Home / โรแมนติก / ต้นน้ำติดดิน / ตอนที่ 1 : อีสานเถี่ยแรก

Share

ต้นน้ำติดดิน
ต้นน้ำติดดิน
Author: Chanan

ตอนที่ 1 : อีสานเถี่ยแรก

Author: Chanan
last update publish date: 2026-09-23 23:02:07

รถกระบะสองแถวรับจ้างแล่นลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา เสียงล้อบดถนนยางมะตอยดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านบังแดดยามบ่ายจนเหลือเพียงแสงรำไร อากาศรอบนอกเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความสูง ยิ่งรถเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในเขตอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย กลิ่นไอดินชื้นๆ ผสมกลิ่นใบไม้สดและน้ำค้างก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

 บนท้ายกระบะที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งเบียดกันหลบลมที่ตีปะทะหน้า

 "เชี่ยยย หนาวเอาเรื่องนะเนี่ย มึงดูดิ ขนกูลุกถึงตูดแล้วมั้ง" ปิงโวยวายแข่งกับเสียงลม พร้อมโชว์ท่อนแขนที่ขนลุกซู่ให้เพื่อนสนิทดู ว่าที่ครูพละหนุ่มรีบรูดซิปเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นจนสุดคอ

 "ก็บอกแล้วไงให้เอาเสื้อกันหนาวหนาๆ มา มึงก็ไม่เชื่อ บอกเมืองไทยมีแต่หน้าร้อนกับร้อนมาก เป็นไงล่ะ เจอภูหลวงเข้าไป" ต้นน้ำหัวเราะขำเพื่อน แม้ว่าตัวเขาเองจะกำลังซุกมือหาความอบอุ่นในกระเป๋าเสื้อฮู้ดสีครีมอยู่เหมือนกัน

 ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงกลมมองออกไปนอกรถ ทัศนียภาพเบื้องหน้าช่วยพัดพาความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถทัวร์ยาวนานให้หายเป็นปลิดทิ้ง ภูเขาลูกใหญ่ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อนใต้ตีนหมอก ไร่ข้าวโพดและสวนยางพาราถูกปลูกลดหลั่นตามแนวเขา สีเขียวหลายเฉดตัดกับฟ้าครามได้อย่างลงตัว ต้นน้ำสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ นี่คือสถานที่ที่เขาและเพื่อนต้องใช้ชีวิตในฐานะนักศึกษาฝึกสอนตลอดหนึ่งปีการศึกษา

 หลังจากผ่านหมู่บ้านเล็กๆ และทุ่งนาเขียวขจี รถกระบะก็เลี้ยวเข้าประตูเหล็กสีฟ้าของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง พื้นที่โรงเรียนไม่ได้กว้างขวางนัก อาคารเรียนไม้สองชั้นสีเหลืองไข่ไก่ดูเก่าแต่สะอาดตา สนามฟุตบอลดินแดงหน้าเสาธงมีหญ้าขึ้นแซมประปราย ด้านหลังโรงเรียนติดเชิงเขา มีต้นจามจุรีใหญ่แผ่ร่มเงาริมสระน้ำ

 "ฮอดแล้วครับครู บ้านพักครูอยู่ทางพู้นเด้อ" (ถึงแล้วครับครู บ้านพักครูอยู่ทางโน้นนะ ) ลุงคนขับร้องบอกพลางชี้ไปที่บ้านไม้ใต้ถุนสูงด้านหลังโรงเรียน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากอาคารเรียนหลักพอสมควร

 ต้นน้ำและปิงช่วยกันขนสัมภาระลงจากรถ จ่ายค่าโดยสารเสร็จก็ลากกระเป๋าเดินไปที่บ้านพัก ทว่าทันทีที่ก้าวขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามน้ำหนักตัว ทั้งสองก็หันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย

 สภาพบ้านพักครูค่อนข้างทรุดโทรมตามกาลเวลา ผนังไม้บางแผ่นหลุดร่อน ระเบียงหน้าบ้านมีหยากไย่เกาะ แต่ที่ทำให้ต้นน้ำหนักใจที่สุดคือตอนที่เปิดเข้าไปในห้องนอนฝั่งซ้ายของตัวเอง หน้าต่างบานเกล็ดกระจกแตกหายไปบางส่วน ซ้ำหน้าต่างไม้บานผลักกลอนก็หลุดลุ่ย ปล่อยให้ลมเย็นเยียบจากภูเขาพัดโกรกเข้ามาตลอดเวลา

