Masukเพชรไพลินมองคู่สามีภรรยาท่าทางภูมิฐานตรงหน้าแล้วก็รู้สึกว่ากระบอกตาร้อนผ่าวจนตัวเองยังนึกแปลกใจ เธอไม่เคยเห็นทั้งคู่มาก่อน ได้แต่รับรู้จากในฝันที่คอยเดินตามกัญญพัชรว่าสองคนนี้คือบิดามารดาของเธอ และเท่าที่จำได้ ในฝันเธอจะเห็นหญิงสาวเจ้าของร่างคอยออดอ้อนคลอเคลียท่านทั้งสองอยู่เสมอ บางครั้งมีเรื่องไม่สบายใจเล็กน้อยหรือจัดการปัญหาอะไรไม่ได้ก็จะเดินน้ำตาคลอเข้าไปหาพวกท่านราวกับเด็กไม่รู้จักโต และสามีภรรยาคู่นี้ก็โอ๋บุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างกับอะไรดี
และเธอเชื่อว่าการที่จู่ๆ ก็รู้สึกปวดกระบอกตาเหมือนอยากร้องไห้ เป็นเพราะร่างกายและหัวใจของร่างนี้คุ้นเคยกับการบีบน้ำตาเพื่อเรียกร้องความสงสารจากบิดามารดาแน่นอน
“พระคุ้มครองนะลูกนะ รู้ไหมว่าพ่อกับแม่ใจจะขาดเสียให้ได้ตอนที่รู้ว่าหนูรถชน...ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงที่ช่วยให้หนูปลอดภัย” กัญญา มารดาของกัญญพัชรพูดพลางร้องไห้
ส่วนพัชระผู้เป็นบิดาได้แต่ลูบศีรษะบุตรสาวอย่างปลอบโยน สายตาที่มองมามีแต่ความรักใคร่เอ็นดู จนเพชรไพลินได้แต่สะท้อนอยู่ในอก น้ำตาพานจะไหลออกมาจริงๆ ด้วยความสงสารทั้งคู่อย่างสุดหัวใจ
พวกท่านจะรู้บ้างไหมว่ามีเพียงร่างกายเท่านั้นที่เป็นของบุตรสาวตน ทว่าวิญญาณกลับไม่ใช่ ไม่รู้ว่ากัญญพัชรตัวจริงไปอยู่ที่ไหน ยังคงล่องลอยเพราะหาร่างเข้าไม่ได้ หรือว่าตายไปพร้อมกับร่างของเธอแล้วก็สุดรู้
“เจ็บมากไหมลูก ทนหน่อยนะ อีกไม่กี่วันก็ได้กลับบ้านเราแล้ว” บิดายิ้มให้อย่างอบอุ่น แม้จะเจอหน้ากันแค่ไม่กี่นาที แต่เพชรไพลินก็สัมผัสถึงความรักความเอาใจใส่ที่สามีภรรยาคู่นี้มีต่อบุตรสาวคนเดียวเป็นอย่างดี
“เจ็บค่ะ แต่ก็ทนได้ ยังไงก็ดีกว่า...ตาย” หญิงสาวพูดแล้วถอนหายใจ ไม่รู้จะเรียกตัวเองว่าคนตายได้หรือเปล่า เพราะตอนนี้มีแค่วิญญาณเท่านั้นที่เป็นของตัวเอง แต่ร่างกายเป็นของคนอื่น
เพชรไพลินพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอีกสองวัน แพทย์ผู้ทำการรักษาก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ หญิงสาวคิดว่าตอนนี้น้ำหนักน่าจะขึ้นอย่างน้อยสองกิโลกรัม เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล เธอได้รับการประคบประหงมทั้งจากบิดามารดาและพี่เลี้ยงราวกับไข่ในหิน อาหารเลิศรสจากภัตตาคารชั้นนำมีมาให้รับประทานทุกมื้อไม่เคยขาด จะหยิบจะจับหรือจะทำอะไรล้วนแต่มีคนคอยทำให้ตลอดเวลา ทำให้เพชรไพลินเดาอนาคตได้ทันทีว่า ต่อจากนี้ไปชีวิตของเธอในร่างใหม่จะไม่ต่างอะไรกับเจ้าหญิงแน่นอน
