LOGINค่ำคืนนั้น สายลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินและกลิ่นช้ำๆ ของกลีบกุหลาบโชยเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงาน แสงจันทร์สีนวลส่องกระทบลงบนสนามหญ้า เผยให้เห็นร่องรอยความพินาศบนผืนดินเล็กๆ มุมหนึ่งอย่างชัดเจน
อคินทร์ยืนอยู่ในความมืดของห้องทำงาน แก้วบรั่นดีในมือของเขานิ่งสนิท ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวในตอนกลางวัน บัดนี้ทอประกายสับสนและวูบไหว เขามองลงไปยังแปลงกุหลาบที่ถูกทำลายยับเยินไม่วางตา ภาพของหญิงสาวที่นอนร้องไห้ฟูมฟายบนพื้นดินยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา
ในห้วงความคิดอันเงียบงัน ภาพความทรงจำในอดีตอันไกลโพ้นก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน.... ภาพของเด็กชายอคินทร์ในวัยสิบห้าที่ไปรอพ่อคุยธุรกิจที่บ้านของลัลนลิน เขานั่งรออยู่คนเดียวที่ศาลาริมสวนด้วยความประหม่า แล้วผู้หญิงคนหนึ่ง....แม่ของลัลนลิน....ก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน เธอยื่นแก้วน้ำเย็นฉ่ำที่ลอยดอกมะลิให้เขาพร้อมกับพูดว่า
“ดื่มน้ำก่อนสิจ๊ะหนู หน้าแดงหมดแล้ว อากาศร้อนๆ”
ความใจดีเล็กๆ น้อยๆ ในวันนั้นยังคงชัดเจนในความรู้สึก
เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความทรงจำนั้นเป็นเหมือนเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจ เขาเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกอ่อนแอที่มันนำพามาด้วย เขาไม่ได้อยากจดจำด้านดีๆ ของครอบครัวนั้น.... มือหนาที่กำแก้วอยู่สั่นเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะยกมันขึ้นกระดกพรวดเดียวจนหมดสิ้น ความร้อนของแอลกอฮอล์แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ไล่ความทรงจำที่ไม่พึงประสงค์ออกไปจนหมดสิ้น ความแค้นและความปรารถนาที่จะทรมานลัลนลินให้ตายทั้งเป็นค่อยๆ กลับมาครอบงำจิตใจของเขาอีกครั้ง
ณ มุมสวนที่มืดมิด ลัลนลินกลับออกมาจากคฤหาสน์อีกครั้ง เธอคุกเข่าลงบนพื้นดินเย็นชืด ใช้มือเปล่าโกยดินที่เปียกชื้นขึ้นมาอย่างสิ้นหวัง เธอกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่าง ในที่สุดปลายนิ้วของเธอก็สัมผัสกับกลีบดอกไม้ที่ยังคงสภาพดีอยู่หนึ่งกลีบ
เธอหยิบมันขึ้นมาแนบไว้กับฝ่ามือที่สั่นเทา.... เศษซากเล็กๆ ของความทรงจำที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี
.
.
.
