เข้าสู่ระบบหมอกขาวยังคงลอยปกคลุมหุบเขาภูหลวง แม้พระอาทิตย์จะขึ้นมาพักใหญ่แล้ว อากาศยามเช้าบนภูยังเย็นเยียบและสดชื่น ทุกครั้งที่สูดหายใจจะได้กลิ่นดอกหญ้าและไอดินชื้น หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าและใบจามจุรีสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย เสียงนกร้องประสานดังก้องป่า ปลุกให้ทุกชีวิตตื่นจากนิทรา
ต้นน้ำยืนสูดอากาศอยู่ตรงระเบียงบ้านพักครู เขาสวมสเวตเตอร์ไหมพรมสีครีมทับชุดนักศึกษาเพื่อกันหนาว สองมือประคองกะละมังใบเล็กที่มีผ้าเช็ดหน้าสีทึบซักสะอาด ร่างบางบิดน้ำออกแล้วนำไปตากบนราวไม้ไผ่ ลมพัดกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มลอยมาแตะจมูก ทำให้นึกถึงสัมผัสหยาบกระด้างแต่อ่อนโยนที่เกลี่ยคราบโคลนออกจากแก้มเขาเมื่อเย็นวาน ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ต้นน้ำยืนมองผ้าเช็ดหน้าแกว่งไปมาตามลมอยู่นาน จนเสียงโวยวายของปิงดังขึ้นจากในห้องถึงดึงสติเขากลับมา การสอนช่วงเช้าผ่านไปอย่างราบรื่น เด็กบนภูยังคงน่ารักและพลังล้นเหลือ ต้นน้ำสอนภาษาอังกฤษด้วยความสนุก แม้ในใจจะเฝ้ารอให้ถึงช่วงบ่ายเร็ว ๆ ก็ตาม และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง แดดบ่ายเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆบดบัง ลมเย็นพัดโชยพาใบจามจุรีร่วงหล่นประปราย เงาไม้ทอดทับลานดินกว้างที่บัดนี้ไม่แห้งแล้งอีกต่อไป มันถูกปูทับด้วยดินร่วนสีดำขลับที่พร้อมสำหรับการเพาะปลูก เด็กป.5 กว่ายี่สิบคนในชุดกีฬายืนรวมตัวกันริมแปลงผัก ในมือมีซองเมล็ดผักบุ้ง กวางตุ้ง บัวรดน้ำ และช้อนปลูก เสียงคุยเจื้อยแจ้วดังระงมด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ปลูกผักครั้งแรก "ครูต้นน้ำครับ เฮาสิเริ่มหว่านเลยบ่ครับ ผมอยากหว่านแล้ว" จ่อยกระโดดโหยง ๆ ชูซองเมล็ดผักบุ้ง "เดี๋ยวก่อนจ่อย รอพี่ดินก่อนนะ พี่เขาสัญญาว่าจะมาสอนเราลงเมล็ดไง ทำกันเองเดี๋ยวไม่ขึ้นนะ" ต้นน้ำอธิบายเสียงนุ่ม พลางชะเง้อมองไปทางรั้วหลังโรงเรียน ไม่นาน เสียงเครื่องยนต์ก็ดังแว่วมา แต่คราวนี้ไม่ใช่รถไถ เป็นรถกระบะตอนเดียวสีบรอนซ์เงินคันเก่าที่ขับมาจอดใต้ต้นจามจุรี ประตูฝั่งคนขับเปิดออก ร่างสูงโปร่งของคนที่ทุกคนรอคอยก้าวลงมา ดินอยู่ในชุดทำงานทะมัดทะแมง เสื้อยืดสีน้ำเงินซีดทับด้วยเชิ้ตลายสก๊อตสีแดงไม่ติดกระดุม พับแขนลวก ๆ ถึงศอก กางเกงยีนส์เปื้อนฝุ่นและรองเท้าผ้าใบเก่า บนหัวสวมหมวกแก๊ปสีดำทับผมที่เริ่มยาวทิ่มตา เขาเดินตรงมาหาต้นน้ำและเด็ก ๆ ด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่กลับดึงดูดสายตาอย่างประหลาด "สวัสดีครับพี่ดิน มาพอดีเลย เด็ก ๆ บ่นอยากปลูกผักกันแล้วครับ" ต้นน้ำยิ้มกว้างทักทาย ดินพยักหน้ารับเบาๆ สายตาคมกวาดมองแปลงดินที่ถูกเกลี่ยจนเรียบ ก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าคุณครูเมืองกรุง ซึ่งวันนี้สวมเสื้อนักศึกษาทับด้วยสเวตเตอร์ไหมพรมสีครีม ดูทะมัดทะแมงกว่าเมื่อวาน "อืม ดินร่วนดีแล้ว งั้นเริ่มเลย" ดินบอกเรียบ ๆ หันไปรับซองเมล็ดกวางตุ้งจากเด็กคนหนึ่ง เขาเดินเข้าไปในแปลง คุกเข่าข้างหนึ่ง ใช้ปลายนิ้วหยาบกร้านขีดหน้าดินเป็นร่องยาวขนานกัน ท่าทางดูชำนาญเป็นธรรมชาติ ทุกสายตาจับจ้องการกระทำนั้นอย่างตั้งใจ "เวลาปลูกต้องขีดดินเป็นร่องตื้น ๆ แบบนี้ก่อน อย่าลึกไปเดี๋ยวเมล็ดเน่า" ดินอธิบายเสียงทุ้มจริงจัง ก่อนเงยหน้ามองเด็ก ๆ "แบ่งกลุ่ม ขีดร่องให้ห่างกันสักหนึ่งคืบ ไปลองดู" เด็ก ๆ รับคำเสียงใส กรูเข้าไปในแปลง ใช้ช้อนปลูกและกิ่งไม้ขีดหน้าดินตามที่สอน ต้นน้ำมองด้วยรอยยิ้ม ก่อนเดินไปหาดินที่ยังคุกเข่าอยู่หัวแปลง "แล้วตอนลงเมล็ดล่ะครับ ต้องโรยยังไง เยอะแค่ไหน" ต้นน้ำถาม พลางนั่งยอง ๆ ข้างชายหนุ่ม ดินหันมามอง ระยะที่ใกล้กันทำให้ต้นน้ำได้กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศรถยนต์ผสมกลิ่นเฉพาะตัวผู้ชายตรงหน้า ดินเทเมล็ดกวางตุ้งลงบนฝ่ามือตัวเอง แล้วยื่นไปตรงหน้าต้นน้ำ "แบมือมา" ต้นน้ำแบมืออย่างว่าง่าย ดินค่อย ๆ เทเมล็ดผักครึ่งหนึ่งลงบนฝ่ามือขาวสะอาด ปลายนิ้วสากลากผ่านใจกลางฝ่ามือแผ่วเบา สัมผัสนั้นทำเอาต้นน้ำสะดุ้ง รู้สึกจั๊กจี้วูบวาบจนเผลอกลั้นหายใจ "หยิบเมล็ดทีละนิด แล้วค่อย ๆ โรยตามร่อง" ดินอธิบายพร้อมทำให้ดู นิ้วยาวหยิบเมล็ดโรยลงร่องเบามือและสม่ำเสมอ "อย่าโรยกระจุกติดกันเกินไป เดี๋ยวผักแย่งอาหารแล้วต้นแกร็น ค่อย ๆ หว่านให้ห่างพอดี ๆ" ต้นน้ำพยักหน้า ใช้นิ้วหยิบเมล็ดค่อย ๆ โรยลงร่องถัดมา แต่เพราะไม่ชิน บางจังหวะจึงเผลอปล่อยเมล็ดร่วงเป็นกระจุก "อ๊ะ ร่วงลงไปเยอะเลย ทำไงดีครับ" ต้นน้ำหน้าเสีย รีบใช้นิ้วเขี่ยให้กระจายออก ดินมองท่าทางเงอะงะแล้วถอนใจเบา ๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ ยื่นมือไปจับข้อมือบางของต้นน้ำ สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ทำเอาคนถูกจับชะงัก "มือสั่นทำไม ใจเย็น" ดินกระซิบเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นรดหลังมือ "ใช้นิ้วกะจังหวะปล่อยเมล็ด ค่อย ๆ ขยับมือตามร่อง" ดินไม่ได้ปล่อยมือ แต่กลับออกแรงบังคับข้อมือต้นน้ำให้ขยับตามร่องดินช้า ๆ จังหวะปล่อยเมล็ดสม่ำเสมอขึ้นตามแรงชักนำ ต้นน้ำก้มมองมือตัวเอง หัวใจเต้นระรัวจนแทบทะลุอก รู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้ม บรรยากาศรอบตัวเหมือนเงียบลงชั่วขณะ มีแค่เสียงลมพัดและเสียงหัวใจดังก้อง "แบบนี้แหละ ถูกแล้ว" ดินชมสั้น ๆ เมื่อโรยจนสุดร่อง ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยมือออก ต้นน้ำรีบชักมือกลับมาวางบนตัก ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา "ข... ขอบคุณครับ เข้าใจแล้ว เดี๋ยวไปสอนเด็กต่อเลยนะ" ต้นน้ำพูดรัวเร็ว ลุกขึ้นยืนแล้วรีบเดินหนีไปหาจ่อย พยายามซ่อนใบหน้าแดงซ่านไว้ให้มิด ดินมองตามแผ่นหลังบางไปเงียบ ๆ มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อยโดยไม่มีใครสังเกต เขาลุกขึ้นปัดเศษดินออกจากกางเกง แล้วเดินตามไปคอยดูเด็ก ๆ หว่านเมล็ดอย่างใกล้ชิด เมื่อหว่านเสร็จ ดินก็สอนให้ใช้มือค่อย ๆ เกลี่ยดินกลบร่องบาง ๆ กันแดดเผาและนกจิกกิน เด็กน้อยทำตามอย่างสนุกสนาน แม้เสื้อผ้าจะเปื้อนดินแต่ก็ไม่มีใครบ่นเหนื่อย "เอาล่ะ กลบเสร็จแล้ว ทีนี้ก็รดน้ำ" ดินหันมาบอกต้นน้ำที่กำลังเช็ดเหงื่อ "ให้เด็กรดให้ชุ่ม แต่อย่าแรงเดี๋ยวเมล็ดกระเด็นหลุดร่อง ใช้บัวรดน้ำฝักบัวละเอียด ๆ" "ได้ครับ! นักเรียน ใครมีบัวรดน้ำไปตักน้ำที่ก๊อกเลย ค่อย ๆ เดินนะเดี๋ยวหก" ต้นน้ำตะโกนสั่ง เด็ก ๆ วิ่งกรูไปที่ก๊อก แย่งกันรองน้ำใส่บัวจนเต็มแล้ววิ่งกลับมารดน้ำอย่างขะมักเขม้น ดินดำพอถูกน้ำก็ส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวฟุ้งกระจาย เป็นกลิ่นอุดมสมบูรณ์ที่ทำให้สดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ต้นน้ำหยิบบัวใบใหญ่มาช่วยรด เขาเดินถอยหลังตามคันดิน เอียงบัวรดน้ำให้สาดกระเซ็นลงหน้าดินเบา ๆ รอยยิ้มกว้างประดับบนใบหน้า ความเหนื่อยล้าทั้งวันหายไปเมื่อเห็นแปลงผักจากน้ำพักน้ำแรง แต่ด้วยความวุ่นวายของเด็กป.5 อุบัติเหตุก็มักจะเกิดขึ้นได้เสมอ "จ่อย! มึงอย่าแกว่งบัวฮดน้ำสิ น้ำมันสิถืกครูเด้!" (จ่อย แกอย่าแกว่งบัวรดน้ำสิ น้ำมันจะโดนครูนะ) เสียงเด็กหญิงตะโกนเตือน แต่ช้าไปเสียแล้ว จ่อยที่กำลังวิ่งถือบัวกลับมาดันสะดุดก้อนหิน ร่างเด็กชายล้มคะมำ บัวรดน้ำหลุดมือ สายน้ำเย็นเฉียบสาดเข้าเต็มแผ่นหลังและไหล่ต้นน้ำที่ยืนหันหลังอยู่พอดี "เฮ้ย!" ต้นน้ำร้องเสียงหลง สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจและหนาวเย็น เสื้อนักศึกษาและสเวตเตอร์เปียกลู่แนบตัว น้ำบางส่วนกระเด็นโดนหน้าและแว่นตาจนพร่ามัว "อูยยยย ครูต้นน้ำ ผมขอโทษครับ ผมบ่ได้ตั้งใจ" จ่อยรีบลุก หน้าตาตื่นตระหนก ยกมือไหว้ปลก ๆ ต้นน้ำถอดแว่น ใช้หลังมือเช็ดน้ำที่หยดตามคาง เขาไม่ได้โกรธเด็กชายสักนิด เพียงแค่หัวเราะเบา ๆ "ไม่เป็นไรจ่อย ครูแค่ตกใจนิดหน่อย ทีหลังเดินระวัง ๆ นะ ดีที่ไม่ล้มทับแปลงผัก ไม่งั้นพังหมดแน่" สภาพครูฝึกสอนดูไม่จืด เสื้อเปียกแนบตัวจนเห็นผิวขาวจัดด้านใน ลมเย็นพัดมาอีกครั้งทำเอาต้นน้ำต้องกอดตัวเอง สั่นสะท้านด้วยความหนาว ขณะกำลังยืนสั่น เงาร่างสูงใหญ่ก็ก้าวมาซ้อนด้านหลัง ดินถอดเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตออกอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเสื้อยืดสีน้ำเงิน ชายหนุ่มสะบัดเสื้อเชิ้ตเบา ๆ แล้วคลุมลงบนไหล่ที่สั่นเทาของต้นน้ำ กลิ่นหอมเฉพาะตัวและไออุ่นแผ่ซ่านคลุมร่างที่เปียกชื้น ต้นน้ำชะงัก เงยหน้ามองคนตัวโตที่ยืนชิด ดินดึงคอเสื้อให้กระชับ สายตาคมจดจ่อกับการติดกระดุมเม็ดบนให้เบามือ "ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวจับไข้ อากาศบนนี้ไม่เหมือนกรุงเทพ" ดินดุเสียงขรึม แต่แววตาที่มองกลับมีความห่วงใยซ่อนอยู่ "ต... แต่เด็ก ๆ ยังรดน้ำไม่เสร็จเลยนะ" ต้นน้ำเถียงเสียงเบา ก้มมองนิ้วมือหนาที่ง่วนติดกระดุมให้ "เดี๋ยวฉันดูต่อเอง ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยลงมา" ดินสั่งเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ต้นน้ำพยักหน้ารับจำยอม กระชับเชิ้ตลายสก๊อตตัวโคร่งที่ยาวถึงต้นขา กลิ่นของดินยังอบอวลรอบตัว เขายิ้มบาง ๆ แทนคำขอบคุณ แล้วรีบวิ่งเหยาะ ๆ กลับบ้านพัก ดินมองตามแผ่นหลังบางจนลับตา ก่อนหันกลับมาคุมเด็ก ๆ ที่เหลือให้รดน้ำจนเสร็จ พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำใกล้แตะยอดเขา ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพูและม่วงเข้ม กลิ่นไอดินชุ่มน้ำผสมอากาศที่เริ่มเย็นจัด เป็นสัญญาณว่าวันแรกของการทำแปลงเกษตรสิ้นสุดลง เด็ก ๆ ล้างมือล้างเท้าแยกย้ายกลับบ้าน ทิ้งไว้เพียงความสงบและแปลงผักสีดำที่ชุ่มฉ่ำ ต้นน้ำที่เปลี่ยนเป็นชุดวอร์มและสเวตเตอร์ตัวเดิม เดินกลับมาที่ลานดินหลังโรงเรียน ในมือถือเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตที่เอาไปผึ่งลมจนแห้งหมาดกลับมาด้วย เขาเห็นดินนั่งขัดสมาธิใต้ต้นจามจุรี ในมือถือช้อนปลูกนั่งเขี่ยเศษดินออกอย่างใจเย็น แสงส้มของพระอาทิตย์ตกทาบทับเสี้ยวหน้าคม ทำให้ผู้ชายตรงหน้าดูมีเสน่ห์และอบอุ่นอย่างประหลาด "พี่ดินครับ เสื้อครับ ขอบคุณมากที่ให้ยืม" ต้นน้ำเดินเข้าไปยื่นเสื้อคืน ดินเงยหน้ามอง รับเสื้อมาพาดบ่า ลุกขึ้นยืนปัดเศษหญ้าออกจากกางเกง "อืม ไม่เป็นไร" ความเงียบโรยตัวระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงลมพัดและแมลงกลางคืน ต้นน้ำไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ยืนมองแปลงผักด้วยความชื่นชม "เอ้อ บักดิน! มึงอยู่พี้เอง กูตามหาตั้งโดน!" (อ้าว ดินมึงอยู่นี่เองเหรอ กูตามหาตั้งนาน) เสียงตะโกนคุ้นหูทำลายความเงียบ เคนวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาหาพร้อมปิงที่เดินตามติด ๆ ในมือเคนมีแหและข้องที่เต็มไปด้วยปลาสด "สวัสดีครับครูต้นน้ำ เป็นจั่งใด๋ครับ แปลงผักงามบ่ บักดินมันเฮ็ดงานเนี้ยบอยู่แล้วแม่นบ่ครับ" เคนยิ้มกว้างทักทายอารมณ์ดี "เรียบร้อยดีครับ ได้พี่ดินช่วยไว้เยอะ ถ้าทำเองคงเละไปแล้ว" ต้นน้ำตอบพร้อมรอยยิ้ม ปิงตบไหล่เพื่อนสนิท "เออไอ้ต้น รอดตายแล้ว วันนี้พี่เคนชวนไปกินข้าวเย็นที่เถียงท้ายสวนยางพี่ดินเว้ย บอกมีเมนูเด็ด ไปป่าว กูหิวจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วเนี่ย" ต้นน้ำหันไปมองดินอย่างขอความเห็น ไม่แน่ใจว่าเจ้าของสถานที่จะเต็มใจไหม ดินสบตาตากลมโตที่มองมา ชายหนุ่มถอนใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความอบอุ่น "ไปสิ เย็นนี้ลมเย็น ไปย่างปลากินที่เถียงกัน" คำชวนสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจต้นน้ำพองโต รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าครูฝึกสอนอีกครั้ง "ไปครับ! งั้นขอฝากท้องด้วยนะครับพี่ดิน" และแล้ว ค่ำคืนที่ภูหลวงก็ไม่ได้มีแค่ความหนาวเหน็บ เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกลิ่นไอดินและควันไฟ กำลังจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของการมาฝึกสอนที่นี่... อย่างน้อยต้นน้ำก็เชื่อแบบนั้นรถกระบะตอนเดียวคันเก่าขับไปตามทางดินลูกรังที่ตัดผ่านสวนยางพาราขนาดใหญ่ เสียงล้อรถบดเบียดกิ่งไม้และใบยางแห้งดังกรอบแกรบสลับกับเสียงเครื่องยนต์ แสงไฟหน้ารถสาดส่องแหวกความมืด เผยทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นยางสูงตระหง่านเรียงรายเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ยิ่งลึกเข้าไปอากาศก็ยิ่งเย็นลงอย่างรวดเร็วจนกระจกรถเริ่มมีฝ้าขาวเกาะ กลิ่นความชื้นของป่าเขาและไอดินลอยปะทะจมูกผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ให้ความรู้สึกสดชื่นจนต้นน้ำต้องสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นเหนือยอดเขา