Home / โรแมนติก / ต้นน้ำติดดิน / ตอนที่ 6 : ลูกผู้ใหญ่บ้านบ่นิ

Share

ตอนที่ 6 : ลูกผู้ใหญ่บ้านบ่นิ

Author: Chanan
last update publish date: 2026-09-24 14:25:39

รถกระบะตอนเดียวคันเก่าขับไปตามทางดินลูกรังที่ตัดผ่านสวนยางพาราขนาดใหญ่ เสียงล้อรถบดเบียดกิ่งไม้และใบยางแห้งดังกรอบแกรบสลับกับเสียงเครื่องยนต์ แสงไฟหน้ารถสาดส่องแหวกความมืด เผยทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นยางสูงตระหง่านเรียงรายเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ยิ่งลึกเข้าไปอากาศก็ยิ่งเย็นลงอย่างรวดเร็วจนกระจกรถเริ่มมีฝ้าขาวเกาะ กลิ่นความชื้นของป่าเขาและไอดินลอยปะทะจมูกผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ให้ความรู้สึกสดชื่นจนต้นน้ำต้องสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นเหนือยอดเขา สาดแสงสีนวลตาลงมากระทบผืนป่าและม่านหมอกบางที่เริ่มโรยตัวต่ำ เสียงจิ้งหรีดเรไรและนกกลางคืนร้องประสานก้องกังวาน เป็นท่วงทำนองของธรรมชาติที่เงียบสงบแต่มีชีวิตชีวา

 รถกระบะจอดสนิทที่ลานกว้างริมสระน้ำขนาดใหญ่ท้ายสวนยาง ภาพเบื้องหน้าคือเถียงไม้ใต้ถุนสูงหลังคามุงสังกะสี ตั้งตระหง่านอยู่ริมสระที่ผิวน้ำสะท้อนเงาจันทร์ระยิบระยับ ลมพัดโชยพาความเย็นเยียบจนบาดผิว ต้นน้ำรีบกระชับสเวตเตอร์ไหมพรมแน่นขึ้น ก้าวลงจากรถพร้อมปิงที่กำลังตัวสั่นเพราะความเย็น

 "โห บรรยากาศโคตรดีเลยพี่ดิน มืดสนิทจนเห็นดาวเต็มฟ้าเลยว่ะ" ปิงแหงนหน้ามองฟ้าพลางอุทานตื่นเต้น

 "เออสิครับครูปิง หม่องนี่ล่ะสวรรค์ของแท้ มาๆ ฟ้าวมาก่อไฟกัน หนาวจนสั่นเบิดแล้ว" เคนหอบข้องใส่ปลากับถุงข้าวเหนียวลงจากท้ายรถ เดินนำขึ้นไปบนเถียงอย่างคุ้นเคย

 ดินไม่พูดอะไร เขาเดินไปหยิบท่อนฟืนแห้งที่กองรวมกันไว้ใต้ถุน จัดการก่อกองไฟที่ลานดินกว้างหน้าสระน้ำอย่างรวดเร็วชำนาญ เพียงไม่นานเปลวไฟสีส้มสว่างไสวก็ลุกโชน ขับไล่ความมืดและหนาวเหน็บให้หายไป แสงไฟสะท้อนเข้ากับใบหน้าคมคายของหนุ่มไทบ้านที่กำลังนั่งยอง ๆ คอยเติมฟืนเงียบ ๆ

 มื้อค่ำเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุข เคนรับหน้าที่ตำส้มตำปูปลาร้ารสเด็ดส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ในขณะที่ปิงเป็นลูกมือหยิบจับจานชาม ส่วนดินรับหน้าที่ย่างปลาช่อนตัวโตบนตะแกรงเหล็กเหนือเตาถ่าน ชายหนุ่มคอยพลิกตัวปลาอย่างระมัดระวัง ไม่นานเนื้อปลาสีขาวอวบก็สุกกำลังดี ถูกนำมาวางแหมะลงบนใบตองกลางวงข้าว

 "มากินกันเลยครับครู มื้อนี้มีส้มตำรสเด็ดฝีมือผม กับปลาเผาฮ้อน ๆ ฝีมือบักดิน แซ่บจนลืมทางกลับบ้านแน่นอน" เคนหัวเราะร่วน ยื่นกระติ๊บข้าวเหนียวให้ต้นน้ำและปิง

 การล้อมวงกินข้าวกลางป่าดำเนินไปอย่างสนุกสนาน เสียงคุยและหัวเราะของเคนกับปิงดังประสานกันไม่หยุดหย่อน ทั้งสองเข้ากันได้ดีราวกับรู้จักกันมาหลายปี ต้นน้ำนั่งยิ้มพลางปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริกและปลาเผาแสนอร่อย รสชาติมื้อนี้อร่อยล้ำเกินกว่าร้านหรูในกรุงเทพเป็นไหน ๆ

