LOGINหลังฟื้นคืนสติ เหยาหลิงเจิน บุตรสาวจวนโหวผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็น “คนปัญญาอ่อน” กลับมีท่าทีเปลี่ยนไปจนทุกคนในจวนต่างยินดี ทว่ามิอาจมีใครล่วงรู้ว่า… ภายใต้รอยยิ้มไร้เดียงสานั้น คือสตรีผู้เฉลียวฉลาดที่จงใจสวมบทบาทคนเขลา เพื่อความอยู่รอด นางเลือกทำตัวไร้พิษภัย ซ่อนคมปัญญาไว้ รอวันสืบหาความจริงและความทรงจำที่สูญหาย ในเวลาเดียวกัน เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี อ๋องเสเพลผู้ประกาศกร้าวว่า “เปิ่นหวางไม่ต้องการชายาที่ฉลาดหรือเปี่ยมคุณธรรม ขอเพียงงดงามและให้กำเนิดบุตรชายได้ก็พอ” และแล้ว… สตรีผู้ไร้เดียงสา งดงามไร้ที่ติ แถมยังดูควบคุมง่ายดาย ก็ปรากฏต่อหน้าเขา นางคือเหยาหลิงเจินว่าที่พระชายาที่ตรงตามเงื่อนไขทุกประการ แต่การแต่งงานที่เริ่มต้นจากความเข้าใจผิดและความลับที่ถูกปกปิด กลับค่อย ๆ ก่อเกิดความสงสัย ยิ่งเข้าใกล้นางมากเท่าใด มู่หย่งฉีก็ยิ่งพบว่า “สตรีคนเขลา” ที่เขาเลือก มิได้ไร้ปัญญาอย่างที่คิด หากแต่ซ่อนความสามารถ ภูมิรู้ และปริศนาในอดีตที่พร้อมจะเปลี่ยนชะตาทุกคนไปตลอดกาล
View Moreเจ็ดปีก่อน
เมืองหลวงในเหมันตฤดูนั้นงดงามราวกับถูกปกคลุมด้วยหยกขาวบริสุทธิ์ หิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่เมื่อคืน ทำให้ทั่วทั้งจวนเจิ้นหนิงโหวแลดูเงียบสงบและเย็นยะเยือก
ลานกว้างด้านหลังเรือนหลักมีภูเขาจำลองที่สร้างจากหินสีเทาเข้ม ด้านข้างเป็นสระน้ำใสที่ตอนนี้ผิวน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็งบางส่วน เหยาหลิงเจินและกัวรั่วชิง[1]ในวัยเก้าขวบ สวมอาภรณ์สีสดใสตัดกับสีขาวโพลนของหิมะ พวกนางกำลังเล่นซ่อนหาอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กที่ร่างกายแข็งแรง เต็มไปด้วยพลังของวัยเยาว์
“ชิงชิง ข้าซ่อนดีแล้วนะ เจ้าหาข้าไม่เจอแน่!” เสียงเจื้อยแจ้วของเหยาหลิงเจินลอดออกมาจากหลังพุ่มไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะกองหนา นางหัวเราะคิกคักด้วยความตื่นเต้น
กัวรั่วชิงซึ่งเป็นบุตรีของชิงผิงโหว และเป็นสหายที่รู้ใจที่สุดของเหยาหลิงเจิน ทั้งสองเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เล็ก เพราะมารดาของพวกนางเป็นเพื่อนสนิทกันเช่นกัน
กัวรั่วชิงเดินย่ำเท้าไปตามรอยเท้าของเหยาหลิงเจินที่ทิ้งไว้บนพื้นหิมะ นางทำท่าทางเท้าสะเอวอย่างเอาจริงเอาจัง “เจินเจิน เจ้าอย่านึกว่าข้าไม่รู้ รอยเท้านั่นมันไปทางภูเขาจำลองแล้ว”
เหยาหลิงเจินส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ นางคิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะในการซ่อนตัวแล้วเชียว นางวิ่งเลี่ยงพุ่มไม้ไปยังจุดที่คิดว่าลับตาที่สุด คือบริเวณซอกหินของภูเขาจำลองที่ใกล้กับน้ำตกที่ตอนนี้ถูกแช่แข็ง มีเพียงแอ่งน้ำด้านล่างเท่านั้นที่ยังคงมีน้ำไหลอยู่บ้าง
“ฮ่าๆ ข้าซ่อนตรงนี้ดีกว่า เจินเจินต้องไม่เห็นแน่”
ด้วยความเร่งรีบและพื้นที่ที่ลื่นจากน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามโขดหิน ขณะที่เหยาหลิงเจินปีนเข้าไปในซอกหินแคบๆ เท้ากลับเหยียบไปบนพื้นน้ำแข็งบางๆ ใกล้ขอบสระน้ำ
แกร๊ก!
