LOGINภายในพระราชวังเป่ยหยางที่ใหญ่โตหรูหราวิจิตรตระการตาอลังการเหลือคณา มีตำหนักเล็กใหญ่ตั้งตระหง่านเรียงรายอยู่หลายตำหนัก แต่ละตำหนักช่างเลอค่ามากมายหาใดเปรียบ
ตำหนักสวยงามเหล่านี้ตั้งตระหง่านเป็นสง่าอยู่หลังกำแพงสูงชันที่สูงขึ้นไปจนต้องแหงนมองคอแทบหัก ทั้งยังมีความยาวมากมายจนไม่สามารถวัดได้ว่ากว้างและยาวเท่าไหร่
ม่านนีเดินผ่านกำแพงใหญ่หนาแห่งนี้เข้ามาได้หลายวันแล้วโดยที่ไม่ต้องเข้ารับการสอบคัดเลือกอันหนักหน่วง หรือการคัดกรองอย่างละเอียดถึงขั้นตรวจภายในส่วนสงวนอิสตรีอันใดให้วุ่นวาย ถึงแม้ว่านางจะยังไม่เคยต้องชายใด แต่การถูกล่วงเกินส่วนนั้นนางไม่จำเป็นต้องยอม
และเนื่องจากนางได้ใบเบิกทางจากบิดาบังเกิดเกล้าของนางจากในป่าวันงานล่าสัตว์มาแล้วเป็นอย่างดีมันจึงทำให้นางได้เข้ามาในนี้ได้อย่างง่ายดาย
ในยามนี้ ม่านนีกำลังอยู่ในอาภรณ์ของนางกำนัลชั้นล่างที่ปกปิดมิดชิดยิ่งกว่าอาภรณ์ที่นางใส่เป็นประจำยามเมื่ออยู่ในป่า ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงอาภรณ์ของบ่าวรับใช้ระดับต่ำสุดแต่ทว่ามันช่างดูดีเหลือเกินในความคิดของม่านนี
สีของมันเป็นสีขาวล้วนพาดทับกันหลายชั้นหนาแน่นจนมิดชิดตรงลำคอ นางถึงกับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมากมายเพราะว่ามันช่างผิดกับอาภรณ์ที่นางเคยสวมใส่เมื่ออยู่ในป่าใหญ่ อาภรณ์ทั้งเก่าทั้งขาดและมักจะหนาวเหน็บหาได้ปกป้องนางจากความเย็นเฉียบของอากาศแต่อย่างใดไม่
ชุดของนางกำนัลชุดนี้มีแขนเสื้อยาวและกว้างจนปิดฝ่ามือและเรียวนิ้วทุกนิ้วได้มิดชิด ชายกระโปรงพลิ้วไหวลากยาวแต่ไม่รุ่มร่าม มีกางเกงใส่เอาไว้ด้านในอย่างดี รองเท้าก็เป็นอย่างดีเดินได้ถนัดถนี่ยิ่งนัก นางชักจะชอบเสียแล้ว เป็นนางกำนัลก็ดีไม่น้อย
ม่านนีคิดอย่างนั้นพลางเดินทอดน่องมากับคณะของเหล่านางกำนัลทั้งหลายเพื่อที่จะเดินขบวนไปตระเตรียมงานต่างๆ ในพระราชวังตามปกติวิสัย
ม่านนีก้มหน้าก้มตาเดินไม่สนใจใคร เนื่องจากตามกฎแล้วนางกำนัลตัวน้อยไม่มีสิทธิ์เงยหน้าขึ้นแต่อย่างใด โดยเฉพาะเวลาที่มีบุคคลอันสูงศักดิ์อยู่เบื้องหน้าของเหล่านางกำนัล
ซึ่งนั่นล่ะที่ม่านนีต้องการ
ถึงแม้ว่าม่านนีจะก้มหน้าจนต่ำยามย่างเดินแต่สายตาเรียวสวยของม่านนีไม่ได้หลับลงทั้งยังมองได้อย่างถ้วนทั่วแบบรอบทิศทางไม่มีตกหล่นคล้ายกับดวงตาเสือจ้องล่าเหยื่อก็ไม่ปาน
เมื่อขบวนของนางกำนัลชั้นผู้น้อยเดินมาเจอกับขบวนของนางกำนัลชั้นผู้ใหญ่ก็ต้องหยุดเดินให้นางกำนัลชั้นผู้ใหญ่ได้เดินไปก่อน และเมื่อได้เจอกับขบวนของเชื้อพระวงศ์ก็ต้องหยุดเดินและคุกเข่าก้มหน้าลงต่ำยิ่งขึ้นทำความเคารพคนพวกนั้น