 ระหว่างกินข้าว ต้นน้ำแอบลอบมองชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้าม ดินกินเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดแทรกบทสนทนา แต่มักจะคอยสังเกตและดูแลคนอื่นเสมอ มือหนาคอยแกะก้างปลาชิ้นที่เนื้อแน่นที่สุดตักมาวางไว้ในจานต้นน้ำอย่างเงียบเชียบโดยไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ การกระทำที่แสนจะธรรมชาติแต่มั่นคงนั้นทำให้หัวใจคนรับอุ่นวาบขึ้นมาท่ามกลางลมหนาว

 เวลาผ่านไปจนอาหารทุกอย่างถูกจัดการเกลี้ยง เคนยกจานชามไปล้างที่ก๊อกน้ำริมสระ ก่อนเดินกลับมาด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่มพลางลูบท้องที่ตึงเปรี๊ยะ

 "ครูปิง ไปย่างเลาะเบิ่งลอบดักเอี่ยนนำผมบ่ ผมใส่ดักไว้ทางลำห้วยพู้น เผื่อมื้ออื่นได้ปลามาหมกกินแลง" (ครูปิง ไปเดินดูที่ดักปลาไหลกับผมไหม ผมใส่ดักไว้ที่ลำห้วยนู่น เผื่อพรุ่งนี้ได้ปลามาหมกกินตอนเย็น) เคนชวนพร้อมพยักหน้าไปทางแนวป่าไผ่มืดสนิท

 ปิงที่กำลังอิ่มจนหนังตาหย่อนรีบพยักหน้ารับทันที

"ไปดิพี่ นั่งอยู่ตรงนี้ลมพัดจนจะแข็งเป็นหินแล้ว ขอไปเข้าห้องน้ำในป่าด้วย ปวดฉี่พอดีเลย ไอ้ต้น มึงนั่งผิงไฟรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวพวกกูมา"

 "อ้าว ทิ้งเฉยเลย อย่าไปนานนะเว่ย มันมืด" ต้นน้ำตะโกนไล่หลังเพื่อนที่เดินตามเคนหายเข้าไปในความมืดรวดเร็ว พร้อมแสงไฟฉายกระบอกเล็กที่ส่ายไปมา

 หน้าเถียงจึงเหลือเพียงความเงียบสงบอีกครั้ง มีแค่เสียงฟืนปะทุแตกและเสียงจิ้งหรีดกรีดปีก ต้นน้ำนั่งกอดเข่าผิงไฟบนแคร่ไม้ไผ่ ทอดสายตามองเปลวไฟเต้นเร่าตามแรงลม บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกจนหยาดน้ำค้างเริ่มเกาะตามยอดหญ้า

 ดินหยิบกาน้ำร้อนริมกองไฟ รินน้ำชาสมุนไพรสีอำพันลงแก้วสแตนเลสสองใบ ก่อนเดินมานั่งลงบนแคร่ตัวเดียวกัน แต่เว้นระยะห่างพอสมควร ยื่นแก้วน้ำชาควันฉุยส่งให้ต้นน้ำ

 "กินซะ จะได้อุ่นขึ้น"

 "ขอบคุณครับ" ต้นน้ำรับแก้วชามาถือ สองมือประคองแก้วรับไออุ่น ความหอมของใบชาป่าและรสฝาดนิดอมหวานปลายลิ้นไหลลงคอ ช่วยคลายความหนาวเย็นไปได้มาก

 ทั้งคู่นั่งจิบชากันเงียบ ๆ ท่ามกลางแสงดาวนับล้านดวงส่องประกายเต็มผืนฟ้า ต้นน้ำเงยหน้ามองกลุ่มดาวอย่างหลงใหล ที่กรุงเทพเขาแทบไม่เคยเห็นดวงดาวชัดเจนขนาดนี้มาก่อน ท้องฟ้าที่นี่เปิดกว้างไร้มลพิษบดบัง งดงามจนละสายตาไม่ได้

 ดินทอดสายตามองคนข้างกายที่กำลังนั่งยิ้มให้ท้องฟ้า แสงไฟสีส้มสะท้อนผิวพรรณขาวสะอาดและดวงตากลมโตใต้กรอบแว่น ใบหน้าต้นน้ำดูมีความสุขอย่างแท้จริง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดินเก็บมาคิดสงสัยตั้งแต่ได้เจอหน้าคุณครูคนนี้

 "เป็นถึงคนกรุงเทพ ทำไมถึงอยากมาฝึกสอนที่นี่" ดินทำลายความเงียบเบา ๆ เสียงทุ้มต่ำกลมกลืนไปกับเสียงลมพัด

 ต้นน้ำละสายตาจากดวงดาว หันมามองเสี้ยวหน้าคมคาย ดินหมุนแก้วชาในมือ นัยน์ตาคมทอดมองกองไฟ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 "ที่อื่นสะดวกสบายกว่าตั้งเยอะ โรงเรียนในตัวเมืองก็มี ทำไมถึงเลือกมาที่นี่ ที่นี่มันชานเมือง อยู่ในป่าในเขา โรงเรียนก็นักเรียนน้อย บ้านพักครูก็เก่า หนาวก็หนาว ลำบากเปล่า ๆ"