 "ไอ้ต้น ห้องมึงสภาพแอดเวนเจอร์มาก คืนนี้มึงแข็งตายแน่ลมโกรกขนาดนี้" ปิงชะโงกหน้ามาดูบานหน้าต่างที่แกว่งไปมาตามลม

 "เออดิ ทำไงดีวะเนี่ย ช่างที่โรงเรียนก็ไม่รู้มีไหม วันนี้วันอาทิตย์ด้วย" ต้นน้ำถอนหายใจยาว วางกระเป๋าลงบนพื้นไม้กระดาน ก่อนจะลองเดินไปดึงบานหน้าต่างให้ปิดสนิท

 แต่เพราะบานพับขึ้นสนิมและเนื้อไม้ที่บวมชื้น มันจึงฝืดจนแทบขยับไม่ได้ ต้นน้ำออกแรงดึงจนหน้าดำหน้าแดง หน้าต่างก็ยังคงค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ลมเย็นๆ ยังพัดหอบเอาเศษใบไม้แห้งปลิวเข้ามาในห้องไม่หยุด

 "มึงหลบไป กูเอง ระดับครูพละกล้ามเนื้อแน่นๆ อย่างกู แป๊บเดียว" ปิงถลกแขนเสื้อแทรกตัวเข้ามา แล้วออกแรงดึงบานหน้าต่างอย่างแรง

 กึก! แกรก!

 แทนที่จะปิดเข้าที่ บานพับที่สนิมกินจนกรอบกลับหลุดผึงออกจากวงกบด้านบน หน้าต่างห้อยต่องแต่งรุ่งริ่งเตรียมร่วงลงไปข้างล่าง!

 "ไอ้ปิง! มึงทำพังกว่าเดิมอีกเนี่ย!" ต้นน้ำร้องลั่น รีบพุ่งไปคว้าบานหน้าต่างไว้ก่อนที่มันจะตกลงไปกระแทกพื้นด้านล่าง

 "เห้ย โทษทีว่ะ กูออกแรงเยอะไปหน่อย มึงจับไว้ก่อนนะ เดี๋ยวกูไปหาเชือกมามัดไว้ก่อน" ปิงลุกลี้ลุกลนวิ่งออกไปนอกห้อง ปล่อยให้ต้นน้ำต้องยืนเขย่งปลายเท้า ใช้สองมือประคองบานหน้าต่างไม้หนักอึ้งเอาไว้ทุลักทุเล ลมหนาวพัดปะทะจนจมูกและแก้มของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ

 "เร็วๆ สิวะไอ้ปิง หนักนะเว้ย!" ต้นน้ำตะโกนเร่ง แต่ได้ยินแค่เสียงโวยวายของปิงที่กำลังรื้อค้นข้าวของอยู่ข้างนอก

 ในจังหวะที่ต้นน้ำกำลังจะหมดแรงและเตรียมใจปล่อยหน้าต่างทิ้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ระเบียงหน้าบ้าน ตามด้วยเสียงทักทายสำเนียงอีสานที่ฟังดูเป็นมิตร

 "สวัสดีค้าบ! คุณครูมาใหม่แม่นบ่ครับ ผอ.ให้ผมแวะมาเบิ่งว่าขาดเหลียอีหยังบ่" (สวัสดีค้าบคุณครูมาใหม่ใช่ไหมครับ ผอ.ให้ผมแวะมาดูว่าขาดเหลืออะไรไหม)

 ต้นน้ำพยายามหันไปมอง ปรากฏร่างของชายหนุ่มผิวคล้ำแดด ในมือถือข้องใส่ปลาและคันเบ็ด เดินฉีกยิ้มกว้างเข้ามาพร้อมปิง แต่สิ่งที่ทำให้ต้นน้ำสะดุดตาคือชายหนุ่มอีกคนที่เดินตามหลังมาเงียบ ๆ

 ชายคนนั้นรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้าง มีมัดกล้ามเนื้อสมส่วนแบบคนทำงานใช้แรงงาน ผิวสีแทนเข้มเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาที่ดูนิ่งขรึม ดวงตาคมกริบใต้คิ้วเข้มไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขาใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีส้มแสดสะท้อนแสง สกรีนด้านหลังตัวเบ้อเร่อว่าปุ๋ยอินทรีย์ตราหมูบิน สวมทับด้วยกางเกงยีนส์สีดำเก่าๆ มีผ้าขาวม้าลายหมากรุกพาดบ่า ในมือขวาถือกล่องเครื่องมือช่างสีแดงสนิมเขรอะ