หลายวันผ่านไปนับจากวันที่แปลงกุหลาบถูกทำลายจนย่อยยับ กลิ่นหอมละมุนที่เคยเป็นเครื่องปลอบประโลมใจเพียงหนึ่งเดียวได้จางหายไปจนสิ้น ลัลนลินใช้ชีวิตราวกับอากาศธาตุในคฤหาสน์หลังมหึมา เธอหลบเลี่ยงทุกเส้นทางที่อาจจะได้พบเจอกับอคินทร์ โดยมีห้องสมุดเป็นที่หลบภัยเพียงแห่งเดียวที่เธอเลือกเอง
ห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีชั้นหนังสือไม้โอ๊คสูงจรดเพดานโค้งเต็มไปด้วยหนังสือเก่าเก็บที่สันปกเริ่มเปื่อยยุ่ย กลิ่นอับของกระดาษและกลิ่นหอม ของไม้ขัดเงามันปลาบผสมปนเปกันในอากาศที่นิ่งสงบ แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านกระจกบานสูงลงมาเป็นลำ ทำให้มองเห็นฝุ่นละอองลอยคว้างอย่างเชื่องช้า เธอใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันเช็ดฝุ่นที่จับตัวหนาเตอะออกจากหนังสือทีละเล่ม จัดเรียงมันให้เข้าที่อย่างเป็นระเบียบ เป็นงานที่ไม่มีใครสั่ง แต่เธอทำเพื่อหาอะไรบางอย่างให้ยึดเหนี่ยว เพื่อให้ความรู้สึกไร้ค่าที่กัดกินหัวใจตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันบรรเทาลงบ้าง
วันนี้ขณะที่เธอกำลังใช้ผ้าแห้งเนื้อนุ่มลูบไปตามชั้นหนังสือชั้นล่างสุดในมุมที่มืดและอับที่สุดของห้อง ปลายนิ้วของเธอก็สัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่แตกต่าง สันปกที่ทำจากหนังแท้ซึ่งเย็นและเรียบกว่ากระดาษแข็งของเล่มอื่นๆ เธอดึงมันออกมาอย่างระมัดระวังด้วยความสงสัย มันคืออัลบั้มรูปเล่มหนา หนักอึ้ง และดูเก่าแก่กว่าหนังสือเล่มใดในห้องนี้ หน้าปกหนังสีน้ำตาลเข้มไม่มีชื่อหรือสัญลักษณ์ใดๆ สลักไว้ มีเพียงรอยด่างและรอยถลอกที่มุมซึ่งบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านไปเนิ่นนาน
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ยากจะหักห้ามใจ ลัลนลินทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพรมกำมะหยี่สีเลือดหมูที่ซีดจาง เธอวางอัลบั้มลงบนตักแล้วเปิดมันออกอย่างแผ่วเบาที่สุดราวกับกลัวว่ามันจะบุบสลาย หน้าแรกเป็นภาพถ่ายขาวดำของครอบครัวที่เปี่ยมสุข ชายหญิงคู่หนึ่งในวัยหนุ่มสาวกำลังมองเด็กชายตัวเล็กๆ ในอ้อมแขนด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักและความอ่อนโยน.... เธอจ้องมองใบหน้าของผู้ชายคนนั้น เขาคือคุณพ่อของอคินทร์ที่เธอเคยเห็นในรูปถ่ายบานใหญ่ที่ห้องโถง ส่วนผู้หญิงที่มีรอยยิ้มงดงามคนนั้นคงจะเป็นแม่ของเขา และเด็กชายตัวน้อย รอยยิ้มกว้างที่ไร้เดียงสาจนเห็นเหงือกสีชมพูนั้นเป็นของอคินทร์ในวัยเด็กอย่างไม่ต้องสงสัย
เธอพลิกหน้ากระดาษที่เริ่มเหลืองกรอบไปทีละหน้าอย่างเชื่องช้า ภาพแล้วภาพเล่าฉายภาพชีวิตวัยเด็กที่สมบูรณ์พร้อมและอบอุ่น อคินทร์ในชุดขี่ม้าตัวเล็กกำลังนั่งอยู่บนหลังม้าแคระ มีพ่อคอยจูงสายบังเหียนให้ด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ อคินทร์กำลังเป่าเทียนบนเค้กวันเกิดก้อนโต มีแม่คอยประคองร่างเล็กๆ ของเขาไว้จากด้านหลัง.... ดวงตาทั้งสองคู่มองมาที่เขาเพียงคนเดียว รอยยิ้มของเขาในทุกภาพช่างสดใสและจริงใจจนน่าใจหาย มันเป็นรอยยิ้มที่เธอไม่เคยเห็นจากอคินทร์คนปัจจุบันเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว หัวใจของเธอพลันเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ผู้ชายที่เย็นชา ปากร้าย และโหดร้ายคนนั้นเคยเป็นเด็กชายที่มีความสุขและได้รับความรักมากมายขนาดนี้เชียวหรือ