 มันเป็นประโยคยาวที่สุดเท่าที่ต้นน้ำเคยได้ยินจากปากผู้ชายคนนี้ น้ำเสียงดินไม่ได้มีความประชดประชัน มีเพียงความสงสัยบริสุทธิ์ตรงไปตรงมา ต้นน้ำระบายยิ้มบางบนริมฝีปาก ก้มมองแก้วชาในมือ ก่อนทอดสายตามองผืนน้ำในสระที่กระเพื่อมไหว

 "ตอนแรกที่เลือกมาที่นี่ ยอมรับนะว่าผมก็แค่หลับตาจิ้มเอา คิดแค่อยากไปให้ไกลกรุงเทพ อยากลองออกไปใช้ชีวิตที่ตัวเองไม่เคยเจอ" ต้นน้ำอธิบายเสียงนุ่ม รอยยิ้มยังคงประดับใบหน้า

 "พี่ดินรู้ไหม อยู่กรุงเทพมันก็สบายแหละ มีรถไฟฟ้า มีห้าง มีของกินยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ทุกอย่างมันเร็วไปหมด ตื่นมาก็ต้องรีบไปเรียน ต้องแข่งกับเวลา แข่งกับคนอื่น มองไปทางไหนก็มีแต่ตึกสูงกับควันรถ" ต้นน้ำหันสบตาสีเข้มของดินที่กำลังตั้งใจฟังทุกคำพูด

 "ผมแค่อยากเจออะไรที่มันจริงมั้งครับ มาอยู่ที่นี่ ถึงบ้านพักจะเก่า ถึงลมจะหนาวไปหน่อย แต่พอมองออกไปแล้วเห็นภูเขา เห็นต้นไม้ ได้กลิ่นไอดินตอนฝนตก ได้สูดอากาศที่มันหายใจได้เต็มปอดจริง ๆ ผมว่ามันคุ้มมากเลยนะ"

 ดินนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่เอ่ยขัด ซึมซับรอยยิ้มและแววตาเปี่ยมความหลงใหลในธรรมชาติของคนตรงหน้า

 "คนที่นี่ก็น่ารักมากด้วย เด็ก ๆ ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ชาวบ้านก็ใจดี มีน้ำใจกันมาก ๆ ผมยังคิดเลยว่าโชคดีจังที่ตัดสินใจมาที่นี่" ต้นน้ำยิ้มกว้างจนตาหยี

"ผมดีใจนะที่ได้มาที่นี่"

 ดินเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากหยักกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะจับสังเกต

 "เพิ่งมาแค่สองวันเอง รู้ได้ไงว่ามันจะดี" น้ำเสียงดินเจือแววหยอกเย้า แม้ใบหน้าจะยังคงความนิ่งขรึมเอาไว้

 "อย่าเพิ่งรีบตัดสินไป หน้าหนาวที่นี่ยะเยือกกว่าที่เห็นเยอะ ดึก ๆ น้ำค้างแรงจนเป็นน้ำแข็ง หน้าฝนก็เฉอะแฉะ ทางขาด เดินทางลำบาก ไฟก็ชอบดับ คนกรุงเทพแบบนายเจอของจริงเข้าไป จะทนได้สักกี่น้ำ เดี๋ยวก็ร้องไห้เก็บกระเป๋ากลับบ้านหรอก กลับกรุงเทพดีกว่ามั้ง"

 ต้นน้ำมุ่ยหน้าทันทีที่โดนสบประมาท เขาวางแก้วสแตนเลสลงบนแคร่ หันขวับเผชิญหน้าคนตัวโตกว่าอย่างเอาเรื่อง

 "ผมไม่หนีกลับง่าย ๆ หรอกน่า! ผมอาจจะดูบอบบางนะ แต่ผมสู้ชีวิตจะตาย พี่ดินคอยดูแล้วกัน ผมจะอยู่ที่นี่จนจบเทอมเลย ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นแน่ ๆ"

 "อืม จะรอดู" ดินตอบรับสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะในลำคอ ท่าทางฟึดฟัดของคนตรงหน้าเหมือนแมวขู่ฟ่อที่พยายามทำตัวพองลมให้ดูน่ากลัว ซึ่งมันไม่ได้ดูน่ากลัวเลยสักนิดในสายตาเขา

 "แล้วนี่ตั้งแต่มา ฉันกับไอ้เคนก็มาทำกับข้าวให้กินทุกวัน ถ้าเกิดพวกฉันไม่มา จะหากินยังไง" ดินวกกลับมาตั้งคำถามต่อ นัยน์ตาคมจ้องใบหน้าขาวใสอย่างรอคอยคำตอบ

 "อ่า นั่นสิครับ" ต้นน้ำหัวเราะแห้ง ยกมือเกาแก้มตัวเองเบา ๆ ความมั่นใจเมื่อครู่หดหายเกินครึ่ง