 ชายเสื้อส้มกวาดตามองสภาพห้องปราดเดียว ก่อนที่ดวงตาคมจะมาหยุดลงที่ต้นน้ำซึ่งกำลังยืนทำหน้าเหยเกประคองหน้าต่างอยู่

 เขาไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เพียงแต่วางกล่องเครื่องมือลงบนพื้นอย่างใจเย็นแล้วเดินตรงเข้ามาหา กลิ่นดินอ่อน ๆ ผสมกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ที่ไม่ได้เหม็นฉุนแต่กลับให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติลอยมากระทบจมูกต้นน้ำ

 "ปล่อย" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยสั้น ๆ

 "ห้ะ?" ต้นน้ำกะพริบตาปริบๆ ยังงุนงงกับสถานการณ์

 "บอกให้ปล่อย เดี๋ยวหล่นทับเท้า" ชายหนุ่มพูดย้ำ ยื่นมือใหญ่ที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักเข้ามาจับขอบบานหน้าต่าง ซ้อนทับกับมือของต้นน้ำ

 สัมผัสหยาบกระด้างแต่มั่นคงจากคนแปลกหน้าทำให้ต้นน้ำเผลอปล่อยมืออย่างลืมตัว บานหน้าต่างไม้ที่เคยหนักอึ้งถูกชายหนุ่มยกขึ้นอย่างง่ายดายด้วยแขนเพียงข้างเดียว ราวกับว่ามันเบาหวิวเหมือนเศษกระดาษ

 "ดิน มึงจัดการเลยเด้อ กูสิไปเว้านำครูพละเผิ่นสาก่อน มักเตะตะกร้อคือกันเลยว่ะ" (ดินมึงจัดการเลยนะ กูจะไปคุยกับครูพละเขาหน่อย ชอบเตะตะกร้อเหมือนกันเลยว่ะ )

ชายที่ถือคันเบ็ดตะโกนบอกเพื่อน ก่อนจะหันไปคุยจ้อกับปิงอย่างถูกคอ ปล่อยให้ห้องนี้ตกอยู่ในความเงียบที่มีเพียงเสียงลมและเสียงเครื่องมือช่าง

 ต้นน้ำถอยออกมายืนมองชายหนุ่มที่ชื่อ ‘ดิน' ทำงานเงียบ ๆ ดินเปิดกล่องเครื่องมือ หยิบค้อน ไขควง และตะปูตัวใหม่ออกมางัดบานพับอันเก่าทิ้งด้วยความชำนาญ ท่าทางของเขาดูทะมัดทะแมงเป็นธรรมชาติ แขนเสื้อยืดสีส้มร่นขึ้นตามจังหวะตอกตะปู เผยให้เห็นเส้นเลือดนูนชัดบนท่อนแขนแข็งแรง

 ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้น ดินไม่ได้หันมามองต้นน้ำด้วยซ้ำ เขาสนใจแค่งานตรงหน้า ต้นน้ำยืนกอดอกมองแผ่นหลังกว้างนั้นเพลิน ๆ รู้สึกแปลกใจที่ผู้ชายคนนี้ดูเงียบขรึมผิดกับเพื่อนลิบลับ แต่การที่เขาลงมือช่วยทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอร้องก็ทำให้ต้นน้ำรู้สึกประทับใจลึก ๆ

 ไม่ถึงสิบห้านาที หน้าต่างที่เคยรุ่งริ่งก็กลับมาติดแน่นสนิทกับวงกบ ดินเปลี่ยนกลอนประตูให้ใหม่ ทดลองเปิดปิดอยู่สองสามครั้งจนแน่ใจ ก่อนจะปิดหน้าต่างและล็อกกลอนเรียบร้อย เสียงลมที่เคยพัดหวีดหวิวถูกตัดขาดไปทันที ความอบอุ่นเริ่มกลับคืนสู่ห้องนอนเล็ก ๆ อีกครั้ง

