Masuk“เจ้าต้องการรู้อะไร”
“ท่านรู้นามจริงของข้าได้อย่างไร” ม่านนีถามออกไปอย่างขัดเคืองขึ้นมา
เฟยหมิงพลันชะงักงัน
เพื่อไม่ให้เป็นการผิดสังเกตเขาจึงเอ่ย “เจ้าจะไม่กลับเข้าวัง” เขากล่าวคำเปลี่ยนเรื่องเสียอย่างนั้นพลางเลิกคิ้วขึ้นสูง ใบหน้าคมคายคล้ายกับซ่อนรอยยิ้มเจือจาง
“ข้าจะรีบกลับเข้าวัง ลาก่อน” ม่านนีรีบกล่าวตอบกลับไปอย่างนั้นพลันก้าวเท้าเดินออกห่าง
“ช้าก่อน” เฟยหมิงรีบเอ่ยเมื่อเห็นม่านนีเดินห่างออกไป
“อันใด”
“เจ้าอยากรู้อะไร”
“ท่านเป็นใครกันแน่ ไยรู้จักนามของข้า แล้วทำไมท่านคล้ายกับช่ำชองหรือเกินกับในป่าแห่งนี้”
“เจ้าจะรู้ไปทำไม”
“แค่ตอบมา”
“แล้วเจ้าเล่า”
“ข้า” ม่านนีเริ่มงงพลางยกนิ้วเรียวขึ้นชี้วงหน้าของตนเอง
“ข้าทำไม” นางถามออกไป
“เจ้ามาทำอะไรในป่านี่” เขาถามอย่างนั้น
“...”
ม่านนีถึงกับชะงักไป
เฟยหมิงเริ่มยกยิ้มตรงมุมปาก พาใบหน้าคมคายถึงกับหล่อเหลามากมายเพิ่มขึ้นมา
“เจ้ามีอะไรที่ทางการควรจะรู้หรือไม่” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยหยั่งเชิงพลางหรี่ตามองใบหน้างามอย่างลองภูมิ
“หือ” ม่านนีส่งเสียงในลำคอก่อนเอ่ย “ไม่มีนะ”
“เช่นนั้น” เฟยหมิงเอ่ยเสียงกดต่ำพลางสืบเท้าเข้าใกล้ม่านนีเมื่อเขาเริ่มต้อนนางได้จนมุม
“เจ้ามีอะไรจะบอกกล่าวแก่ข้าหรือไม่”
หญิงสาวถึงกับกลอกตาไปมา ใบหน้าดุดันพลันใสซื่อ เริ่มแพ้ทางอย่างไม่รู้ตัว
“แล้วเจ้ามีอะไรจะถามกับราชองครักษ์อย่างข้าอีกหรือไม่” เขาถามเมื่อเดินเข้ามาประชิดตัวนาง
ม่านนีถึงกับเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงในระยะประชิด
ยามนี้เขาช่างดูตัวโตสูงใหญ่ยิ่งนัก เขายืนห่างนางเล็กน้อยจนได้กลิ่นกายแปลกใหม่ไม่คุ้นชิน
“เอ่อ...” นางส่งเสียงได้แค่นั้น
“ว่าอย่างไร” เขาก้มหน้าลงมองนางพลางยกยิ้มบางเบาซ่อนความเจ้าเล่ห์
“ท่านมาทำอะไรที่นี่” นางถามเสียงอ่อน
“แล้วเจ้าเล่า”
“ข้าแค่เดินผ่านมา” นางตอบอย่างเร็ว
“อ้อ...” เขาลากเสียงยาว
“...”
