Masukหอดวงดาว
ร่างอรชรของเจ้าหอแห่งดวงดาว นามว่าเว่ยหลินหลางในวัย 17 ปีกำลังนั่งเข้าญาณอยู่ภายในห้องพระจันทร์เสี้ยวซึ่งสร้างยื่นออกไปจากขอบหน้าผา เบื้องล่างคือหุบเหวมรณะ เบื้องบนเปิดกว้างไร้หลังคาบดบังเพื่อให้เจ้าหอคำณวนวิถีแห่งดวงดาวคือท้องฟ้าในยามราตรีเต็มไปด้วยหมู่ดาวนับหมื่นล้านดวงทอแสงระยิบระยับเต็มแผ่นฟ้าไปหมด ยอดเขาเทียนเหมินซานสูงเสียดฟ้าประหนึ่งประตูสวรรค์น้อยคนยิ่งนักที่จะล่วงล้ำเข้าเขตแดนนี้ได้
ท่ามกลางขุนเขาสูงของเทือกเขาเทียนเหมินซาน กลางหุบเหวลึกเป็นที่ตั้งของหอดวงดาวอันเป็นขุมคลังของความรู้ที่รวมตำราโบราณมาตั้งแต่ยุคสร้างแผ่นดิน ล้วนเก็บรักษาเอาไว้อยู่ในสถานที่เป็นความลับสุดยอดไม่อาจเปิดเผยให้ผู้ใดล่วงรู้ได้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นล่วงรู้ที่ตั้งหอดวงดาวแห่งนี้ ศูนย์รวมแห่งพลังหยินหยางก่อกำเนิดตำรายาลับมากมาย รวมไปถึงสูตรยาอายุวัฒนะก็อยู่รวมภายในนี้เช่นกัน ท้องฟ้าเบื้องบนในยามนี้เต็มไปด้วยดวงดาวมากมายนับหมื่นล้านดวง ต่างกำลังแข่งขันเปล่งแสงสุกสกาวออกมาอย่างเต็มที่กลับปรากฏ หนึ่งในดวงดาวเหล่านั้นที่เปล่งแสงเจิดจ้าอยู่ดีๆ พลันดับวูบลงไปอย่างไม่รู้สาเหตุและร่วงหล่นตกลงจากฟากฟ้าลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว พรึบ!!!! เปลือกตาที่กำลังปิดสนิทอยู่ในขณะนั้นเปิดขึ้นทันที ใบหน้างดงามเฉิดฉายบ่งบอกถึงความตกใจสุดขีดกับสิ่งที่นางสัมผัสได้ทางญาณ พร้อมแหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบนซึ่งดวงดาวกำลังร่วงหล่นจากแผ่นฟ้าอยู่ในขณะนั้น ไร้สิ้นแสงสว่างเจิดจ้าไปชั่วนิรันดร์ “หลิงเอ๋อ!”เว่ยหลินหลางเรียกชื่อของน้องสาวฝาแฝดออกมาทันใด ร่างงามลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วเฝ้าจับจ้องดวงดาวที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าก่อนจะแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่!!! เสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจอย่างสุดขีดเมื่อเห็นดาวประจำตัวของเว่ยหลิงเหลียนแตกดับไปต่อหน้าต่อตาเช่นนั้น ก่อนจะเหลือบสายตาไปที่ดาวประจำตัวของเว่ยอี้ก็กำลังเริ่มอ่อนแสงลงไปด้วยเช่นกัน “แย่แล้ว! ดาวประจำตัวของท่านพ่อเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนั้น นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของข้ากันแน่!”