LOGINกลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและรากผักชีที่โขลกละเอียดลอยอวลอยู่ในห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนและสเตนเลสเงาวับ
ผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ลัลนลินมาอยู่ที่นี่ ในแต่ละวันเธอใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบราวกับเงา หลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอคินทร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความเงียบไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจ ตรงกันข้าม มันยิ่งตอกย้ำความห่างเหินและสถานะนักโทษของเธอในคฤหาสน์หลังนี้
วันนี้เธอตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอจำได้เลาๆ จากครั้งหนึ่งที่พ่อเคยชวนเขามาทานอาหารที่บ้านเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ อคินทร์ในวัยหนุ่มดูจะโปรดปรานเมนูง่ายๆ อย่าง ‘หมูทอดน้ำปลา’ เป็นพิเศษ.... ความทรงจำนั้นเลือนรางแต่ก็ชัดเจนพอที่จะเป็นความหวังริบหรี่ให้เธอยึดเหนี่ยว ลัลนลินลงมือหมักหมูด้วยตัวเอง คลุกเคล้าเครื่องปรุงอย่างตั้งใจ กลิ่นหอมของน้ำปลาชั้นดีที่เริ่มซึมเข้าเนื้อทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
นี่อาจจะเป็นก้าวแรก.... ก้าวเล็กๆ ที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งที่อคินทร์สร้างขึ้น
เธอจัดอาหารทุกอย่างใส่จานกระเบื้องเคลือบเนื้อดีลายครามอย่างประณีต ข้าวสวยร้อนๆ ถูกตักใส่โถไว้อย่างเรียบร้อย เธอประคองถาดอาหารเดินไปยังห้องอาหารที่ใหญ่โตโอฬาร โต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวยาวทอดตัวอยู่กลางห้อง สามารถนั่งได้กว่ายี่สิบคน แต่บัดนี้กลับมีเพียงเธอที่จัดเตรียมที่นั่งไว้เพียงสองที่
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังใกล้เข้ามาจากโถงทางเดินทำให้ลัลนลินสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจของเธอเต้นระรัวอยู่ในอก อคินทร์ก้าวเข้ามาในห้องอาหาร ดวงตาคมกริบคู่นั้นตวัดมองอาหารบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนมาจับจ้องที่เธอ ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงไร้ความรู้สึกใดๆ นอกจากรังเกียจ
“คิดจะเล่นละครอะไรอีก” น้ำเสียงของเขาเย็นชาและห้วนจัด
“ฉัน......ฉันเห็นว่าใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว ก็เลย......” เธอตอบเสียงตะกุกตะกัก พยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่น “ฉันทำหมูทอดน้ำปลา......ของโปรดคุณ”
คำว่า ‘ของโปรดคุณ’ ดูเหมือนจะเป็นตัวจุดชนวน อคินทร์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาฉายประกายเย้ยหยันและเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที
“ของโปรดฉัน? เธอไปเอาความมั่นใจผิดๆ แบบนี้มาจากไหน” เขาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้น ก่อนจะชี้ปลายนิ้วไปยังจานหมูทอดสีสวยที่วางอยู่ตรงหน้า “อย่าคิดว่าแค่ทำอาหารเป็น จะแสดงบทบาทภรรยาที่ดีได้สำเร็จนะลัลนลิน เธอมันก็แค่ลูกสาวของงูพิษที่พ่อฉันพลาดท่าหลงเชื่อ.... อย่าพยายามทำตัวมีค่าหน่อยเลย มันน่าสมเพช!”
คำพูดแต่ละคำของเขาเหมือนแส้ที่ฟาดลงกลางใจ ลัลนลินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่าเนื้อ
“ฉันแค่อยากจะทำหน้าที่ของฉันให้ดีที่สุด”
“หน้าที่ของเธอ?” เขาทวนคำเสียงสูงขึ้น กวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ “หน้าที่ของเธอคือการอยู่ที่นี่อย่างสงบเสงี่ยม คอยชดใช้หนี้แค้นที่พ่อของเธอสร้างไว้! ไม่ใช่มาเสนอหน้าทำตัวเป็นเมียรักผู้แสนดี!”
ความอดทนของลัลนลินขาดผึง
“คุณจะเกลียดฉัน เกลียดพ่อฉันแค่ไหนก็ได้ แต่อย่าดูถูกความตั้งใจของคนอื่นได้ไหม!”
“ความตั้งใจ?” เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “ความตั้งใจของเธอมันน่าขยะแขยงพอๆ กับอาหารจานนี้แหละ!”
