Home / โรแมนติก / ต้นน้ำติดดิน / ตอนที่ 2 : ต้มยำปลาข่อ

Share

ตอนที่ 2 : ต้มยำปลาข่อ

Author: Chanan
last update publish date: 2026-09-23 23:04:07

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำแตะยอดเขา ท้องฟ้าเหนือเทือกเขาภูหลวงเปลี่ยนจากฟ้าครามเป็นสีส้มอมม่วง แสงแดดยามเย็นถูกแทนที่ด้วยความสลัวและหมอกบางที่เริ่มก่อตัวตามแนวป่า กลิ่นดินชื้นลอยปะทะจมูกชัดเจนขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่ลดฮวบ เสียงนกกาเงียบหาย ถูกแทนที่ด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังประสานรับพลบค่ำ

 ต้นน้ำยืนกอดอกลูบแขนตัวเองอยู่ตรงระเบียง ลมเย็นพัดวูบมาแต่ละทีทำเอาขนลุกซู่ แม้จะสวมแจ็กเก็ตฮู้ดทับแล้ว แต่ความหนาวของภูหลวงก็ยังทะลุเนื้อผ้าเข้ามาได้อยู่ดี เขาพรูลมหายใจเป็นไอขาว สายตาทอดมองสนามหน้าโรงเรียนที่กำลังถูกความมืดกลืนกิน

 "ไอ้ต้น มึงรื้อหาไฟฉายในกระเป๋าให้หน่อยดิ เหมือนหลอดไฟตรงบันไดจะขาดว่ะ เปิดไม่ติดเลย" ปิงตะโกนมาจากข้างล่าง

 ต้นน้ำหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนที่เพิ่งจัดของเสร็จ หน้าต่างไม้บานนั้นปิดสนิทแน่นหนา กันลมหนาวได้ดีเยี่ยม เขาล้วงหาไฟฉายกระบอกเล็กในเป้ กำลังจะเอาลงไปให้เพื่อน แต่เสียงฝีเท้าและเสียงคุยจอแจก็ดังแว่วมาจากหน้าบ้านเสียก่อน

 "สวัสดีครับครู! มืดค่ำป่านนี้ยังบ่ทันได้กินข้าวแลงกันแม่นบ่ครับ"

 เสียงตะโกนดังมาพร้อมกับร่างของเคนที่โผล่พ้นความมืดเข้ามาในรัศมีแสงไฟ ในมือกำข้องไม้ไผ่ที่ดิ้นขลุกขลักไปด้วยปลาสด ด้านหลังเขามีร่างสูงโปร่งของใครบางคนเดินตามมาเงียบ ๆ

 ดินสวมแจ็กเก็ตผ้าร่มสีดำทับเสื้อยืดสีส้มตัวเดิม กางเกงยีนส์ถูกเปลี่ยนเป็นกางเกงวอร์มขายาว ท่อนแขนแข็งแรงอุ้มเตาอั้งโล่ใบใหม่แนบอก ส่วนมืออีกข้างหิ้วกระสอบถ่าน เขาไม่ได้เอ่ยทักใคร ทำเพียงวางเตาลงบนลานดินใต้ถุนบ้านอย่างระมัดระวัง

 "มาพอดีเลยพี่เคน ทางนี้กำลังหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว" ปิงเดินไปรับข้องปลามาชะโงกดู ก่อนจะตาลุกวาว

"โห ตัวเบ้อเร่อเลย คืนนี้ทำอะไรกินกันดีเนี่ย"

 "ต้มยำปลาข่อใส่ใบบักขามอ่อนครับครู แล้วกะมีปลาเผาเกลือนำ แซ่บ ๆ ฮ้อน ๆ แก้หนาวได้ดีคัก" (ต้มยำปลาช่อนใส่ใบมะขามอ่อนครับครู แล้วก็มีปลาเผาเกลือด้วย )เคนฉีกยิ้มกว้าง ก่อนตบกระเป๋ากางเกงตัวเองดังแปะ

"ผมมีน้ำอมฤตมาแก้หนาวนำเด้อ สนใจบ่ครับครูปิง"

 ปิงหัวเราะร่วน พยักหน้ารับอย่างรู้ใจ

"จัดมาเลยพี่ แถวนี้หนาวชะมัด ยิ่งดึกยิ่งเข้ากระดูก"