ม่านนีถึงกับขนลุกขนชันแปลกๆ
ทั้งคู่พลันเงียบกริบแต่ยังคงยืนในระยะประชิดใกล้ชิดกันอยู่อย่างนั้น
เฟยหมิงก้มมองใบหน้าสวยหวานของสตรีนางนี้ที่เขาเคยแอบมองอยู่ไกลๆ อย่างห่วงๆ มาตลอดระยะเวลาหลายปี
ท่ามกลางความเงียบงันม่านนีรู้สึกได้ถึงสายลมบางเบาพัดลอยมาปะทะเรือนกายแต่มันเพียงปะทะได้แค่เฉพาะแผ่นหลังของนางหาได้ปะทะด้านหน้าของนางได้ไม่ เนื่องจากว่ากำลังมีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่มายืนบังเอาไว้จนมิด
ไยยืนใกล้ยิ่งนัก! นางถามอยู่ในใจนึกระแวงขึ้นมา
ชั่วครู่เสียงทุ่มต่ำพลันเอ่ย
“เจ้าฝีมือยังห่างชั้น ม่านนี” เขาเอ่ยอย่างนั้นด้วยน้ำเสียงทุ่มนุ่มมากกว่าเดิมถึงแม้ว่าดวงตาเรียวคมของเขายังคงดุดันเป็นเชิงตักเตือนคล้ายห้ามปรามคล้ายเก็บข่มบางอย่างผสมปนเป
หญิงสาวถึงกับจ้องมองใบหน้าของเขานิ่งงัน นางเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นแต่ยังคงไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใด
“ในวังหลวงไม่เหมาะให้เจ้าเข้าไปเดินเล่น” เขายังคงเอ่ยคำเนิบนาบเรียบเรื่อยพลางก้มหน้ามองนางด้วยสายตาคมดุซ่อนแววนุ่มลึกบางอย่างเอาไว้เป็นอย่างดี
“ท่านเป็นใครกันแน่ ไยต้องเตือนข้า” ม่านนียิ่งสงสัย ดวงตาเรียวสวยมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจเปิดเผย
เขาไม่ธรรมดา นางรู้สึกได้ และอาจจะรู้อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับนางอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
“เจ้าอย่ารู้เลย” เขาตอบเสียงกดต่ำอย่างเก็บข่มอารมณ์หลากหลายพลางถอยหลังออกห่างแล้วเบี่ยงตัวเดินนำหน้าไป
“ข้าไม่อยากรู้แล้วก็ได้” หญิงสาวกล่าวตัดรอนด้วยน้ำเสียงกดต่ำไม่แตกต่าง
ทั้งน้ำเสียงทั้งประโยคต่อคำทำเฟยหมิงถึงกับชะงักไป
ม่านนียืนจ้องมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของเขานิ่งงัน
“ถึงแม้ว่าท่านอาจจะรู้เรื่องของข้า” ม่านนีเอ่ยออกมาตามการคาดเดาของตัวเอง ถึงแม้ว่านางจะดูโง่งมเพราะขาดประสบการณ์จากโลกภายนอก แต่นางมิใช่คนโง่
“ท่านเป็นใคร ข้าหาได้ใส่ใจ แต่อย่ามายุ่งกับเรื่องของข้า” นางกล่าวออกไปอย่างที่ใจคิดตรงไปตรงมาตรงประเด็นเพื่อดักคอเขาเอาไว้
ความคุกรุ่นในอารมณ์ของม่านนีเผยออกมาอย่างฉายชัดเกินเก็บข่มใดๆ นางไม่จำเป็นต้องใส่ใจใคร นางตัวคนเดียว อยู่คนเดียวมาแต่ไหนแต่ไร ใครก็ไม่สำคัญกับนางทั้งนั้น
นี่คือนิสัยของนาง เฟยหมิงรู้อยู่แก่ใจ หากแต่เขาจะบอกนางได้อย่างไร ว่าเขาเป็นใคร
เฟยหมิงยังคงยืนหันหลังให้ม่านนีด้วยอาการเงียบงัน
ม่านนีจ้องมองแผ่นหลังของเฟยหมิงด้วยอาการเงียบงันไม่ต่างกัน
อีกครั้งที่ทั้งสองปล่อยให้สายลมพัดผ่านเรือนกาย แต่ทว่าครานี้สายลมกลับเพิ่มความหนาวเย็น
เฟยหมิงยืนตัวตรงไม่ไหวติงใดๆ อยู่เบื้องหน้าของม่านนี ความรู้สึกของเขาในยามนี้คล้ายกับกำลังถูกเข็มแหลมคมต้องไฟจนร้อนจี้ด้วยปลายของมันจนเสียดแทงเข้าเนื้อ
ในขณะที่ม่านนีก็ยังคงจ้องมองแผ่นหลังของเฟยหมิง อย่างนึกขัดเคือง
เขาอาจจะเป็นอันตรายต่อนาง
นางรับรู้ได้
เพียงอึดใจหญิงสาวจึงตัดสินใจก้าวเท้าเพื่อหมายจะเดินทางต่อ
นางจะต้องอยู่ให้ห่างเขาเสียแล้ว เขาไม่น่าไว้ใจ
นางจะต้องห่างเขาเอาไว้ ต้องห่างให้ไกล
ม่านนีคิดอย่างนั้นพลางเดินผ่านชายหนุ่มไปอย่างดุดัน และต้องการหนีห่างอย่างนึกรังเกียจอีกด้วย
นางแสดงออกชัดเจนทั้งท่าทางทั้งใบหน้าว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ อย่ามายุ่ง
แต่ทันใดนั้น เรียวแขนของนางพลันถูกฉุดดึง
ม่านนีถึงกับเสียหลักเอนกายหมุนเคว้งตามแรงฉุดดึงนั้นจนร่างของนางชนเข้ากับแผงอกหนาแน่น
แผงอกของบุรุษ
แผงอกของเฟยหมิง
แต่ยังไม่ทันที่ม่านนีจะระลึกสิ่งอื่นใดได้มากมายกว่านั้น ริมฝีปากของนางพลันรู้สึกอุ่นซ่าน ความรู้สึกแปลกประหลาดพลันเข้าแทรกซึม
และม่านนีก็ได้เห็น
ใบหน้าคมคายของบุรุษหน้าตายนามว่าเฟยหมิง
นางเห็นใบหน้าของเขาในระยะที่ใกล้กันมาก
ลมหายใจกรุ่นร้อนเป่ารดใบหน้านวลเนียนชั่วอึดใจ ตามด้วยดวงตาเรียวคมกำลังทอประกายดุดันเข้ามาใกล้
และแนบชิดเข้ามา
ชิดจนขนตาของนางชนกับขนตาของเขา
ปลายจมูกก็เช่นเดียวกัน
ปลายจมูกของนางกำลังชนกับใบหน้าของเขาและปลายจมูกของเขาก็กำลังชนอยู่กับพวงแก้มของนาง
ความนุ่มนิ่มแปลกใหม่
ความรู้สึกอุ่นชื้นที่ริมฝีปากนั่นอีก
ริมฝีปากของเขากับริมฝีปากของนาง
อะไรกัน!