เสียงน้ำแข็งแตกดังขึ้นอย่างกะทันหัน
เหยาหลิงเจินร้องเสียงหลง ร่างกายเสียหลักพลัดตกลงไปในแอ่งน้ำเย็นจัดทันที
“ว้ายยย!”
กัวรั่วชิงที่ตามมาติดๆ ชะงักเท้าเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงน้ำกระเซ็น นางวิ่งฝ่ากองหิมะตรงไปที่ภูเขาจำลองด้วยความตกใจ เมื่อเห็นร่างเล็กๆ ของสหายรักจมอยู่ในน้ำเย็นเฉียบที่มีโขดหินล้อมรอบ สติของนางก็แทบแตก!
“เจินเจิน! เหยาหลิงเจิน!” กัวรั่วชิงตะโกนสุดเสียง ใบหน้าซีดเผือด นางไม่กล้าเข้าใกล้ขอบสระเพราะเกรงว่าจะพลัดตกลงไปอีกคน
“ช่วยด้วย! มีคนตกน้ำ ท่านโหว ฮูหยิน ใครก็ได้ช่วยเจินเจินด้วย” กัวรั่วชิงไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป นางทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นหิมะที่เย็นเฉียบ ร้องตะโกนเรียกให้คนมาช่วยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความรู้สึกผิดที่กัดกินใจนาง
เสียงร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานนักสาวใช้ก็วิ่งกรูกันเข้ามาอย่างตื่นตระหนก ตามมาด้วยบุรุษร่างสูงใหญ่ทั้งสามของจวน นั่นก็คือ เจิ้นหนิงโหว เหยาจิ้นทง เหยาจิ้นอวี๋ พี่ชายคนโต และเหยาหมิง พี่ชายคนรองของเหยาหลิงเจิน
“เกิดอะไรขึ้น” เหยาจิ้นทงคำรามด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อเห็นบุตรสาวของตนเองจมอยู่ในน้ำเย็นจัด ใบหน้าซีดขาวจนน่ากลัว เขารีบสั่งการให้คนกระโดดลงไปช่วยทันทีโดยไม่รอช้า “พวกเจ้ามัวทำอะไรกันอยู่ รีบลงไปช่วยคุณหนูสามเร็วเข้า”
ในที่สุด เหยาหลิงเจินก็ถูกนำขึ้นจากน้ำในสภาพที่สั่นสะท้านไปทั้งตัว ปากและเล็บเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ นางไออย่างหนักและสำลักน้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง
เหอเหมียวลี่ ผู้เป็นมารดาตามมาถึงในภายหลัง เมื่อเห็นสภาพบุตรสาวก็เป็นลมล้มพับไปทันที
ตั้งแต่วันนั้น... จวนเจิ้นหนิงโหวก็ตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความเงียบงันและตึงเครียด
เหยาหลิงเจินถูกนำไปรักษาตัวในเรือน นางตัวร้อนจัดตลอดเวลา ไม่ได้สติไปถึงเจ็ดวันเต็มๆ หมอฝีมือดีเข้าพากันออกจวนไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่านางจะพ้นขีดอันตรายหรือไม่
“ท่านหมอ ลูกสาวข้า... นางจะฟื้นหรือไม่” เหอเหมียวลี่นั่งอยู่ข้างเตียงบุตรสาว ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ไม่หยุด นางจับมือเล็กๆ ของบุตรสาวไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้ว นางจะหายไป
เหยาจิ้นทงยืนอยู่ข้างๆ ภรรยา เขาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แต่ต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้เพื่อเป็นที่พึ่งของครอบครัว