 "ผมก็ทำกับข้าวไม่ค่อยเป็นซะด้วยสิครับ ทอดไข่เจียวยังไหม้คากระทะเลย คงต้องพึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ก็ปลากระป๋องแหละมั้ง ไม่ก็ต้มไข่กินประทังชีวิตไปวัน ๆ"

 "เคยลองเดินดูตลาดหน้าโรงเรียนตอนเช้าบ้างหรือยัง" ดินถามต่อ น้ำเสียงเริ่มเจือความดุขึ้นมานิด ๆ เหมือนผู้ใหญ่กำลังดุเด็กไม่รู้จักดูแลตัวเอง

 "ยังเลยครับ ตอนเช้าผมมัวแต่รีบตื่นมารดน้ำผัก แล้วก็เตรียมแผนการสอน เลยยังไม่มีเวลาเดินออกไปดูเลย ตลาดมันมีของกินเยอะไหมครับพี่ดิน"

 ดินถอนหายใจยาว วางแก้วชาลงบนแคร่ ขยับตัวหันหน้าเข้าหาคนตัวเล็กกว่าเต็มตัว

 "ตลาดเช้าหน้าโรงเรียนมีของกินเยอะแยะ ทั้งหมูปิ้ง ข้าวเหนียว ข้าวจี่ กับข้าวถุงก็มีขาย พวกชาวบ้านเอามาวางขายตั้งแต่ตีห้า หกโมงกว่า ๆ ก็ตลาดวายแล้ว มัวแต่ตื่นสายก็อดกิน"

 "โห ปิดเร็วจังเลย แบบนี้ผมต้องตั้งนาฬิกาปลุกตีห้าเลยเหรอเนี่ย" ต้นน้ำบ่นอุบอิบ ใบหน้าสลดลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสภาพอากาศที่หนาวจับขั้วหัวใจตอนเช้าตรู่ การลุกจากฟูกอุ่นไปเดินตลาดตอนตีห้าคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล

 ความเงียบโรยตัวระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง มีเพียงเสียงฟืนแตกปะทุในกองไฟ ดินทอดสายตามองใบหน้าหงอยของคนตรงหน้า ก่อนขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายหนุ่มปลดกระดุมเชิ้ตลายสก๊อตสีแดงที่สวมทับอยู่ออกมา แล้วก้มลงคลุมทับบนไหล่บางของต้นน้ำอย่างเบามือ

 "งั้นถ้าวันไหนไม่มีอะไรกินก็บอก" เสียงทุ้มต่ำลอยมาตามลมเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ แต่กลับดังก้องกังวานเข้าถึงข้างในหัวใจของต้นน้ำ ดินไม่ได้หันมาสบตา เพียงแค่มองไปทางอื่น สองมือหนาจับกระชับคอเสื้อเชิ้ตให้รวบเข้าหากันเพื่อกันลมหนาวให้

 ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากตัวดิน กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศผสมกลิ่นสบู่เฉพาะตัวลอยมาเตะจมูก ทำให้หัวใจต้นน้ำเต้นแรงจนแทบหลุดออกนอกอก เขานั่งนิ่ง เงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาที่ก้มลงมาใกล้จนเห็นแพขนตาหนาชัดเจน

 "พ... พี่ดินหมายความว่ายังไงครับ" ต้นน้ำถามตะกุกตะกัก ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้

 ดินผละตัวออกห่างช้า ๆ กลับมานั่งลงที่เดิม หยิบท่อนฟืนโยนเข้ากองไฟเพื่อให้ความสว่างและอบอุ่นลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

 "ก็บอกว่าจะหาให้กิน จะได้ไม่ต้องกินบะหมี่ให้เสียสุขภาพ เป็นครูถ้าไม่มีแรงสอนเด็กจะทำยังไง" ดินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบสไตล์คนปากหนัก แต่มุมปากหยักได้รูปกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่แทบจะไม่เคยมีใครได้เห็น

 ต้นน้ำกระชับเสื้อเชิ้ตที่ห่มอยู่บนร่างให้แน่นขึ้น กลิ่นอายความอบอุ่นของผู้ชายคนนี้โอบล้อมเขาไว้จนความหนาวเหน็บของเขาภูหลวงไม่สามารถทำอันตรายเขาได้อีก เขาระบายยิ้มกว้างให้กับกองไฟและดวงดาวบนฟ้า

 "ขอบคุณครับพี่ดิน ถ้าอย่างนั้นผมฝากท้องด้วยนะครับ"

 "อืม"

 บทสนทนาอันแสนสงบถูกขัดจังหวะเมื่อเสียงย่ำเท้าสวบสาบย่ำใบไม้แห้งดังแว่วมาจากทางป่าไผ่ แสงไฟฉายส่ายไปมาพร้อมเสียงคุยเจื้อยแจ้วของเคนและปิงที่กำลังเดินกลับมาที่เถียงนา