สิ้นคำพูดนั้น มือใหญ่ของเขาก็ปัดจานหมูทอดกระเด็นตกจากโต๊ะอย่างแรง
เพล้ง!
เสียงกระเบื้องกระทบพื้นหินอ่อนแตกกระจายดังก้องไปทั่วห้องอาหาร เศษกระเบื้องลายครามแหลมคมกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ชิ้นหมูทอดที่เธอตั้งใจทำเกลื่อนกลาดปะปนกับคราบน้ำมันและเศษกระเบื้องบนพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาดตา ลัลนลินยืนตัวแข็งทื่อ มองภาพความพินาศตรงหน้าด้วยหัวใจที่แตกสลายไม่ต่างจากจานใบนั้น
อคินทร์มองหน้าเธอด้วยแววตาของผู้ชนะที่กำลังเหยียดหยามผู้แพ้ เขาย่อตัวลงเล็กน้อย ใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปที่เศษกระเบื้องชิ้นที่ใหญ่ที่สุดอย่างไม่กลัวบาด
“พื้นสกปรกหมดแล้วเห็นไหม”
เขายืดตัวขึ้นและมองสบตาเธอตรงๆ คำสั่งที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูปนั้นเฉียบขาดและไร้ความปรานี
“เก็บมันซะ.... แล้วก็จำไว้ให้ขึ้นใจ ว่าอย่าเสนอหน้ามาทำอะไรแบบนี้อีก เก็บด้วยมือเปล่านี่แหละ จะได้จำ!”
“คุณจะให้ฉัน......”
“ฉันสั่งให้เก็บ!”
เขาตวาดลั่นจนเธอสะดุ้งสุดตัว ความเกรี้ยวกราดในแววตาของเขาบ่งบอกว่าถ้าเธอขัดขืนอีกแม้แต่คำเดียว เขาอาจจะทำอะไรที่รุนแรงกว่านี้
ลัลนลินกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือดเพื่อสะกดกั้นเสียงสะอื้น เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบอย่างเชื่องช้า ความอัปยศอดสูแล่นริ้วไปทั่วร่าง เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไปเบื้องหน้า ความแหลมคมของเศษกระเบื้องอยู่ห่างจากปลายนิ้วเธอเพียงนิดเดียว เธอหลับตาลง กลั้นหายใจ แล้วเริ่มเก็บเศษกระเบื้องชิ้นใหญ่ที่สุดขึ้นมา
คมกระเบื้องบาดเข้าที่ปลายนิ้วชี้ของเธอทันที เลือดสีแดงสดหยดหนึ่งผุดซึมออกมาจากบาดแผล ลัลนลินสะดุ้งเฮือก แต่ก็ยังฝืนเก็บเศษชิ้นนั้นใส่ฝ่ามืออีกข้าง เธอค่อยๆ ไล่เก็บเศษกระเบื้องที่เหลือทีละชิ้น ทีละชิ้น โดยไม่สนใจความเจ็บปวดที่ปลายนิ้วซึ่งตอนนี้มีเลือดไหลซึมออกมามากขึ้นเรื่อยๆ หยดเลือดร่วงหล่นลงบนพื้นหินอ่อนเป็นรอยด่างดวง
อคินทร์ยืนมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่มีความพึงพอใจ ไม่มีความสมเพชเวทนา มีเพียงความเย็นชาที่น่ากลัว.... เขามองเลือดบนนิ้วของเธอและบนพื้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องอาหารไปโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งให้ลัลนลินนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางเศษซากความตั้งใจของเธอบนพื้นเพียงลำพัง
ค่ำคืนนั้น สายลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินและกลิ่นช้ำๆ ของกลีบกุหลาบโชยเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงาน แสงจันทร์สีนวลส่องกระทบลงบนสนามหญ้า เผยให้เห็นร่องรอยความพินาศบนผืนดินเล็กๆ มุมหนึ่งอย่างชัดเจนอคินทร์ยืนอยู่ในความมืดของห้องทำงาน แก้วบรั่นดีในมือของเขานิ่งสนิท ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวในตอนกลางวัน บัดนี้ทอประกายสับสนและวูบไหว เขามองลงไปยังแปลงกุหลาบที่ถูกทำลายยับเยินไม่วางตา ภาพของหญิงสาวที่นอนร้องไห้ฟูมฟายบนพื้นดินยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตาในห้วงความคิดอันเงียบงัน ภาพความทรงจำในอดีตอันไกลโพ้นก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน.... ภาพของเด็กชายอคินทร์ในวัยสิบห้าที่ไปรอพ่อคุยธุรกิจที่บ้านของลัลนลิน เขานั่งรออยู่คนเดียวที่ศาลาริมสวนด้วยความประหม่า แล้วผู้หญิงคนหนึ่ง....แม่ของลัลนลิน....ก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน เธอยื่นแก้วน้ำเย็นฉ่ำที่ลอยดอกมะลิให้เขาพร้อมกับพูดว่า“ดื่มน้ำก่อนสิจ๊ะหนู หน้าแดงหมดแล้ว อากาศร้อนๆ”ความใจดีเล็กๆ น้อยๆ ในวันนั้นยังคงชัดเจนในความรู้สึกเขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความทรงจำนั้นเป็นเหมือนเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจ เขาเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกอ่อนแอที่มันน
