Masukชั่วอึดใจ รูปขบวนนางกำนัลของม่านนีพลันหยุดชะงักและต้องหยุดเท้าก้าวเดิน เมื่อเบื้องหน้าของพวกนางเป็นขบวนของราชองครักษ์หลายนายกำลังเดินสวนทางกัน
กิริยาของเหล่านางกำนัลพลันเปลี่ยนไป
จากที่สงบเงียบเรียบนิ่งกลับกำลังส่งสายตาระยิบระยับวิบวับกันเป็นการใหญ่
ม่านนีเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางที่เหล่านางกำนัลทั้งหลายมองไป จึงได้เห็นเป็นขบวนของเหล่าราชองครักษ์หลายนายกำลังเดินเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
ราชองครักษ์พวกนี้เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่งามสง่าแต่ทว่าน่าเกรงขาม โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเดินอยู่เหนือขบวน ถือได้ว่ารูปงามและน่ายำเกรงกว่าผู้ใด
ทันใดนั้น เหล่าราชองครักษ์ทั้งหลายพลันหยุดเดินคล้ายกับต้องการจะหยั่งเชิงเหล่านางกำนัล ทำเอาเหล่านางกำนัลทั้งหลายถึงกับต้องเก็บอาการบางอย่างกันแบบปางตาย
ม่านนีถึงกับกลอกตามองบนกับกิริยาเข้มข้นเหล่านั้นของเหล่าบุคคลเบื้องหน้าของนาง
ทันใดนั้นพลันมีขบวนของสนมนางหนึ่งรีบนวยนาดเดินมาตามทาง เหล่าราชองครักษ์และเหล่านางกำนัลในขบวนของม่านนีจึงรีบทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง แต่สนมนางนั้นก็หาได้สนใจการทำความเคารพของเหล่าผู้น้อยทั้งหลายไม่
ด้วยเพราะว่าพระนางกำลังเดินแกมวิ่งไปยังทิศทางที่องค์หญิงผู้หนึ่งกำลังนั่งกุมใบหน้าร่ำไห้อยู่ไม่ไกล
ซึ่งมันก็เป็นอันเข้าใจได้ไม่ยาก
ม่านนีก้มหน้ายกยิ้มตรงมุมปากอย่างพึงพอใจ เมื่อมองไปยังเมียน้อยของบิดากับน้องสาวผู้น่าสมเพชของนางผู้นั้น
ถึงแม้องค์หญิงผู้นั้นจะไม่ถึงขั้นที่จะเสียโฉมตลอดชีวิต แต่ก็คงจะเป็นแผลอยู่นานหลายเดือน นางคงไม่สามารถเดินเชิดหน้าชี้ฟ้าอีกเป็นนาน
หึหึ! ม่านนีหัวเราะในใจได้อีกครั้ง
“ท่านราชองครักษ์เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ” จู่ๆ เสียงหวานๆ ของหัวหน้านางกำนัลพลันเอ่ย
ม่านนีเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงของหัวหน้านางกำนัล หญิงสาวเห็นหัวหน้านางกำนัลเอ่ยไปทางราชองครักษ์ผู้อยู่เหนือขบวนผู้นั้น
เขาเป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ งามสง่าเหนือใคร ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เรียวคิ้วเข้มหนา สายตาคมดุนุ่มลึก ริมฝีปากหยักได้รูปสีแดงสด ผิวพรรณขาวเนียนผ่องผาดเยี่ยงชายชาติสูงศักดิ์กระนั้น ท่าทางทระนงองอาจ แสดงออกถึงความห่างเหินไว้ตัว เขาดูดีใช้ได้
ม่านนีจึงไม่แปลกใจว่าทำไมหัวหน้านางกำนัลถึงหลงใหลได้ปลื้มอย่างไม่อาจห้ามใจจนต้องส่งเสียงหวานๆ ออกไปอย่างนั้น
และคำตอบที่ได้รับกลับมายังหัวหน้านางกำนัลก็คือความเงียบงันพร้อมใบหน้าเฉยเมยท่าทางเย็นชาจากหัวหน้าราชองครักษ์ผู้นั้น เขาปรายสายตาคมดุมองกลับมาดังพญาเหยี่ยวที่ไม่สนใจเหยื่อตรงหน้าแต่อย่างใด
แต่ทว่าความเรียบนิ่งเฉยชาโดยไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับนั้นก็หาได้มีผลกับหัวหน้านางกำนัลในวัยสาวสะพรั่งอายุย่างเข้ายี่สิบปีนางนี้ไม่ นางคงอยากจะมีสามีเต็มที นางจึงยังคงส่งเสียงหวานๆ ออกไป
“ท่านต้องดูแลสุขภาพนะเจ้าคะ” นางว่าอย่างนั้นโดยไม่สนใจสายตาของใครๆ
ในยามนี้ทุกคนต่างเมียงมองและสนใจอยู่กับหัวหน้านางกำนัลผู้กล้าหาญชาญชัย และกำลังเมียงมองไปยังหัวหน้าราชองครักษ์ผู้นั้นอย่างไม่วางตา
ม่านนีเห็นอย่างนั้นจึงสบโอกาสค่อยๆ ย่องออกมาอย่างใจเย็นเพื่อหมายจะหนีออกมาจากขบวนในยามนี้
การที่เป็นเพียงนางกำนัลชั้นต่ำตัวเล็กๆ ไม่โดดเด่นจึงทำให้ไม่เป็นที่น่าสนใจและจดจำ ทั้งยังมิได้ขึ้นตรงกับฝ่ายใดหรือตำหนักใด และยังมิได้เป็นบ่าวรับใช้องค์หญิงองค์ชายคนใด เช่นนั้นแล้วการที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยแม้เพียงนิดเช่นม่านนีนับว่าเป็นเรื่องที่ดี
ม่านนีหลบมานั่งอยู่หลังพุ่มไม้อย่างเงียบเชียบไม่ไกลจากขบวนของนางกำนัลมากนัก เพื่อสังเกตการณ์ว่าไม่มีผู้ใดรู้ตัวว่ามีนางกำนัลตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งหายไปจากขบวน
นางสังเกตเห็นว่าราชองครักษ์หนุ่มรูปงามผู้นั้นยังคงมีท่าทางเย็นชาเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเขากำลังมองไปยังทิศทางหนึ่งทำให้เหล่านางกำนัลต้องมองตามกันอย่างพร้อมเพรียงโดยที่ไม่มีใครสังเกตว่ามีนางกำนัลคนหนึ่งหายไป นั่นจึงทำให้ม่านนีได้ทีสบโอกาสหลบเร้นซ่อนกายออกมาได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
ชั่วอึดใจนางจึงใช้ความปราดเปรียวรวดเร็วหนีออกมาได้ เนื่องจากขบวนของนางกำนัลหยุดอยู่ใกล้ๆ กับพุ่มไม้ชูช่อสวยงามภายในอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น ก้อนหินหลากหลาย มีสระบัว มีม่านน้ำตก คล้ายกับอยู่ในป่าสวยงามในภาพฝัน มันจึงมิใช่เรื่องยากที่ใช้ประโยชน์จากป่าเนรมิตเยี่ยงนี้
นางฝึกความเร็วแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้เมื่อครั้งที่ต้องหนีสัตว์ร้ายในป่าใหญ่อยู่เป็นนิตย์ในเวลาที่ต้องออกไปหาอาหาร
และไม่นานม่านนีจึงออกมาจากกำแพงวังจากช่องเล็กๆ ขนาดเท่าสุนัขลอดได้ตรงมุมพุ่มไม้ลับตาคน
นางลุกขึ้นยืนเพื่อยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยก่อนพลิ้วกายหลบมุมไปเรื่อยๆ มิให้ทหารยามพบเห็น