สาดแสงสีนวลตาลงมากระทบผืนป่าและม่านหมอกบางที่เริ่มโรยตัวต่ำ เสียงจิ้งหรีดเรไรและนกกลางคืนร้องประสานก้องกังวาน เป็นท่วงทำนองของธรรมชาติที่เงียบสงบแต่มีชีวิตชีวา รถกระบะจอดสนิทที่ลานกว้างริมสระน้ำขนาดใหญ่ท้ายสวนยาง ภาพเบื้องหน้าคือเถียงไม้ใต้ถุนสูงหลังคามุงสังกะสี ตั้งตระหง่านอยู่ริมสระที่ผิวน้ำสะท้อนเงาจันทร์ระยิบระยับ ลมพัดโชยพาความเย็นเยียบจนบาดผิว ต้นน้ำรีบกระชับสเวตเตอร์ไหมพรมแน่นขึ้น ก้าวลงจากรถพร้อมปิงที่กำลังตัวสั่นเพราะความเย็น "โห บรรยากาศโคตรดีเลยพี่ดิน มืดสนิทจนเห็นดาวเต็มฟ้าเลยว่ะ"
หมอกขาวยังคงลอยปกคลุมหุบเขาภูหลวง แม้พระอาทิตย์จะขึ้นมาพักใหญ่แล้ว อากาศยามเช้าบนภูยังเย็นเยียบและสดชื่น ทุกครั้งที่สูดหายใจจะได้กลิ่นดอกหญ้าและไอดินชื้น หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าและใบจามจุรีสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย เสียงนกร้องประสานดังก้องป่า ปลุกให้ทุกชีวิตตื่นจากนิทรา ต้นน้ำยืนสูดอากาศอยู่ตรงระเบียงบ้านพักครู เขาสวมสเวตเตอร์ไหมพรมสีครีมทับชุดนักศึกษาเพื่อกันหนาว สองมือประคองกะละมังใบเล็กที่มีผ้าเช็ดหน้าสีทึบซักสะอาด ร่างบางบิดน้ำออกแล้วนำไปตากบนราวไม้ไผ่ ลมพัดกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มลอยมาแตะจมูก ทำให้นึกถึงสัมผัสหยาบกระด้างแต่อ่อนโยนที่เกลี่ยคราบโคลนออกจากแก้มเขาเมื่อเย็นวาน ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ต้นน้ำยืนมองผ้าเช็ดหน้าแกว่งไปมาตามลมอยู่นาน จนเสียงโวยวายของปิงดังขึ้นจากในห้องถึงดึงสติเขากลับมา การสอนช่วงเช้าผ่านไปอย่างราบรื่น เด็กบนภูยังคงน่ารักและพลังล้นเหลือ ต้นน้ำสอนภาษาอังกฤษด้วยความสนุก แม้ในใจจะเฝ้ารอให้ถึงช่วงบ่ายเร็ว ๆ ก็ตาม และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง แดดบ่ายเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆบดบัง ลมเย็นพัดโชยพาใบจามจุรีร่วงหล่นประปราย เงาไม้ทอดทับลานดินกว้างที่บั
บ่ายคล้อยของวันเปิดเทอมวันแรก แสงแดดเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าสีครามมีเมฆขาวลอยเอื่อยเหนือยอดเขาภูหลวง ลมเย็นพัดเอากลิ่นดอกหญ้าและไอดินแห้งๆ ลอยคลุ้ง ต้นจามจุรีใหญ่หลังโรงเรียนแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ใบไม้เสียดสีกันตามแรงลม ฟังแล้วชวนให้รู้สึกสงบ ทว่าความสงบนั้นช่างสวนทางกับความรู้สึกของครูฝึกสอนจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง ต้นน้ำยืนเท้าเอวถอนหายใจยาวอยู่ริมลานดินกว้างหลังอาคารเรียน ผู้อำนวยการกำหนดให้ที่นี่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ของเด็ก ป.5 แต่ตรงหน้าเขากลับเป็นดินแห้งแข็งราวกับคอนกรีต มีแค่วัชพืชแห้งตายประปราย มองมุมไหนก็ไม่น่าปลูกอะไรขึ้น รอบตัวมีเด็ก ป.5 กว่ายี่สิบคนยืนมุงหน้าสลอน ชุดนักเรียนหลุดลุ่ยเปื้อนฝุ่นจากการวิ่งเล่นพักเที่ยง เด็กผู้ชายบางคนถือจอบกับเสียมอันเล็กที่เบิกมาจากห้องเก็บของ "ครูต้นน้ำครับ ดินมันแข็งปานนี้ เฮาสิปลูกผักอีหยังลงไปได้ครับ ขุดจนจอบหักมันก็บ่เข้าดอกครับ" จ่อย เด็กชายตัวแสบที่เพิ่งเอากบมาปล่อยเมื่อเช้าถาม พลางใช้ปลายจอบสับพื้นดินดังปึ้ก! สะเก็ดดินกระเด็นขึ้นมาเล็กน้อย แต่แทบไม่สะเทือน "นั่นสิ ครูก็กำลังคิดอยู่ว่าจะเริ่มยังไงดี" ต้นน้ำขยับแว่น ปาดเหงื่อตามไรผม แม
แสงตะวันสีทองอ่อนละมุนค่อย ๆ พ้นขอบแนวเทือกเขาภูหลวง สาดส่องลงมากระทบผืนป่าที่ยังถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวหนาทึบ อากาศยามเช้าตรู่บนยอดดอยบริสุทธิ์และเย็นเยียบจนหยาดน้ำค้างที่เกาะตามยอดหญ้าและใบไม้จับตัวเป็นหยดน้ำใสสะท้อนแสงระยิบระยับ กลิ่นดินชื้นผสมผสานกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ป่าและใบจามจุรีลอยอวลในอากาศ เป็นความสดชื่นที่แทรกซึมลึกถึงขั้วปอด เสียงนกร้องประสานแว่วมาจากดงไม้ใหญ่หลังโรงเรียน เป็นนาฬิกาปลุกธรรมชาติที่ปลุกให้ทุกชีวิตบนภูเริ่มวันใหม่ ต้นน้ำขยับตัวซุกหาความอบอุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา เขาปรือตาขึ้นช้า ๆ กะพริบตาปรับโฟกัสกับแสงที่ลอดผ่านกระจกบานเกล็ดเข้ามาในห้อง ความรู้สึกหนักอึ้งบริเวณลาดไหล่ทำให้ก้มลงมอง ก่อนพบว่าตัวเองยังสวมแจ็กเก็ตผ้ายีนส์ขนแกะตัวใหญ่ของใครบางคนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อน ๆ ผสมกลิ่นควันไฟจาง ๆ ยังติดเนื้อผ้า เป็นกลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและหลับสนิทตลอดคืนโดยไม่ตื่นมาสั่นเพราะความหนาวเลยสักนิด ร่างบางยันตัวลุกนั่ง บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า พรูลมหายใจเป็นไอขาวบาง วันนี้เป็นวันจันทร์ วันแรกของการเปิดเทอมและวันแรกของการทำหน้าที่ครูฝึกสอนอย