 ดินเก็บเครื่องมือลงกล่อง ปัดฝุ่นที่เปื้อนมือออกกับกางเกงยีนส์ แล้วหันมามองต้นน้ำ

 "เรียบร้อย" ดินพูดสั้น ๆ นัยน์ตาคมสบเข้ากับดวงตากลมโตหลังเลนส์แว่นเพียงชั่วเสี้ยววินาที

 "เอ่อ... ขอบคุณมากนะครับ พี่... เอ่อ..." ต้นน้ำรีบกล่าวขอบคุณ ทำตัวไม่ถูกกับความนิ่งงันของอีกฝ่าย

 "มันซื่อบักดินครับครู" เพื่อนของดินเดินกลับเข้ามาพอดี

"ผมซื่อเคนเด้อ เป็นคนหาปลาอยู่นำหมู่นี้นี่ล่ะครับ ผอ.ฝากให้พวกผมสองคนคอยเบิ่งแงงครูมาใหม่ คันมีอีหยังหมุ่นอีกกะไปเอิ้นบักดินได้เลยเด้อ มันซ่อมได้เบิดสุอย่างตั้งแต่วิทยุฮอดหลังคาโรงเรียนพุ่นล่ะ" (ผมชื่อเคนนะ เป็นคนหาปลาอยู่แถวนี้แหล่ะผอ.ฝากให้พวกผมสองคนมาคอยดูครู ถ้ามีอะไรพังอีกก็ไปเรียกดินได้เลย มันซ่อมได้ทุกอย่างตั้งแต่วิทยุจนหลังคาโรงเรียนนู่นแหละ)

 เคนหัวเราะร่วน รอยยิ้มซื่อ ๆ ของเขาทำให้ต้นน้ำยิ้มตาม

 "ขอบคุณมากเลยนะครับพี่เคน ขอบคุณพี่ดินด้วย ถ้าไม่ได้พี่ผมคงต้องนอนตากลมแข็งตายแน่ๆ" ต้นน้ำยิ้มกว้าง ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจแบบฉบับคุณครูใจดีไปให้ทั้งสองคน

 ดินมองรอยยิ้มนั้นเงียบๆ เขาไม่ได้ยิ้มตอบ เพียงแค่พยักหน้ารับเบา ๆ แล้วคว้ากล่องเครื่องมือขึ้นมาถือไว้

 "ไปละ" ดินหันไปบอกเคน ก่อนจะเดินสวนต้นน้ำออกไปทางประตูโดยไม่รั้งรอ

 "เอ้า บักนี่ ฟ้าวไปไสหว่า! เอ้อ พวกผมไปก่อนเด้อครับครู มื้อแลงสิเอาปลาที่ตกได้มาเฮ็ดแนวกินสู่กินเด้อ อยู่บ้านพักครูบ่มีเตาแก๊สแม่นบ่ เดี๋ยวผมให้บักดินมันเอาเตาอั้งโล่มาตั้งให้"

(อ้าวไอ้นี่รีบไปไหนวะ เออพวกผมไปก่อนนะครับครู ตอนเย็นจะเอาปลาที่ตกได้มาทำกับข้าวกินด้วยกันนะ บ้านพักครูไม่มีเตาแก๊สใช่ไหมเดี๋ยวให้ดินมาเอาเตาอังโล่มาตั้งให้)

เคนรีบพูดรัว ๆ ก่อนจะวิ่งตามเพื่อนออกไป ทิ้งให้สองนักศึกษาฝึกสอนยืนมองตามหลังไปจนสุดสายตา

 คล้อยหลังชายหนุ่มทั้งสอง ทั่วบริเวณก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง แสงแดดยามเย็นทอประกายสีส้มอมชมพู ท้องฟ้าเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว เสียงนกกาบินกลับรังแว่วมาแต่ไกล สลับกับเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เริ่มร้องประสานเสียงต้อนรับพลบค่ำ อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็วจนหมอกจาง ๆ เริ่มก่อตัวตามยอดหญ้าและลอยเรี่ยพื้น

 "มึงว่าคนชื่อดินนั่นเขาหยิ่งปะวะ ถามคำตอบคำ หน้าอย่างตึง" ปิงเดินเข้ามาตบไหล่ต้นน้ำเบาๆ

"แต่ยอมรับเลยนะว่าฝีมือช่างแกเนี้ยบจริง แป๊บเดียวเสร็จ"