เว่ยหลินหลาง กล่าวได้เพียงแค่นั้นญาณหยั่งรู้อนาคตปรากฏขึ้นมาโดยพลัน ภาพใบหน้าอันงดงามของสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งปรากฏขึ้นมาทันใด รอยแสยะยิ้มเหยียดมาพร้อมกับเสียงหัวเราะหวีดหวิวเต็มไปด้วยความอำมหิตและเหี้ยมเกรียม พร้อมร่างอันไร้วิญญาณมากมายนอนตายเกลื่อนกลาด ทั่วทั้งแผ่นดินเต็มไปด้วยหยาดโลหิตแดงฉานไหลเนืองนอง และภาพบุรุษผู้สูงศักดิ์แต่กลับไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวแต่มีสองคนหนึ่งในนั้น เป็นดวงดาวจักรพรรดิและอีกหนึ่งเป็นดวงดาวแห่งหายนะ! และที่สำคัญนางเห็นตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางบุรุษทั้งสองที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในขณะนั้น พรึบ! ญาณหยั่งรู้อนาคตดับวูบลงไปโดยพลันพร้อมชื่อของใครบางคนดังออกมาจากปากของนางทันที “ลี่หยาง!”เจ้าหอแห่งดวงดาวเอ่ยชื่อดังกล่าวออกมาทันที ดวงตาเต็มไปด้วยอาการตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด “แผ่นดินต้าโจวกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และตระกูลของข้าจะพานพบเรื่องเลวร้ายแต่เป็นเรื่องอะไร เหตุใดข้าจึงมองเห็นตัวเองอยู่ในสถานที่เช่นนั้นหรือว่า....”เว่ยหลินหลางเอ่ยได้เพียงเท่านั้น ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อท้องฟ้าเบื้องบน มีบางอย่างปรากฏให้นางเห็นเพียงผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นประโยคจากลิขิตสวรรค์ที่ทำเอานางถึงกับยืนอึ้งไปทันที บัลลังก์หงส์ถึงกาลวิบัติเมื่อผู้มาจากดวงดาวปรากฏตัวและจบสิ้นลงด้วยน้ำมือของดาวจักรพรรดิ ทันทีที่อ่านประโยคดังกล่าวจากสวรรค์จบลง เว่ยหลินหลางหันกายกลับเดินออกไปจากห้องพระจันทร์เสี้ยวอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดลงเมื่อมาถึงตรงหน้าประตู “ตามผู้คุมกฎทั้งเก้ามาพบข้าที่นี่เดี๋ยวนี้!”นางสั่งการออกไป “ขอรับ”เสียงเวรยามหน้าประตูขานรับอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางใบหน้าและแววตาของเจ้าหอคนงามเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัดในเวลาต่อมา
ผู้คุมกฎทั้งเก้าต่างมาปรากฏตัวที่หอคอยดวงดาวกันอย่างพร้อมเพรียงตามคำสั่งของเจ้าสำนักคนปัจจุบัน พร้อมเสียงของผู้คุมกฎซึ่งอาวุโสสูงที่สุดเอ่ยขึ้นมาทันที เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเว่ยหลินหลางจบลง “อะไรนะ! เจ้าหอต้องการลงจากเขาเพื่อเดินทางไปเมืองหลวงอย่างนั้นเหรอ! ไม่ได้นะ! ทำเช่นนั้นไม่ได้อย่างเด็ดขาดหาไม่แล้วชะตาของท่านจะต้องพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือไปอย่างสิ้นเชิง ซ้ำร้ายเจ้าสำนักหอดวงดาวทุกรุ่นไม่เคยย่างกายออกจากสถานที่แห่งนี้ก่อนอายุ 20 ปีเลย เพราะทันทีที่ย่างก้าวออกไปนอกจากจะทำให้ชะตาแปรเปลี่ยน อายุขัยจะลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งเลยเชียวนะ”ผู้คุมกฎซึ่งอาวุโสสูงสุดกล่าวเตือนด้วยความห่วงใย พร้อมเสียงของผู้คุมกฎคนอื่นๆ ต่างคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน “เจ้าหอได้โปรดเปลี่ยนใจเถิด ท่านเป็นผู้หยั่งรู้อนาคตทั่วผืนแผ่นดินนี้ไม่มีสิ่งใดที่ท่านไม่รู้ หากก้าวออกจากหอดวงดาวจะประสบชะตากรรมร้ายกับท่านจะทำเช่นไร หอดวงดาวแห่งนี้ขาดไร้เจ้าสำนักไม่ได้ ท่านคือความภาคภูมิใจของพวกข้าทั้งหมดที่เลี้ยงท่านมาตั้งแต่เกิดเลยนะ”เสียงคัดค้านของผู้คุมกฎซึ่งเป็นสตรีหนึ่งในผู้เลี้ยงดูเจ้าหอคนงามเอ่ยแทรกขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย ท่ามกลางเสียงเอ็ดอึงกันอย่างถ้วนหน้าต่างพากันทัดทานเว่ยหลินหลางอย่างสุดกำลัง นางล่วงรู้ดีว่าผู้คุมกฎไม่เห็นด้วยในการออกจากหอดสงดาวก่อนอายุครบ 20 ปีของนางในครั้งนี้ “เรื่องนั้นข้าล่วงรู้เป็นอย่างดีผู้อาวุโสทั้งหลาย แต่จำเป็นต้องไปเพราะนี่คือลิขิตแห่งสวรรค์!”เว่ยหลินหลางอธิบายกลับไป “อะไรนะ!”ผู้คุมกฎทั้งเก้าต่างพูดออกมาพร้อมกันเมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้างดงามพยักขึ้นลงติดต่อกันเป็นการยืนยันคำกล่าวของนาง ซึ่งทำให้ผู้คุมกฎทั้งเก้าได้แต่ยืนเงียบงันไปตามๆ กัน “เหตุใดสวรรค์จึงลิขิตออกมาเช่นนี้ ตั้งแต่หอดวงดาวก่อตั้งมานานนับพันปีเป็นเจ้าหอคนแรกที่ต้องออกจากหอดวงดาวก่อนอายุ 20 ปี สวรรค์ต้องการอะไรจากท่านกันแน่ ไม่ง่ายเลยที่จะปรากฏผู้หยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้เช่นนี้”ผู้คุมกฎอาวุโสสูงสุดกล่าวพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างแรง “คาดว่าสวรรค์ต้องการให้ข้าออกจากหอดวงดาวเพื่อไปทำตามลิขิตของสวรรค์เบื้องบน มีเพียงข้าผู้เดียวเท่านั้นที่จะต้องลงมือ ผู้อาวุโสหลงลืมไปแล้วหรือว่า ข้าเกิดมาพร้อมกับดวงชะตาล้มบัลลังก์หงส์ของแผ่นดินต้าโจว และนี่คงจะถึงเวลาแล้ว” คำกล่าวของเว่ยหลินหลางแม้จะสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้คุมกฎทั้งเก้าก็ตาม แต่ก็มิอาจฝืนโชคชะตาและลิขิตของสวรรค์นี้ได้แม้แต่น้อย จำต้องยอมรับในการออกจากหอดวงดาวของเจ้าสำนักคนปัจจุบันนี้แต่โดยดี “เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกข้าทั้งหมดก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้ เพราะลิขิตของสวรรค์ยากที่ผู้ใดฝ่าฝืนแม้ว่าการออกจากหอดวงดาวก่อนอายุครบ 20 ปีจะส่งผลต่อตัวท่านเป็นอย่างมากก็ตาม ก็ขอให้ท่านเจ้าหอเดินทางอย่างปลอดภัยถ้าจะให้ดีนำสิ่งที่สามารถปกป้องชีวิตให้พ้นภัยร้ายไปด้วยจะดีมาก วรยุทธ์ของท่านก็ยังอ่อนด้อยยากนักที่จะต่อกรกับผู้ใดได้”เหล่าผู้คุมกฎกล่าวแนะนำ “ขอบคุณท่านอาวุโสทั้งเก้าที่เข้าใจ ข้าจะนำมุกวิเศษและเทียนอธิษฐานนำติดตัวไปเพียงสองสิ่งเท่านั้น