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำแตะยอดเขา ท้องฟ้าเหนือเทือกเขาภูหลวงเปลี่ยนจากฟ้าครามเป็นสีส้มอมม่วง แสงแดดยามเย็นถูกแทนที่ด้วยความสลัวและหมอกบางที่เริ่มก่อตัวตามแนวป่า กลิ่นดินชื้นลอยปะทะจมูกชัดเจนขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่ลดฮวบ เสียงนกกาเงียบหาย ถูกแทนที่ด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังประสานรับพลบค่ำ ต้นน้ำยืนกอดอกลูบแขนตัวเองอยู่ตรงระเบียง ลมเย็นพัดวูบมาแต่ละทีทำเอาขนลุกซู่ แม้จะสวมแจ็กเก็ตฮู้ดทับแล้ว แต่ความหนาวของภูหลวงก็ยังทะลุเนื้อผ้าเข้ามาได้อยู่ดี เขาพรูลมหายใจเป็นไอขาว สายตาทอดมองสนามหน้าโรงเรียนที่กำลังถูกความมืดกลืนกิน "ไอ้ต้น มึงรื้อหาไฟฉายในกระเป๋าให้หน่อยดิ เหมือนหลอดไฟตรงบันไดจะขาดว่ะ เปิดไม่ติดเลย" ปิงตะโกนมาจากข้างล่าง ต้นน้ำหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนที่เพิ่งจัดของเสร็จ หน้าต่างไม้บานนั้นปิดสนิทแน่นหนา กันลมหนาวได้ดีเยี่ยม เขาล้วงหาไฟฉายกระบอกเล็กในเป้ กำลังจะเอาลงไปให้เพื่อน แต่เสียงฝีเท้าและเสียงคุยจอแจก็ดังแว่วมาจากหน้าบ้านเสียก่อน "สวัสดีครับครู! มืดค่ำป่านนี้ยังบ่ทันได้กินข้าวแลงกันแม่นบ่ครับ" เสียงตะโกนดังมาพร้อมกับร่างของเคนที่โผล่พ้นความมืดเข้ามาในรัศมีแสงไฟ ในมือกำข้องไม้ไผ่ที
รถกระบะสองแถวรับจ้างแล่นลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา เสียงล้อบดถนนยางมะตอยดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านบังแดดยามบ่ายจนเหลือเพียงแสงรำไร อากาศรอบนอกเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความสูง ยิ่งรถเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในเขตอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย กลิ่นไอดินชื้นๆ ผสมกลิ่นใบไม้สดและน้ำค้างก็ยิ่งชัดเจนขึ้น บนท้ายกระบะที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งเบียดกันหลบลมที่ตีปะทะหน้า "เชี่ยยย หนาวเอาเรื่องนะเนี่ย มึงดูดิ ขนกูลุกถึงตูดแล้วมั้ง" ปิงโวยวายแข่งกับเสียงลม พร้อมโชว์ท่อนแขนที่ขนลุกซู่ให้เพื่อนสนิทดู ว่าที่ครูพละหนุ่มรีบรูดซิปเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นจนสุดคอ "ก็บอกแล้วไงให้เอาเสื้อกันหนาวหนาๆ มา มึงก็ไม่เชื่อ บอกเมืองไทยมีแต่หน้าร้อนกับร้อนมาก เป็นไงล่ะ เจอภูหลวงเข้าไป" ต้นน้ำหัวเราะขำเพื่อน แม้ว่าตัวเขาเองจะกำลังซุกมือหาความอบอุ่นในกระเป๋าเสื้อฮู้ดสีครีมอยู่เหมือนกัน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงกลมมองออกไปนอกรถ ทัศนียภาพเบื้องหน้าช่วยพัดพาความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถทัวร์ยาวนานให้หายเป็นปลิดทิ้ง ภูเขาลูกใหญ่ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อนใต้ตีนหม







