Masuk“เจ้าต้องการรู้อะไร”
“ท่านรู้นามจริงของข้าได้อย่างไร” ม่านนีถามออกไปอย่างขัดเคืองขึ้นมา
เฟยหมิงพลันชะงักงัน
เพื่อไม่ให้เป็นการผิดสังเกตเขาจึงเอ่ย “เจ้าจะไม่กลับเข้าวัง” เขากล่าวคำเปลี่ยนเรื่องเสียอย่างนั้นพลางเลิกคิ้วขึ้นสูง ใบหน้าคมคายคล้ายกับซ่อนรอยยิ้มเจือจาง
“ข้าจะรีบกลับเข้าวัง ลาก่อน” ม่านนีรีบกล่าวตอบกลับไปอย่างนั้นพลันก้าวเท้าเดินออกห่าง
“ช้าก่อน” เฟยหมิงรีบเอ่ยเมื่อเห็นม่านนีเดินห่างออกไป
“อันใด”
“เจ้าอยากรู้อะไร”
“ท่านเป็นใครกันแน่ ไยรู้จักนามของข้า แล้วทำไมท่านคล้ายกับช่ำชองหรือเกินกับในป่าแห่งนี้”
“เจ้าจะรู้ไปทำไม”
“แค่ตอบมา”
“แล้วเจ้าเล่า”
“ข้า” ม่านนีเริ่มงงพลางยกนิ้วเรียวขึ้นชี้วงหน้าของตนเอง
“ข้าทำไม” นางถามออกไป
“เจ้ามาทำอะไรในป่านี่” เขาถามอย่างนั้น
“...”
ม่านนีถึงกับชะงักไป
เฟยหมิงเริ่มยกยิ้มตรงมุมปาก พาใบหน้าคมคายถึงกับหล่อเหลามากมายเพิ่มขึ้นมา
“เจ้ามีอะไรที่ทางการควรจะรู้หรือไม่” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยหยั่งเชิงพลางหรี่ตามองใบหน้างามอย่างลองภูมิ
“หือ” ม่านนีส่งเสียงในลำคอก่อนเอ่ย “ไม่มีนะ”
“เช่นนั้น” เฟยหมิงเอ่ยเสียงกดต่ำพลางสืบเท้าเข้าใกล้ม่านนีเมื่อเขาเริ่มต้อนนางได้จนมุม
“เจ้ามีอะไรจะบอกกล่าวแก่ข้าหรือไม่”
หญิงสาวถึงกับกลอกตาไปมา ใบหน้าดุดันพลันใสซื่อ เริ่มแพ้ทางอย่างไม่รู้ตัว
“แล้วเจ้ามีอะไรจะถามกับราชองครักษ์อย่างข้าอีกหรือไม่” เขาถามเมื่อเดินเข้ามาประชิดตัวนาง
ม่านนีถึงกับเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงในระยะประชิด
ยามนี้เขาช่างดูตัวโตสูงใหญ่ยิ่งนัก เขายืนห่างนางเล็กน้อยจนได้กลิ่นกายแปลกใหม่ไม่คุ้นชิน
“เอ่อ...” นางส่งเสียงได้แค่นั้น
“ว่าอย่างไร” เขาก้มหน้าลงมองนางพลางยกยิ้มบางเบาซ่อนความเจ้าเล่ห์
“ท่านมาทำอะไรที่นี่” นางถามเสียงอ่อน
“แล้วเจ้าเล่า”
“ข้าแค่เดินผ่านมา” นางตอบอย่างเร็ว
“อ้อ...” เขาลากเสียงยาว
“...”