ท่านหมอส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ “ท่านโหว ฮูหยิน คุณหนูสี่ถูกไอเย็นเข้าปอดอย่างรุนแรง อาการหนักเกินกว่าที่ข้าจะยืนยันได้ว่าจะฟื้นหรือไม่ แต่ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่”
คำพูดที่เหมือนให้เผื่อใจไว้เช่นนี้ ทำให้ฮูหยินเจิ้นหนิงโหวเป็นลมล้มพับไปอีกรอบ
ส่วนกัวรั่วชิงก็ได้รับอนุญาตให้อยู่เฝ้าสหายรักอย่างใกล้ชิด นางไม่ยอมกลับจวนของตนเองเลยแม้แต่วันเดียว เมื่อถูกบิดามารดามาตาม นางก็ร้องไห้หนักจนทุกคนต้องยอมให้นางนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงของเหยาหลิงเจิน
“เจินเจิน... เจินเจิน... เจ้าต้องฟื้นนะ... ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าชวนเจ้าเล่นซน... ฮือ...” นางจับมือของสหายไว้แน่น น้ำตาหยดลงบนผ้าห่มผืนหนา พร่ำโทษตัวเองซ้ำๆ
เหยาจิ้นอวี๋ และเหยาหมิง เห็นความรู้สึกผิดอย่างรุนแรงของกัวรั่วชิง ก็ทำได้เพียงลูบศีรษะนางเบาๆ ด้วยความสงสาร “ชิงเอ๋อร์... เจ้าอย่าคิดมาก มันเป็นอุบัติเหตุ พวกเรารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจ”
ยามนี้ บรรยากาศในจวนเจิ้นหนิงโหวช่างหนาวเย็นถึงหัวใจของทุกคน
[1] กัวรั่วชิง คือ ตัวละครเอกในเรื่อง พลิกชะตานางร้ายลิขิตรัก
ทันทีที่จื่อรั่วเดินลับตาไป หลิวรุ่ยหลินในร่างของเหยาหลิงเจินก็เปลี่ยนจากหญิงสาวผู้อ่อนแอเป็นยอดฝีมือที่รวดเร็วปานลมพัด นางลอบเร้นออกจากหน้าต่างเรือนพัก กลมกลืนไปกับความมืดและม่านหมอกที่หนาทึบ นางใช้ความคุ้นเคยจากวิญญาณเดิมเดินลัดเลาะผ่านเส้นทางลับที่ขนาบข้างด้วยเถาวัลย์หนาม มุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าหินทมิฬที่ไม่มีศิษย์คนใดกล้าย่างกรายในยามวิกาลนางแหวกม่านไม้ออก เผยให้เห็นทางเข้าถ้ำลับที่ส่งกลิ่นอายอุ่นซ่านและไอระเหยจางๆ ของกำมะถันออกมาต้อนรับ ภายในคือ 'สระเร้นลับ' ที่งดงามประดุจวิมานเทพ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านเพดานถ้ำลงมาตกกระทบผิวน้ำสีมรกตจนเกิดประกายระยิบระยับ ไอน้ำสีขาวลอยอ้อยอิ่งปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับแดนเซียนหลิวรุ่ยหลินค่อยๆ ปลดอาภรณ์ออกทีละชิ้น ผิวกายที่ขาวผ่องไร้ราคีสะท้อนแสงสลัวดูผุดผ่องปานหยดหยก นางก้าวลงสู่ผิวน้ำที่อุ่นจัดช้าๆ ความร้อนที่พอเหมาะแผ่ซ่านเข้าสู่ทุกอณูขุมขน ช่วยสลายความเหนื่อยล้าและชำระล้างคราบสกปรกออกไปอย่างหมดจด นางหลับตาลง ดื่มด่ำกับความเงียบสงัดและกลิ่นหอมของหินแร่ธรรมชาตินางเริ่มแหวกว่ายไปตามความกว้างของสระน้ำอย่างสุนทรีย์ มุดดำลงใต้ผิวน้ำก่อนจะโผล่พ้นน้ำขึ้
