Share

บทที่ 2

Author: เสียงทองใต้แท่นหมึก
วันรุ่งขึ้น จวนอ๋องได้แขวนประดับแพรขาว เพื่อเตรียมงานศพให้ข้า

โลงศพของข้าถูกวางเอาไว้ที่โถงด้านหน้า

ส่วนตัวข้ากำลังคุกเข่าในตำหนักองค์หญิงใหญ่ เพื่อเลียนแบบท่าทาง ลักษณะการพูด หรือแม้กระทั่งวิธีการถือถ้วย

นางกำนัลอาวุโสที่รับผิดชอบสอนเรื่องมารยาทก็ใช้ไม้เรียวตีลงบนหลังมือของข้า

“เวลาองค์หญิงดื่มชา นิ้วก้อยจะกางมากเกินไปไม่ได้”

“เวลาองค์หญิงเดิน ห้ามสาวเท้าเกินสามชุ่น”

“องค์หญิงไม่เคยยิ้มเช่นนี้”

เมื่อใช้ไม้เรียวตีครั้งที่สาม หลังมือของข้าก็บวมและช้ำ

ความเจ็บปวดจากผิวหนังที่แตกช้ำ ทำให้ข้าต้องร้องส่งเสียงออกมา

ในที่สุดองค์หญิงใหญ่ที่นั่งมองอยู่บนตั่งนุ่มเป็นเวลานานก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

“ช่างมันเถอะ”

นางกำนัลอาวุโสหยุดมือทันที

แต่ข้ากลับส่ายหน้า ก่อนกัดฟันแล้วพูดขึ้นว่า

“ต่อได้เลยเพคะ”

นางชะงักไป

ข้าหยิบถ้วยขึ้นมาอีกครั้ง

“ในเมื่อจะให้เหมือน ก็ต้องเหมือนให้ถึงที่สุด”

องค์หญิงใหญ่มองหน้าข้า หลังจากเงียบไปนาน นางก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นมา

“ฉินหว่าน เจ้านี่รู้ความเสมอเลย”

ข้าไม่ได้ตอบอะไร

คำว่ารู้ความนั้นไม่ใช่คำชม

สิ่งที่เรียกว่ารู้ความ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นตอนที่มีคนเอาของอะไรบางอย่างไปจากตัวท่าน แต่ท่านก็ไม่ได้ตะโกนร้องออกมา

คืนนั้น กู้อวิ๋นโจวมาหา

เขาถือกล่องไม้ใบหนึ่งในมือ

ข้าจำได้ว่ามันคือกล่องใส่สินเดิมของข้าที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ให้ก่อนสิ้นใจ

ข้าจ้องมองกล่องนั้นตาเขม็ง แม้กระทั่งความเจ็บปวดที่หลังมือก็ยังไม่ใส่ใจด้วยซ้ำ

“กู้อวิ๋นโจว ท่านหยิบมันมาทำไม?”

กู้อวิ๋นโจวไม่ได้มองข้า เขาเปิดกล่องออกมาแล้วยื่นปิ่นปักผมให้กับองค์หญิงใหญ่

“กระหม่อมขอมอบปิ่นปักผมหยกหางหงส์ชิ้นนี้ให้กับฝ่าบาท”

ข้าเงยหน้าขึ้นทันที ในวันงานแต่งงานของข้า ท่านแม่เป็นคนปักปิ่นปักผมชิ้นนี้ให้ข้าด้วยตัวเอง

ในตอนนั้นแม่ของข้าป่วยหนักมาก แม้กระทั่งยกมือยังแทบจะไม่ไหว แต่นางกลับลูบหัวแล้วพูดกับข้าว่า

“เสี่ยวหว่านได้แต่งงานแล้ว แม่หวังว่าเจ้าจะมีความสุข”

หลังจากนั้นไม่นาน นางก็จากไป

ปิ่นปักผมชิ้นนี้กลายเป็นของที่ระลึกเพียงชิ้นเดียวที่นางทิ้งไว้ให้ข้า

“จะเอาอะไรไปก็ได้”

ข้ามองทางกู้อวิ๋นโจว น้ำเสียงสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้

“แต่ของชิ้นนี้ไม่ได้เป็นอันขาด”

นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าปฏิเสธเขาในรอบสองสามวันที่ผ่านมา

กู้อวิ๋นโจวชะงักไป คิ้วของเขาค่อย ๆ ขมวดแน่นขึ้น

องค์หญิงใหญ่ก็มีท่าทางกระอักกระอ่วนเล็กน้อย

“อวิ๋นโจว ช่างมันเถอะ ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นของที่ระลึกที่แม่หว่านเอ๋อร์มอบให้...”