 ต้นน้ำมองไปที่บานหน้าต่างซึ่งถูกซ่อมแซมอย่างแน่นหนา ภาพแผ่นหลังกว้างในเสื้อยืดสีส้มแสดและกลิ่นดินจาง ๆ ยังคงติดอยู่ในความรู้สึก

 "เขาคงไม่ได้หยิ่งหรอกมั้ง คงเป็นคนไม่ค่อยพูดน่ะ" ต้นน้ำตอบเบาๆ เดินไปลูบขอบหน้าต่างไม้ที่เพิ่งตอกตะปูเข้าไปใหม่

"แต่ก็... ใจดีกว่าที่คิดนะ"

 วันแรกที่ภูหลวงก็ไม่ถึงกับแย่จนตกใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างต่างจากบ้านกรุงเทพของเขาจริง ๆ

ทั้งในเรื่องของอากาศ สิ่งปลูกสร้าง วิถีชีวิต รวมไปถึงผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 6 : ลูกผู้ใหญ่บ้านบ่นิ

    รถกระบะตอนเดียวคันเก่าขับไปตามทางดินลูกรังที่ตัดผ่านสวนยางพาราขนาดใหญ่ เสียงล้อรถบดเบียดกิ่งไม้และใบยางแห้งดังกรอบแกรบสลับกับเสียงเครื่องยนต์ แสงไฟหน้ารถสาดส่องแหวกความมืด เผยทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นยางสูงตระหง่านเรียงรายเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ยิ่งลึกเข้าไปอากาศก็ยิ่งเย็นลงอย่างรวดเร็วจนกระจกรถเริ่มมีฝ้าขาวเกาะ กลิ่นความชื้นของป่าเขาและไอดินลอยปะทะจมูกผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ให้ความรู้สึกสดชื่นจนต้นน้ำต้องสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นเหนือยอดเขา สาดแสงสีนวลตาลงมากระทบผืนป่าและม่านหมอกบางที่เริ่มโรยตัวต่ำ เสียงจิ้งหรีดเรไรและนกกลางคืนร้องประสานก้องกังวาน เป็นท่วงทำนองของธรรมชาติที่เงียบสงบแต่มีชีวิตชีวา รถกระบะจอดสนิทที่ลานกว้างริมสระน้ำขนาดใหญ่ท้ายสวนยาง ภาพเบื้องหน้าคือเถียงไม้ใต้ถุนสูงหลังคามุงสังกะสี ตั้งตระหง่านอยู่ริมสระที่ผิวน้ำสะท้อนเงาจันทร์ระยิบระยับ ลมพัดโชยพาความเย็นเยียบจนบาดผิว ต้นน้ำรีบกระชับสเวตเตอร์ไหมพรมแน่นขึ้น ก้าวลงจากรถพร้อมปิงที่กำลังตัวสั่นเพราะความเย็น "โห บรรยากาศโคตรดีเลยพี่ดิน มืดสนิทจนเห็นดาวเต็มฟ้าเลยว่ะ"

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 5 : บักจ่อยบ่กระบวน

    หมอกขาวยังคงลอยปกคลุมหุบเขาภูหลวง แม้พระอาทิตย์จะขึ้นมาพักใหญ่แล้ว อากาศยามเช้าบนภูยังเย็นเยียบและสดชื่น ทุกครั้งที่สูดหายใจจะได้กลิ่นดอกหญ้าและไอดินชื้น หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าและใบจามจุรีสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย เสียงนกร้องประสานดังก้องป่า ปลุกให้ทุกชีวิตตื่นจากนิทรา ต้นน้ำยืนสูดอากาศอยู่ตรงระเบียงบ้านพักครู เขาสวมสเวตเตอร์ไหมพรมสีครีมทับชุดนักศึกษาเพื่อกันหนาว สองมือประคองกะละมังใบเล็กที่มีผ้าเช็ดหน้าสีทึบซักสะอาด ร่างบางบิดน้ำออกแล้วนำไปตากบนราวไม้ไผ่ ลมพัดกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มลอยมาแตะจมูก ทำให้นึกถึงสัมผัสหยาบกระด้างแต่อ่อนโยนที่เกลี่ยคราบโคลนออกจากแก้มเขาเมื่อเย็นวาน ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ต้นน้ำยืนมองผ้าเช็ดหน้าแกว่งไปมาตามลมอยู่นาน จนเสียงโวยวายของปิงดังขึ้นจากในห้องถึงดึงสติเขากลับมา การสอนช่วงเช้าผ่านไปอย่างราบรื่น เด็กบนภูยังคงน่ารักและพลังล้นเหลือ ต้นน้ำสอนภาษาอังกฤษด้วยความสนุก แม้ในใจจะเฝ้ารอให้ถึงช่วงบ่ายเร็ว ๆ ก็ตาม และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง แดดบ่ายเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆบดบัง ลมเย็นพัดโชยพาใบจามจุรีร่วงหล่นประปราย เงาไม้ทอดทับลานดินกว้างที่บั

