تسجيل الدخول"งานแต่งงานที่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสุข กลับกลายเป็น 'กรงขังแห่งความแค้น' ที่ตอกอัดเธอลงสู่ขุมนรก" ‘ลัลนลิน’ แอบรัก ‘อคินทร์’ จนสุดหัวใจ แต่ในสายตาของชายหนุ่ม เธอคือลูกสาวของฆาตกร... คือทายาทของคนที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมทำลายครอบครัวเขาจนพังพินาศ เมื่อพันธสัญญาทางธุรกิจและเงื่อนไขพินัยกรรมบังคับให้เขาต้องจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงที่เกลียดชังที่สุด อคินทร์จึงสาบานว่าจะใช้เวลาห้าปีเต็มตามสัญญา เพื่อทรมานและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอให้ตายทั้งเป็น แต่ถึงแม้เขาจะร้ายกาจและสร้างบาดแผลให้เธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลัลนลินกลับยังคงก้มหน้าอดทน ยอมกลืนกินหยาดน้ำตาและเก็บซ่อนความบอบช้ำเอาไว้ลึกสุดใจ เพราะความรู้สึกผิดในอดีตและ ‘ความรัก’ ที่หวังเพียงสักวันเขาจะมองเห็นความจริง ทว่า ความภักดีที่ต้องแลกมาด้วยหยาดน้ำตา จะสามารถหลอมละลายหัวใจที่ถูกแช่แข็งด้วยความแค้นได้จริงหรือ? หรือสุดท้ายแล้ว ทัณฑ์ทรมานที่เขาสร้างขึ้นจะบีบรัดจนหัวใจของเธอแตกสลายและไม่เหลือแม้แต่เศษซากความรักอีกต่อไป... ในเรื่อง... ถึงเขาร้าย ก็ยังรัก
عرض المزيدกลิ่นกระดาษเก่าและเครื่องหนังจากเก้าอี้บุผนังห้องทำงานทนายความให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม เข็มนาฬิกาโบราณบนผนังไม้สักขยับเดินหน้าด้วยเสียงติ๊ก-ต็อก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตัดกับความเงียบงันที่หนักอึ้งราวกับแผ่นหินกดทับอากาศภายในห้อง
บนโต๊ะไม้มะฮอกกานีขัดเงา แผ่นกระดาษสีครีมหนาที่ประทับตราครุฑสีแดงสดวางอยู่ตรงหน้าลัลนลิน ตัวอักษรสีดำระบุสถานภาพใหม่ของเธอไว้อย่างชัดเจนจนแสบตา
‘ทะเบียนสมรส’
“เชิญครับคุณลัลนลิน” ทนายสมชายเอ่ยขึ้น
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับของห้องผสมกับโคโลญจน์กลิ่นเย็นเยียบของผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำให้เธอรู้สึกคลื่นเหียน มือขวาของเธอที่วางบนหน้าขาเริ่มสั่นน้อยๆ จนต้องใช้มือซ้ายกำชายกระโปรงผ้าไหมสีงาช้างของตัวเองไว้แน่นเพื่อข่มอาการ
เธอเหลือบมองเขา อคินทร์นั่งหลังตรงในชุดสูทสีเทาเข้มไร้ที่ติ ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องอยู่ที่เธอ ราวกับนักล่ากำลังมองเหยื่อที่ติดกับ…. ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และเจือปนด้วยความเกลียดชังที่ไม่ได้ปิดบัง
มันเป็นสายตาที่เธอมองเห็นมาตลอดหลายปี แต่ไม่เคยชินชา
การแต่งงานครั้งนี้ คล้ายจะเป็นเทพนิยายแต่ก็ไม่ใช่ หากมันคือบทสรุปของโศกนาฏกรรมที่ถูกผูกมัดด้วยสัญญาทางธุรกิจ
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากการล่มสลายของเครือธุรกิจตระกูลเธียรประเสริฐ เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น โลกของอคินทร์ก็พังทลายลงอีกครั้งเมื่อบิดามารดาของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งใครๆ ก็ต่างสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้สินและความอัปยศ
ท่ามกลางความมืดมิดนั้น บิดาของลัลนลินกลับก้าวเข้ามาในฐานะผู้มีพระคุณ
เจ้าสัวเตชินทร์ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออคินทร์ จัดการเรื่องหนี้สิน และประคับประคองซากบริษัทที่เหลืออยู่ให้ดำรงต่อไปได้ ภาพลักษณ์นักบุญของเขาไร้ข้อกังขาในสายตาคนนอก แต่สำหรับอคินทร์ มันคือการหยามเหยียดที่เจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใด
และแล้ว เมื่ออคินทร์กลับจากเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ข้อเสนอก็ถูกยื่นมาให้.... การแต่งงานระหว่างเขากับลัลนลิน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการควบรวมสองบริษัทอย่างสมบูรณ์ และเพื่อมอบสิทธิ์ให้อคินทร์ได้กอบกู้เกียรติยศของตระกูลกลับคืนมาอีกครั้ง
มันคือพันธะสัญญาที่อคินทร์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับ
ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก บิดาของลัลนลินเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจกำเริบกะทันหันเพียงหนึ่งเดือนก่อนวันวิวาห์ ทิ้งไว้เพียงพินัยกรรมและสัญญาที่อคินทร์ไม่อาจบิดพลิ้วได้ เขาจึงยังต้องแต่งงานกับเธอ....