หลายวันผ่านไป ผ้าพันแผลบนนิ้วของลัลนลินถูกแกะออกแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเกลียดชังของอคินทร์ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ความเงียบในคฤหาสน์หลังนี้ยิ่งกัดกินหัวใจเธอมากขึ้น.... มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่มองไม่เห็น เธอใช้เวลาส่วนใหญ่หลบอยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือเก่าเก็บที่เจ้าของไม่เคยเหลียวแล แต่ตัวอักษรก็ไม่สามารถทำให้เธอหลุดพ้นจากความคิดถึงบ้านและอ้อมกอดของพ่อแม่ได้ความคิดถึงนั้นทับถมจนกลายเป็นความปวดร้าวที่ทนทานได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นสวนกว้างใหญ่ที่ได้รับการดูแลอย่างดีแต่กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา มันมีแต่ไม้ประดับราคาแพงที่จัดวางอย่างสมบูรณ์แบบจนดูแข็งทื่อ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เธอขออนุญาตป้านวลใช้วันหยุดหนึ่งวันกลับไปที่บ้านเดิม บ้านที่ตอนนี้ถูกปิดตายรอการจัดการทรัพย์สินลัลนลินใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายที่นั่น สูดกลิ่นอายของความทรงจำที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เธอไม่ได้หยิบฉวยของมีค่าใดๆ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือกระถางกุหลาบพันธุ์โบราณหลายกระถางที่ตั้งเรียงรายอยู่ในเรือนเพาะชำหลังบ้าน…. กุหลาบที่แม่ข
กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและรากผักชีที่โขลกละเอียดลอยอวลอยู่ในห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนและสเตนเลสเงาวับผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ลัลนลินมาอยู่ที่นี่ ในแต่ละวันเธอใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบราวกับเงา หลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอคินทร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความเงียบไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจ ตรงกันข้าม มันยิ่งตอกย้ำความห่างเหินและสถานะนักโทษของเธอในคฤหาสน์หลังนี้วันนี้เธอตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอจำได้เลาๆ จากครั้งหนึ่งที่พ่อเคยชวนเขามาทานอาหารที่บ้านเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ อคินทร์ในวัยหนุ่มดูจะโปรดปรานเมนูง่ายๆ อย่าง ‘หมูทอดน้ำปลา’ เป็นพิเศษ.... ความทรงจำนั้นเลือนรางแต่ก็ชัดเจนพอที่จะเป็นความหวังริบหรี่ให้เธอยึดเหนี่ยว ลัลนลินลงมือหมักหมูด้วยตัวเอง คลุกเคล้าเครื่องปรุงอย่างตั้งใจ กลิ่นหอมของน้ำปลาชั้นดีที่เริ่มซึมเข้าเนื้อทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยนี่อาจจะเป็นก้าวแรก.... ก้าวเล็กๆ ที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งที่อคินทร์สร้างขึ้นเธอจัดอาหารทุกอย่างใส่จานกระเบื้องเคลือบเนื้อดีลายครามอย่างประณีต ข้าวสวยร้อนๆ ถูกตักใส่โถไว้อย่างเรียบร้อย เธอประคองถาดอาหารเดินไปย