เช่นนั้นแล้ว ใครเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร พวกนางกำนัลชั้นต่ำอย่างนางก็หาได้มีใครสนใจไม่ ยิ่งได้มาอยู่รวมกันอย่างนี้ก็ยิ่งสังเกตได้ยากว่าใครเป็นใครหน้าตาเป็นเช่นไร
ม่านนีถึงกับยกยิ้มตรงมุมปากเมื่อคิดมาถึงตรงนี้
และยกยิ้มมากขึ้นเมื่อได้เดินมาเจอกับขบวนขององค์หญิงผู้หนึ่ง
ท่าทางขององค์หญิงผู้นี้หยิ่งยโสไม่เบา
เชิดหน้าขึ้นฟ้า วางมาดดั่งนางพญา เท้าไม่ติดดิน
หึ! หากเท้าไม่ติดดินให้ใบหน้าไถไปกับดินเลยเป็นไร
ม่านนีคิดอย่างนั้นในใจพร้อมยกยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปากขึ้นอีกนิดหาได้มีใครสังเกตเห็นไม่
เมื่อขบวนขององค์หญิงผู้นั้นกำลังก้าวเท้าเดินผละไปจากขบวนของม่านนีเล็กน้อย นางแอบเอื้อมฝ่ามือเล็กๆ ของนางล้วงเข้าไปในสาบเสื้อของตนแล้วหยิบเอาก้อนหินก้อนเล็กก้อนหนึ่งจากในสาบเสื้อมาถือเอาไว้ในมือ
เพียงอึดใจนางจึงดีดก้อนหินก้อนนั้นออกไป
และเมื่อก้อนหินก้อนนั้นถูกดีดไปจนเจอกับเท้าขององค์หญิงผู้นั้น ทำให้ผลที่ตามมาขององค์หญิงผู้เชิดหน้าขึ้นรั้นถึงชั้นฟ้าถึงกับล้มหน้าทิ่มอย่างเสียจริตกิริยาจนใบหน้างดงามแนบพื้นดินพาเอาขบวนนางกำนัลที่เดินตามพาล้มกันระเนระนาดไม่เป็นท่า
อา...ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่ง
งดงามจริงๆ
ม่านนีคิดอย่างนั้นขณะใบหน้ายังคงก้มลงต่ำย่างเท้าก้าวเดินเนิบนาบไปตามทางโดยที่เบื้องหลังของขบวนที่ม่านนีกำลังเดินไปนั้นบัดนี้ได้เกิดความวุ่นวายเป็นการใหญ่ ด้วยเพราะว่าองค์หญิงผู้เลอโฉมกำลังจะเสียโฉมเนื่องจากใบหน้าไถพื้นดิน
หึหึ! ม่านนีหัวเราะอยู่ในใจ
“จะเป็นอย่างไรนะ” จู่ๆ เสียงของนางกำนัลคนหนึ่งพลันเอ่ยกระซิบกระซาบขึ้น
“นั่นสิ อาจจะเป็นแผลแล้วเสียโฉมเป็นแน่แท้” นางกำนัลอีกคนหนึ่งกระซิบกระซาบตอบกลับ
“อา...ช่างน่าเห็นใจ” ม่านนีกระซิบกระซาบว่าอย่างนั้นด้วยน้ำเสียงบ่งบอกว่าเห็นใจเป็นอย่างมาก
“อืม...” เสียงของนางกำนัลคนอื่นๆ เอ่ยเห็นด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง
ซึ่งเหล่าขบวนนางกำนัลของม่านนีไม่อาจเข้าไปยุ่งวุ่นวายหรือช่วยเหลืออันใดองค์หญิงผู้นั้นได้เนื่องจากไม่มีคำสั่งจากผู้สูงศักดิ์ จึงไม่อาจจะกระทำการใด
หากเข้าไปช่วยเหลือเกรงว่านางจะแอบซ้ำเติมเสียมากกว่า ม่านนีคิดด้วยใบหน้ายังคงก้มลงต่ำ
“พวกเจ้า! ไม่มีสิทธิ์วิจารณ์เชื้อพระวงศ์ อยากตายกันใช่หรือไม่” เสียงของหัวหน้านางกำนัลชั้นล่างผู้อยู่เหนือขบวนเดินเท้าของม่านนีหันมาปรามทุกคนเสียงเข้ม