ผู้หญิงที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนที่ทำลายชีวิตเขา!
ลัลนลินละสายตาจากใบหน้าหล่อเหลาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกนั้น เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไปหยิบปากกาหมึกซึมด้ามสีเงินขึ้นมา จรดปลายปากกาลงบนกระดาษตรงช่องลายมือชื่อฝ่ายหญิง.... ความทรงจำที่เธอแอบรักเขาข้างเดียวมานานกว่าสิบปีไหลบ่าเข้ามาในหัว มันคือความรักที่โง่งมและไม่มีวันสมหวัง แต่เธอก็ยังเลือกที่จะทำ
เลือกที่จะยอมทุกอย่างเพื่อผูกมัดตัวเองไว้กับเขา แม้จะรู้ดีว่าปลายทางมีเพียงความเจ็บปวดรออยู่
น้ำหมึกสีน้ำเงินเข้มซึมลงบนเนื้อกระดาษ กรีดชื่อของเธอลงไปในพันธะที่ไม่อาจลบล้าง
เมื่อเธอวางปากกาลง อคินทร์ก็หยิบมันขึ้นมาต่อทันที ลายเซ็นของเขาตวัดเฉียบขาด หนักแน่น และรวดเร็วราวกับจะฟาดฟันกระดาษให้ขาดสะบั้น ทนายสมชายและพยานอีกสองคนลงนามเป็นลำดับสุดท้าย ก่อนจะเก็บเอกสารทั้งหมดใส่แฟ้มอย่างเป็นระเบียบ
“เรียบร้อยแล้วครับ ขอแสดงความยินดีกับคุณอคินทร์และคุณลัลนลินด้วยนะครับ” ทนายสูงวัยกล่าวด้วยรอยยิ้มทางธุรกิจ “เดี๋ยวผมขอตัวออกไปจัดการเรื่องสำเนาเอกสารให้ เชิญทั้งสองท่านตามสบายก่อนนะครับ”
บานประตูไม้หนักอึ้งปิดลง ทิ้งให้ภายในห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยกระแสแห่งความเกลียดชังที่พร้อมจะปะทุ
อคินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทอดทาบทับร่างของลัลนลินจนเธอดูกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของเธอ ร่างกายของลัลนลินแข็งทื่อเมื่อเขาก้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนแก้มของเธอ ลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะปนด้วยกลิ่นโคโลญจน์หรูหรากรุ่นอยู่ที่ข้างหู
“ยินดีต้อนรับสู่นรก”
เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบเสียดยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
“นับจากวินาทีนี้ไป ชีวิตของเธอจะเป็นของฉัน ความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และการสูญเสียจนไม่เหลืออะไร เธอจะได้สัมผัสมันทุกอย่าง.... ลัลนลิน!”
ค่ำคืนนั้น สายลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินและกลิ่นช้ำๆ ของกลีบกุหลาบโชยเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงาน แสงจันทร์สีนวลส่องกระทบลงบนสนามหญ้า เผยให้เห็นร่องรอยความพินาศบนผืนดินเล็กๆ มุมหนึ่งอย่างชัดเจนอคินทร์ยืนอยู่ในความมืดของห้องทำงาน แก้วบรั่นดีในมือของเขานิ่งสนิท ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวในตอนกลางวัน บัดนี้ทอประกายสับสนและวูบไหว เขามองลงไปยังแปลงกุหลาบที่ถูกทำลายยับเยินไม่วางตา ภาพของหญิงสาวที่นอนร้องไห้ฟูมฟายบนพื้นดินยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตาในห้วงความคิดอันเงียบงัน ภาพความทรงจำในอดีตอันไกลโพ้นก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน.... ภาพของเด็กชายอคินทร์ในวัยสิบห้าที่ไปรอพ่อคุยธุรกิจที่บ้านของลัลนลิน เขานั่งรออยู่คนเดียวที่ศาลาริมสวนด้วยความประหม่า แล้วผู้หญิงคนหนึ่ง....แม่ของลัลนลิน....ก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน เธอยื่นแก้วน้ำเย็นฉ่ำที่ลอยดอกมะลิให้เขาพร้อมกับพูดว่า“ดื่มน้ำก่อนสิจ๊ะหนู หน้าแดงหมดแล้ว อากาศร้อนๆ”ความใจดีเล็กๆ น้อยๆ ในวันนั้นยังคงชัดเจนในความรู้สึกเขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความทรงจำนั้นเป็นเหมือนเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจ เขาเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกอ่อนแอที่มันน