หลายวันมาแล้วที่มารดาของนางต้องทนเหงานอนอยู่ในหลุมศพอย่างเดียวดาย เนื่องจากนางมิได้ไปทักทายเหมือนดังเช่นทุกวันก่อนหน้าที่ผ่านมา
นางต้องไปนั่งคุยเล่นกับท่านแม่เสียหน่อย
อา...นางแอบขโมยเหล้าชั้นดีมาจากในโรงครัวของวังด้วย ท่านแม่คงจะชอบอยู่ไม่น้อย นางจะต้องร่ำสุรากับท่านแม่เสียหน่อย รีบไปดีกว่า
“เจ้าทำจริงหรือ?” ชิงไฉยังคงคาดคั้น“จริงขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์ยังคงยืนยัน และภาพความวุ่นวายอย่างนั้นก็หาได้รอดพ้นสายตาของใครบางคนในน้ำได้ไม่ใครบางคนนั้นเพียงดำดิ่งลึกลงไปพร้อมรอยยิ้มที่ยกตรงมุมปากบางเบา ก่อนจะหมุนตัวดำน้ำไปอีกฝั่งหนึ่งของสระบัวเพียงครู่นางจึงค่อยๆ ขึ้นจากสระบัวอย่างเงียบเชียบไร้ระลอกคลื่นจากผืนน้ำเฟยหมิงที่ยังคงจ้องมองไปทางชิงเซียนอย่างคาดโทษรับรู้ได้ถึงสายตาเรียวสวยที่บัดนี้คมเฉี่ยวคล้ายเหยี่ยวอยู่ตรงมุมมืดอีกฝั่งหนึ่งของสระบัว เขาจึงเบนสายตาไปมองทางนั้นในทันทีและสิ่งที่เขาได้เห็นก็คือม่านนียืนมองมาทางเขาด้วยสายตาพร้อมฟาดฟันผิดกันจากชั่วยามก่อนหน้าอย่างชัดเจนสระบัวนี้มิได้กว้างขวางจนเกินไป อีกทั้งเขายังมองนางอยู่ไกลๆ มาแต่ไหนแต่ไร ไหนเลยจะไม่สามารถมองเห็นนางได้ในยามนี้สายตาของม่านนีที่เปลี่ยนไป เฟยหมิงรับรู้ได้ในทันทีทุกอย่างเปลี่ยนไปสายตาที่เหม่อมองเขาก่อนหน้านี้ไม่มีอีกแล้ว...“เจ้าคุยสิ่งใดกับนาง” เฟยหมิงถึงกับต้องหาเส้นเสียงของตนก่อนเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบมากกว่าเดิมมาทางชิงเซียน เขาถึงกับดึงดาบจากฝักตรงเอวของชิงไฉออกมาจนคมดาบสะท้อนแสงจันทร์วิบวาบพาดลงบนช่
ม่านนีหรี่ตารับฟังอย่างเงียบงันพร้อมลมหายใจของนางถึงกับสะดุดลงฉับพลันหวง เฟย หมิงเขาแซ่หวง...แซ่เดียวกับสตรีนางนั้นหวง เหม่ย เหลียน“กับฮองเฮาแคว้นเป่ยหยาง” ม่านนีเผลอคิดออกมาจนเป็นคำพูดบางเบาชิงเซียนได้ยินอย่างนั้นจึงรีบเอ่ยต่อ “กับแคว้นเป่ยหยางนี้ เขาเป็นถึงพระอนุชาของฮองเฮาเชียวนะ เขานั้นช่างสูงศักดิ์เลอค่าหาได้เหมาะสมกับเจ้าไม่”ม่านนีได้ยินพลันหยุดหายใจว่า...ว่าอย่างไรนะชิงเซียนเห็นสีหน้าตระหนกตกใจเด่นชัดจากสตรีข้างกายนางจึงหัวเราะชอบใจเสียงดังอย่างเปิดเผยฟังชัดว่าทั้งเย้ยหยันทั้งสมน้ำหน้าแลสมเพชไม่มีเกรงอกเกรงใจนางยังคงเอ่ยคำเย้ยหยันตามเสียงหัวเราะขบขันอย่างต่อเนื่อง “หึหึ เจ้าช่างโง่งม เขาไม่เคยบอกฐานะที่แท้จริงอย่างนี้ ก็แสดงว่าเจ้าก็เป็นเพียงอะไรนะ อา...ของเล่นของบุรุษใช่หรือไม่” จบคำก็หัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิมม่านนีที่คล้ายกับหยุดหายใจไปถึงกับเริ่มมีสติขึ้นมาเสียงหัวเราะของสตรีนางนี้ช่างระคายหูของนางยิ่งนักหญิงสาวคิดอย่างนั้นพลันเอื้อมฝ่ามือขึ้นบีบปลายคางของชิงเซียนในพริบตาชิงเซียนถึงกับหยุดหัวเราะในฉับพลัน ถึงแม้ว่านางจะพอมีฝีมือการต่อสู้อยู่บ้างเนื่องจากมีบิ