 "โอ๊ย หนาวคัก ๆ ลมตีหน้าจนสิชาเบิดแล้ว" เคนบ่นอุบอิบขณะเดินมาผิงไฟ

 "ได้อะไรมาบ้างพี่เคน" ต้นน้ำถามเพื่อนที่เพิ่งมานั่งลงข้าง ๆ

 "ได้ปลาไหลมาสองสามโตครับ มื้ออื่นเช้าสิเอาไปหมกใส่ใบตอง" เคนตอบพร้อมวางข้องลง

 ต้นน้ำพยักหน้ารับ ก่อนนึกขึ้นได้ถึงความสงสัยที่ติดอยู่ในใจมาตั้งแต่เมื่อวาน เขาหันไปมองหน้าดินและเคนสลับกัน ก่อนเอ่ยถามขึ้นมาตรงไปตรงมา

 "พี่ดิน พี่เคนครับ ผมสงสัยมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ทำไมพวกพี่ถึงมาช่วยดูแลพวกผมล่ะครับ ทั้งซ่อมหน้าต่าง ทำกับข้าวให้กิน แถมพี่ดินยังเอาดินมาลงแปลงผักให้อีก พวกผมเกรงใจจริง ๆ นะครับ"

 เคนได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะร่วน หันมองหน้าเพื่อนตัวโตที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่ข้างกองไฟ

 "กะบ่มีหยังดอกครับ ผู้ใหญ่บ้านเผิ่นฝากฝังมาน่ะครับ เผิ่นบอกว่าดน ๆ ทีสิมีนักศึกษาฝึกสอนจากกรุงเทพ

ยอมมาตกระกำลำบากอยู่โรงเรียนบ้านนอกของเฮา เผิ่นย่านซุมครูสิอยู่บ่ได้แล้วหนีกลับเมืองกรุงไปซะก่อน กะเลยให้พวกผมสองคนมาคอยเบิ่งแงง คอยซ่อยเหลือครับ" (ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ผู้ใหญ่บ้านฝากฝังมาน่ะครับ เขาบอกว่านาน ๆ ทีจะมีนักศึกษาฝึกสอนจากกรุงเทพ ยอมมาตกระกำลำบากอยู่โรงเรียนบ้านนอกของเรา เขากลัวว่าครูสิอยู่ไม่ได้แล้วหนีกลับเมืองกรุงไปซะก่อน ก็เลยให้พวกผมสองคนมาคอยดูแล คอยช่วยเหลือครับ)

 ต้นน้ำเบิกตากว้างด้วยความซาบซึ้งใจ

"โห ผู้ใหญ่บ้านใจดีจังเลย ผมยังไม่ได้ไปสวัสดีท่านเลย มาถึงก็วุ่นวายเรื่องจัดห้องกับเรื่องแปลงผัก สงสัยเสาร์อาทิตย์นี้ผมกับปิงต้องหาเวลาเข้าไปกราบขอบคุณผู้ใหญ่บ้านสักครั้งแล้วล่ะครับ"

 ปิงพยักหน้าเห็นด้วย

"เออจริงว่ะไอ้ต้น เราต้องไปขอบคุณแกหน่อย ให้แกส่งคนมาดูแลพวกเราตั้งหลายวัน บ้านเขาอยู่ไหนนะพี่"

 เคนระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่นจนต้นน้ำกับปิงต้องมองหน้ากันอย่างงุนงง เคนตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่พลางชี้ไปทางคนที่นั่งนิ่งเงียบไม่รู้ไม่ชี้อยู่หน้ากองไฟ

 "โอ๊ย บ่ต้องไปไสไกลดอกครับครูต้นน้ำ สิไปไหว้ขอบคุณผู้ใหญ่บ้าน ก็ย่างไปบ้านบักดินมันโลด พ่อมันนั่นล่ะผู้ใหญ่บ้าน"

 "ห๊ะ! พี่ดินเนี่ยนะลูกผู้ใหญ่บ้าน!" ต้นน้ำและปิงประสานเสียงกันดังลั่นด้วยความตกตะลึง พวกเขากวาดตามองชายหนุ่มตรงหน้าที่ใส่เสื้อยืดเก่า กางเกงยีนส์เปื้อนฝุ่น และรองเท้าผ้าใบซอมซ่อ ไม่มีความเป็นลูกชายผู้กว้างขวางประจำหมู่บ้านเลยแม้แต่นิดเดียว

 ดินตวัดสายตาดุไปทางเพื่อนจอมแฉทันที เขาไม่อยากบอกเรื่องนี้กับใคร เพราะปกติเขาเป็นคนเงียบ ๆ ชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำงานในสวนในไร่ ไม่ได้อยากอวดอ้างบารมีพ่อให้ใครฟังสักนิด