 ต้นน้ำเดินลงบันไดมาสมทบ ยิ้มทักทายเคน ก่อนหันไปมองคนที่กำลังนั่งยอง ๆ หน้าเตา ดินหยิบเศษกระดาษและขี้ไต้มาจุดไฟ แล้วค่อย ๆ เรียงก้อนถ่านทับลงไปอย่างใจเย็น ท่ามกลางความมืดและอากาศเย็นจัด แสงสีส้มจากเปลวเพลิงสะท้อนใบหน้าคมคาย ดินดูมีสมาธิกับสิ่งที่ทำ ดวงตาคมจดจ่ออยู่กับการพัดเตาให้ถ่านติดแดง ไม่ได้สนใจบทสนทนาเฮฮาของเคนกับปิงเลยแม้แต่น้อย

 "มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ" ต้นน้ำเดินไปหยุดยืนใกล้ ๆ กลิ่นควันไฟลอยปะทะจมูก ให้ความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด

 ดินละสายตาจากเตาขึ้นมามอง ต้นน้ำเพิ่งสังเกตเห็นว่านัยน์ตาอีกฝ่ายเป็นสีน้ำตาลเข้มจัด นิ่งสงบและอ่านไม่ออก ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ มือยังคงพัดเตาต่อไป

 "ไม่ต้อง เดี๋ยวเปื้อน" เสียงทุ้มแหบเอ่ยเรียบ ๆ ก่อนก้มหน้ากลับไปสนใจไฟในเตา

 ต้นน้ำยืนทำตัวไม่ถูก ปกติเขาเป็นคนคุยเก่งและเข้ากับคนง่าย แต่พอเจอความเงียบขรึมประหยัดคำพูดของคนตรงหน้า เขาก็แทบไปไม่เป็น ทำได้เพียงพยักหน้ารับแล้วถอยมาช่วยปิงกับเคนล้างปลาที่ก๊อกน้ำใกล้ ๆ

 มื้อเย็นถูกเตรียมอย่างเรียบง่าย เคนกับปิงรับหน้าที่ลูกมือหั่นข่า ตะไคร้ ใบมะขามอ่อน คุยกันสลับกับเสียงหัวเราะอย่างถูกคอ ส่วนดินเป็นพ่อครัวหลัก เขาเอาหม้อดินตั้งบนเตา รอจนน้ำเดือดจึงใส่สมุนไพรลงไป กลิ่นหอมเปรี้ยวของใบมะขามอ่อนลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ

 จัดการหม้อต้มยำเสร็จ ดินก็หันมาทาเกลือโอบปลาช่อนตัวใหญ่จนขาวโพลน แล้ววางลงบนตะแกรงเหนือเตาถ่านที่ไฟกำลังลุก ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิ คอยพลิกตัวปลาอย่างใจเย็นเพื่อไม่ให้หนังไหม้และให้เนื้อสุกทั่วถึง

 อากาศบนภูเขายิ่งดึกยิ่งหนาวจัด ลมกระโชกมาแต่ละทีทำเอาต้นน้ำต้องนั่งห่อไหล่ ซุกมือเข้ากระเป๋าเสื้อ เขานั่งบนแคร่ไม้ไผ่ข้างเตา ทอดสายตามมองแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังย่างปลาเงียบ ๆ บรรยากาศรอบตัวมีเพียงเสียงฟืนปะทุและเสียงแมลงกลางคืน

 "เอาล่ะ สุกพอดี" เคนพูดพร้อมยกหม้อต้มยำลงมาวางบนแคร่กลางวง ดินคีบปลาเผาเกลือหอมฉุยมาวางเคียงคู่กัน

 "มากินกันโลดครับครู ฮ้อน ๆ นี่ล่ะแซ่บที่สุด" เคนจัดแจงตักข้าวสวยร้อน ๆ ที่หุงมาจากบ้านส่งให้ทุกคน

 ต้นน้ำรับจานข้าวมาถือ ไอร้อนที่ปะทะหน้าช่วยคลายหนาวได้มาก เขาซดน้ำต้มยำ รสชาติเปรี้ยวอมเผ็ดกลมกล่อมกับความหอมของสมุนไพรแผ่ซ่านไปทั่วกระพุ้งแก้ม อร่อยจนต้องเบิกตากว้าง