ขณะที่เธอพลิกไปเกือบถึงหน้าสุดท้าย กระดาษแผ่นหนึ่งที่เหลืองกรอบและพับครึ่งไว้ก็ร่วงหล่นลงมาบนตัก เธอหยิบมันขึ้นมาอย่างงงงัน มันเป็นกระดาษที่ถูกฉีกออกมาจากสมุดบันทึกอย่างไม่ปราณีตนัก ขอบกระดาษยังคงมีรอยหยักของการฉีก บนนั้นมีลายมือหวัดๆ ของเด็กที่ยังเขียนหนังสือไม่คล่องนักเขียนประโยคสั้นๆ ไว้ด้วยดินสอสีน้ำเงิน
‘พ่อครับ...ผมคิดถึงพ่อ’
ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคนั้นกลับมีพลังทำลายล้างรุนแรงจนทำให้ลัลนลินหายใจสะดุด อากาศรอบตัวราวกับถูกดูดออกไปจนหมด นี่คือความเจ็บปวดของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ต้องสูญเสียพ่อไปตลอดกาล คือความอ้างว้างที่ถูกซุกซ่อนไว้ในอัลบั้มรูปแห่งความสุขใบนี้ เธอเผลอยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นทาบกับอก สัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนจากหัวใจของตัวเอง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่
“เธอทำอะไร!”
เสียงทุ้มต่ำที่ตวาดลั่นมาจากทางประตูทำให้ร่างของเธอสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต
ลัลนลินเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ อคินทร์ยืนอยู่ที่นั่น ร่างสูงใหญ่ของเขากำลังบดบังแสงสว่างจากบานประตูจนเกิดเป็นเงาทะมึน ใบหน้าหล่อเหลาบูดบึ้ง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งมาที่เธอและสิ่งที่อยู่ในมือของเธออย่างกราดเกรี้ยวราวกับเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
ค่ำคืนนั้น สายลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินและกลิ่นช้ำๆ ของกลีบกุหลาบโชยเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงาน แสงจันทร์สีนวลส่องกระทบลงบนสนามหญ้า เผยให้เห็นร่องรอยความพินาศบนผืนดินเล็กๆ มุมหนึ่งอย่างชัดเจนอคินทร์ยืนอยู่ในความมืดของห้องทำงาน แก้วบรั่นดีในมือของเขานิ่งสนิท ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวในตอนกลางวัน บัดนี้ทอประกายสับสนและวูบไหว เขามองลงไปยังแปลงกุหลาบที่ถูกทำลายยับเยินไม่วางตา ภาพของหญิงสาวที่นอนร้องไห้ฟูมฟายบนพื้นดินยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตาในห้วงความคิดอันเงียบงัน ภาพความทรงจำในอดีตอันไกลโพ้นก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน.... ภาพของเด็กชายอคินทร์ในวัยสิบห้าที่ไปรอพ่อคุยธุรกิจที่บ้านของลัลนลิน เขานั่งรออยู่คนเดียวที่ศาลาริมสวนด้วยความประหม่า แล้วผู้หญิงคนหนึ่ง....แม่ของลัลนลิน....ก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน เธอยื่นแก้วน้ำเย็นฉ่ำที่ลอยดอกมะลิให้เขาพร้อมกับพูดว่า“ดื่มน้ำก่อนสิจ๊ะหนู หน้าแดงหมดแล้ว อากาศร้อนๆ”ความใจดีเล็กๆ น้อยๆ ในวันนั้นยังคงชัดเจนในความรู้สึกเขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความทรงจำนั้นเป็นเหมือนเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจ เขาเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกอ่อนแอที่มันน