ขอได้โปรดวางใจเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยข้าจะกลับคืนสู่หอดวงดาวเช่นเดิม ในระหว่างนี้เว่ยหลินหลางขอฝากหอดวงดาวให้แก่ผู้อาวุโสทุกท่านช่วยดูแลไปพลางก่อน”เจ้าหอคนงามพูดพร้อมยกสองมือเรียวงามประสานเข้าหากัน ก้มศีรษะคำนับคารวะผู้คุมกฎทั้งเก้าที่ยืนมองด้วยความเป็นห่วงมิรู้คลาย ผู้คุมกฎทั้งเก้าคนต่างเริ่มปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า เมื่อล่วงรู้ว่าเจ้าหอนำสิ่งใดติดตัวไปด้วย ทั้งหมดต่างยกมือประสานเข้าหากันรับการคารวะจากเจ้าหอคนปัจจุบันเช่นเดียวกัน พร้อมเสียงของเว่ยหลินหลางดังกึกก้องขึ้น “ปิดหอคอยดวงดาว!”เสียงของนางสั่งการออกไปทันที “ขอรับ!”ทุกชีวิตที่คอยดูแลหอดวงดาวขานรับพร้อมเพรียง แอดดดด!!! ห้องพระจันทร์เสี้ยวสำหรับเจ้าหอแห่งดวงดาวเริ่มปิดตัวลงอย่างช้าๆ พร้อมร่างของเจ้าหอแห่งดวงดาวเดินนำหน้าออกจากหอคอย โดยมีผู้คุมกฎทั้งเก้าเดินตามหลังมาติดๆ ปัง!!! ประตูทางเข้าของหอคอยที่จะขึ้นไปบนยอดเขาซึ่งมีห้องพระจันทร์เสี้ยวอยู่บนนั้นถูกปิดผนึกลงด้วยเช่นกัน พร้อมผนึกด้วยค่ายกลดวงดาว ครืนนนน!!! ค่ายกลดวงดาวปิดผนึกลงอย่างแน่นหนาจนทั่วทั้งหอคอยสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปหมด และจะไม่มีผู้ใดสามารถเปิดหอคอยดังกล่าวนี้ได้อีกต่อไป นอกเสียจากเจ้าหอแห่งดวงดาวเพียงผู้เดียวเท่านั้น ด้วยภายในนั้นเต็มไปด้วยตำราศักดิสิทธิ์และสิ่งวิเศษของแผ่นดินที่เล่าขานในตำนานเก็บรักษาอยู่ภายในนั้น พรึบ! เปลวเพลิงสีส้มแสดปะทุขึ้นมาจากเทียนอธิษฐานเมื่อถูกจุดขึ้นมาจากการร่ายคาถากำกับ “เจ้าหอจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลยเหรอ อีกหนึ่งชั่วยามฟ้าก็จะสางแล้ว”เสียงของหนึ่งในผู้คุมกฎเอ่ยถามกลับไปเมื่อเห็นเจ้าหอแห่งดวงดาวจุดเทียนอธิษฐานขึ้นเพื่อนำนางกลับไปเมืองหลวงภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปจากที่จะต้องเดินทางนานนับแรมเดือนเลยทีเดียว “ข้าไม่อาจรั้งรอได้เพราะนี้คือเหตุเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องใช้เทียนอธิษฐานนี้พาข้ากลับไปที่จวนราชครูภายในวันนี้ให้ได้ ขอผู้อาวุโสทุกท่านอย่าได้เป็นห่วง” เว่ยหลินหลางตอบผู้คุมกฎทั้งเก้ากลับไป ก่อนจะออกเดินทางลงจากเขาเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีตั้งแต่นางเกิดและเติบโตมาจากที่นี่ บรรดาผู้คุมกฎทั้งเก้าและลูกศิษย์ของหอดวงดาวต่างเฝ้ายืนมองเจ้าสำนักดวงดาวลงจากเขาไปโดยถือเทียนอธิษฐานอยู่ในมือท่ามกลางแสงอาทิตย์กำลังโผล่พ้นจากขอบฟ้า ร่างระหงของเว่ยหลินหลางสวมอาภรณ์ขาวลออตา ค่อยๆ เดินลงจากเขาไปอย่างช้าๆ เพียงลำพังก่อนจะเลือนหายไปเพียงชั่วพริบตา “อีกนานเท่าใดหนอเจ้าหอจะได้หวนคืนกลับมาที่หอดวงดาว