 "อร่อยมากเลยครับ อร่อยกว่าร้านที่กรุงเทพอีก" ต้นน้ำชมอย่างจริงใจ หันไปมองพ่อครัวจำเป็นฝั่งตรงข้าม

 ดินไม่ได้ยิ้มรับ เขาเพียงมองหน้านิ่ง ๆ มือหนาเอื้อมไปหยิบช้อนกลาง ค่อย ๆ แหวกเนื้อปลาส่วนท้องที่ไร้ก้าง เขี่ยเกลือออกอย่างเบามือ ก่อนจะตักเนื้อปลาชิ้นโตควันฉุยนั้นวางลงในจานข้าวต้นน้ำเงียบ ๆ

 "กินซะ" ดินพูดสั้น ๆ แล้วหันกลับไปกินข้าวต่อ

 ต้นน้ำกะพริบตาปริบ ๆ มองเนื้อปลาในจานสลับกับเสี้ยวหน้าคนให้ ความรู้สึกอุ่นวาบก่อตัวขึ้นในอก ผู้ชายคนนี้ไม่มีคำพูดหวานหูหรือเอาอกเอาใจออกหน้า แต่การกระทำกลับใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยจนน่าตกใจ

 "แหม บริการดีจังนะพี่ดิน ทีกับผมนี่ให้แทะแต่ก้าง" ปิงแกล้งแซวด้วยความหมั่นไส้

 ดินปรายตามอง แววตาดุขึ้นเล็กน้อยก่อนใช้ตะเกียบคีบหัวปลาช่อนเหลือแต่กระดูกโยนใส่จานปิง

"เรื่องมาก"

 เคนระเบิดหัวเราะลั่น ตบเข่าฉาดใหญ่

"เอ้อ เป็นได๋เลยได้แทะหัวปลาบ่ล่ะครูปิง บักดินมันกะจั่งซี่ล่ะ ปากหนักแต่ใจดี" (เป็นไงล่ะ เลยได้แทะหัวปลาเลยไหมล่ะครูปิง ไอ้ดินก็เป็นแบบนี้แหละ ปากหนักแต่ใจดี)

 วงข้าวเย็นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ฤทธิ์น้ำสีใสที่เคนพกมาทำให้ปิงเริ่มพูดมาก ส่วนต้นน้ำก็นั่งฟังและยิ้มตามเป็นระยะ จนบทสนทนาวกเข้าสู่ความสงสัยของคนเมืองกรุง

 "เออพี่เคน ปลาตัวเบ้อเร่อขนาดนี้ตกมาจากไหนวะ แถวนี้มีแม่น้ำใหญ่เหรอพี่" ปิงถามพลางคีบปลาเข้าปาก

 เคนกลืนข้าวแล้วส่ายหน้า

"บ่แม่นแม่น้ำดอกครับ ตกมาจากสระท้ายสวนยางพู่น สระใหญ่ น้ำดี ปลาเลยโตไว"

 "อ้าว เข้าไปตกในสวนยางคนอื่นเขาไม่ว่าเอาเหรอครับ เดี๋ยวโดนเจ้าของด่าหรอก" ต้นน้ำเบิกตากว้าง แอบกังวลว่ามื้อนี้จะได้กินปลาขโมยหรือเปล่า

 เคนได้ยินก็ระเบิดหัวเราะร่วน หันไปตบไหล่เพื่อนตัวโตข้าง ๆ ดังป้าบ

"สิว่าอีหยังล่ะครับครู กะสระในสวนยางบักดินมันนี่ล่ะ" (จะว่าอะไรล่ะครับครูก็สระในสวนยางใต้ดินมันนี่แหละ)

 ต้นน้ำชะงักมือ หันขวับไปมองเคนด้วยความตกใจ

"สวนยางพี่ดินเหรอครับ!" เขากวาดตามองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อยืดสีส้ม แจ็กเก็ตเก่า กางเกงวอร์มขาดเข่า รองเท้าแตะช้างดาว มองมุมไหนก็เหมือนชาวบ้านหาเช้ากินค่ำมากกว่า