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 4 : มันสิคือบ่แปลงผัก

    บ่ายคล้อยของวันเปิดเทอมวันแรก แสงแดดเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าสีครามมีเมฆขาวลอยเอื่อยเหนือยอดเขาภูหลวง ลมเย็นพัดเอากลิ่นดอกหญ้าและไอดินแห้งๆ ลอยคลุ้ง ต้นจามจุรีใหญ่หลังโรงเรียนแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ใบไม้เสียดสีกันตามแรงลม ฟังแล้วชวนให้รู้สึกสงบ ทว่าความสงบนั้นช่างสวนทางกับความรู้สึกของครูฝึกสอนจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง ต้นน้ำยืนเท้าเอวถอนหายใจยาวอยู่ริมลานดินกว้างหลังอาคารเรียน ผู้อำนวยการกำหนดให้ที่นี่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ของเด็ก ป.5 แต่ตรงหน้าเขากลับเป็นดินแห้งแข็งราวกับคอนกรีต มีแค่วัชพืชแห้งตายประปราย มองมุมไหนก็ไม่น่าปลูกอะไรขึ้น รอบตัวมีเด็ก ป.5 กว่ายี่สิบคนยืนมุงหน้าสลอน ชุดนักเรียนหลุดลุ่ยเปื้อนฝุ่นจากการวิ่งเล่นพักเที่ยง เด็กผู้ชายบางคนถือจอบกับเสียมอันเล็กที่เบิกมาจากห้องเก็บของ "ครูต้นน้ำครับ ดินมันแข็งปานนี้ เฮาสิปลูกผักอีหยังลงไปได้ครับ ขุดจนจอบหักมันก็บ่เข้าดอกครับ" จ่อย เด็กชายตัวแสบที่เพิ่งเอากบมาปล่อยเมื่อเช้าถาม พลางใช้ปลายจอบสับพื้นดินดังปึ้ก! สะเก็ดดินกระเด็นขึ้นมาเล็กน้อย แต่แทบไม่สะเทือน "นั่นสิ ครูก็กำลังคิดอยู่ว่าจะเริ่มยังไงดี" ต้นน้ำขยับแว่น ปาดเหงื่อตามไรผม แม

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 3 : มื้อเปิดเทอมกับกบภูเขา

    แสงตะวันสีทองอ่อนละมุนค่อย ๆ พ้นขอบแนวเทือกเขาภูหลวง สาดส่องลงมากระทบผืนป่าที่ยังถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวหนาทึบ อากาศยามเช้าตรู่บนยอดดอยบริสุทธิ์และเย็นเยียบจนหยาดน้ำค้างที่เกาะตามยอดหญ้าและใบไม้จับตัวเป็นหยดน้ำใสสะท้อนแสงระยิบระยับ กลิ่นดินชื้นผสมผสานกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ป่าและใบจามจุรีลอยอวลในอากาศ เป็นความสดชื่นที่แทรกซึมลึกถึงขั้วปอด เสียงนกร้องประสานแว่วมาจากดงไม้ใหญ่หลังโรงเรียน เป็นนาฬิกาปลุกธรรมชาติที่ปลุกให้ทุกชีวิตบนภูเริ่มวันใหม่ ต้นน้ำขยับตัวซุกหาความอบอุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา เขาปรือตาขึ้นช้า ๆ กะพริบตาปรับโฟกัสกับแสงที่ลอดผ่านกระจกบานเกล็ดเข้ามาในห้อง ความรู้สึกหนักอึ้งบริเวณลาดไหล่ทำให้ก้มลงมอง ก่อนพบว่าตัวเองยังสวมแจ็กเก็ตผ้ายีนส์ขนแกะตัวใหญ่ของใครบางคนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อน ๆ ผสมกลิ่นควันไฟจาง ๆ ยังติดเนื้อผ้า เป็นกลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและหลับสนิทตลอดคืนโดยไม่ตื่นมาสั่นเพราะความหนาวเลยสักนิด ร่างบางยันตัวลุกนั่ง บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า พรูลมหายใจเป็นไอขาวบาง วันนี้เป็นวันจันทร์ วันแรกของการเปิดเทอมและวันแรกของการทำหน้าที่ครูฝึกสอนอย