ตรงมุมมืดระหว่างทางเดินของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ที่เพียงเกิดเหตุการณ์ร้อนระอุดุเดือดเลือดพล่านไปเมื่อครู่ทำเอาเถ้าแก่เนี๊ยเจ้าของโรงเตี๊ยมนามว่าลี่ซูถึงกับหูผึ่งและรับรู้เรื่องราวทั้งหลายได้อย่างง่ายดาย สตรีน้อยนางนั้นมองอย่างไรก็ช่างไร้เดียงสา หากแต่นางมีความแค้นฝังใจยิ่งใหญ่เนิ่นนานอา...เรื่องนี้น่าสนใจเพื่อเห็นแก่สตรีด้วยกัน คนงามอย่างข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไรลี่ซูคิดได้อย่างนั้นพลางเดินตามหาม่านนีอย่างอารมณ์ดีนิสัยชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านอย่างนี้นางชมชอบยิ่งนักกับสตรีน้อยนางนั้น นางเองก็ถูกชะตาอยู่ไม่น้อย ขอยุ่งเสียหน่อยเป็นไรภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งเดิมม่านนีเดินปรี่เข้าห้องแห่งนี้มาเพื่อหมายจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์กลับคืนสภาพของนางกำนัลก่อนจะแอบกลับเข้าวังไปในขณะที่หญิงสาวกำลังเปลี่ยนผ้าอยู่หลังฉากกั้นนั้น เสียงทุ้มต่ำของเฟยหมิงพลันดังฉายชัดเข้ามาในห้วงแห่งความคิด‘เจ้ายังอ่อนหัด ม่านนี เจ้ายังอ่อนต่อโลกภายนอกยิ่งนัก’ประโยคนั้นยังคงดังก้องอย่างเด่นชัดในจิตใต้สำนึกของม่านนีหญิงสาวรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่านางช่างอ่อนหัดและอ่อนต่อโลกภายนอกแห่งนี้ยิ่งนัก หากนางจะยืนหยัดตามส
เขามักจะจูโจมโถมใบหน้าและริมฝีปากของเขาใส่นางอยู่เสมอ ไม่มีเกรงใจและนางเองก็มักจะพลั้งเผลอให้กับเขาง่ายดายแต่ทว่า...ครั้งนี้นางจะไม่ยอมอีกต่อไปนางไม่ยอมหญิงสาวคิดอย่างนั้นพร้อมยกเข่ากระแทกหน้าท้องของบุรุษหิวกระหายอย่างแรงอึก!และอีกครั้งที่เฟยหมิงต้องจุกตรงท้องน้อยจนพูดอะไรไม่ออก ตามด้วยเล็บคมๆ ขีดข่วนเหมือนดั่งเช่นเคยที่โดนกระทำมาม่านนีสร้างรอยแผลรอยข่วนให้บุรุษน่าตายที่สุดในชีวิตจนสาแก่ใจจึงยกฝ่ามือขึ้นขยี้ริมฝีปากของตนเองแรงๆ อย่างนึกรังเกียจเฟยหมิงยังคงจุกไม่หาย อาการปวดหนึบปางตายทำเอาใบหน้าหล่อเหลาเขียวครึ้ม นางทะลวงจุดยุทธศาสตร์ของเขาแบบนี้ แล้วอย่างนี้เขายังจะมีบุตรได้หรือไม่ เขาเริ่มกังวล“องค์ชาย” เสียงของชิงเซียนพลันแหวกอากาศฝ่าความมืดมิดมาแต่ไกลเสียงนั้นทำม่านนีถึงกับชะงักงัน ความโกรธเคืองพวยพุ่งเพิ่มขึ้นมาทวีคูณ “ข้าเกลียดท่าน ข้าเกลียดพี่น้องท่าน ข้าจะฆ่าให้หมด ข้าจะฆ่าทุกคน ท่านอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก ข้าเกลียดท่าน ท่านมันน่ารังเกียจ ท่านจงกลับแคว้นของท่านแล้วไปแต่งงานเสีย บุรุษน่ารังเกียจอย่างท่านเหมาะยิ่งกับสตรีน่ารังเกียจนั่น”ม่านนีกระแทกเสียงคำรามพร้อมๆ กั