หลายวันผ่านไป ผ้าพันแผลบนนิ้วของลัลนลินถูกแกะออกแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเกลียดชังของอคินทร์ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ความเงียบในคฤหาสน์หลังนี้ยิ่งกัดกินหัวใจเธอมากขึ้น.... มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่มองไม่เห็น เธอใช้เวลาส่วนใหญ่หลบอยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือเก่าเก็บที่เจ้าของไม่เคยเหลียวแล แต่ตัวอักษรก็ไม่สามารถทำให้เธอหลุดพ้นจากความคิดถึงบ้านและอ้อมกอดของพ่อแม่ได้ความคิดถึงนั้นทับถมจนกลายเป็นความปวดร้าวที่ทนทานได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นสวนกว้างใหญ่ที่ได้รับการดูแลอย่างดีแต่กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา มันมีแต่ไม้ประดับราคาแพงที่จัดวางอย่างสมบูรณ์แบบจนดูแข็งทื่อ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เธอขออนุญาตป้านวลใช้วันหยุดหนึ่งวันกลับไปที่บ้านเดิม บ้านที่ตอนนี้ถูกปิดตายรอการจัดการทรัพย์สินลัลนลินใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายที่นั่น สูดกลิ่นอายของความทรงจำที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เธอไม่ได้หยิบฉวยของมีค่าใดๆ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือกระถางกุหลาบพันธุ์โบราณหลายกระถางที่ตั้งเรียงรายอยู่ในเรือนเพาะชำหลังบ้าน…. กุหลาบที่แม่ข
กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและรากผักชีที่โขลกละเอียดลอยอวลอยู่ในห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนและสเตนเลสเงาวับผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ลัลนลินมาอยู่ที่นี่ ในแต่ละวันเธอใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบราวกับเงา หลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอคินทร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความเงียบไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจ ตรงกันข้าม มันยิ่งตอกย้ำความห่างเหินและสถานะนักโทษของเธอในคฤหาสน์หลังนี้วันนี้เธอตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอจำได้เลาๆ จากครั้งหนึ่งที่พ่อเคยชวนเขามาทานอาหารที่บ้านเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ อคินทร์ในวัยหนุ่มดูจะโปรดปรานเมนูง่ายๆ อย่าง ‘หมูทอดน้ำปลา’ เป็นพิเศษ.... ความทรงจำนั้นเลือนรางแต่ก็ชัดเจนพอที่จะเป็นความหวังริบหรี่ให้เธอยึดเหนี่ยว ลัลนลินลงมือหมักหมูด้วยตัวเอง คลุกเคล้าเครื่องปรุงอย่างตั้งใจ กลิ่นหอมของน้ำปลาชั้นดีที่เริ่มซึมเข้าเนื้อทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยนี่อาจจะเป็นก้าวแรก.... ก้าวเล็กๆ ที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งที่อคินทร์สร้างขึ้นเธอจัดอาหารทุกอย่างใส่จานกระเบื้องเคลือบเนื้อดีลายครามอย่างประณีต ข้าวสวยร้อนๆ ถูกตักใส่โถไว้อย่างเรียบร้อย เธอประคองถาดอาหารเดินไปย
พิธีวิวาห์ที่ควรจะชื่นมื่นกลับเงียบเชียบราวดั่งงานศพ แขกเหรื่อมีเพียงญาติผู้ใหญ่ไม่กี่คนของฝ่ายอคินทร์ที่มองมายังหลานสะใภ้ ลูกสาวเศรษฐีด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้รอยยิ้ม ไร้คำอวยพร มีเพียงความเย็นชาที่กรีดลึกลงในใจผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หลังจากการจดทะเบียนสมรสที่เปรียบเสมือนการตีตราทาส ลัลนลินก็ถูกส่งตัวมายังคฤหาสน์ของตระกูลเธียรประเสริฐในฐานะภรรยาตามกฎหมายรถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดขนาดมหึมาที่เปิดออกอย่างเชื่องช้า เสียงล้อบดเบียดกับพื้นกรวดละเอียดดังแผ่วเบา สวนสไตล์ยุโรปที่เคยเห็นเพียงในรูปถ่ายปรากฏแก่สายตา สนามหญ้าเขียวขจีได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต น้ำพุหินอ่อนรูปคิวปิดตั้งตระหง่านอยู่กลางวงเวียน ทว่าความงดงามของมันกลับไม่สามารถทำให้หัวใจที่หนักอึ้งของเธอเบาลงได้เลยแม้แต่น้อย.... คนขับรถจอดเทียบหน้าทางเข้าและรีบลงมาเปิดประตูให้ด้วยท่าทีนอบน้อมแต่ห่างเหิน เขาโค้งศีรษะให้เล็กน้อยแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง ปล่อยให้เธอยืนเผชิญหน้ากับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ถูกนำลงจากท้ายรถมาวางไว้บนพื้นกรวดแต่เพียงลำพังลัลนลินสูดหายใจลึก เธอเกร็งมือจับคันลากกระเป๋าเดินทาง ลากมันข้ามธรณีประตูหินอ่อนเข้