 เคนยิ้มกริ่ม รีบสาธยายความรวยของเพื่อนอย่างออกรส

"แหม่นตั้วครับ บักดินนี่ล่ะเสี่ยสวนยางโตจริง มีที่ดินเป็นร้อยไร่ นาข้าว สวนผลไม้ มีเบิด ครอบคลุมไปฮอดตีนเขาพู้น ผู้สาวในหมู่บ้านอยากได้มันเป็นแถว แต่มันบ่สนใจไผ มื้อ ๆ อยู่กับแปลงผัก ขับรถไถ แล้วกะมาตกปลานำผมนี่ล่ะ" (ใช่สิครับ ไอ้ดินนี่แหละเสี่ยสวนยางตัวจริง มีที่ดินเป็นร้อยไร่ นาข้าว สวนผลไม้ มีหมดครอบคลุมไปถึงตีนเขานู่น สาว ๆ ในหมู่บ้านอยากได้มันเป็นแถวแต่มันไม่สนใจใครหรอก วัน ๆ อยู่แต่แปลงผัก ขับรถไถ แล้วก็ตกปลากับผมนี่แหละ)

 ดินขมวดคิ้ว หันไปจ้องเคนตาขวางเป็นเชิงปราม เขาถอนใจยาว วางช้อนลงแล้วหันมามองต้นน้ำที่ยังทำหน้าเหวอ

 "แค่ที่ดินมรดก ไม่ได้เยอะอะไร" ดินพูดเสียงเรียบ ไม่มีแววโอ้อวดสักนิด

"อย่าไปฟังมันโม้มาก กินข้าวไปเถอะ"

 "โห ไม่น่าเชื่อเลย นึกว่าพี่ดินเป็นช่างซ่อมบำรุงโรงเรียนซะอีก" ต้นน้ำหัวเราะแห้ง เกรงใจเศรษฐีภูธรตรงหน้าขึ้นมาจับใจ

 ดินไม่ได้ตอบรับ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินผละจากวงข้าวไปที่กระบะตอนเดียวคันเก่าใต้ต้นจามจุรี ต้นน้ำมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะไปไหน

 เพียงอึดใจ ดินก็เดินกลับมาพร้อมแจ็กเก็ตยีนส์บุขนแกะตัวหนา เขาไม่ได้กลับไปนั่งที่เดิม แต่เดินอ้อมมาหยุดซ้อนหลังต้นน้ำที่กำลังนั่งกอดตัวเองเพราะความหนาว

 กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อน ๆ ผสมกลิ่นเฉพาะตัวผู้ชายลอยมากระทบจมูก ก่อนที่สัมผัสหนักอึ้งและอบอุ่นจะทาบทับลงบนลาดไหล่ ดินกางแจ็กเก็ตตัวนั้นคลุมลงบนตัวต้นน้ำอย่างระมัดระวัง

 ต้นน้ำสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้ามองคนตัวโตที่ก้มลงมาจนระยะห่างลดลงอย่างน่าตกใจ แสงกองไฟสะท้อนให้เห็นแพขนตาหนาและสันจมูกโด่งชัดเจน

 "ใส่ไว้ เดี๋ยวป่วย พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนวันแรกไม่ใช่รึไง" เสียงทุ้มกระซิบเหนือหัว ก่อนมือหนาจะดึงกระชับขอบเสื้อให้เข้ากับลำตัวต้นน้ำเพื่อกันลม

 สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วที่เฉียดผ่านลำคอทำเอาต้นน้ำใจเต้นผิดจังหวะ ความร้อนค่อย ๆ ไต่ขึ้นแก้มจนต้องรีบก้มหน้าหนี ซ่อนความเขินอายไว้ใต้แสงไฟ ดินไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาหมุนตัวกลับไปนั่งที่ หยิบฟืนท่อนเล็กโยนเข้ากองไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

 "เอ้า ๆ เบิ่งหยังกันอยู่ค้าบ ชนแก้วกันต่อดีกว่า คืนนี้ยังอีกยาวไกล!" เสียงเคนดังขัดจังหวะ ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนที่เต็มไปด้วยมวลความอบอุ่นลงได้บ้าง

 กว่าวงข้าวจะเลิกราก็ปาไปเกือบสี่ทุ่ม หมอกยามดึกโรยตัวปกคลุมจนขาวโพลนไปหมด ต้นน้ำช่วยปิงล้างจานจนเสร็จ ก่อนเดินกลับขึ้นห้องพักพร้อมแจ็กเก็ตยีนส์ตัวหนาที่ยังสวมอยู่บนร่าง