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 2 : ต้มยำปลาข่อ

    ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำแตะยอดเขา ท้องฟ้าเหนือเทือกเขาภูหลวงเปลี่ยนจากฟ้าครามเป็นสีส้มอมม่วง แสงแดดยามเย็นถูกแทนที่ด้วยความสลัวและหมอกบางที่เริ่มก่อตัวตามแนวป่า กลิ่นดินชื้นลอยปะทะจมูกชัดเจนขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่ลดฮวบ เสียงนกกาเงียบหาย ถูกแทนที่ด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังประสานรับพลบค่ำ ต้นน้ำยืนกอดอกลูบแขนตัวเองอยู่ตรงระเบียง ลมเย็นพัดวูบมาแต่ละทีทำเอาขนลุกซู่ แม้จะสวมแจ็กเก็ตฮู้ดทับแล้ว แต่ความหนาวของภูหลวงก็ยังทะลุเนื้อผ้าเข้ามาได้อยู่ดี เขาพรูลมหายใจเป็นไอขาว สายตาทอดมองสนามหน้าโรงเรียนที่กำลังถูกความมืดกลืนกิน "ไอ้ต้น มึงรื้อหาไฟฉายในกระเป๋าให้หน่อยดิ เหมือนหลอดไฟตรงบันไดจะขาดว่ะ เปิดไม่ติดเลย" ปิงตะโกนมาจากข้างล่าง ต้นน้ำหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนที่เพิ่งจัดของเสร็จ หน้าต่างไม้บานนั้นปิดสนิทแน่นหนา กันลมหนาวได้ดีเยี่ยม เขาล้วงหาไฟฉายกระบอกเล็กในเป้ กำลังจะเอาลงไปให้เพื่อน แต่เสียงฝีเท้าและเสียงคุยจอแจก็ดังแว่วมาจากหน้าบ้านเสียก่อน "สวัสดีครับครู! มืดค่ำป่านนี้ยังบ่ทันได้กินข้าวแลงกันแม่นบ่ครับ" เสียงตะโกนดังมาพร้อมกับร่างของเคนที่โผล่พ้นความมืดเข้ามาในรัศมีแสงไฟ ในมือกำข้องไม้ไผ่ที

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 1 : อีสานเถี่ยแรก

    รถกระบะสองแถวรับจ้างแล่นลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา เสียงล้อบดถนนยางมะตอยดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านบังแดดยามบ่ายจนเหลือเพียงแสงรำไร อากาศรอบนอกเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความสูง ยิ่งรถเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในเขตอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย กลิ่นไอดินชื้นๆ ผสมกลิ่นใบไม้สดและน้ำค้างก็ยิ่งชัดเจนขึ้น บนท้ายกระบะที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งเบียดกันหลบลมที่ตีปะทะหน้า "เชี่ยยย หนาวเอาเรื่องนะเนี่ย มึงดูดิ ขนกูลุกถึงตูดแล้วมั้ง" ปิงโวยวายแข่งกับเสียงลม พร้อมโชว์ท่อนแขนที่ขนลุกซู่ให้เพื่อนสนิทดู ว่าที่ครูพละหนุ่มรีบรูดซิปเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นจนสุดคอ "ก็บอกแล้วไงให้เอาเสื้อกันหนาวหนาๆ มา มึงก็ไม่เชื่อ บอกเมืองไทยมีแต่หน้าร้อนกับร้อนมาก เป็นไงล่ะ เจอภูหลวงเข้าไป" ต้นน้ำหัวเราะขำเพื่อน แม้ว่าตัวเขาเองจะกำลังซุกมือหาความอบอุ่นในกระเป๋าเสื้อฮู้ดสีครีมอยู่เหมือนกัน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงกลมมองออกไปนอกรถ ทัศนียภาพเบื้องหน้าช่วยพัดพาความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถทัวร์ยาวนานให้หายเป็นปลิดทิ้ง ภูเขาลูกใหญ่ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อนใต้ตีนหม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status