เมื่อก้าวขาลงจากรถ หญิงสาวก็แหงนหน้ามองคฤหาสน์หลังใหญ่โตตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ตอนที่เห็นในความฝันก็คิดว่าใหญ่โตโอ่อ่าสมฐานะเจ้าของร้านจิวเวลรี่แล้ว แต่พอได้มาเห็นด้วยตาตัวเองอย่างนี้ก็อดตื่นตาตื่นใจไม่ได้ แม้ว่าบ้านเดิมที่เธอเคยอาศัยอยู่กับน้องสาวจะนับว่าใหญ่แล้ว แต่ก็ยังเทียบกับที่นี่ไม่ได้แม้แต่น้อย
“เข้าบ้านเราเถอะลูก” ผู้เป็นมารดาเดินมาจับแขนข้างหนึ่งของหญิงสาวเพื่อช่วยประคอง ส่วนอีกข้างนั้นรวงทิพย์เข้ามาประคอง
“ค่ะคุณแม่” เพชรไพลินหันไปยิ้มให้ท่านแล้วเดินเข้าไปในบ้านตามการจับจูงของมารดากับพี่เลี้ยง เมื่อก้าวเข้ามาในตัวบ้าน หญิงสาวก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นบรรดาคนรับใช้ยืนรอรับด้วยสีหน้ายินดี
“คุณหนูกลับมาแล้ว”
เพชรไพลินพยายามส่งยิ้มที่คิดว่าเป็นธรรมชาติที่สุดให้ทุกคน แต่ในใจกลับรู้สึกอึดอัดปนอิจฉากัญญพัชรที่ช่างเกิดมาสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล ที่ทำให้เชิดหน้าเฉิดฉายอยู่ในวงสังคมชั้นสูงได้อย่างไม่อายใคร ทั้งยังเป็นที่รักของคนทุกคนอีกด้วย
และเพราะการเป็นที่รักใคร่ของทุกคนนี่เองกระมัง จึงทำให้กัญญพัชรกลายเป็นผู้หญิงเหยาะแหยะ ทำอะไรไม่เป็นทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าของร่างนี้เป็นคนที่เรียนเก่งมาก จากในความฝันที่เธอได้รับรู้เรื่องราวในอดีตของกัญญพัชรมา มีช่วงหนึ่งที่ผุดภาพเกียรติบัตรเรียนดีต่างๆ วางเรียงรายเต็มตู้โชว์ แต่เนื่องจากไม่เคยได้ใช้สมองเต็มที่เพราะมีแต่คนคอยทำให้อยู่ตลอด ไม่เคยต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง กัญญพัชรจึงกลายเป็นคนที่ข้างนอกสุกใส แต่ข้างในกลวงโบ๋
เข้าตำราพ่อแม่รังแกฉันอย่างแท้จริง
“ลิน...พัชขอขึ้นห้องก่อนนะคะ รู้สึกเพลีย อยากนอนพักสักหน่อยค่ะ” เพชรไพลินยังเผลอเรียกชื่อของตัวเองในบางครั้งเพราะยังไม่ชินกับชื่อใหม่ อีกทั้งเธอยังต้องจดจำชื่อของแต่ละคนในบ้านให้ได้โดยไว มิเช่นนั้นอาจมีปัญหาในอนาคต
รวงทิพย์ประคองคุณหนูของตนขึ้นไปบนบ้าน ขณะที่หญิงสาวก็ข่มกลั้นอาการเจ็บปวดที่ขาไว้เพราะไม่อยากให้บิดามารดาเป็นห่วงมากไปกว่านี้ มิเช่นนั้นเธออาจถูกตามประกบยิ่งกว่าเดิม เพราะแค่นี้ก็แทบกระดิกตัวทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว
“ขอบคุณค่ะน้ารวง” เธอหันไปยิ้มขอบคุณอีกฝ่าย แต่รวงทิพย์กลับมองหน้าเธอราวกับมีเรื่องสงสัย เธอจึงเลิกคิ้วแล้วถามว่า
“มีอะไรรึเปล่าคะ”
“เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ น้าอาจคิดมากไปเอง น้าแค่รู้สึกว่าคุณหนูเปลี่ยนไปน่ะค่ะ แต่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเปลี่ยนยังไง...คุณหนูพักผ่อนเถอะค่ะ ตื่นแล้วก็โทร. ไปเรียกน้านะคะ พยายามอย่าทำอะไรเองเพราะเดี๋ยวจะหกล้มเอาได้”
เพชรไพลินยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน การที่รวงทิพย์รู้สึกว่าคุณหนูของตนเปลี่ยนไปนั้นเธอไม่แปลกใจเท่าไร เพราะนิสัยและบุคลิกของเธอกับกัญญพัชรแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่เธอเป็นสาวสมัยใหม่ ทำอะไรคล่องแคล่วฉับไวตามสไตล์เวิร์กกิงวูแมน แต่กัญญพัชรกลับเป็นคุณหนูหัวอ่อนที่แสนเรียบร้อยอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี และค่อนข้างจะเอาแต่ใจในบางครั้ง ดังนั้นการแสดงออกจึงต้องแตกต่างกันด้วย คนที่คลุกคลีอยู่ด้วยกันมาตลอดเวลาอย่างรวงทิพย์จึงอาจรู้สึกผิดสังเกตเอาได้
หลังจากประตูปิดสนิทแล้ว เพชรไพลินจึงค่อยๆ เดินลากขาเพื่อสำรวจห้องนอนส่วนตัวของเจ้าของร่างนี้ทันที การตกแต่งด้วยโทนสีขาวครีมเป็นหลักบ่งบอกให้รู้ว่ากัญญพัชรเป็นคนชอบความสะอาดสะอ้าน ฝุ่นตามกรอบประตูหน้าต่างไม่มีให้เห็นแม้แต่นิด ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์แม้จะดีไซน์เรียบง่าย แต่ก็จัดว่าหรูหราและหาซื้อไม่ได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ต้องเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเสียส่วนใหญ่แน่นอน
“รสนิยมไม่เลวเลยนะพัช” เธออดเอ่ยปากชมอีกฝ่ายไม่ได้ขณะกำลังเดินไปยังห้องที่กั้นไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเดาได้ว่าน่าจะเป็นห้องแต่งตัว และทันทีที่เข้าไปถึง ดวงตาทั้งสองข้างของเธอก็เบิกกว้างอย่างตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
“โอ้โห ขาชอปเหมือนกันนะเธอนี่”
นอกจากเสื้อผ้าที่แขวนเรียงตามสีเต็มผนังทั้งสามด้านที่ทำให้เธอต้องอ้าปากค้างแล้ว ผนังด้านหนึ่งยังมีตู้เก็บกระเป๋าแบรนด์เนมและรองเท้าเรียงกันเป็นตับราวกับร้านในห้างสรรพสินค้าอีกด้วย
เพชรไพลินไม่รอช้า เธอลองเลื่อนตู้ใบนั้นไปทางขวา และเห็นว่าตู้นี้สามารถขยายออกเป็นชั้นๆ ในลักษณะฟันปลาเหมือนตู้หนังสือได้อีกด้วย และแน่นอนว่าในตู้อัดแน่นไปด้วยกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงลิบที่สาวๆ หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของหรือมีไว้ครอบครองจนนับแทบไม่หวาดไม่ไหว
“ตายแล้ว! นี่มันลิมิเต็ดเอดิชัน หล่อนก็มีกับเขาด้วยหรือเนี่ย”
เพชรไพลินหยิบกระเป๋าหนังแกะใบหนึ่งออกมา เธอจำได้ว่ารุ่นนี้ผลิตมาแค่ยี่สิบใบในโลกเท่านั้น และต้องสั่งจองล่วงหน้ากันเป็นปีๆ ถึงจะได้มาเชยชม ตอนนั้นเธอเห็นแล้วอยากได้ใจจะขาด แต่สั่งจองไม่ทัน ใบสุดท้ายที่เหลืออยู่มีคนจองตัดหน้าเธอไปแค่สิบห้านาทีเท่านั้นเอง