ม่านนีถึงกับขนลุกขนชันแปลกๆ
ทั้งคู่พลันเงียบกริบแต่ยังคงยืนในระยะประชิดใกล้ชิดกันอยู่อย่างนั้น
เฟยหมิงก้มมองใบหน้าสวยหวานของสตรีนางนี้ที่เขาเคยแอบมองอยู่ไกลๆ อย่างห่วงๆ มาตลอดระยะเวลาหลายปี
ท่ามกลางความเงียบงันม่านนีรู้สึกได้ถึงสายลมบางเบาพัดลอยมาปะทะเรือนกายแต่มันเพียงปะทะได้แค่เฉพาะแผ่นหลังของนางหาได้ปะทะด้านหน้าของนางได้ไม่ เนื่องจากว่ากำลังมีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่มายืนบังเอาไว้จนมิด
ไยยืนใกล้ยิ่งนัก! นางถามอยู่ในใจนึกระแวงขึ้นมา
ชั่วครู่เสียงทุ่มต่ำพลันเอ่ย
“เจ้าฝีมือยังห่างชั้น ม่านนี” เขาเอ่ยอย่างนั้นด้วยน้ำเสียงทุ่มนุ่มมากกว่าเดิมถึงแม้ว่าดวงตาเรียวคมของเขายังคงดุดันเป็นเชิงตักเตือนคล้ายห้ามปรามคล้ายเก็บข่มบางอย่างผสมปนเป
หญิงสาวถึงกับจ้องมองใบหน้าของเขานิ่งงัน นางเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นแต่ยังคงไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใด
“ในวังหลวงไม่เหมาะให้เจ้าเข้าไปเดินเล่น” เขายังคงเอ่ยคำเนิบนาบเรียบเรื่อยพลางก้มหน้ามองนางด้วยสายตาคมดุซ่อนแววนุ่มลึกบางอย่างเอาไว้เป็นอย่างดี
“ท่านเป็นใครกันแน่ ไยต้องเตือนข้า” ม่านนียิ่งสงสัย ดวงตาเรียวสวยมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจเปิดเผย
เขาไม่ธรรมดา นางรู้สึกได้ และอาจจะรู้อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับนางอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
“เจ้าอย่ารู้เลย” เขาตอบเสียงกดต่ำอย่างเก็บข่มอารมณ์หลากหลายพลางถอยหลังออกห่างแล้วเบี่ยงตัวเดินนำหน้าไป
“ข้าไม่อยากรู้แล้วก็ได้” หญิงสาวกล่าวตัดรอนด้วยน้ำเสียงกดต่ำไม่แตกต่าง
ทั้งน้ำเสียงทั้งประโยคต่อคำทำเฟยหมิงถึงกับชะงักไป
ม่านนียืนจ้องมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของเขานิ่งงัน
“ถึงแม้ว่าท่านอาจจะรู้เรื่องของข้า” ม่านนีเอ่ยออกมาตามการคาดเดาของตัวเอง ถึงแม้ว่านางจะดูโง่งมเพราะขาดประสบการณ์จากโลกภายนอก แต่นางมิใช่คนโง่
“ท่านเป็นใคร ข้าหาได้ใส่ใจ แต่อย่ามายุ่งกับเรื่องของข้า” นางกล่าวออกไปอย่างที่ใจคิดตรงไปตรงมาตรงประเด็นเพื่อดักคอเขาเอาไว้
ความคุกรุ่นในอารมณ์ของม่านนีเผยออกมาอย่างฉายชัดเกินเก็บข่มใดๆ นางไม่จำเป็นต้องใส่ใจใคร นางตัวคนเดียว อยู่คนเดียวมาแต่ไหนแต่ไร ใครก็ไม่สำคัญกับนางทั้งนั้น
นี่คือนิสัยของนาง เฟยหมิงรู้อยู่แก่ใจ หากแต่เขาจะบอกนางได้อย่างไร ว่าเขาเป็นใคร
เฟยหมิงยังคงยืนหันหลังให้ม่านนีด้วยอาการเงียบงัน
ม่านนีจ้องมองแผ่นหลังของเฟยหมิงด้วยอาการเงียบงันไม่ต่างกัน
อีกครั้งที่ทั้งสองปล่อยให้สายลมพัดผ่านเรือนกาย แต่ทว่าครานี้สายลมกลับเพิ่มความหนาวเย็น