 เขาปิดหน้าต่างล็อกกลอนแน่นหนา ทิ้งตัวลงบนฟูกบาง ๆ แม้ภูหลวงคืนนี้จะหนาวจับขั้วหัวใจ แต่แปลกที่ภายในอกกลับอุ่นวาบและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ต้นน้ำยกคอเสื้อขึ้นสูดดมกลิ่นควันไฟจาง ๆ ที่ติดมาพร้อมรอยยิ้มบางบนริมฝีปาก

 การมาฝึกสอนที่โรงเรียนบ้านนอกแห่งนี้ อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้แต่แรกก็ได้... ต้นน้ำหลับตาลง ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าถูกพัดพาไปพร้อมสายลมหนาวที่โอบล้อมบ้านไม้หลังเก่าตลอดทั้งคืน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 6 : ลูกผู้ใหญ่บ้านบ่นิ

    รถกระบะตอนเดียวคันเก่าขับไปตามทางดินลูกรังที่ตัดผ่านสวนยางพาราขนาดใหญ่ เสียงล้อรถบดเบียดกิ่งไม้และใบยางแห้งดังกรอบแกรบสลับกับเสียงเครื่องยนต์ แสงไฟหน้ารถสาดส่องแหวกความมืด เผยทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นยางสูงตระหง่านเรียงรายเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ยิ่งลึกเข้าไปอากาศก็ยิ่งเย็นลงอย่างรวดเร็วจนกระจกรถเริ่มมีฝ้าขาวเกาะ กลิ่นความชื้นของป่าเขาและไอดินลอยปะทะจมูกผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ให้ความรู้สึกสดชื่นจนต้นน้ำต้องสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นเหนือยอดเขา สาดแสงสีนวลตาลงมากระทบผืนป่าและม่านหมอกบางที่เริ่มโรยตัวต่ำ เสียงจิ้งหรีดเรไรและนกกลางคืนร้องประสานก้องกังวาน เป็นท่วงทำนองของธรรมชาติที่เงียบสงบแต่มีชีวิตชีวา รถกระบะจอดสนิทที่ลานกว้างริมสระน้ำขนาดใหญ่ท้ายสวนยาง ภาพเบื้องหน้าคือเถียงไม้ใต้ถุนสูงหลังคามุงสังกะสี ตั้งตระหง่านอยู่ริมสระที่ผิวน้ำสะท้อนเงาจันทร์ระยิบระยับ ลมพัดโชยพาความเย็นเยียบจนบาดผิว ต้นน้ำรีบกระชับสเวตเตอร์ไหมพรมแน่นขึ้น ก้าวลงจากรถพร้อมปิงที่กำลังตัวสั่นเพราะความเย็น "โห บรรยากาศโคตรดีเลยพี่ดิน มืดสนิทจนเห็นดาวเต็มฟ้าเลยว่ะ"

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 5 : บักจ่อยบ่กระบวน

    หมอกขาวยังคงลอยปกคลุมหุบเขาภูหลวง แม้พระอาทิตย์จะขึ้นมาพักใหญ่แล้ว อากาศยามเช้าบนภูยังเย็นเยียบและสดชื่น ทุกครั้งที่สูดหายใจจะได้กลิ่นดอกหญ้าและไอดินชื้น หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าและใบจามจุรีสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย เสียงนกร้องประสานดังก้องป่า ปลุกให้ทุกชีวิตตื่นจากนิทรา ต้นน้ำยืนสูดอากาศอยู่ตรงระเบียงบ้านพักครู เขาสวมสเวตเตอร์ไหมพรมสีครีมทับชุดนักศึกษาเพื่อกันหนาว สองมือประคองกะละมังใบเล็กที่มีผ้าเช็ดหน้าสีทึบซักสะอาด ร่างบางบิดน้ำออกแล้วนำไปตากบนราวไม้ไผ่ ลมพัดกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มลอยมาแตะจมูก ทำให้นึกถึงสัมผัสหยาบกระด้างแต่อ่อนโยนที่เกลี่ยคราบโคลนออกจากแก้มเขาเมื่อเย็นวาน ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ต้นน้ำยืนมองผ้าเช็ดหน้าแกว่งไปมาตามลมอยู่นาน จนเสียงโวยวายของปิงดังขึ้นจากในห้องถึงดึงสติเขากลับมา การสอนช่วงเช้าผ่านไปอย่างราบรื่น เด็กบนภูยังคงน่ารักและพลังล้นเหลือ ต้นน้ำสอนภาษาอังกฤษด้วยความสนุก แม้ในใจจะเฝ้ารอให้ถึงช่วงบ่ายเร็ว ๆ ก็ตาม และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง แดดบ่ายเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆบดบัง ลมเย็นพัดโชยพาใบจามจุรีร่วงหล่นประปราย เงาไม้ทอดทับลานดินกว้างที่บั