หลายวันผ่านไป ผ้าพันแผลบนนิ้วของลัลนลินถูกแกะออกแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเกลียดชังของอคินทร์ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ความเงียบในคฤหาสน์หลังนี้ยิ่งกัดกินหัวใจเธอมากขึ้น.... มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่มองไม่เห็น เธอใช้เวลาส่วนใหญ่หลบอยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือเก่าเก็บที่เจ้าของไม่เคยเหลียวแล แต่ตัวอักษรก็ไม่สามารถทำให้เธอหลุดพ้นจากความคิดถึงบ้านและอ้อมกอดของพ่อแม่ได้ความคิดถึงนั้นทับถมจนกลายเป็นความปวดร้าวที่ทนทานได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นสวนกว้างใหญ่ที่ได้รับการดูแลอย่างดีแต่กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา มันมีแต่ไม้ประดับราคาแพงที่จัดวางอย่างสมบูรณ์แบบจนดูแข็งทื่อ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เธอขออนุญาตป้านวลใช้วันหยุดหนึ่งวันกลับไปที่บ้านเดิม บ้านที่ตอนนี้ถูกปิดตายรอการจัดการทรัพย์สินลัลนลินใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายที่นั่น สูดกลิ่นอายของความทรงจำที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เธอไม่ได้หยิบฉวยของมีค่าใดๆ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือกระถางกุหลาบพันธุ์โบราณหลายกระถางที่ตั้งเรียงรายอยู่ในเรือนเพาะชำหลังบ้าน…. กุหลาบที่แม่ข
กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและรากผักชีที่โขลกละเอียดลอยอวลอยู่ในห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนและสเตนเลสเงาวับผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ลัลนลินมาอยู่ที่นี่ ในแต่ละวันเธอใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบราวกับเงา หลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอคินทร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความเงียบไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจ ตรงกันข้าม มันยิ่งตอกย้ำความห่างเหินและสถานะนักโทษของเธอในคฤหาสน์หลังนี้วันนี้เธอตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอจำได้เลาๆ จากครั้งหนึ่งที่พ่อเคยชวนเขามาทานอาหารที่บ้านเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ อคินทร์ในวัยหนุ่มดูจะโปรดปรานเมนูง่ายๆ อย่าง ‘หมูทอดน้ำปลา’ เป็นพิเศษ.... ความทรงจำนั้นเลือนรางแต่ก็ชัดเจนพอที่จะเป็นความหวังริบหรี่ให้เธอยึดเหนี่ยว ลัลนลินลงมือหมักหมูด้วยตัวเอง คลุกเคล้าเครื่องปรุงอย่างตั้งใจ กลิ่นหอมของน้ำปลาชั้นดีที่เริ่มซึมเข้าเนื้อทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยนี่อาจจะเป็นก้าวแรก.... ก้าวเล็กๆ ที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งที่อคินทร์สร้างขึ้นเธอจัดอาหารทุกอย่างใส่จานกระเบื้องเคลือบเนื้อดีลายครามอย่างประณีต ข้าวสวยร้อนๆ ถูกตักใส่โถไว้อย่างเรียบร้อย เธอประคองถาดอาหารเดินไปย
พิธีวิวาห์ที่ควรจะชื่นมื่นกลับเงียบเชียบราวดั่งงานศพ แขกเหรื่อมีเพียงญาติผู้ใหญ่ไม่กี่คนของฝ่ายอคินทร์ที่มองมายังหลานสะใภ้ ลูกสาวเศรษฐีด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้รอยยิ้ม ไร้คำอวยพร มีเพียงความเย็นชาที่กรีดลึกลงในใจผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หลังจากการจดทะเบียนสมรสที่เปรียบเสมือนการตีตราทาส ลัลนลินก็ถูกส่งตัวมายังคฤหาสน์ของตระกูลเธียรประเสริฐในฐานะภรรยาตามกฎหมายรถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดขนาดมหึมาที่เปิดออกอย่างเชื่องช้า เสียงล้อบดเบียดกับพื้นกรวดละเอียดดังแผ่วเบา สวนสไตล์ยุโรปที่เคยเห็นเพียงในรูปถ่ายปรากฏแก่สายตา สนามหญ้าเขียวขจีได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต น้ำพุหินอ่อนรูปคิวปิดตั้งตระหง่านอยู่กลางวงเวียน ทว่าความงดงามของมันกลับไม่สามารถทำให้หัวใจที่หนักอึ้งของเธอเบาลงได้เลยแม้แต่น้อย.... คนขับรถจอดเทียบหน้าทางเข้าและรีบลงมาเปิดประตูให้ด้วยท่าทีนอบน้อมแต่ห่างเหิน เขาโค้งศีรษะให้เล็กน้อยแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง ปล่อยให้เธอยืนเผชิญหน้ากับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ถูกนำลงจากท้ายรถมาวางไว้บนพื้นกรวดแต่เพียงลำพังลัลนลินสูดหายใจลึก เธอเกร็งมือจับคันลากกระเป๋าเดินทาง ลากมันข้ามธรณีประตูหินอ่อนเข้