เฟยหมิงยืนตัวตรงไม่ไหวติงใดๆ อยู่เบื้องหน้าของม่านนี ความรู้สึกของเขาในยามนี้คล้ายกับกำลังถูกเข็มแหลมคมต้องไฟจนร้อนจี้ด้วยปลายของมันจนเสียดแทงเข้าเนื้อ
ในขณะที่ม่านนีก็ยังคงจ้องมองแผ่นหลังของเฟยหมิง อย่างนึกขัดเคือง
เขาอาจจะเป็นอันตรายต่อนาง
นางรับรู้ได้
เพียงอึดใจหญิงสาวจึงตัดสินใจก้าวเท้าเพื่อหมายจะเดินทางต่อ
นางจะต้องอยู่ให้ห่างเขาเสียแล้ว เขาไม่น่าไว้ใจ
นางจะต้องห่างเขาเอาไว้ ต้องห่างให้ไกล
ม่านนีคิดอย่างนั้นพลางเดินผ่านชายหนุ่มไปอย่างดุดัน และต้องการหนีห่างอย่างนึกรังเกียจอีกด้วย
นางแสดงออกชัดเจนทั้งท่าทางทั้งใบหน้าว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ อย่ามายุ่ง
แต่ทันใดนั้น เรียวแขนของนางพลันถูกฉุดดึง
ม่านนีถึงกับเสียหลักเอนกายหมุนเคว้งตามแรงฉุดดึงนั้นจนร่างของนางชนเข้ากับแผงอกหนาแน่น
แผงอกของบุรุษ
แผงอกของเฟยหมิง
แต่ยังไม่ทันที่ม่านนีจะระลึกสิ่งอื่นใดได้มากมายกว่านั้น ริมฝีปากของนางพลันรู้สึกอุ่นซ่าน ความรู้สึกแปลกประหลาดพลันเข้าแทรกซึม
และม่านนีก็ได้เห็น
ใบหน้าคมคายของบุรุษหน้าตายนามว่าเฟยหมิง
นางเห็นใบหน้าของเขาในระยะที่ใกล้กันมาก
ลมหายใจกรุ่นร้อนเป่ารดใบหน้านวลเนียนชั่วอึดใจ ตามด้วยดวงตาเรียวคมกำลังทอประกายดุดันเข้ามาใกล้
และแนบชิดเข้ามา
ชิดจนขนตาของนางชนกับขนตาของเขา
ปลายจมูกก็เช่นเดียวกัน
ปลายจมูกของนางกำลังชนกับใบหน้าของเขาและปลายจมูกของเขาก็กำลังชนอยู่กับพวงแก้มของนาง
ความนุ่มนิ่มแปลกใหม่
ความรู้สึกอุ่นชื้นที่ริมฝีปากนั่นอีก
ริมฝีปากของเขากับริมฝีปากของนาง
อะไรกัน!
ม่านนีมองตามเรียวนิ้วของคนตรงหน้าพลางยืดใบหน้างามเข้าหาแล้วเอียงซ้ายเอียงขวาทั้งๆ ที่ริมฝีปากยังไม่แนบชิดทิศใดก่อนดี? นางคำนวณในใจ ปกติเป็นเขาที่เริ่มก่อนอยู่ทุกทีกิริยาอย่างนี้ของม่านนีทำเอาเฟยหมิงลุ้นจนตัวเกร็งนี่นางกำลังแกล้งเขาใช่หรือไม่?“ข้าจะอ่อนโยน” จู่ๆ ม่านนีก็เอ่ยขึ้น“...” ทำเฟยหมิงนิ่งอึ้งไป“ข้าจะไม่รุนแรงกับท่านอีก” นางเอ่ยอีกยามเหม่อมองริมฝีปากของเฟยหมิงใกล้ๆ“อะไรของเจ้า” เฟยหมิงที่ตัวเกร็งแล้วตัวเกร็งอีกถามแบบกลั้นยิ้ม“ข้าเป็นห่วงมังกรของท่านยิ่งนัก” นางยังคงตรงไปตรงมาไม่เปลี่ยนแปลง“...”ทำเอาคนฟังถึงกับยิ่งอึ้งไป“ข้าทำร้ายส่วนนั้นของท่านหลายครั้งหลายครา ยังแข็งแรงดีอยู่ใช่หรือไม่”“...”“ข้าจะปรับปรุงตัว ข้าจะไม่ทำร้ายท่านอีก” หญิงสาวเน้นย้ำคำ คืนนี้นางจะไม่ทำร้ายเขา ทั้งยังจะเป็นฝ่ายทำให้เขาด้วยความทะนุถนอมตามคำสอนของลี่ซูทุกประการ“ม่านนี...” เฟยหมิงเรียกขานนางเสียงต่ำ มิรู้ได้ว่าลี่ซูสอนอันใดนาง“หืม...”“หากเจ้าเป็นห่วง ข้าจักพิสูจน์”“พิสูจน์?”“เจ้าเพียงนอนเฉยๆ แล้วแยกขาออก”“...!?”วงหน้างดงามแดงซ่านท่วมท้นไปด้วยเม็ดเหงื่อพร่างพราวจากกิจกรรมยามดึกม่านน
