Masukถนนยามค่ำคืนที่รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานผ่านราวกับเส้นสายสีแดงและสีขาวที่หลอมละลายเข้าหากัน บรรยากาศภายในห้องโดยสารอวลไปด้วยกลิ่นไอความตึงเครียดที่หนาแน่นจนแทบจะคว้ามาคั้นเป็นน้ำได้.... อคินทร์กำพวงมาลัยรถแน่นจนข้อนิ้วปูดโปน เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ สะท้อนความคลุ้มคลั่งและไฟโทสะที่ถูกจุดขึ้นจนแผดเผาทุกสติสัมปชัญญะ คำพูดทุกคำที่ลัลนลินพ่นออกมาเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท'ความรู้สึกมันตายได้.... ฉันจะไม่แคร์' ถ้อยคำเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของคนที่เย่อหยิ่งและไม่เคยยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดอย่างเขา ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งลึกขึ้นเรื่อยๆ จนเข็มไมล์พุ่งทะยานขึ้นสูงลิ่ว ท่ามกลางเสียงหอบหายใจสะท้านและเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาที่พยายามกลั้นเอาไว้ของหญิงสาวที่นั่งตัวสั่นอยู่เบาะข้างคนขับรถซีดานคันหรูหักเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถใต้คอนโดมิเนียมส่วนตัวระดับซูเปอร์ลักชัวรีที่อคินทร์ใช้เป็นที่เสพสมของเขากับคู่ควงด้วยความเร็วจนยางรถส่งเสียงกรีดลั่นลานปูน ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง อคินทร์ก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าแม้แต่วินาทีเดียว เขาปลดล็อกประตู เปิดผลักออกไปอย่างแรง แล้วสาวเท้าอ้อมมาเปิดประตูฝั่
ประตูทางออกของสตูดิโอเปิดแล้วปิดลง เสียงดังปังตัดขาดโลกแห่งแสงสีที่วุ่นวายไว้เบื้องหลัง.... อคินทร์ยังคงบีบต้นแขนของลัลนลินแน่น แรงบีบนั้นไม่ต่างจากคีมเหล็ก เขาลากเธอให้ก้าวตามฝีเท้าที่รวดเร็วและกราดเกรี้ยวของเขาโดยไม่พูดอะไรสักคำ รองเท้าหนังราคาแพงของเขากระทบพื้นปูนเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอและน่ากลัว ส่วนเธอก็ได้แต่ก้าวขาที่เริ่มสั่นสะท้านให้ทันเขาอย่างทุลักทุเล ความเจ็บแปลบแล่นจากต้นแขนไปทั่วร่าง แต่ความกลัวที่เกาะกุมหัวใจนั้นเจ็บปวดกว่าหลายเท่าพวกเขาเดินผ่านรถยนต์ที่จอดเรียงรายอยู่หลายคัน จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้ารถซีดานสีดำสนิทคันหรูที่จอดอยู่ในช่องประจำ อคินทร์สะบัดมือออกอย่างแรงจนร่างของเธอเซไปเล็กน้อย ลัลนลินฉวยโอกาสนั้นถอยห่างออกมาสองสามก้าว พยายามสร้างระยะห่างระหว่างเธอกับพายุอารมณ์ที่กำลังจะปะทุขึ้น“เดี๋ยว....” เธอเปล่งเสียงออกมาแผ่วเบาแต่พยายามบังคับไม่ให้สั่น “ฉัน...ฉั.นกลับเองได้ค่ะ”อคินทร์หันขวับมามองทันที ดวงตาสีนิลของเขาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ ริมฝีปากหยักได้รูปเหยียดออกเป็นรอยยิ้มหยัน“กลับเอง? จะกลับไปไหนล่ะ กลับไปหามันเหรอ”คำพูดของเขาเหมือนน้ำกรดที่สาดใส่ ลัลนลินส่าย
เสียงชัตเตอร์เงียบลงแล้ว แสงแฟลชที่เคยสว่างวาบจนแสบตาดับลงพร้อมกับเสียงทีมงานที่เริ่มทยอยเก็บอุปกรณ์อย่างรู้งาน กลิ่นอับชื้นของสตูดิโอที่ปิดทึบผสมกับกลิ่นฉุนของสเปรย์ฉีดผมและไอระเหยจากเครื่องสำอางยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ลัลนลินใช้หลังมือปาดเหงื่อเม็ดเล็กที่ซึมอยู่บนหน้าผาก เธอก้มลงช่วยทีมงานคนอื่นๆ ม้วนสายไฟเส้นหนาเก็บเข้ากล่องด้วยความคล่องแคล่วบรรยากาศในกองถ่ายตลอดหลายวันที่ผ่านมาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องกับเมอาร์ที่สวนพฤกษศาสตร์ ไม่มีเสียงแหลมปรี๊ดคอยตะคอกสั่งหรือจิกกัดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีสายตาดูแคลนที่คอยจับจ้องทุกฝีก้าว ทุกคนดูเหมือนจะหายใจได้ทั่วท้องและทำงานกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น“ลิน ทางนั้นเสร็จแล้วมาพักดื่มน้ำก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องรีบ” เสียงของพี่จอย สไตลิสต์รุ่นพี่ตะโกนบอกมาจากอีกฝั่งของสตูดิโอที่กำลังจัดเก็บเสื้อผ้าใส่ถุงคลุม“ค่ะพี่จอย อีกแป๊บเดียวนะคะ เหลือม้วนสุดท้ายแล้ว” เธอตอบกลับไปพลางยิ้มให้ ก่อนจะก้มลงจัดการกับสายไฟเส้นสุดท้ายที่นอนขดอยู่บนพื้นปูนขัดมันขณะที่เธอกำลังจะลุกขึ้นยืนหลังจากเก็บสายไฟเสร็จเรียบร้อย ข้อเท้าที่เมื่อยล้ามาทั