พิธีวิวาห์ที่ควรจะชื่นมื่นกลับเงียบเชียบราวดั่งงานศพ แขกเหรื่อมีเพียงญาติผู้ใหญ่ไม่กี่คนของฝ่ายอคินทร์ที่มองมายังหลานสะใภ้ ลูกสาวเศรษฐีด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้รอยยิ้ม ไร้คำอวยพร มีเพียงความเย็นชาที่กรีดลึกลงในใจผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หลังจากการจดทะเบียนสมรสที่เปรียบเสมือนการตีตราทาส ลัลนลินก็ถูกส่งตัวมายังคฤหาสน์ของตระกูลเธียรประเสริฐในฐานะภรรยาตามกฎหมายรถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดขนาดมหึมาที่เปิดออกอย่างเชื่องช้า เสียงล้อบดเบียดกับพื้นกรวดละเอียดดังแผ่วเบา สวนสไตล์ยุโรปที่เคยเห็นเพียงในรูปถ่ายปรากฏแก่สายตา สนามหญ้าเขียวขจีได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต น้ำพุหินอ่อนรูปคิวปิดตั้งตระหง่านอยู่กลางวงเวียน ทว่าความงดงามของมันกลับไม่สามารถทำให้หัวใจที่หนักอึ้งของเธอเบาลงได้เลยแม้แต่น้อย.... คนขับรถจอดเทียบหน้าทางเข้าและรีบลงมาเปิดประตูให้ด้วยท่าทีนอบน้อมแต่ห่างเหิน เขาโค้งศีรษะให้เล็กน้อยแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง ปล่อยให้เธอยืนเผชิญหน้ากับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ถูกนำลงจากท้ายรถมาวางไว้บนพื้นกรวดแต่เพียงลำพังลัลนลินสูดหายใจลึก เธอเกร็งมือจับคันลากกระเป๋าเดินทาง ลากมันข้ามธรณีประตูหินอ่อนเข้
“ยินดีต้อนรับสู่นรก” เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบเสียดยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ“นับจากวินาทีนี้ไป ชีวิตของเธอจะเป็นของฉัน ความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และการสูญเสียจนไม่เหลืออะไร เธอจะได้สัมผัสมันทุกอย่าง.... ลัลนลิน!”เขาจงใจเน้นชื่อของเธอราวกับเป็นคำสาปแช่งน้ำตาเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของลัลนลิน แต่เธอกะพริบมันกลับเข้าไปอย่างสุดความสามารถ จะไม่อ่อนแอให้เขาเห็นเด็ดขาดอคินทร์ผละออกไป ยืนหันหลังให้เธอ เขามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เห็นวิวตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างยกขึ้นคลายปมเนกไทเล็กน้อยราวกับกำลังรู้สึกอึดอัด“อย่าคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้จะให้อะไรกับเธอ นอกจากสถานะภรรยาบนกระดาษแผ่นเดียว.... อย่าหวังความรัก อย่าหวังความปรานี และอย่าคิดว่าจะได้แตะต้องทรัพย์สินของฉัน หรือของบริษัทที่พ่อเธอโกงมาแม้แต่สตางค์แดงเดียว”“ฉันไม่เคยหวังอะไรทั้งนั้น”ลัลนลินตอบกลับไปด้วยเสียงที่พยายามคุมให้มั่นคงที่สุด แม้มันจะสั่นเครือจนน่าสมเพช“ดี!” เขาหันกลับมาเผชิญหน้าเธออีกครั้ง แววตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยโทสะ “ก็จำคำพูดของตัวเองเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าเมื่อไหร่
กลิ่นกระดาษเก่าและเครื่องหนังจากเก้าอี้บุผนังห้องทำงานทนายความให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม เข็มนาฬิกาโบราณบนผนังไม้สักขยับเดินหน้าด้วยเสียงติ๊ก-ต็อก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตัดกับความเงียบงันที่หนักอึ้งราวกับแผ่นหินกดทับอากาศภายในห้องบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีขัดเงา แผ่นกระดาษสีครีมหนาที่ประทับตราครุฑสีแดงสดวางอยู่ตรงหน้าลัลนลิน ตัวอักษรสีดำระบุสถานภาพใหม่ของเธอไว้อย่างชัดเจนจนแสบตา‘ทะเบียนสมรส’“เชิญครับคุณลัลนลิน” ทนายสมชายเอ่ยขึ้นหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับของห้องผสมกับโคโลญจน์กลิ่นเย็นเยียบของผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำให้เธอรู้สึกคลื่นเหียน มือขวาของเธอที่วางบนหน้าขาเริ่มสั่นน้อยๆ จนต้องใช้มือซ้ายกำชายกระโปรงผ้าไหมสีงาช้างของตัวเองไว้แน่นเพื่อข่มอาการเธอเหลือบมองเขา อคินทร์นั่งหลังตรงในชุดสูทสีเทาเข้มไร้ที่ติ ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องอยู่ที่เธอ ราวกับนักล่ากำลังมองเหยื่อที่ติดกับ…. ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และเจือปนด้วยความเกลียดชังที่ไม่ได้ปิดบังมันเป็นสายตาที่เธอมองเห็นมาตลอดหลายปี แต่ไม่เคยชินชาการแต่งงานครั้งนี้ คล้ายจะเป็นเทพนิยายแต่ก็ไม่ใช่ หากมันคือบทสรุปของโศกนาฏกรรมที่ถู