หลี่ตงนิ่งคิดอย่างหนัก สำนักอัสนีเมฆามีคำสั่งให้เฝ้าระวังคนนอกอย่างเข้มงวด ยิ่งกลุ่มคนที่มีฝีมือสังหารสัตว์อสูรระดับนี้ได้ ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ“อย่าเพิ่งวู่วาม” หลี่ตงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เรายังไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของพวกมัน หากเป็นแค่คนหลงทางก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นพวกที่คิดจะบุกรุกสำนักด้วยแผนการบางอย่าง คนพวกนี้อาจจะเป็นแค่นกต่อก็ได้ พวกมันอาจซ่องสุมกำลังรอจังหวะอยู่ก็เป็นได้”เขามองดูท่าทีของมู่หย่งฉีที่ดูเหมือนจะนิ่งสงบเกินไปจนน่าสงสัย“เจ้าพาคนแยกไปทางซ้าย ส่วนเจ้ามากับข้า เราจะประกบทางขวาสะกดรอยตามพวกมันไปเงียบๆ ดูว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือที่ใด หากพวกมันกล้ามุ่งหน้าลึกเข้าไปถึงด่านหินกลืนวิญญาณชั้นใน เราค่อยส่งสัญญาณเรียกกำลังเสริมและเข้าขวาง”“ขอรับหัวหน้า” ลูกน้องรับคำเสียงเบาทั้งสี่คนขยับถอยร่นออกไปในเงามืดอย่างระมัดระวัง ใช้ม่านหมอกและซอกหินเป็นเกราะกำบัง พวกเขาทำตัวกลมกลืนไปกับความมืด คอยเฝ้าสังเกตการณ์ทุกความเคลื่อนไหวของกลุ่มมู่หย่งฉีโดยไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่นิดเดียวทางด้านมู่หย่งฉี แม้สายตาจะจ้องมองเปลวไฟตรงหน้า แต่หูที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีกลั
“แต่นั่นมันต้องใช้เวลา” หวงเชียนเล่อที่นั่งกัดฟันทำแผลอยู่ไม่ไกลโพล่งขึ้นด้วยความร้อนรน “คุณชาย... ฮูหยินหายตัวไปหลายวันแล้ว หากมัวแต่ไปตามหาพรานเงาหรืองมทางกันอยู่อย่างนี้ ข้าเกรงว่ามันจะสายเกินไป ข้าคิดว่าเราเน้นเส้นทางเลียบลำธารน่าจะดีที่สุด เพราะถ้าฮูหยินไม่ได้ถูกสำนักอัสนีเมฆาช่วยไป นางก็น่าจะอยู่ใกล้ๆ ลำธาร เพราะตกมาจากที่สูงขนาดนั้นน่าจะบาดเจ็บไปไหนไม่ได้ไกลจากจุดที่ขึ้นฝั่ง”แววตาของแม่ทัพหนุ่มในคราบองครักษ์อาเล่อเต็มไปด้วยความกังวล เขาลดเสียงลงพลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “หากคนของสำนักอัสนีเมฆาช่วยนางไว้จริง และพวกนั้นระแคะระคายว่าฮูหยินมีความเกี่ยวข้องกับราชสำนัก เรื่องมันจะยิ่งยุ่งยาก พวกชาวยุทธ์มักชิงชังทางการเป็นทุนเดิม พวกเขาอาจมองว่านางเป็นสายลับ หรืออย่างแย่ที่สุด... หากไม่อยากพัวพันกับเรื่องยุ่งยากของทางการ พวกเขาอาจจะนำนางไปทิ้งไว้กลางป่าลึกที่อันตรายกว่านี้เพื่อให้พ้นตัวนะขอรับ”มู่หย่งฉีมองเปลวไฟด้วยนัยน์ตาเยือกเย็น “ใจเย็นก่อนอาเล่อ เจ้าคิดว่าอานุภาพของ ว่านซิงกง เมื่อครู่นี้จะเล็ดลอดสายตาของยอดฝีมือในหุบเขาไปได้รึ?”หวงเชียนเล่อชะงักไปครู่หนึ่งมู่หย่งฉีคลี่ยิ้มบางๆ