ทำเอาทุกคนต้องหยุดพูดพล่ามก่อนพากันก้าวเดินไปตามทางเฉกเช่นดังเดิม
“เจ้าทำจริงหรือ?” ชิงไฉยังคงคาดคั้น“จริงขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์ยังคงยืนยัน และภาพความวุ่นวายอย่างนั้นก็หาได้รอดพ้นสายตาของใครบางคนในน้ำได้ไม่ใครบางคนนั้นเพียงดำดิ่งลึกลงไปพร้อมรอยยิ้มที่ยกตรงมุมปากบางเบา ก่อนจะหมุนตัวดำน้ำไปอีกฝั่งหนึ่งของสระบัวเพียงครู่นางจึงค่อยๆ ขึ้นจากสระบัวอย่างเงียบเชียบไร้ระลอกคลื่นจากผืนน้ำเฟยหมิงที่ยังคงจ้องมองไปทางชิงเซียนอย่างคาดโทษรับรู้ได้ถึงสายตาเรียวสวยที่บัดนี้คมเฉี่ยวคล้ายเหยี่ยวอยู่ตรงมุมมืดอีกฝั่งหนึ่งของสระบัว เขาจึงเบนสายตาไปมองทางนั้นในทันทีและสิ่งที่เขาได้เห็นก็คือม่านนียืนมองมาทางเขาด้วยสายตาพร้อมฟาดฟันผิดกันจากชั่วยามก่อนหน้าอย่างชัดเจนสระบัวนี้มิได้กว้างขวางจนเกินไป อีกทั้งเขายังมองนางอยู่ไกลๆ มาแต่ไหนแต่ไร ไหนเลยจะไม่สามารถมองเห็นนางได้ในยามนี้สายตาของม่านนีที่เปลี่ยนไป เฟยหมิงรับรู้ได้ในทันทีทุกอย่างเปลี่ยนไปสายตาที่เหม่อมองเขาก่อนหน้านี้ไม่มีอีกแล้ว...“เจ้าคุยสิ่งใดกับนาง” เฟยหมิงถึงกับต้องหาเส้นเสียงของตนก่อนเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบมากกว่าเดิมมาทางชิงเซียน เขาถึงกับดึงดาบจากฝักตรงเอวของชิงไฉออกมาจนคมดาบสะท้อนแสงจันทร์วิบวาบพาดลงบนช่
ม่านนีหรี่ตารับฟังอย่างเงียบงันพร้อมลมหายใจของนางถึงกับสะดุดลงฉับพลันหวง เฟย หมิงเขาแซ่หวง...แซ่เดียวกับสตรีนางนั้นหวง เหม่ย เหลียน“กับฮองเฮาแคว้นเป่ยหยาง” ม่านนีเผลอคิดออกมาจนเป็นคำพูดบางเบาชิงเซียนได้ยินอย่างนั้นจึงรีบเอ่ยต่อ “กับแคว้นเป่ยหยางนี้ เขาเป็นถึงพระอนุชาของฮองเฮาเชียวนะ เขานั้นช่างสูงศักดิ์เลอค่าหาได้เหมาะสมกับเจ้าไม่”ม่านนีได้ยินพลันหยุดหายใจว่า...ว่าอย่างไรนะชิงเซียนเห็นสีหน้าตระหนกตกใจเด่นชัดจากสตรีข้างกายนางจึงหัวเราะชอบใจเสียงดังอย่างเปิดเผยฟังชัดว่าทั้งเย้ยหยันทั้งสมน้ำหน้าแลสมเพชไม่มีเกรงอกเกรงใจนางยังคงเอ่ยคำเย้ยหยันตามเสียงหัวเราะขบขันอย่างต่อเนื่อง “หึหึ เจ้าช่างโง่งม เขาไม่เคยบอกฐานะที่แท้จริงอย่างนี้ ก็แสดงว่าเจ้าก็เป็นเพียงอะไรนะ อา...ของเล่นของบุรุษใช่หรือไม่” จบคำก็หัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิมม่านนีที่คล้ายกับหยุดหายใจไปถึงกับเริ่มมีสติขึ้นมาเสียงหัวเราะของสตรีนางนี้ช่างระคายหูของนางยิ่งนักหญิงสาวคิดอย่างนั้นพลันเอื้อมฝ่ามือขึ้นบีบปลายคางของชิงเซียนในพริบตาชิงเซียนถึงกับหยุดหัวเราะในฉับพลัน ถึงแม้ว่านางจะพอมีฝีมือการต่อสู้อยู่บ้างเนื่องจากมีบิ