 "พูดมาก" ดินกดเสียงต่ำดุเพื่อน

 "เอ้า กะเรื่องจริงนี่หว่า" เคนยักไหล่

"มื้อแรกที่พวกครูมาฮอด พ่อผู้ใหญ่กะใช้ให้บักดินนี่ล่ะไปเบิ่งหน้าต่างให้ แล้วกะกำชับนักหนาว่าให้คอยดูแลครูให้ดี ๆ ห้ามให้ยุงริ้นไรมาไต่ตอมเด็ดขาด"

 ต้นน้ำหันกลับมามองหน้าดินด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตกใจ เกรงใจ และแอบอุ่นวาบในใจที่รู้ว่าการกระทำที่แสนใส่ใจทั้งหมดนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความตั้งใจของชายหนุ่มตรงหน้าด้วย

 "โห พี่ดินก็ไม่ยอมบอกพวกผมเลย ปล่อยให้เรียกใช้งานตั้งหลายอย่าง ขอโทษด้วยนะครับถ้าล่วงเกินอะไรไป" ต้นน้ำรีบยกมือไหว้

 ดินถอนหายใจยาว เอื้อมมือไปจับข้อมือบางที่กำลังพนมไหว้ให้ลดลง

 "ไม่ต้องไหว้ ฉันไม่ใช่พ่อ" ดินพูดเสียงเรียบ แต่แววตาไม่มีความโกรธเคืองเจือปนอยู่เลย

"ไม่ได้อยากปิดบัง แค่เห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องบอก ฉันก็แค่ชาวบ้านคนหนึ่ง ทำไร่ทำสวนเหมือนคนอื่นนั่นแหละ"

 ต้นน้ำมองสบตาคมคายคู่นั้น รอยยิ้มกว้างขวางผุดขึ้นบนใบหน้าครูฝึกสอนอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความประทับใจในความถ่อมตัวและแสนดีของผู้ชายตรงหน้า

 "ครับ ผมเข้าใจแล้ว แต่ยังไงเสาร์อาทิตย์นี้ ผมกับปิงก็จะขอไปฝากเนื้อฝากตัวกับคุณลุงผู้ใหญ่บ้านที่บ้านพี่ดินอยู่ดีนะครับ เตรียมรับแขกด้วยล่ะ" ต้นน้ำพูดเสียงสดใส

 ดินไม่ได้ตอบรับเป็นคำพูด เขาเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วหันกลับไปสนใจกองไฟต่อ แต่มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย และแววตาที่ทอประกายอ่อนโยนเมื่อสะท้อนกับแสงไฟ ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนเพียงพอแล้วสำหรับค่ำคืนแสนอบอุ่นและงดงามบนภูหลวงแห่งนี้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 6 : ลูกผู้ใหญ่บ้านบ่นิ

    รถกระบะตอนเดียวคันเก่าขับไปตามทางดินลูกรังที่ตัดผ่านสวนยางพาราขนาดใหญ่ เสียงล้อรถบดเบียดกิ่งไม้และใบยางแห้งดังกรอบแกรบสลับกับเสียงเครื่องยนต์ แสงไฟหน้ารถสาดส่องแหวกความมืด เผยทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นยางสูงตระหง่านเรียงรายเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ยิ่งลึกเข้าไปอากาศก็ยิ่งเย็นลงอย่างรวดเร็วจนกระจกรถเริ่มมีฝ้าขาวเกาะ กลิ่นความชื้นของป่าเขาและไอดินลอยปะทะจมูกผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ให้ความรู้สึกสดชื่นจนต้นน้ำต้องสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นเหนือยอดเขา สาดแสงสีนวลตาลงมากระทบผืนป่าและม่านหมอกบางที่เริ่มโรยตัวต่ำ เสียงจิ้งหรีดเรไรและนกกลางคืนร้องประสานก้องกังวาน เป็นท่วงทำนองของธรรมชาติที่เงียบสงบแต่มีชีวิตชีวา รถกระบะจอดสนิทที่ลานกว้างริมสระน้ำขนาดใหญ่ท้ายสวนยาง ภาพเบื้องหน้าคือเถียงไม้ใต้ถุนสูงหลังคามุงสังกะสี ตั้งตระหง่านอยู่ริมสระที่ผิวน้ำสะท้อนเงาจันทร์ระยิบระยับ ลมพัดโชยพาความเย็นเยียบจนบาดผิว ต้นน้ำรีบกระชับสเวตเตอร์ไหมพรมแน่นขึ้น ก้าวลงจากรถพร้อมปิงที่กำลังตัวสั่นเพราะความเย็น "โห บรรยากาศโคตรดีเลยพี่ดิน มืดสนิทจนเห็นดาวเต็มฟ้าเลยว่ะ"

