กับนาง ดูเหมือนว่านางจะรับรู้ทุกอย่างว่าทรัพย์สินของมีค่าถูกขโมย แต่ก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่ปริปาก”
ได้ยินคำบอกเล่าของพ่อบ้านฟู่ ฟู่ซิ่งก็สะอึกไปเล็กน้อย นางรู้เรื่องทุกอย่างแต่ก็ยังปล่อยให้คนพวกนั้นรังแกตลอดมางั้นหรือ
“เหตุใดนางจึงปล่อยให้เรื่องเป็นเช่นนี้กันนะ”
“ข้าน้อยก็มิอาจคาดเดา อาจจะเป็นเพราะว่านางเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วกระมังขอรับ”
สิ่งที่พ่อบ้านฟู่พูดทำเอาเขารู้สึกสะท้อนใจ เติบโตเป็นผู้ใหญ่และรู้จักความ นางจะเป็นสตรีเช่นนั้นได้จริง ๆ หรือ
ฟู่เหยาเหยาเก็บข้าวของออกจากจวนอ๋องไปแล้ว เว่ยเจิ้งหยางเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่านางจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าหลายวันมานี้จะมีพายุฝนฟ้าคะนองครั้งใหญ่ เพราะหัวใจของเขาไม่ได้อยู่ที่นางมาตั้งแต่แรกที่มีให้ก็แค่เพียงความห่วงใยแบบที่ปุถุชนทั่วไปพึงกระทำ หย่ากันแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ก็เรื่องของนาง และถ้าเกิดว่าบุตรในท้องของนางเป็นบุตรของเขาจริง ๆ นางก็คงแจ้งความประสงค์ที่จะอยู่ที่นี่และให้เขารับผิดชอบมาตั้งแต่ต้นบ่าวรับใช้และนางกำนัลมีแค่เพียงเสียวเชี่ยนและสามี ที่เป็นผู้ติดตาม ได้ความว่านางไม่อยากเป็นจุดสนใจของผู้คน จึงได้เดินทางออกจากเมืองหลวงไปอย่างเรียบง่าย แต่กระนั้นเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่านางจะวางแผนอะไรไว้อีกหรือเปล่า จึงได้ส่งองครักษ์จำนวนหนึ่งตามอารักขาทางเลือกเดียวของนางในเวลานี้คือการกลับไปที่เสิ่นหนาน แต่เป็นเพราะพายุฝนที่ไม่ยอมหยุดเสียที ทำให้การเดินทางของนางค่อนข้างลำบาก เดิมทีใช้ระยะเวลาไม่เกิน 5 วัน เพราะทั้งสองเมืองอยู่ไม่ห่างจากกันเท่าไหร่ แต่ตอนนี้แม้กระทั่งวันเดี
เช้าแล้วแต่พายุฝนด้านนอกก็ยังคงโหมกระหน่ำ ท้องฟ้าด้านนอกจึงยังคงอึมครึมไร้แสงจากดวงตะวัน ความจริงเขาต้องลุกไปที่ค่ายทหารจัดการเรื่องสายลับจากแคว้นเยี่ย จากนั้นจึงจะเข้าวังไปประชุมในช่วงบ่าย แต่เพราะฝนตกหนักเกินไปและคาดว่าน่าจะตกตลอดทั้งวัน ทางวังจึงส่งคนไปแจ้งกับขุนนางทุกคนว่าประชุมบ่ายวันนี้ถูกยกเลิกลู่เหวินเองก็มาแจ้งข่าวนี้กับเจ้านายของตนเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงเลือกกลับมานอนกอดเจ้าตัวร้ายที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแทน“ท่านไม่ไปทำงานหรือ” นางงัวเงีย“วันนี้ไม่ไป ดูท่าฝนจะตกตลอดทั้งวัน” เว่ยเจิ้งหยางจุมพิตหน้าผากกลมมน มือก็ลูบลงไปสัมผัสแผ่นหลังแบบบางของนาง ร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากการถูกโบยในตอนนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ “แผลพวกนี้ เกิดจากเหตุการณ์ครั้งนั้นใช่หรือไม่” ในขณะที่มือก็ลูบไล้แผ่นหลังของนางด้วยความเสน่หานางไม่ตอบแต่พยักหน้า“ให้ข้าจัดการบิดาเจ้าอย่างไรดี” เว่ยจงหมิงพอจะรู้มาบ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง ตอนนั้นเขายังไม่ได้ใส่ใจต่อการม
เขาก้าวไม่กี่ก้าว ฟู่ลี่อิ๋งก็ถูกเอามาวางไว้ที่เตียง บุรุษตัวสูงหันซ้ายหันขวา มองหาหนังสือเล่มนั้นที่เขามอบให้นางเอาไว้“ท่านหาอะไรหรือ”“หนังสือเล่มที่ข้ามอบให้กับเจ้าเอาไว้”หญิงสาวขยับไปเข้าด้านในเตียง และหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาจากใต้หมอน เขาก็รู้อยู่ว่าหนังสือแบบนี้จะวางประเจิดประเจ้อให้ใครเห็นไม่ได้ คิดว่านางจะวางเอาไว้ที่โต๊ะอ่านหนังสือหรืออย่างไรกัน“เจ้าอ่านถึงหน้าไหนแล้วบ้าง มีติดขัดตรงไหนหรือไม่” เขาถามราวกับว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นตำราเรียนที่ต้องมานั่งทบทวน“....” ฟู่ลี่อิ๋งพูดไม่ออก นางไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรเว่ยจงหมิงขยับไปนั่งที่หัวเตียงพร้อมกับลากนางมานั่งอ่านหนังสือด้วยกันเขาเปิดไปหน้าแรก เป็นภาพที่ชายหนุ่มกำลังกอดก่ายกับสตรี ถัดไปอีกภาพเป็นช่วงที่เขาก้มตัวลงไปกระตุ้นให้ภรรยาเข้าสู่ห้วงแห่งความเสน่หา“เขากระตุ้นร่างกายของนางแบบนี้ใช่หรือไม่” เว่ยจงหมิงใช้มือลูบไล้ผิวกายนวลผ่องของภรรยา ตั้งแต่ต้นคอหยอกล้อบีบเ
ตั้งแต่คืนนั้นเว่ยจงหมิงก็งานรัดตัวจนไม่ได้กลับมาที่จวนอีกหลายวัน แต่บุรุษลามกผู้นั้นส่งหนังสือบางอย่างมาให้นางอ่านและศึกษาเอาไว้ เมื่อนางเปิดอ่านเนื้อหาด้านใน ฟู่ลี่อิ๋งก็แทบอยากจะเป็นลม ซ้ำยังเขียนจดหมายเอาไว้ว่าจะมาตรวจการบ้านจากหนังสือเล่มนี้ในภายหลังนางต้องเก็บหนังสือเล่มนั้นเอาไว้อ่านตามลำพังขนาดเสี่ยวหลงมาถามนางยังไม่กล้าปริปากพูด ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นบุรุษลามกเช่นนี้ นางอยากทุบให้หลังหักกระทั่งช่วงเย็นเขาจึงกลับมาที่บ้านด้วยสภาพมอมแมมคล้ายกับลูกสุนัขตกน้ำ“เจ้าตัวร้ายข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” ยังไม่ทันจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือละวางสิ่งของ เว่ยจงหมิงก็ถลาเข้ามากอดผู้เป็นภรรยาเอาไว้แน่น น่าแปลกที่นางไม่รู้สึกโกรธที่เขาเรียกนางว่าเจ้าตัวร้ายเช่นนี้ แต่กลับรู้สึกดีอยู่ไม่น้อยเสี่ยวหลงกับลู่เหวินรู้หน้าที่ ทั้งคู่หมุนตัวไปทำหน้าที่ของตนให้เรียบร้อยเพื่อไม่มีให้มีสิ่งขาดตกบกพร่อง“ท่านพี่ ท่านตัวเหม็นมาก” นางใช้สองแขนปกป้องตัวเองเอาไว้ พยายามอย
ตอนที่หมอหลวงออกไปจากเรือนของนาง เด็กชายตัวน้อยก็วิ่งเข้ามาแทน พร้อมกับลู่เจียงที่ยืนรออยู่ด้านนอกมิอาจเข้าไปด้านในตามเด็กชายได้“หวางเฟย” ไคไคน้อยวิ่งเข้ามาท่าทางกระหืดกระหอบฟู่เหยาเหยาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเขาในเวลานี้“อ๋องน้อย ท่านไม่ไปเรียนหนังสือหรือ” เวลานี้เขาควรจะอยู่ที่สำนักศึกษา“ข้าเห็นท่านหมอหลวง มาที่เรือนของหวางเฟย จึงรู้สึกกังวล” เด็กชายพูดโดยที่ไม่มองหน้านาง “เป็นอย่างไร ท่านไม่ได้ป่วยตรงไหนใช่หรือไม่”หญิงสาวได้ยินแล้วก็อมยิ้มออกมาที่แท้ เจ้าเด็กเล็กคนนี้ เข้ามาถึงที่นี่เพราะเป็นห่วงนาง“ข้าสบายดี” ฟู่เหยาเหยาตอบ“งั้นก็ดีแล้ว ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว”พูดจบเขาก็วิ่งหายตัวออกไปนางกำลังคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น มือเล็กกุมวนเวียนอยู่ที่หน้าท้องของตนพร้อมกับคิดถึงเส้นทางที่นางเลือก จู่ ๆ หัวสมองของนางก็คิดถึงการหย่า นางคิดว่าพระเอ
บนรถม้า เว่ยเจิ้งหยางไม่ถามอะไรนางสักคำ ฟู่เหยาเหยามีคำพูดมากมายอยากจะเอื้อนเอ่ย แต่กระนั้นก็เลือกที่จะเก็บคำพูดเอาไว้ไม่เอ่ยออกไป ตอนที่นางตกน้ำผู้ที่ห่วงใยนางมากที่สุดดูเหมือนจะยังเป็นเว่ยจงหมิง ส่วนผู้ที่เป็นสามีนางนั่นหรือส่วนสิ่งที่เขากระทำในตอนนี้ คล้าย ๆ กับเป็นการกระทำตามหน้าที่อย่างเสียไม่ได้เท่านั้นบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับนาง มองหน้านางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปนั่งเงียบ ๆ มองผ้าม่านของรถม้าที่เคลื่อนไหวไปมาตามแรงลม ท่าทางเฉยชาของบุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของนางทำให้หัวใจของฟู่เหยาเหยารู้สึกเหงาและเจ็บแปลบบาดลึกนางเห็นเว่ยจงหมิงประคองฟู่ลี่อิ๋งขึ้นรถม้า เสื้อผ้าอาภรณ์ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ได้รับการเอาใจใส่จากเขาเป็นอย่างดี นางอดคิดเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ไปมาไม่ได้ ‘ถ้าหาก’ คำว่า ‘ถ้าหาก’ อยู่เต็มหัวสมองของนางจู่ ๆ ร่างกายก็รู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาเสียงอย่างนั้น เส้นทางระหว่างจวนอ๋องกับจวนเสนาบดี ไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมากนัก แต่ความรู้สึกของฟู่เหยาเหยาเว