“น้องสาวของกระหม่อมกับองค์ชายพะย่ะค่ะ” ชิงไฉยอมรับในที่สุดด้วยสีหน้าอมทุกข์เหลือประมาณเหตุที่สมรสพระราชทานนี้ตกแก่องค์ชายของเขาก็เพราะความเอาแต่ใจของชิงเซียนที่ท่านพ่อมักจะมิเคยขัดใจ อีกทั้งท่านพ่อของเขาค่อนข้างจะสนิทกับองค์ฮ่องเต้จึงมิใช่เรื่องยากที่ฮ่องเต้กับท่านพ่อจะแอบคุยกันฉันท์มิตรสหาย “ข้ามิได้ชมชอบนาง” เฟยหมิงยังคงเอ่ยเสียงเย็นกลิ่นอายไม่พอใจเด่นชัด“กระหม่อมรู้ดี กระหม่อมจึงต้องเดินทางมาตามหาพระองค์ด้วยตัวเอง มิคาดว่าเซียนเอ๋อร์จะแอบตามมา รู้ตัวอีกทีกระหม่อมก็ไม่อาจปล่อยนางให้กลับไปเพียงลำพัง”ชิงไฉยังคงมีสีหน้ารู้สึกผิดยามเอ่ยคำเขาเป็นสหายของเฟยหมิง อีกทั้งชิงเซียนก็ชมชอบเฟยหมิง ฝ่าบาทกับท่านพ่อจึงเห็นดีเห็นงามให้เป็นองค์ชายของเขาผู้นี้ เขารับรู้เรื่องราวทุกอย่างของเฟยหมิงเป็นอย่างดี เขาเคยตามมาช่วยคุ้มครองสตรีน้อยนางหนึ่งกับเฟยหมิง เห็นได้ชัดว่าเฟยหมิงรักสตรีนางนั้นมากมายปานใด และเมื่อครู่เขาก็ได้เห็นว่าเฟยหมิงอยู่กับสตรีน้อยนางนั้น นั่นจึงทำให้เขารู้สึกผิดยิ่งขึ้นที่ไม่อาจทำอันใดได้มากไปกว่านี้ เฟยหมิงได้ฟังคำของชิงไฉอย่างนั้นเขาถึงกับต้องหลับตาลงเบาๆ อย่างใช้ความคิดด้
ม่านนียังคงเหม่อมองใบหน้าคมคายตรงหน้าอย่างเงียบงันไม่ได้ว่ากล่าวคำใดออกมาเมื่อนางมองเข้าไปยังแววตาเรียวคมของเขาแล้วเห็นอย่างนั้น นางถึงกับเผลอคลี่ยิ้มงดงามออกมาโดยไม่รู้ตัวและรอยยิ้มนั้นก็ทำเอาใครบางคนถึงกับสายตาพร่ามัวไปชั่วขณะ เฟยหมิงถึงกับทำสิ่งใดไม่ถูกเมื่อเห็นดวงตาเหม่อมองรอยยิ้มเผลอไผลของสตรีตรงหน้าม่านนีที่มีสติกลับมาทำได้เพียงพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงยอมรับ ก่อนจะเดินผละไปอย่างว่าง่ายอา...นางคงต้องไตร่ตรองและครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่างบางอย่างที่ว่าอาจจะทำให้เป้าหมายในชีวิตของนางไขว้เขว ไม่หนักแน่นเหมือนเช่นดังเดิม ซึ่งนางจะต้องระมัดระวังนางจะทำอย่างไรดี...นางจะทำได้หรือไม่กับความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาจนนางไม่อาจห้ามใจอย่างนี้...เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปเฟยหมิงรอจนม่านนีหายไปจากสายตาจนมั่นใจว่านางขึ้นห้องไปแล้วเขาจึงมองไปทางมุมมืดที่มีบุรุษกับสตรียืนมองมาทางเขาอยู่ตรงนั้นเพียงครู่ต่อมาบุรุษนามว่าชิงไฉและสตรีนามว่าชิงเซียนจึงเดินออกมาจากมุมมืดเพื่อปรากฏกายต่อหน้าเฟยหมิง เมื่อพวกเขารับรู้ได้แล้วว่าเฟยหมิงรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขาทั้งหมดจึงพากันเดินเข้าไปภายในโ