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 5 : บักจ่อยบ่กระบวน

    หมอกขาวยังคงลอยปกคลุมหุบเขาภูหลวง แม้พระอาทิตย์จะขึ้นมาพักใหญ่แล้ว อากาศยามเช้าบนภูยังเย็นเยียบและสดชื่น ทุกครั้งที่สูดหายใจจะได้กลิ่นดอกหญ้าและไอดินชื้น หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าและใบจามจุรีสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย เสียงนกร้องประสานดังก้องป่า ปลุกให้ทุกชีวิตตื่นจากนิทรา ต้นน้ำยืนสูดอากาศอยู่ตรงระเบียงบ้านพักครู เขาสวมสเวตเตอร์ไหมพรมสีครีมทับชุดนักศึกษาเพื่อกันหนาว สองมือประคองกะละมังใบเล็กที่มีผ้าเช็ดหน้าสีทึบซักสะอาด ร่างบางบิดน้ำออกแล้วนำไปตากบนราวไม้ไผ่ ลมพัดกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มลอยมาแตะจมูก ทำให้นึกถึงสัมผัสหยาบกระด้างแต่อ่อนโยนที่เกลี่ยคราบโคลนออกจากแก้มเขาเมื่อเย็นวาน ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ต้นน้ำยืนมองผ้าเช็ดหน้าแกว่งไปมาตามลมอยู่นาน จนเสียงโวยวายของปิงดังขึ้นจากในห้องถึงดึงสติเขากลับมา การสอนช่วงเช้าผ่านไปอย่างราบรื่น เด็กบนภูยังคงน่ารักและพลังล้นเหลือ ต้นน้ำสอนภาษาอังกฤษด้วยความสนุก แม้ในใจจะเฝ้ารอให้ถึงช่วงบ่ายเร็ว ๆ ก็ตาม และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง แดดบ่ายเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆบดบัง ลมเย็นพัดโชยพาใบจามจุรีร่วงหล่นประปราย เงาไม้ทอดทับลานดินกว้างที่บั

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 4 : มันสิคือบ่แปลงผัก

    บ่ายคล้อยของวันเปิดเทอมวันแรก แสงแดดเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าสีครามมีเมฆขาวลอยเอื่อยเหนือยอดเขาภูหลวง ลมเย็นพัดเอากลิ่นดอกหญ้าและไอดินแห้งๆ ลอยคลุ้ง ต้นจามจุรีใหญ่หลังโรงเรียนแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ใบไม้เสียดสีกันตามแรงลม ฟังแล้วชวนให้รู้สึกสงบ ทว่าความสงบนั้นช่างสวนทางกับความรู้สึกของครูฝึกสอนจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง ต้นน้ำยืนเท้าเอวถอนหายใจยาวอยู่ริมลานดินกว้างหลังอาคารเรียน ผู้อำนวยการกำหนดให้ที่นี่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ของเด็ก ป.5 แต่ตรงหน้าเขากลับเป็นดินแห้งแข็งราวกับคอนกรีต มีแค่วัชพืชแห้งตายประปราย มองมุมไหนก็ไม่น่าปลูกอะไรขึ้น รอบตัวมีเด็ก ป.5 กว่ายี่สิบคนยืนมุงหน้าสลอน ชุดนักเรียนหลุดลุ่ยเปื้อนฝุ่นจากการวิ่งเล่นพักเที่ยง เด็กผู้ชายบางคนถือจอบกับเสียมอันเล็กที่เบิกมาจากห้องเก็บของ "ครูต้นน้ำครับ ดินมันแข็งปานนี้ เฮาสิปลูกผักอีหยังลงไปได้ครับ ขุดจนจอบหักมันก็บ่เข้าดอกครับ" จ่อย เด็กชายตัวแสบที่เพิ่งเอากบมาปล่อยเมื่อเช้าถาม พลางใช้ปลายจอบสับพื้นดินดังปึ้ก! สะเก็ดดินกระเด็นขึ้นมาเล็กน้อย แต่แทบไม่สะเทือน "นั่นสิ ครูก็กำลังคิดอยู่ว่าจะเริ่มยังไงดี" ต้นน้ำขยับแว่น ปาดเหงื่อตามไรผม แม

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 3 : มื้อเปิดเทอมกับกบภูเขา

    แสงตะวันสีทองอ่อนละมุนค่อย ๆ พ้นขอบแนวเทือกเขาภูหลวง สาดส่องลงมากระทบผืนป่าที่ยังถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวหนาทึบ อากาศยามเช้าตรู่บนยอดดอยบริสุทธิ์และเย็นเยียบจนหยาดน้ำค้างที่เกาะตามยอดหญ้าและใบไม้จับตัวเป็นหยดน้ำใสสะท้อนแสงระยิบระยับ กลิ่นดินชื้นผสมผสานกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ป่าและใบจามจุรีลอยอวลในอากาศ เป็นความสดชื่นที่แทรกซึมลึกถึงขั้วปอด เสียงนกร้องประสานแว่วมาจากดงไม้ใหญ่หลังโรงเรียน เป็นนาฬิกาปลุกธรรมชาติที่ปลุกให้ทุกชีวิตบนภูเริ่มวันใหม่ ต้นน้ำขยับตัวซุกหาความอบอุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา เขาปรือตาขึ้นช้า ๆ กะพริบตาปรับโฟกัสกับแสงที่ลอดผ่านกระจกบานเกล็ดเข้ามาในห้อง ความรู้สึกหนักอึ้งบริเวณลาดไหล่ทำให้ก้มลงมอง ก่อนพบว่าตัวเองยังสวมแจ็กเก็ตผ้ายีนส์ขนแกะตัวใหญ่ของใครบางคนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อน ๆ ผสมกลิ่นควันไฟจาง ๆ ยังติดเนื้อผ้า เป็นกลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและหลับสนิทตลอดคืนโดยไม่ตื่นมาสั่นเพราะความหนาวเลยสักนิด ร่างบางยันตัวลุกนั่ง บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า พรูลมหายใจเป็นไอขาวบาง วันนี้เป็นวันจันทร์ วันแรกของการเปิดเทอมและวันแรกของการทำหน้าที่ครูฝึกสอนอย