“ยินดีต้อนรับสู่นรก” เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบเสียดยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ“นับจากวินาทีนี้ไป ชีวิตของเธอจะเป็นของฉัน ความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และการสูญเสียจนไม่เหลืออะไร เธอจะได้สัมผัสมันทุกอย่าง.... ลัลนลิน!”เขาจงใจเน้นชื่อของเธอราวกับเป็นคำสาปแช่งน้ำตาเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของลัลนลิน แต่เธอกะพริบมันกลับเข้าไปอย่างสุดความสามารถ จะไม่อ่อนแอให้เขาเห็นเด็ดขาดอคินทร์ผละออกไป ยืนหันหลังให้เธอ เขามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เห็นวิวตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างยกขึ้นคลายปมเนกไทเล็กน้อยราวกับกำลังรู้สึกอึดอัด“อย่าคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้จะให้อะไรกับเธอ นอกจากสถานะภรรยาบนกระดาษแผ่นเดียว.... อย่าหวังความรัก อย่าหวังความปรานี และอย่าคิดว่าจะได้แตะต้องทรัพย์สินของฉัน หรือของบริษัทที่พ่อเธอโกงมาแม้แต่สตางค์แดงเดียว”“ฉันไม่เคยหวังอะไรทั้งนั้น”ลัลนลินตอบกลับไปด้วยเสียงที่พยายามคุมให้มั่นคงที่สุด แม้มันจะสั่นเครือจนน่าสมเพช“ดี!” เขาหันกลับมาเผชิญหน้าเธออีกครั้ง แววตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยโทสะ “ก็จำคำพูดของตัวเองเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าเมื่อไหร่
กลิ่นกระดาษเก่าและเครื่องหนังจากเก้าอี้บุผนังห้องทำงานทนายความให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม เข็มนาฬิกาโบราณบนผนังไม้สักขยับเดินหน้าด้วยเสียงติ๊ก-ต็อก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตัดกับความเงียบงันที่หนักอึ้งราวกับแผ่นหินกดทับอากาศภายในห้องบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีขัดเงา แผ่นกระดาษสีครีมหนาที่ประทับตราครุฑสีแดงสดวางอยู่ตรงหน้าลัลนลิน ตัวอักษรสีดำระบุสถานภาพใหม่ของเธอไว้อย่างชัดเจนจนแสบตา‘ทะเบียนสมรส’“เชิญครับคุณลัลนลิน” ทนายสมชายเอ่ยขึ้นหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับของห้องผสมกับโคโลญจน์กลิ่นเย็นเยียบของผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำให้เธอรู้สึกคลื่นเหียน มือขวาของเธอที่วางบนหน้าขาเริ่มสั่นน้อยๆ จนต้องใช้มือซ้ายกำชายกระโปรงผ้าไหมสีงาช้างของตัวเองไว้แน่นเพื่อข่มอาการเธอเหลือบมองเขา อคินทร์นั่งหลังตรงในชุดสูทสีเทาเข้มไร้ที่ติ ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องอยู่ที่เธอ ราวกับนักล่ากำลังมองเหยื่อที่ติดกับ…. ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และเจือปนด้วยความเกลียดชังที่ไม่ได้ปิดบังมันเป็นสายตาที่เธอมองเห็นมาตลอดหลายปี แต่ไม่เคยชินชาการแต่งงานครั้งนี้ คล้ายจะเป็นเทพนิยายแต่ก็ไม่ใช่ หากมันคือบทสรุปของโศกนาฏกรรมที่ถู




![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