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 4 : มันสิคือบ่แปลงผัก

    บ่ายคล้อยของวันเปิดเทอมวันแรก แสงแดดเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าสีครามมีเมฆขาวลอยเอื่อยเหนือยอดเขาภูหลวง ลมเย็นพัดเอากลิ่นดอกหญ้าและไอดินแห้งๆ ลอยคลุ้ง ต้นจามจุรีใหญ่หลังโรงเรียนแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ใบไม้เสียดสีกันตามแรงลม ฟังแล้วชวนให้รู้สึกสงบ ทว่าความสงบนั้นช่างสวนทางกับความรู้สึกของครูฝึกสอนจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง ต้นน้ำยืนเท้าเอวถอนหายใจยาวอยู่ริมลานดินกว้างหลังอาคารเรียน ผู้อำนวยการกำหนดให้ที่นี่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ของเด็ก ป.5 แต่ตรงหน้าเขากลับเป็นดินแห้งแข็งราวกับคอนกรีต มีแค่วัชพืชแห้งตายประปราย มองมุมไหนก็ไม่น่าปลูกอะไรขึ้น รอบตัวมีเด็ก ป.5 กว่ายี่สิบคนยืนมุงหน้าสลอน ชุดนักเรียนหลุดลุ่ยเปื้อนฝุ่นจากการวิ่งเล่นพักเที่ยง เด็กผู้ชายบางคนถือจอบกับเสียมอันเล็กที่เบิกมาจากห้องเก็บของ "ครูต้นน้ำครับ ดินมันแข็งปานนี้ เฮาสิปลูกผักอีหยังลงไปได้ครับ ขุดจนจอบหักมันก็บ่เข้าดอกครับ" จ่อย เด็กชายตัวแสบที่เพิ่งเอากบมาปล่อยเมื่อเช้าถาม พลางใช้ปลายจอบสับพื้นดินดังปึ้ก! สะเก็ดดินกระเด็นขึ้นมาเล็กน้อย แต่แทบไม่สะเทือน "นั่นสิ ครูก็กำลังคิดอยู่ว่าจะเริ่มยังไงดี" ต้นน้ำขยับแว่น ปาดเหงื่อตามไรผม แม

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 3 : มื้อเปิดเทอมกับกบภูเขา

    แสงตะวันสีทองอ่อนละมุนค่อย ๆ พ้นขอบแนวเทือกเขาภูหลวง สาดส่องลงมากระทบผืนป่าที่ยังถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวหนาทึบ อากาศยามเช้าตรู่บนยอดดอยบริสุทธิ์และเย็นเยียบจนหยาดน้ำค้างที่เกาะตามยอดหญ้าและใบไม้จับตัวเป็นหยดน้ำใสสะท้อนแสงระยิบระยับ กลิ่นดินชื้นผสมผสานกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ป่าและใบจามจุรีลอยอวลในอากาศ เป็นความสดชื่นที่แทรกซึมลึกถึงขั้วปอด เสียงนกร้องประสานแว่วมาจากดงไม้ใหญ่หลังโรงเรียน เป็นนาฬิกาปลุกธรรมชาติที่ปลุกให้ทุกชีวิตบนภูเริ่มวันใหม่ ต้นน้ำขยับตัวซุกหาความอบอุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา เขาปรือตาขึ้นช้า ๆ กะพริบตาปรับโฟกัสกับแสงที่ลอดผ่านกระจกบานเกล็ดเข้ามาในห้อง ความรู้สึกหนักอึ้งบริเวณลาดไหล่ทำให้ก้มลงมอง ก่อนพบว่าตัวเองยังสวมแจ็กเก็ตผ้ายีนส์ขนแกะตัวใหญ่ของใครบางคนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อน ๆ ผสมกลิ่นควันไฟจาง ๆ ยังติดเนื้อผ้า เป็นกลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและหลับสนิทตลอดคืนโดยไม่ตื่นมาสั่นเพราะความหนาวเลยสักนิด ร่างบางยันตัวลุกนั่ง บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า พรูลมหายใจเป็นไอขาวบาง วันนี้เป็นวันจันทร์ วันแรกของการเปิดเทอมและวันแรกของการทำหน้าที่ครูฝึกสอนอย