“น้องสาวของกระหม่อมกับองค์ชายพะย่ะค่ะ” ชิงไฉยอมรับในที่สุดด้วยสีหน้าอมทุกข์เหลือประมาณเหตุที่สมรสพระราชทานนี้ตกแก่องค์ชายของเขาก็เพราะความเอาแต่ใจของชิงเซียนที่ท่านพ่อมักจะมิเคยขัดใจ อีกทั้งท่านพ่อของเขาค่อนข้างจะสนิทกับองค์ฮ่องเต้จึงมิใช่เรื่องยากที่ฮ่องเต้กับท่านพ่อจะแอบคุยกันฉันท์มิตรสหาย “ข้ามิได้ชมชอบนาง” เฟยหมิงยังคงเอ่ยเสียงเย็นกลิ่นอายไม่พอใจเด่นชัด“กระหม่อมรู้ดี กระหม่อมจึงต้องเดินทางมาตามหาพระองค์ด้วยตัวเอง มิคาดว่าเซียนเอ๋อร์จะแอบตามมา รู้ตัวอีกทีกระหม่อมก็ไม่อาจปล่อยนางให้กลับไปเพียงลำพัง”ชิงไฉยังคงมีสีหน้ารู้สึกผิดยามเอ่ยคำเขาเป็นสหายของเฟยหมิง อีกทั้งชิงเซียนก็ชมชอบเฟยหมิง ฝ่าบาทกับท่านพ่อจึงเห็นดีเห็นงามให้เป็นองค์ชายของเขาผู้นี้ เขารับรู้เรื่องราวทุกอย่างของเฟยหมิงเป็นอย่างดี เขาเคยตามมาช่วยคุ้มครองสตรีน้อยนางหนึ่งกับเฟยหมิง เห็นได้ชัดว่าเฟยหมิงรักสตรีนางนั้นมากมายปานใด และเมื่อครู่เขาก็ได้เห็นว่าเฟยหมิงอยู่กับสตรีน้อยนางนั้น นั่นจึงทำให้เขารู้สึกผิดยิ่งขึ้นที่ไม่อาจทำอันใดได้มากไปกว่านี้ เฟยหมิงได้ฟังคำของชิงไฉอย่างนั้นเขาถึงกับต้องหลับตาลงเบาๆ อย่างใช้ความคิดด้
ม่านนียังคงเหม่อมองใบหน้าคมคายตรงหน้าอย่างเงียบงันไม่ได้ว่ากล่าวคำใดออกมาเมื่อนางมองเข้าไปยังแววตาเรียวคมของเขาแล้วเห็นอย่างนั้น นางถึงกับเผลอคลี่ยิ้มงดงามออกมาโดยไม่รู้ตัวและรอยยิ้มนั้นก็ทำเอาใครบางคนถึงกับสายตาพร่ามัวไปชั่วขณะ เฟยหมิงถึงกับทำสิ่งใดไม่ถูกเมื่อเห็นดวงตาเหม่อมองรอยยิ้มเผลอไผลของสตรีตรงหน้าม่านนีที่มีสติกลับมาทำได้เพียงพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงยอมรับ ก่อนจะเดินผละไปอย่างว่าง่ายอา...นางคงต้องไตร่ตรองและครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่างบางอย่างที่ว่าอาจจะทำให้เป้าหมายในชีวิตของนางไขว้เขว ไม่หนักแน่นเหมือนเช่นดังเดิม ซึ่งนางจะต้องระมัดระวังนางจะทำอย่างไรดี...นางจะทำได้หรือไม่กับความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาจนนางไม่อาจห้ามใจอย่างนี้...เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปเฟยหมิงรอจนม่านนีหายไปจากสายตาจนมั่นใจว่านางขึ้นห้องไปแล้วเขาจึงมองไปทางมุมมืดที่มีบุรุษกับสตรียืนมองมาทางเขาอยู่ตรงนั้นเพียงครู่ต่อมาบุรุษนามว่าชิงไฉและสตรีนามว่าชิงเซียนจึงเดินออกมาจากมุมมืดเพื่อปรากฏกายต่อหน้าเฟยหมิง เมื่อพวกเขารับรู้ได้แล้วว่าเฟยหมิงรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขาทั้งหมดจึงพากันเดินเข้าไปภายในโ