เฟยหมิงที่ยามนี้ร้อนรุ่มยิ่งกว่ากำลังเปิดผ้าที่ปกปิดใบหน้างามของเจ้าสาวให้หลุดออกไป เมื่อใบหน้าหวานล้ำเปิดเผยแก่สายตา เขาถึงได้รับรู้ว่ามิใช่เขาแค่คนเดียวที่กำลังรุ่มร้อนคล้ายลูกไฟ มิรู้ได้ว่าใบหน้าของนางกับอาภรณ์สีมงคลอย่างไหนแดงกว่ากันชายหนุ่มถึงกับอมยิ้มนึกขัน หญิงสาวตรงหน้าถึงกับส่งค้อนวงใหญ่เฟยหมิงไม่รอช้าเขารีบรินเหล้ามงคลใส่จอกสองใบแล้วเอื้อมมือของเขาไปจับมือของนางขึ้นมา ส่งจอกเหล้าให้ จับแขนนางคล้อง แล้วยกเหล้าขึ้นดื่มอย่างไม่มีรีรอม่านนีที่ดื่มเหล้าลงคอได้แต่หรี่ตามองใครบางคนที่รวดเร็วเสียจริง ให้นางได้ประมวลภาพที่ลี่ซูสอนทั้งหมดก่อนมิได้หรือไร นางกำลังตั้งใจอย่างยิ่งยวดหญิงสาวคิดการอย่างนั้นจึงหยุดริมฝีปากของคนตรงหน้าที่ยื่นมาอย่างหมายมาดด้วยเรียวนิ้วของนาง นางดันริมฝีปากของเขาออกก่อนที่จะชนเข้ากับริมฝีปากของนาง“...”เฟยหมิงถึงกับชะงักงัน แต่ก็ยังดีกว่าเข่าน้อยๆ นั่น เขาเห็นนางเบี่ยงเข่าหลบเอาไว้เป็นอย่างดีคืนนี้เขาคงไม่ถูกนางกระแทกอย่างแน่นอน เพราะว่าเขาจะเป็นฝ่ายกระแทกนางเอง เฟยหมิงคิดในใจอย่างชั่วร้าย “อาบน้ำก่อน” เสียงหวานๆ ของสตรีตรงหน้าเอ่ยเบาๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง
ตามด้วยริมฝีปากอุ่นชื้นหลังจบประโยคนาบลงที่ต้นคอ เขาเอื้อมมืออีกข้างปัดปอยผมออกจากแผ่นหลังของนางแล้วนาบริมฝีปากลงมาอีกหลายที“อ๊ะ!” ม่านนีได้แต่ขนลุกชูชัน เขาช่างว่องไวเสียจริง เข้ามาเมื่อไหร่กัน “เฟยหมิง!”“ข้ารอเจ้าอยู่ที่ศาลาเป็นนาน ไยยังไม่ยอมออกไป” เขากล่าวคำขณะริมฝีปากยังคงซุกซน ยามนี้ไต่อยู่ตรงช่วงไล่ลาดเล็กของนางแล้วกลับขึ้นมาที่ลำคอก่อนจะขบเม้มเบาๆ ที่ใบหู“อ๊ะ!” ม่านนีร้องอีกทีพร้อมห่อไหล่ ยามนี้ทั้งฝ่ามือทั้งริมฝีปากทั้งลมหายใจของเขาเริ่มร้อนอีกแล้ว อากาศออกจะหนาวเย็นใช่หรือไม่!?“ปล่อยข้าก่อน ข้ากำลังผลัดผ้า”“ไยผลัดนานนัก” ริมฝีปากสีแดงสดบ่นอุบอิบแต่ยังไม่หยุดไต่ไปมาตามซอกคอและข้างแก้มของนางม่านนีรีบกลับตัวในอ้อมแขนของเขาจนหันหน้าชนเข้ากับแผงอกของเขาเพื่อหมายจะยันเขาให้ออกห่าง แต่ยามนี้นางถอดอาภรณ์หนาหนักสีนวลลายดอกเหมยกุ้ยสีแดงออกไปแล้วแต่ยังมิทันได้ใส่อาภรณ์อื่นใดจึงยังคงอยู่ในร่างเกือบเปลือยมีเพียงเอี๊ยมตัวบางปกปิดหน้าอกอวบนูนชูชันเฟยหมิงถึงกับก้มมองอะไรๆ ของนางตรงหน้านี่เขาได้ฤกษ์แต่งเร็วสุดเมื่อไหร่นะ อีกหนึ่งเดือนใช่หรือไม่มันนานเกินไปแล้ว...ม่านนีที่กำลังดันแผ
เฟยหมิงเพียงซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอาไว้ แน่นอนว่าแม่เลี้ยงของเขาคนนี้เป็นต้นเหตุหลักในการตายของสนมคนโปรดหลายๆ นาง ซึ่งไม่ต่างจากพี่สาวของเขาที่ชอบกระทำ การที่เขาไม่คิดจะแก้แค้นมิใช่ว่าเขาอกตัญญู เพียงแต่มารดาของเขาเลือกที่จะกระทำกับฮองเฮาก่อน เรื่องมันก็เลยจบแบบนั้น และหากเขาคิดไม่ผิด ฮองเฮาต้องทำทุกอย่างให้โอรสของเขาได้เป็นองค์รัชทายาทต่อไปโดยไร้คู่แข่งคนใด เขาย่อมเปิดทางให้ไม่คิดเข้าแข่ง“อา...เจ้าไม่เห็นต้องลำบากแต่งงานกับสตรีนางใดให้ยุ่งยาก...หมิงเอ๋อร์” ประโยคนี้ฮองเฮาเป็นผู้เอ่ยอย่างนุ่มนวลอ่อนหวาน “สนมของบิดาเจ้าหลายๆ นาง หรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์ที่แต่งเข้ามายังตระกูลหวงก็ไม่แตกต่าง พวกนางหลายคนก็สิ้นครอบครัวอันยิ่งใหญ่ไปก่อนจะเข้ามาอาศัยสกุลของพวกเรา จริงหรือไม่เพคะฝ่าบาท”ไร้ซึ่งคำตอบ ฮ่องเต้เพียงยกยิ้มบางเบาส่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอ เขาย่อมรู้ทันบุคคลทั้งสองเป็นอย่างดี ทั้งลูกทั้งเมีย “เอาล่ะ เอาล่ะ หากเราคัดค้านเราคงกลายเป็นคนผิดคำพูดกับโอรสจอมดื้อดึง ดีไม่ดี หมิงเอ๋อร์คงทำวังของเราปั่นป่วน”“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพะย่ะค่ะ” เฟยหมิงรีบประสานฝ่ามือขอบคุณเป็นการใหญ่ ก่อนเอ่ยข้อเสนอเหน
“เจ้าไปท่องเที่ยวเสียนานเกรงว่าขั้วอำนาจคงสั่นคลอน มิสู้แต่งงานกับสตรีตระกูลใหญ่สักคนสองคน และกับสตรีไร้นามเพียงส่งให้ข้าดูแล...” องค์รัชทายาทเอ่ยคำตรงไปตรงมาตรงประเด็นกับเฟยหมิงผู้เป็นน้องชายทั้งยังคงจ้องมองม่านนีแบบไม่วางตา เขาจริงใจเปิดเผยมิเคยต้องเก็บข่มอารมณ์หรือเก็บอาการใดๆ ด้วยอำนาจของเขาตำแหน่งของเขาย่อมกระทำได้ เฟยหมิงจึงเบี่ยงกายเพียงนิดเพื่อบังม่านนีเอาไว้แล้วเอ่ยตอบคำด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “หากข้าแต่งสตรีตระกูลใหญ่เสริมอำนาจขึ้นมาเกรงว่าตำแหน่งรัชทายาทของเสด็จพี่คงสั่นคลอน”และอีกครั้งที่เพียงประโยคเดียวของเฟยหมิงทำเอาผู้ฟังถึงกับเงียบนิ่งจ้องมองเฟยหมิงแข็งค้างเหล่าองค์ชายพี่น้องของเฟยหมิงรู้ดี ถึงแม้ว่าเฟยหมิงจะเป็นองค์ชายถึงลำดับที่เก้า แต่ด้วยอายุยี่สิบหกปีของเขานั้น เขาย่อมสามารถได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติได้ไม่ยาก อีกทั้งความสามารถหลายด้านก็ไม่ยิ่งหย่อน หากแต่เขาเลือกที่จะท่องเที่ยวและทำตัวคล้ายองค์ชายเจ้าสำราญก็เท่านั้น ซึ่งหากเขาไม่ทำตัวอย่างนั้นเขาย่อมนับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีของราชวงศ์หวงแห่งนี้ครานี้เป็นองค์รัชทายาทบ้างที่กระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ย “เสด็จพ่อทรงทรา