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 2 : ต้มยำปลาข่อ

    ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำแตะยอดเขา ท้องฟ้าเหนือเทือกเขาภูหลวงเปลี่ยนจากฟ้าครามเป็นสีส้มอมม่วง แสงแดดยามเย็นถูกแทนที่ด้วยความสลัวและหมอกบางที่เริ่มก่อตัวตามแนวป่า กลิ่นดินชื้นลอยปะทะจมูกชัดเจนขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่ลดฮวบ เสียงนกกาเงียบหาย ถูกแทนที่ด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังประสานรับพลบค่ำ ต้นน้ำยืนกอดอกลูบแขนตัวเองอยู่ตรงระเบียง ลมเย็นพัดวูบมาแต่ละทีทำเอาขนลุกซู่ แม้จะสวมแจ็กเก็ตฮู้ดทับแล้ว แต่ความหนาวของภูหลวงก็ยังทะลุเนื้อผ้าเข้ามาได้อยู่ดี เขาพรูลมหายใจเป็นไอขาว สายตาทอดมองสนามหน้าโรงเรียนที่กำลังถูกความมืดกลืนกิน "ไอ้ต้น มึงรื้อหาไฟฉายในกระเป๋าให้หน่อยดิ เหมือนหลอดไฟตรงบันไดจะขาดว่ะ เปิดไม่ติดเลย" ปิงตะโกนมาจากข้างล่าง ต้นน้ำหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนที่เพิ่งจัดของเสร็จ หน้าต่างไม้บานนั้นปิดสนิทแน่นหนา กันลมหนาวได้ดีเยี่ยม เขาล้วงหาไฟฉายกระบอกเล็กในเป้ กำลังจะเอาลงไปให้เพื่อน แต่เสียงฝีเท้าและเสียงคุยจอแจก็ดังแว่วมาจากหน้าบ้านเสียก่อน "สวัสดีครับครู! มืดค่ำป่านนี้ยังบ่ทันได้กินข้าวแลงกันแม่นบ่ครับ" เสียงตะโกนดังมาพร้อมกับร่างของเคนที่โผล่พ้นความมืดเข้ามาในรัศมีแสงไฟ ในมือกำข้องไม้ไผ่ที

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 1 : อีสานเถี่ยแรก

    รถกระบะสองแถวรับจ้างแล่นลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา เสียงล้อบดถนนยางมะตอยดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านบังแดดยามบ่ายจนเหลือเพียงแสงรำไร อากาศรอบนอกเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความสูง ยิ่งรถเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในเขตอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย กลิ่นไอดินชื้นๆ ผสมกลิ่นใบไม้สดและน้ำค้างก็ยิ่งชัดเจนขึ้น บนท้ายกระบะที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งเบียดกันหลบลมที่ตีปะทะหน้า "เชี่ยยย หนาวเอาเรื่องนะเนี่ย มึงดูดิ ขนกูลุกถึงตูดแล้วมั้ง" ปิงโวยวายแข่งกับเสียงลม พร้อมโชว์ท่อนแขนที่ขนลุกซู่ให้เพื่อนสนิทดู ว่าที่ครูพละหนุ่มรีบรูดซิปเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นจนสุดคอ "ก็บอกแล้วไงให้เอาเสื้อกันหนาวหนาๆ มา มึงก็ไม่เชื่อ บอกเมืองไทยมีแต่หน้าร้อนกับร้อนมาก เป็นไงล่ะ เจอภูหลวงเข้าไป" ต้นน้ำหัวเราะขำเพื่อน แม้ว่าตัวเขาเองจะกำลังซุกมือหาความอบอุ่นในกระเป๋าเสื้อฮู้ดสีครีมอยู่เหมือนกัน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงกลมมองออกไปนอกรถ ทัศนียภาพเบื้องหน้าช่วยพัดพาความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถทัวร์ยาวนานให้หายเป็นปลิดทิ้ง ภูเขาลูกใหญ่ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อนใต้ตีนหม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status