คำขู่ของอคินทร์ยังคงเหมือนเศษแก้วที่มองไม่เห็น ฝังลึกอยู่ในทุกย่างก้าวของลัลนลิน แต่เธอกลับไม่ยอมให้มันหยุดเธอได้ หญิงสาวใช้การทำงานเป็นเกราะป้องกันความรู้สึก ความเหนื่อยล้าทางกายกลายเป็นยาชาที่ช่วยให้ลืมความเจ็บปวดทางใจได้ชั่วขณะวันนี้กองถ่ายออกมาทำงานนอกสถานที่ในสวนพฤกษศาสตร์แห่งหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของพันธุ์ไม้หายาก ไอแดดเดือนเมษาแผดเผาจนอากาศเหนือพื้นดินสั่นระริก กลิ่นไอดินและหญ้าสดที่ถูกรดน้ำจนชุ่มโชยปะทะจมูกพร้อมกับเสียงจักจั่นที่ร้องระงมไปทั่วบริเวณ…. ลัลนลินในชุดเสื้อยืดสีดำและกางเกงคาร์โก้คล่องตัวกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอุปกรณ์ตามคำสั่งของธามทัช เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามขมับและไรผม แต่แววตาของเธอกลับมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“ลิน ทางนี้ช่วยเช็กแสงรีเฟล็กซ์หน่อย”เสียงทุ้มของธามทัชดังขึ้นจากหลังกล้องราคาแพง“ค่ะพี่ธาม”เธอขานรับ วิ่งเหยาะๆ ไปจัดแผ่นสะท้อนแสงสีเงินขนาดใหญ่ให้ได้มุมตกกระทบที่พอดีกับตำแหน่งที่นางแบบจะยืนทีมงานคนอื่นๆ ต่างก็เคลื่อนไหวกันอย่างแข็งขัน ทุกคนต่างรู้ดีว่านางแบบสำหรับงานโฆษณาชิ้นนี้เป็นดาราระดับเอลิสต์ที่ทางเอเจนซี่กำชับมานักหนาว่
เข็มนาฬิกาบนผนังห้องอาหารเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า อคินทร์นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ซึ่งทำจากไม้เนื้อแข็งขัดเงา แสงจากโคมระย้าคริสตัลสาดส่องลงมากระทบเครื่องเงินราคาแพงและจานกระเบื้องลายครามที่ถูกจัดวางอย่างประณีต แต่กลับไม่มีใครแตะต้อง อาหารเลิศรสที่เคยส่งกลิ่นหอมกรุ่น บัดนี้เย็นชืดลงตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไปเกือบสองชั่วโมงชายหนุ่มไม่ได้ชายตามองอาหารเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก ดวงตาสีนิลคมกริบทอดมองออกไปยังความมืดนอกหน้าต่างบานสูง แต่ไม่ได้มองเห็นทิวทัศน์ของสวนสวยที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ในหัวของเขามีเพียงภาพถ่ายใบนั้นที่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา.... รอยยิ้มของลัลนลิน รอยยิ้มที่สดใสและเป็นอิสระอย่างที่เขาไม่เคยได้รับสิทธิ์ให้เห็นมันมาก่อน มันถูกส่งไปให้ผู้ชายคนอื่นหลายวันที่ผ่านมานับจากวันที่ได้รับภาพนั้น อารมณ์ของเขาก็เหมือนพายุที่ก่อตัวเงียบๆ รอวันปะทุ แฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ธามทัช’ วางอยู่บนโต๊ะทำงานเรียบร้อยแล้ว และนั่นยิ่งสุมไฟในใจเขาให้ลุกโชนขึ้นเสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยแล่นเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์ดึงเขาออกจากภวังค์ ไม่กี่อึดใจต่อมา เ
เกือบสัปดาห์ผ่านไปนับจากคืนที่เธอตัดสินใจส่งข้อความหาเพื่อนเก่า ลัลนลินยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว…. เธอเลือกหยิบเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตากับกางเกงสีดำเรียบๆ ออกมา เป็นชุดที่ธรรมดาที่สุดเท่าที่เธอมี แต่ก็ดูสุภาพและคล่องตัวที่สุดสำหรับการเดินทางในวันนี้ เธอหลีกเลี่ยงการสบตากับเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ที่อคินทร์สั่งทำพิเศษ กลัวว่าจะเห็นความหวาดหวั่นฉายชัดอยู่ในดวงตาหญิงสาวรวบผมยาวสลวยขึ้นเป็นหางม้าเรียบง่าย ไม่แตะต้องเครื่องประดับราคาแพงแม้แต่ชิ้นเดียว เธอบอกป้านวลแค่ว่าจะออกไปทำธุระส่วนตัวข้างนอก ซึ่งหญิงสูงวัยก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากไปกว่าการย้ำให้ทานอะไรรองท้องก่อนไป ลัลนลินปฏิเสธอย่างนุ่มนวล จิบเพียงน้ำเปล่าไปแก้วหนึ่ง ความตื่นเต้นและความกังวลตีรวนอยู่ในท้องจนไม่รู้สึกหิวเธอก้าวเท้าออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยจังหวะที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกลัวว่าจะมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นฉุดรั้งให้เธอกลับเข้าไปในกรงทองนั้นอีกครั้ง…. ลัลนลินไม่ได้ให้คนขับรถไปส่ง ไม่ได้เรียกรถผ่านแอพลิเคชั่นให้มาจอดหน้าบ้านสามี แต่เลือกที่จะเดินออกไปเรียกแท็กซี่ที่ถนนใหญ่เอง สายลมยามสายพัดปะทะ