ลงจากเขาก่อนอายุจะครบ 20 ปีเช่นนี้ เจ้าหอจะประสบกับชะตาที่พลิกผันอย่างไรก็ไม่รู้ และจะผ่านพ้นไปได้หรือไม่”เสียงของหนึ่งในผู้คุมกฎอาวุโสสูงที่สุดเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล “เจ้าหอหยั่งรู้ฟ้าดิน นางน่าจะล่วงรู้ว่าชะตาเบื้องหน้าจะต้องประสบกับอะไรบ้างหรอกนะ ท่านกังวลมากจนเกินไปหรือเปล่า”เสียงของหนึ่งในผู้คุมกฎแสดงความคิดเห็นออกมา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยส่ายไปมาติดต่อกันเมื่อได้ยินหนึ่งในผู้คุมกฎกล่าวออกมาเช่นนั้น “นางหยั่งรู้ฟ้าดินของผู้อื่น แต่ในทางกลับกันนางไม่อาจญาณหยั่งรู้โชคชะตาของตัวเอง ลิขิตสวรรค์ไม่ได้ให้มาครบทุกสิ่งอย่างหรอกนะ นางจะรอดพ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเองและสถานการณ์ที่บีบบังคับ อย่าลืมสิว่าเจ้าหอเพิ่งจะมีอายุ 17 ปีเท่านั้น นางยังเยาว์และด้วยวัยเพียงเท่านี้ต้องมารับภาระอันยิ่งใหญ่คอยปกป้องและดูแลหอดวงดาวแห่งนี้”ผู้อาวุโสสูงสุดหรือที่เรียกขานกันภายในหอดวงดาวว่าท่านลุงใหญ่กล่าวพลางถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงพร้อมเอ่ยขึ้น “ความคิดความอ่านของนางอาจจะโตกว่าอายุจริงแต่นางไม่ใช่ผู้ทรงศีลหรือบำเพ็ญตนเพื่อประพฤติเป็นเซียน บางวันยังวิ่งเล่นเป็นเด็กเล็กๆ ก็ยังเห็นอยู่เลย ดังนั้นขึ้นชื่อว่าสตรีย่อมที่จะมีอารมณ์อ่อนไหวด้วยกันทั้งสิ้น อีกทั้งการออกจากหอดวงดาวในครั้งนี้ล้วนเป็นลิขิตของสวรรค์ที่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น” ผู้คุมกฎอาวุโสที่สุดอธิบายออกมาพลางทอดถอนหายใจออกมาอย่างแรงอีกเป็นครั้งที่สองด้วยไม่อยากคิดเลยว่า เจ้าหอแห่งดวงดาวจะพานพบสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของนางบ้าง และนั่นทำให้ผู้คุมกฎที่เหลือได้แต่ยืนฟังอย่างเงียบๆ ไม่ปริปากกล่าวสิ่งใดออกมาอีก ทำได้แต่เพียงภาวนาให้เรื่องร้ายกลับกลายเป็นเรื่องดีเพื่อเจ้าหอคนงามจะได้กลับคืนหอดวงดาวดั่งเดิม พระราชวังหลวงห้องทรงงานเพล้ง!!!! ถ้วยชาที่กำลังยกขึ้นเสวยร่วงหล่นจากพระหัตถ์อย่างไม่รู้สาเหตุ ท่ามกลางความแปลกพระทัยของฮ่องเต้ลี่หยวนเมื่อทรงทอดพระเนตรเหตุการณ์ที่ปรากฏออกมาเช่นนั้นรวมไปถึง หลี่ต๋าก็ด้วยเช่นกัน“ฝ่าบาททรงเป็นอะไรอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ หรือว่าทรงเกิดประชวรขึ้นมา”หลี่ต๋าถามด้วยความเป็นห่วงในขณะที่คนถูกถามกำลังนั่งครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ผ่านมาพลางยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นทอดพระเนตร“เหตุใดถ้วยชาจึงหล่นไปจากมือของข้าได้เองแบบนี้นะ มือของข้าก็ปกติดีทุกอย่างไม่มีอาการอะไรบ่งบอกแม้แต่น้อย”รับสั่งครุ่นคิดภายในส่วนลึกของจิตใจเริ่มมีความกังวลจนบอกไม่ถูกมิรู้ว่ามาเป็นเพราะสาเหตุใด“ฝ่าบาทให้ท่านหมอมาตรวจดูอาการจะดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หลี่ต๋าทูลถามด้วยความเป็นห่วงหากแต่ลี่หยวนกลับส่ายพระพักตร์ไปมาเป็นการปฏิเสธ“ไม่ต้องให้หลินเอ๋อมาตรวจอาการของข้าหรอก ข้าล่วงรู้ตัวเองดีว่าร่างกายของข้าเป็นอย่างไร ไปตามนางให้มาตรวจอาการของข้าจะพาลทำให้นางตกอกตกใจไปเสียเปล่าๆ ค
ระเบียงห้องดื่มชา ภายในบริเวณห้องดื่มชาในเวลานี้คนงามกำลังนำกลีบกุหลาบที่ผ่านการคัดและตากตลอดจนนำมาอบแห้งจนกลายเป็นใบชาเพื่อเปลี่ยนรสชาติในการดื่มชา มาดื่มชาจากดอกไม้แทนบ้าง กลิ่นหอมอ่อนๆ จากยอดน้ำค้างที่นำมาชงชาผสมผสานกับกลีบกุหลาบทำให้รสชาตินุ่มลิ้นและหอมกรุ่นชื่นใจ “หลินเอ๋อ! หลินเอ๋อ!!!”สุรเสียงรับสั่งหาคนรักดังกึกก้องไปทั่วทั้งพระตำหนักเย่วเชียง ในขณะที่คนถูกเรียกกำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างละเมียดละไมอยู่ในขณะนั้น ถึงกับสำลึกออกมาทันที พรืดด!!! เว่ยหลินหลางสำลักน้ำชาที่กำลังดื่มเข้าไปทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกของคนรัก “พี่หยางหนีงานมาอีกแล้วหรือนี่! จริงๆ เลย”นางบ่นพึมพำพร้อมเสียงของคนรักดังก้องไม่คลาดครา “หลินเอ๋อ!”รับสั่งหาคนงามไปทั่วบริเวณก่อนจะสะดุดลงเมื่อเสด็จมาที่ห้องดื่มชา พร้อมทอดพระเนตรคนงามกำลังนั่งหน้าตูมอยู่ในขณะนั้น
วันรุ่งขึ้นห้องทรงงาน “หลี่ต๋า!”สุรเสียงรับสั่งหาคนสนิทดังเอ็ดอึงไปทั่วห้องทรงงานเลยทีเดียว เพียงครู่เสียงฝีเท้าของคนกำลังเดินตรงมาที่ห้องทรงงาน พร้อมร่างสันทัดของหลี่ต๋าก้าวเข้ามาในพระตำหนัก พร้อมหีบใบย่อมที่ถือติดมือมาด้วย “เจ้าไปไหนมาข้าเรียกหาตั้งนาน”รับสั่งถาม หลี่ต๋าที่กำลังยืนหายใจจนตัวหอบโยนยกชายแขนเสื้อของตัวเองขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้าจนจางหายไปพร้อมกราบทูล “กระหม่อมบังเอิญไปพบหีบใส่ของใช้ส่วนตัวของท่านหมอน้อยติดไปกับหีบฉลองพระองค์ของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ จำได้ว่าเป็นของท่านหมอจึงตั้งใจจะนำไปให้นางพ่ะย่ะค่ะ”หลี่ต๋ากราบทูลกลับไป คำกราบทูลของหลี่ต๋าทำให้ฮ่องเต้ลี่หยวนย้อนคิดถึงวันแรกที่พานพบคนรักขึ้นมาได้ “จริงสิข้าลืมไปเสียสนิท
ห้องบรรทมทิศเหนือ ห้องบรรทมทางทิศเหนือมีระเบียงยื่นออกมาอย่างกว้างขวางสร้างอยู่เหนือสระน้ำ ด้านล่างเต็มไปด้วยดอกบัวและตัวปลาแหวกว่ายไปมามากมายตามพระบัญชาของลี่หยวนด้วยต้องการนอนชมดวงดาวในยามกลางคืนร่วมกับคนรักของพระองค์ ตลอดระยะเวลาสิบเดือนที่ผ่านมาทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายในตำหนักเย่วเชียงแห่งนี้อย่างมีความสุขตามประสาคนรัก