หญิงสาวกวาดตาวาววามมองทั่วตู้อีกครั้ง แม้ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองกำลังชุบมือเปิบ ได้ข้าวของของคนอื่น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมากมายมหาศาลที่อยู่ในห้องนี้เป็นของเธอเพราะเธออยู่ในร่างของกัญญพัชร ผู้หญิงที่มีทุกอย่างพรั่งพร้อมในชีวิตจนน่าอิจฉา ยกเว้นเรื่องผู้ชายเรื่องเดียวเท่านั้นที่ช่างตาต่ำและรสนิยมย่ำแย่ในการเลือกผู้ชายมาเป็นคู่ชีวิตเหลือเกิน
ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั
แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค
พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม
เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง
เพชรไพลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงจูงมือมารดาเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยมีสายตาของรวินทร์มองส่งไปตลอดทางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เพชรไพลินก็นั่งรถแท็กซี่เพื่อจะไปที่ออฟฟิศโดยไม่คิดจะเข้าบ้านก่อน หญิงสาวโทรศัพท์หาพราวพิรุณก่อนเป็นอันดับแรกเพราะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้“ฝน ฉันวานแกพายายวามาหาฉันที่ออฟฟิศหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้น้องสาวฉันฟัง”เธอฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเห็นด้วยที่จะบอกความลับนี้ให้เพชรแพรวาได้รู้อีกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจ“ขอบคุณนะฝน เอาไว้ช่วงบ่ายเจอกัน”วางสายจากเพื่อนสนิทแล้วเธอก็โทร. ไปหารวินทร์เพื่อรายงานตัวว่าถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแล้ว เธอคุยกับเขาไม่นานนักเพราะแท็กซี่มาจอดหน้าอาคารสำนักงานพอดีจึงกดวางสายเมื่อมาถึงออ
ได้ฟังอย่างนั้นรวินทร์ก็เบาใจ เพราะคาดว่าหากสิ้นหัวเรือใหญ่อย่างนายหัวสุรัชไป บรรดาลูกน้องที่เคยกร่างและทำตัวใหญ่คับฟ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย ที่ตัวเล็กๆ ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่อื่น ไม่กลับมาที่นี่อีกผู้หมวดหนุ่มเดินออกมาส่งรวินทร์กับเพชรไพลินที่รถ เขาจ้องหญิงสาวตาปรอย จนรวินทร์ต้องกระแอมเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาปราม“ขึ้นไปรอพี่บนรถก่อนนะ พี่ขอคุยอะไรกับหมวดหน่อย” รวินทร์หันไปบอกเพชรไพลินพลางเปิดประตูรถให้ จากนั้นก็เดินโอบบ่าผู้หมวดแทนไทไปคุยอีกทางหนึ่งเพชรไพลินไม่รู้ว่าสองหนุ่มคุยอะไรกัน จึงหยิบโทรศัพท์ที่มารดาเอามาให้กดโทร. ไปหาพราวพิรุณเพื่อส่งข่าวให้เพื่อนรู้ว่าตนปลอดภัยแล้วสัญญาณดังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับกำลังรออยู่ “ฮัลโหล ฝนพูดค่ะ”“ยายฝน ฉันเอง”“นังลินนน...แกเป็นยังไงบ้าง โอ๊ยแก ฉันจะบอกให้ว่าวันนั้นฉันลนลานจนทำอะไรไม