เฟยหมิงเริ่มหาเส้นเสียงแล้วเอ่ยเรียกนางเพียงเบาๆ“ม่านนี...” เขาเอ่ยได้แค่นั้น“ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าท่านไม่น่าไว้ใจ”“เจ้าไม่ควรไวใจข้า”“ข้าเกลียดท่าน” ม่านนีเอ่ยประโยคบาดใจอย่างต่อเนื่อง“เจ้าควรเกลียดข้า” เสียงทุ้มต่ำยังคงเอ่ยได้แค่นั้น“แน่นอน ข้าเกลียดท่าน ข้าเกลียดทุกคน ข้าเกลียดคนที่ทำให้ชีวิตของข้าต้องเป็นอย่างนี้ ข้าเกลียด”“ไม่มีใครเลือกเกิดได้ ม่านนี” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างนั้นเพราะว่าเขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน“แต่เลือกกระทำได้ พวกเขาเลือกกระทำได้ ข้าก็เช่นกัน”“เจ้าไม่ทำได้หรือไม่” เขารู้ดีว่านางต้องการจะทำสิ่งใด“ไม่มีทาง” นางตะคอกกลับแค่นั้นเฟยหมิงถึงกับนิ่งเงียบไป“บิดาของข้า พี่สาวของท่าน รวมถึงท่าน รวมหัวกัน ทุกคนรวมหัวกัน พวกท่านรวมหัวกันกระทำการหยาบช้าตั้งแต่ข้ายังไม่เกิด พวกท่านมันไม่ใช่คน”“ม่านนี!”“ท่านหลอกลวงข้า”“ข้ามิได้หลอกลวงเจ้า”“ทั้งๆ ที่ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร และต้องการทำสิ่งใด ท่านยังเลือกที่จะเข้าหาข้า เห็นได้ชัดว่าท่านต้องการสิ่งใด หากท่านหลอกลวงข้าสำเร็จ ท่านก็คงหยามเกียรติของข้าตามด้วยทำให้ข้าตายทั้งเป็น”“สิ่งที่ข้ากระทำต่อเจ้าคือความจริง ข้าชอบเจ้า
“เจ้าทำจริงหรือ?” ชิงไฉยังคงคาดคั้น“จริงขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์ยังคงยืนยัน และภาพความวุ่นวายอย่างนั้นก็หาได้รอดพ้นสายตาของใครบางคนในน้ำได้ไม่ใครบางคนนั้นเพียงดำดิ่งลึกลงไปพร้อมรอยยิ้มที่ยกตรงมุมปากบางเบา ก่อนจะหมุนตัวดำน้ำไปอีกฝั่งหนึ่งของสระบัวเพียงครู่นางจึงค่อยๆ ขึ้นจากสระบัวอย่างเงียบเชียบไร้ระลอกคลื่นจากผืนน้ำเฟยหมิงที่ยังคงจ้องมองไปทางชิงเซียนอย่างคาดโทษรับรู้ได้ถึงสายตาเรียวสวยที่บัดนี้คมเฉี่ยวคล้ายเหยี่ยวอยู่ตรงมุมมืดอีกฝั่งหนึ่งของสระบัว เขาจึงเบนสายตาไปมองทางนั้นในทันทีและสิ่งที่เขาได้เห็นก็คือม่านนียืนมองมาทางเขาด้วยสายตาพร้อมฟาดฟันผิดกันจากชั่วยามก่อนหน้าอย่างชัดเจนสระบัวนี้มิได้กว้างขวางจนเกินไป อีกทั้งเขายังมองนางอยู่ไกลๆ มาแต่ไหนแต่ไร ไหนเลยจะไม่สามารถมองเห็นนางได้ในยามนี้สายตาของม่านนีที่เปลี่ยนไป เฟยหมิงรับรู้ได้ในทันทีทุกอย่างเปลี่ยนไปสายตาที่เหม่อมองเขาก่อนหน้านี้ไม่มีอีกแล้ว...“เจ้าคุยสิ่งใดกับนาง” เฟยหมิงถึงกับต้องหาเส้นเสียงของตนก่อนเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบมากกว่าเดิมมาทางชิงเซียน เขาถึงกับดึงดาบจากฝักตรงเอวของชิงไฉออกมาจนคมดาบสะท้อนแสงจันทร์วิบวาบพาดลงบนช่