หลังจากดูแลสั่งการให้บ่าวไพร่จัดที่ทางให้หนึ่งชายชราและหนึ่งสตรีวัยงามเป็นที่เรียบร้อยดีแล้วเฟยหมิงจึงพาม่านนีไปยังอีกตำหนักแห่งหนึ่งกับเขาและเรียกบ่าวไพร่ที่เป็นสตรีมาดูแลม่านนีให้อาบน้ำและแต่งอาภรณ์สมฐานะว่าที่ชายาแห่งเขา เพื่อหมายจะพานางเดินทางเข้าพระราชวังไปพบเสด็จพ่อเพื่อขอสมรสพระราชทานในทันทีม่านนีได้แต่ทำตัวเป็นหุ่นไม้ให้เหล่านางกำนัลทั้งหลายเปลือยกายให้พวกนางกำนัลอาบน้ำขัดตัวทั้งยังจับพลิกซ้ายพลิกขวาพลิกด้านหน้าพลิกด้านหลังจนกลายร่างเป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งในอาภรณ์สีเหลืองนวลอ่อนหวานสลักเสลาไปทั้งตัวตัดกันด้วยลายดอกเหมยกุ้ยสีแดงตรงชายกระโปรงและสาบเสื้อตรงขอบตะเข็บกว้างครึ่งฉื่อ แต่งแต้มใบหน้าสีชาดอย่างพอเหมาะไม่มากเกินไปและไม่น้อยจนเกินไป แต่เพียงเท่านี้ก็ทำเอาใครบางคนที่ยืนรออยู่ด้านหน้าตำหนักในอาภรณ์สีฟ้าเข้มถึงกับตกตะลึงยืนมองตาค้าง“ท่านชอบให้ข้าแต่งแบบนี้หรือ” เสียงหวานใสของสตรีตรงหน้าทำเอาเฟยหมิงพลันได้สติจากการจ้องมองนางนิ่งงันเมื่อครู่ “หากข้ากลับไปแต่งกายด้วยอาภรณ์สีหม่นอีกเกรงว่าท่านคงไม่พึงใจเสียแล้ว” นางกล่าวเสียงเย้ากลั้วยิ้มงดงามเฟยหมิงถึงกับหลุดหัวเราะในลำคอ
กับจดหมายเหล่านั้นเขาก็เพียงรับรู้เมื่อครู่ที่ผ่านมา ทั้งยังได้แอบอ่านมันก่อนหน้าที่มันจะถูกเผาเห็นได้ชัดว่าเจ้าหลวนเล่อนั่นใคร่ได้ตัวของม่านนีไปกกกอดครอบครองมากมายปานใดถึงแม้ว่าม่านนีจะมิได้ตอบจดหมายกลับไปแต่มันก็ยังคงเพียรพยายามนัดหมายหวังเจอะเจอกับม่านนีในที่ลับตาหากม่านนีหลงกลไปตามที่ได้นัดห
นี่นางเอ่ยอันใดผิดไปอีก เขาถึงได้บอกชอบนาง?“เช่นนั้นเราไปร้านใดดี” หลวนเล่อยังคงชี้ชวนอย่างอารมณ์ดีพลางเอื้อมฝ่ามือของเขามาจับฝ่ามือของม่านนีเสียอย่างนั้นหญิงสาวถึงกับสะบัดมือออกคล้ายกับโดนลูกไฟก่อนจะเงยหน้าขึ้นถลึงตาจ้องมองเขาอย่างเอาเรื่องหลวนเล่อเห็นอย่างนั้นยิ่งหัวเราะเสียงดัง เมื่อมองเห็นสต
คำบอกรักพวกนี้ สำเนียงเหล่านี้ ประโยคเหล่านี้ ทั้งยังลายมือเส้นสายรายร่างตัวอักษรทุกตัวอีกเล่า นางเองก็เคยได้รับมาแล้วจากหลวนเล่อของนาง “ออกไป” สตรีสูงศักดิ์หนึ่งเดียวในตำหนักอิงกงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ออกไปให้หมด ไป!”ท้ายประโยคนั้นทำเอานางกำนัลทั้งสองถึงกับตัวสั่นเทารีบคลานเข่ากันอย่าง
ภายในห้องพักห้องหนึ่งของโรงเตี๊ยมแห่งเดิมเฟยหมิงกำลังนั่งอยู่ที่ตั่งตรงโต๊ะกลางห้องฝั่งตรงกันข้ามกับม่านนีด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์ทรงพลังสายตาคมเข้มวาวโรจน์จ้องมองม่านนีอย่างคาดโทษใบหน้าหล่อเหลาขึงเครียดบึ้งตึงม่านนีเพียงนั่งอยู่ที่ตั่งตรงกันข้ามกับเฟยหมิงด้วยใบหน้าสวยหวานแต่งแต้มเอาไว้อย่างงดงามแผ่