“ข้าจะดูแลเจ้าตลอดไป” เฟยหมิงยังคงเอ่ยคำโดยไม่สนใจสีหน้าของคนฟังแต่อย่างใด เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเขาจะเป็นบุรุษเช่นนี้ หากได้แค่มองนางอยู่ไกลๆ เช่นเดิมเขาคงไม่อาจทำ แต่ยามนี้เขาถอยหลังกลับไปไม่ได้เสียแล้ว เขาอยากรักนางให้มากกว่าเดิม อยากรักนางในทุกๆ วัน อยากใกล้ชิดกันอย่างนี้ตลอดไป“ข้าดูแลตัวเองได้” ม่านนีตอบออกไปจากใจจริง นางดูแลตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร ไยเขาต้องมาดูแลนาง“เจ้าแค่ให้โอกาสข้า” เฟยหมิงยังคงเอ่ยคำอย่างไม่คิดจะยินยอมใดๆ “เจ้าแค่ตกลงแล้วไม่ต้องกลับเข้าวังข้าจะพาเจ้าไปแต่งงาน”ม่านนีถึงกับตาโตชะงักงันแต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำใดร่างบางของนางก็ถูกบุรุษข้างกายดึงตัวเข้าไปกอดเอาไว้แนบอก“ข้าอาจจะเห็นแก่ตัว แต่ข้าไม่อาจเสียเจ้าไป ม่านนี”เฟยหมิงกล่าวออกมาอย่างนั้นเมื่อวงแขนของเขาโอบรัดร่างบางอย่างไม่อาจห้ามใจพอกันทีกับการต้องเก็บข่มมันเอาไว้ เขาไม่อาจทำได้อีกต่อไป เขาไม่อยากทำ“อะไรของท่าน” เสียงอู้อี้ของม่านนียังคงเอ่ยออกมาได้แค่นั้นอยู่ตรงแผงอกหนาแน่นของเฟยหมิง นางช่างงุนงงกับบุรุษผู้นี้เสียจริงแต่ก็อุ่นดีม่านนีคิดอย่างนั้นจึงทำได้แค่ยืนอยู่นิ่งๆ ยอมรับความอบอุ่นจากแผงอกที่นาง
หญิงสาวเกิดและเติบโตมาในป่าก็จริงแต่แนวคิดอย่างนี้มิใช่เรื่องยาก ยามเมื่ออยู่ในป่าเชือกรัดผมนางยังสามารถนำมาขึงกับง่ามไม้ใช้ดีดหินยิงสัตว์เล็ก ผ้ารัดเอวนางยังนำมาทำเป็นบ่วงดักกระต่ายป่าหายาก หากแต่นางยังมิเคยได้ใช้จริงสักครั้งกับเครื่องประดับงดงามทั้งหลายอย่างนี้เฟยหมิงที่พอจับความคิดและรับรู้นิสัยของม่านนีได้เป็นอย่างดีจึงเลือกที่จะหยิบกำไลหยกเนื้อดีงดงามขึ้นมาหนึ่งอันก่อนจะจับข้อมือของสตรีข้างกายขึ้นมาแล้วสวมกำไลหยกชิ้นนั้นให้นางอย่างถือสิทธิ์“ท่านทำอะไร” หญิงสาวถามออกไปยามเมื่อถูกสวมกำไลหยกเข้ามาที่ข้อมือของตน“ให้เจ้า” ชายหนุ่มตอบแค่นั้น“ข้ามิได้ต้องการ”“แต่ข้าต้องการ”ม่านนีถึงกับมองตาปริบๆ ขมวดคิ้วน้อย ๆ พลางเอ่ยเสียงเบา “อะไรของท่าน”เฟยหมิงก้มหน้าคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งให้ก่อนจะหันไปหยิบกำไลหยกขึ้นมาอีกหนึ่งอันที่มีลักษณะเหมือนกันกับกำไลหยกชิ้นแรกที่สวมใส่ให้ม่านนีเขาสวมกำไลหยกอันนั้นเข้าที่ข้อมือของเขาแล้วล้วงเอาเงินออกมาส่งให้เถ้าแก่ที่ยืนเฝ้าเครื่องประดับอยู่โดยไม่ถามราคาก่อนจะพาร่างบางข้างกายให้เดินตามออกมาโดยเร็วก่อนที่นางจะเปลี่ยนใจถอดกำไลคืนเจ้าของร้านไปยามฝ่ามือใหญ