ม่านนีหรี่ตารับฟังอย่างเงียบงันพร้อมลมหายใจของนางถึงกับสะดุดลงฉับพลันหวง เฟย หมิงเขาแซ่หวง...แซ่เดียวกับสตรีนางนั้นหวง เหม่ย เหลียน“กับฮองเฮาแคว้นเป่ยหยาง” ม่านนีเผลอคิดออกมาจนเป็นคำพูดบางเบาชิงเซียนได้ยินอย่างนั้นจึงรีบเอ่ยต่อ “กับแคว้นเป่ยหยางนี้ เขาเป็นถึงพระอนุชาของฮองเฮาเชียวนะ เขานั้นช่างสูงศักดิ์เลอค่าหาได้เหมาะสมกับเจ้าไม่”ม่านนีได้ยินพลันหยุดหายใจว่า...ว่าอย่างไรนะชิงเซียนเห็นสีหน้าตระหนกตกใจเด่นชัดจากสตรีข้างกายนางจึงหัวเราะชอบใจเสียงดังอย่างเปิดเผยฟังชัดว่าทั้งเย้ยหยันทั้งสมน้ำหน้าแลสมเพชไม่มีเกรงอกเกรงใจนางยังคงเอ่ยคำเย้ยหยันตามเสียงหัวเราะขบขันอย่างต่อเนื่อง “หึหึ เจ้าช่างโง่งม เขาไม่เคยบอกฐานะที่แท้จริงอย่างนี้ ก็แสดงว่าเจ้าก็เป็นเพียงอะไรนะ อา...ของเล่นของบุรุษใช่หรือไม่” จบคำก็หัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิมม่านนีที่คล้ายกับหยุดหายใจไปถึงกับเริ่มมีสติขึ้นมาเสียงหัวเราะของสตรีนางนี้ช่างระคายหูของนางยิ่งนักหญิงสาวคิดอย่างนั้นพลันเอื้อมฝ่ามือขึ้นบีบปลายคางของชิงเซียนในพริบตาชิงเซียนถึงกับหยุดหัวเราะในฉับพลัน ถึงแม้ว่านางจะพอมีฝีมือการต่อสู้อยู่บ้างเนื่องจากมีบิ
“น้องสาวของกระหม่อมกับองค์ชายพะย่ะค่ะ” ชิงไฉยอมรับในที่สุดด้วยสีหน้าอมทุกข์เหลือประมาณเหตุที่สมรสพระราชทานนี้ตกแก่องค์ชายของเขาก็เพราะความเอาแต่ใจของชิงเซียนที่ท่านพ่อมักจะมิเคยขัดใจ อีกทั้งท่านพ่อของเขาค่อนข้างจะสนิทกับองค์ฮ่องเต้จึงมิใช่เรื่องยากที่ฮ่องเต้กับท่านพ่อจะแอบคุยกันฉันท์มิตรสหาย “ข้ามิได้ชมชอบนาง” เฟยหมิงยังคงเอ่ยเสียงเย็นกลิ่นอายไม่พอใจเด่นชัด“กระหม่อมรู้ดี กระหม่อมจึงต้องเดินทางมาตามหาพระองค์ด้วยตัวเอง มิคาดว่าเซียนเอ๋อร์จะแอบตามมา รู้ตัวอีกทีกระหม่อมก็ไม่อาจปล่อยนางให้กลับไปเพียงลำพัง”ชิงไฉยังคงมีสีหน้ารู้สึกผิดยามเอ่ยคำเขาเป็นสหายของเฟยหมิง อีกทั้งชิงเซียนก็ชมชอบเฟยหมิง ฝ่าบาทกับท่านพ่อจึงเห็นดีเห็นงามให้เป็นองค์ชายของเขาผู้นี้ เขารับรู้เรื่องราวทุกอย่างของเฟยหมิงเป็นอย่างดี เขาเคยตามมาช่วยคุ้มครองสตรีน้อยนางหนึ่งกับเฟยหมิง เห็นได้ชัดว่าเฟยหมิงรักสตรีนางนั้นมากมายปานใด และเมื่อครู่เขาก็ได้เห็นว่าเฟยหมิงอยู่กับสตรีน้อยนางนั้น นั่นจึงทำให้เขารู้สึกผิดยิ่งขึ้นที่ไม่อาจทำอันใดได้มากไปกว่านี้ เฟยหมิงได้ฟังคำของชิงไฉอย่างนั้นเขาถึงกับต้องหลับตาลงเบาๆ อย่างใช้ความคิดด้