ลี่หยวนเฝ้าทะนุถนอมคนรักของพระองค์เป็นยิ่งนัก ทรงให้เกียรติและไม่เคยบังคับให้มีความสัมพันธ์ทางกายด้วยกันแม้แต่ครั้งเดียวถึงแม้ว่าธรรมชาติในวัยหนุ่มฉกรรจ์จะเรียกร้องมากมายเพียงใดแต่พระองค์ก็ทรงอดพระทัยเอาไว้ได้อยู่เสมอรอคอยให้นางเต็มใจและพร้อมที่จะเป็นของพระองค์โดยไม่รู้สึกกลัวหรือหวาดหวั่น เมื่อใดที่พิธีอภิเษกมาถึงเว่ยหลินหลางก็จะเป็นของพระองค์ตลอดไปและตลอดกาล “ดวงดาวคืนนี้เต็มท้องฟ้าสวยจัง”เสียงของสตรีสาวนางหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่เข้ามาปกคลุมโดยรอบภายในบริเวณดังกล่าว
สิบเดือนผ่านไป แคว้นเทียนอวี๋ในช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยความสงบสุขไปทั่วทุกหย่อมหญ้า นับตั้งแต่ฮ่องเต้ลี่หยวนเสด็จกลับจากการออกล่าดินแดนและเริ่มวางแผนปกครองแคว้นอย่างจริงจัง ชาวเมืองเทียนอวี๋ร่วมไปถึงชาวเมืองจากแคว้นอื่นๆ ที่ถูกต้อนมาในฐานะผู้พ่ายแพ้สงครามรวมแล้วมีมากมายนับหลานแสนคนเลยทีเดียว ลี่หยวนฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชาให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีของประชาชนเป็นเวลาห้าปี มีเพียงชนชั้นขุนนางและคหบดีมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้กับราชสำนักเท่านั้นแต่ถึงกระนั้นการจ่ายภาษีก็จ่ายเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้นเพื่อเกิดความให้ยุติธรรมและให้แจกจ่ายที่ดินทำกินให้กับทุกครัวเรือน เพิ่มเบี้ยหวัดให้แก่ทหารในกองทัพเพื่อมีเงินส่งให้กับทางบ้านเกิดรวมไปถึงแจกจ่ายข้าวและอาหารให้แก่ชาวเมืองเป็นประจำทุกเดือนเพื่อไม่ให้เกิดความอดอยาก ฮ่องเต้ลี่หยวนใช้บทลงโทษที่รุนแรงยิ่งนักสำหรับผู้กระทำความผิด หากผู้ใดฉวยโอกาสขึ้นราคาข้าวและของแห้งซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการแลกเปลี่ยนสินค
หา! เจ้าหอคนงามอุทานออกมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง “นะ..นี่ท่านไม่ได้พูดหยอกเย้าข้าอย่างนั้นเหรอท่านแม่ทัพ”นางถามย้ำกลับไป “เจ้าคิดว่าคนเช่นข้าพูดเล่นอย่างนั้นเหรอ ที่ข้าพูดกับเจ้าเมื่อครู่ล้วนจริงจังและจริงใจต่อเจ้าทั้งสิ้น”รับสั่งย้ำเตือนสุรเสียงเน้นหนักและชัดเจนสร้างอาการตื่นตะลึงและตกใจอยู่ไม่น้อยบังเกิดขึ้นกับเว่ยหลินหลางขึ้นมาทันใด “นี่ท่านพูดจริงเหรอท่านแม่ทัพ ท่านไม่กลัวครอบครัวและวงศ์ตระกูลได้รับความอับอายเพราะข้ามีใบหน้าอัปลักษณ์เข่นนี้เลยเหรอ”นางถามกลับไป “ข้าไม่สนใจ!” “ข้าไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวเอง ไม่มีรู้ว่าเป็นใครมาจากไหนไร้สิ้นตระกูลใหญ่ค้ำจุน” “ข้าไม่สน” “ข้ากินจุมากเลยนะ ท่านเลี้ยงไหวเหรอ”