“ข้าจะดูแลเจ้าตลอดไป” เฟยหมิงยังคงเอ่ยคำโดยไม่สนใจสีหน้าของคนฟังแต่อย่างใด เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเขาจะเป็นบุรุษเช่นนี้ หากได้แค่มองนางอยู่ไกลๆ เช่นเดิมเขาคงไม่อาจทำ แต่ยามนี้เขาถอยหลังกลับไปไม่ได้เสียแล้ว เขาอยากรักนางให้มากกว่าเดิม อยากรักนางในทุกๆ วัน อยากใกล้ชิดกันอย่างนี้ตลอดไป“ข้าดูแลตัวเองได้” ม่านนีตอบออกไปจากใจจริง นางดูแลตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร ไยเขาต้องมาดูแลนาง“เจ้าแค่ให้โอกาสข้า” เฟยหมิงยังคงเอ่ยคำอย่างไม่คิดจะยินยอมใดๆ “เจ้าแค่ตกลงแล้วไม่ต้องกลับเข้าวังข้าจะพาเจ้าไปแต่งงาน”ม่านนีถึงกับตาโตชะงักงันแต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำใดร่างบางของนางก็ถูกบุรุษข้างกายดึงตัวเข้าไปกอดเอาไว้แนบอก“ข้าอาจจะเห็นแก่ตัว แต่ข้าไม่อาจเสียเจ้าไป ม่านนี”เฟยหมิงกล่าวออกมาอย่างนั้นเมื่อวงแขนของเขาโอบรัดร่างบางอย่างไม่อาจห้ามใจพอกันทีกับการต้องเก็บข่มมันเอาไว้ เขาไม่อาจทำได้อีกต่อไป เขาไม่อยากทำ“อะไรของท่าน” เสียงอู้อี้ของม่านนียังคงเอ่ยออกมาได้แค่นั้นอยู่ตรงแผงอกหนาแน่นของเฟยหมิง นางช่างงุนงงกับบุรุษผู้นี้เสียจริงแต่ก็อุ่นดีม่านนีคิดอย่างนั้นจึงทำได้แค่ยืนอยู่นิ่งๆ ยอมรับความอบอุ่นจากแผงอกที่นาง
หญิงสาวเกิดและเติบโตมาในป่าก็จริงแต่แนวคิดอย่างนี้มิใช่เรื่องยาก ยามเมื่ออยู่ในป่าเชือกรัดผมนางยังสามารถนำมาขึงกับง่ามไม้ใช้ดีดหินยิงสัตว์เล็ก ผ้ารัดเอวนางยังนำมาทำเป็นบ่วงดักกระต่ายป่าหายาก หากแต่นางยังมิเคยได้ใช้จริงสักครั้งกับเครื่องประดับงดงามทั้งหลายอย่างนี้เฟยหมิงที่พอจับความคิดและรับรู้นิสัยของม่านนีได้เป็นอย่างดีจึงเลือกที่จะหยิบกำไลหยกเนื้อดีงดงามขึ้นมาหนึ่งอันก่อนจะจับข้อมือของสตรีข้างกายขึ้นมาแล้วสวมกำไลหยกชิ้นนั้นให้นางอย่างถือสิทธิ์“ท่านทำอะไร” หญิงสาวถามออกไปยามเมื่อถูกสวมกำไลหยกเข้ามาที่ข้อมือของตน“ให้เจ้า” ชายหนุ่มตอบแค่นั้น“ข้ามิได้ต้องการ”“แต่ข้าต้องการ”ม่านนีถึงกับมองตาปริบๆ ขมวดคิ้วน้อย ๆ พลางเอ่ยเสียงเบา “อะไรของท่าน”เฟยหมิงก้มหน้าคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งให้ก่อนจะหันไปหยิบกำไลหยกขึ้นมาอีกหนึ่งอันที่มีลักษณะเหมือนกันกับกำไลหยกชิ้นแรกที่สวมใส่ให้ม่านนีเขาสวมกำไลหยกอันนั้นเข้าที่ข้อมือของเขาแล้วล้วงเอาเงินออกมาส่งให้เถ้าแก่ที่ยืนเฝ้าเครื่องประดับอยู่โดยไม่ถามราคาก่อนจะพาร่างบางข้างกายให้เดินตามออกมาโดยเร็วก่อนที่นางจะเปลี่ยนใจถอดกำไลคืนเจ้าของร้านไปยามฝ่ามือใหญ