ครั้นตัดสินใจได้ดังนั้น มู่หย่งฉีสะบัดกระบี่ในมือกลับเข้าฝักอย่างไม่ใยดี เขาเอื้อมมือไปเบื้องหลังปลดห่อผ้าแพรสีดำทมิฬที่สะพายอยู่ตลอดเวลาออกมา พริบตานั้น บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนจากความหนาวชื้นกลายเป็นความร้อนแรงที่แฝงไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์แสงสีครามเจิดจ้าขุมหนึ่งระเบิดออกมาจากห่อผ้า ฉีกกระชากม่านหมอกที่ปกคลุมหุบเขาจนมลายหายไปในชั่วอึดใจ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในมือของเขาคือคันธนูที่สลักจากอัญมณีล้ำค่า ลวดลายดารานับหมื่นบนนั้นดูเหมือนจะมีชีวิตและเคลื่อนไหวได้จริง กลิ่นอายเทพศาสตราแผ่ซ่านออกมาข่มรังสีอสูรของพยัคฆ์ร้ายจนมันถึงกับชะงักงันด้วยความเกรงกลัวในระดับวิญญาณ“ว่านซิงกง...” หวงเชียนเล่อพึมพำ แม้จะเคยเห็นมาบ้างแต่ทุกครั้งที่อาวุธชิ้นนี้ปรากฏ อานุภาพของมันยังคงทำให้น่าเกรงขามเสมอมู่หย่งฉีหยัดกายยืนมั่นคงดุจจอมราชันย์ แผ่นหลังของเขาดูยิ่งใหญ่ขึ้นมาถนัดตา เขาเหนี่ยวสายเอ็นมังกรที่ไร้ลูกศร ทว่ากลับปรากฏศรแสงสีฟ้าอำพันควบแน่นขึ้นจากพลังจักรวาลที่ไหลเวียนอยู่รอบกาย“เจ้าบังอาจทำให้คนของข้าต้องหลั่งเลือด... เช่นนั้นก็จงกลายเป็นธุลีเสียเถอะ!”ปึง!!!เสียงสายธนูดีดตัวดังสะท้อนกึกก้องไปทั้งหุบเ
ท่ามกลางลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดเอื่อยทว่ายังคงความหนาวเหน็บ หลิวรุ่ยหลินในร่างของเหยาหลิงเจินยืนนิ่งอยู่หน้าโถงตำหนักอันโอ่อ่า ดวงตากลมโตทอดมองลอดประตูที่เปิดกว้างเข้าไปสู่ด้านใน ที่นั่นมืดสลัวและเต็มไปด้วยกลิ่นกำยานหอมกรุ่น นางเห็นเพียงเงาร่างของสตรีสูงศักดิ์ประทับอยู่หลังม่านฉลุที่วิจิตรบรรจง แสงเทีย
เรือสำราญลำใหญ่ลอยลำอย่างมั่นคงอยู่กลางแม่น้ำกว้างใหญ่ เสียงคลื่นกระทบแคมเรือเบาๆ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด มู่หย่งฉีประคองหลิวรุ่ยหลินขึ้นมายังชั้นสองของเรือ ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง มีโต๊ะไม้ตัวเตี้ยตั้งอยู่กลางพรมผืนหนา บนโต๊ะเต็มไปด้วยขนมหวานหน้าตาน่ากินแ
บรรยากาศภายในรถม้าที่เคลื่อนตัวออกจากจวนเจิ้นหนิงโหวอบอวลไปด้วยความเงียบที่ชวนให้ใจสั่น มู่หย่งฉีนั่งพิงผนังรถม้าอย่างสง่างาม สายตาจับจ้องไปยังร่างเล็กที่นั่งห่างออกไปเล็กน้อย แสงโคมจากภายนอกที่สาดเข้ามาเป็นระยะกระทบใบหน้าที่แต่งแต้มจนงดงามหมดจดของนาง หัวใจของเขาที่เคยด้านชาจากการชิงดีชิงเด่นในวังห
จู่ๆ ร่างเล็กในชุดสีเหลืองนวลก็วิ่งพรวดออกมาจากหลังฉากกั้น“เจินเอ๋อร์ เจ้าออกมาได้อย่างไร” เหอเหมียวลี่อุทานขึ้นด้วยความตกใจ“ท่านอ๋องพูดแล้วไม่มีทางคืนคำ แล้วเจินเจินอยากไปดูโคมไฟจริงๆ นะเจ้าคะท่านพ่อ ท่านแม่ ให้เจินเจินไปเถอะนะเจ้าคะ เจินเจินสัญญาว่าจะเชื่อฟังท่านอ๋อง ไม่ดื้อไม่ซนสักนิดเลยเจ้าค่












reviewsMore