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 2 : ต้มยำปลาข่อ

    ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำแตะยอดเขา ท้องฟ้าเหนือเทือกเขาภูหลวงเปลี่ยนจากฟ้าครามเป็นสีส้มอมม่วง แสงแดดยามเย็นถูกแทนที่ด้วยความสลัวและหมอกบางที่เริ่มก่อตัวตามแนวป่า กลิ่นดินชื้นลอยปะทะจมูกชัดเจนขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่ลดฮวบ เสียงนกกาเงียบหาย ถูกแทนที่ด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังประสานรับพลบค่ำ ต้นน้ำยืนกอดอกลูบแขนตัวเองอยู่ตรงระเบียง ลมเย็นพัดวูบมาแต่ละทีทำเอาขนลุกซู่ แม้จะสวมแจ็กเก็ตฮู้ดทับแล้ว แต่ความหนาวของภูหลวงก็ยังทะลุเนื้อผ้าเข้ามาได้อยู่ดี เขาพรูลมหายใจเป็นไอขาว สายตาทอดมองสนามหน้าโรงเรียนที่กำลังถูกความมืดกลืนกิน "ไอ้ต้น มึงรื้อหาไฟฉายในกระเป๋าให้หน่อยดิ เหมือนหลอดไฟตรงบันไดจะขาดว่ะ เปิดไม่ติดเลย" ปิงตะโกนมาจากข้างล่าง ต้นน้ำหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนที่เพิ่งจัดของเสร็จ หน้าต่างไม้บานนั้นปิดสนิทแน่นหนา กันลมหนาวได้ดีเยี่ยม เขาล้วงหาไฟฉายกระบอกเล็กในเป้ กำลังจะเอาลงไปให้เพื่อน แต่เสียงฝีเท้าและเสียงคุยจอแจก็ดังแว่วมาจากหน้าบ้านเสียก่อน "สวัสดีครับครู! มืดค่ำป่านนี้ยังบ่ทันได้กินข้าวแลงกันแม่นบ่ครับ" เสียงตะโกนดังมาพร้อมกับร่างของเคนที่โผล่พ้นความมืดเข้ามาในรัศมีแสงไฟ ในมือกำข้องไม้ไผ่ที

  • ต้นน้ำติดดิน   ตอนที่ 1 : อีสานเถี่ยแรก

    รถกระบะสองแถวรับจ้างแล่นลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา เสียงล้อบดถนนยางมะตอยดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านบังแดดยามบ่ายจนเหลือเพียงแสงรำไร อากาศรอบนอกเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความสูง ยิ่งรถเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในเขตอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย กลิ่นไอดินชื้นๆ ผสมกลิ่นใบไม้สดและน้ำค้างก็ยิ่งชัดเจนขึ้น บนท้ายกระบะที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งเบียดกันหลบลมที่ตีปะทะหน้า "เชี่ยยย หนาวเอาเรื่องนะเนี่ย มึงดูดิ ขนกูลุกถึงตูดแล้วมั้ง" ปิงโวยวายแข่งกับเสียงลม พร้อมโชว์ท่อนแขนที่ขนลุกซู่ให้เพื่อนสนิทดู ว่าที่ครูพละหนุ่มรีบรูดซิปเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นจนสุดคอ "ก็บอกแล้วไงให้เอาเสื้อกันหนาวหนาๆ มา มึงก็ไม่เชื่อ บอกเมืองไทยมีแต่หน้าร้อนกับร้อนมาก เป็นไงล่ะ เจอภูหลวงเข้าไป" ต้นน้ำหัวเราะขำเพื่อน แม้ว่าตัวเขาเองจะกำลังซุกมือหาความอบอุ่นในกระเป๋าเสื้อฮู้ดสีครีมอยู่เหมือนกัน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงกลมมองออกไปนอกรถ ทัศนียภาพเบื้องหน้าช่วยพัดพาความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถทัวร์ยาวนานให้หายเป็นปลิดทิ้ง ภูเขาลูกใหญ่ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อนใต้ตีนหม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status