“ฉินหว่านตายไปแล้ว”

กู้อวิ๋นโจวพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “นางจะไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แทนพระองค์ หลังจากนี้ทุกสิ่งทุกอย่างของฉินหว่านก็จะไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกต่อไป”

จากนั้นเขาก็หันมองทางข้า น้ำเสียงผ่อนคลายลง

“ที่ข้าทำไปก็เพื่อเจ้า”

“มันก็แค่ปิ่นปักผมอันเดียว ฉินหว่าน เจ้าอย่าก่อเรื่องอย่างไร้เหตุผลเลย”

คำพูดนี้มีประโยชน์มาก

ชื่อของข้า หลงเหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น

สิ่งที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ให้ก็มีเพียงปิ่นปักผมอันเดียว

ขอเพียงแค่องค์หญิงใหญ่ต้องการ แม้กระทั่งชีวิตของข้าผู้นี้ เขาก็จะพูดเพียงแค่ว่า “แค่ชีวิตคนชีวิตเดียวเท่านั้น”

กู้อวิ๋นโจวเดินมาตรงหน้าข้า น้ำเสียงอ่อนโยนลงหลายส่วนอย่างหาได้ยาก

“เจ็ดปีข้างหน้า ข้าจะตอบแทนเจ้าให้ดียิ่งกว่าเดิม”

ข้าจ้องมองเขาเป็นเวลานาน

นานจนเขาเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง

ในที่สุดข้าก็รับกล่องไม้มาแล้วยื่นให้กับองค์หญิงใหญ่ด้วยทั้งสองมือ

“องค์หญิงใหญ่รับไปเถอะเพคะ”

ดวงตาขององค์หญิงใหญ่เปล่งประกาย มุมปากยกขึ้น

นางปักปิ่นปักผมลงบนศีรษะตรงหน้าข้า

จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปหากู้อวิ๋นโจว

“อวิ๋นโจว งามหรือไม่?”

กู้อวิ๋นโจวมองมาทางข้า

ในที่สุดสายตาเย็นชาคู่นั้นก็อบอุ่นขึ้น

“งาม”

เบ้าตาของข้าแห้งจนรู้สึกเจ็บไปหมด

ทันใดนั้นข้าก็นึกถึงวันแต่งงานขึ้นมา ข้าเองก็เคยถามเขาเช่นนี้

เขาไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง ก่อนพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“ก็ดี”

ปิ่นปักผมไม่ได้เปลี่ยนไป

เพียงแต่คนที่ใช้ไม่ใช่คนเดิม

คืนนั้นข้าจุดธูปหนึ่งดอกในโถงตั้งศพของตนเอง

ข้ามองผ่านฉากกั้นเห็นกู้อวิ๋นโจวเป็นคนจุดธูปให้ข้าด้วยตัวเองหนึ่งดอก

ส่วนองค์หญิงใหญ่ก็ยืนอยู่ด้านข้างของเขา บนศีรษะประดับปิ่นปักผมหยกที่แม่ของข้าทิ้งเอาไว้ให้

นางกระซิบถาม

“อวิ๋นโจว ท่านไม่คิดว่าการทำแบบนี้มันโหดร้ายกับนางเกินไปหรือ?”

กู้อวิ๋นโจวหันมองทางองค์หญิงใหญ่ แล้วถอนหายใจออกมา

“เพียงแค่ติดค้างอยู่บ้าง แต่นางก็ฝึกฝนการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก พ่อกับพี่ชายของนางก็มีอำนาจทางทหาร ดังนั้นจึงสามารถปกป้องนางได้”

“แต่พระองค์ได้รับการประคบประหงมมาตั้งแต่เยาว์วัย หากจะให้พระองค์ไปที่มั่วเป่ย…กระหม่อมไม่อยากจะคิดเลย”

องค์หญิงใหญ่โผเข้าไปในอ้อมกอดของเขา หยาดน้ำตาไหลอาบเสื้อผ้า

กู้อวิ๋นโจวดึงนางมากอดจนแน่น

“ดังนั้นครั้งนี้ ข้าจึงให้นางไปแทน”

ข้ายืนนิ่งอยู่หลังฉากกั้น

ควันธูปหนึ่งดอกลอยขึ้นฟ้า

ป้ายวิญญาณของข้าวางอยู่ภายในโถงพิธีศพ

ส่วนสามีข้ากลับยืนอยู่ด้านนอก

ในอ้อมกอดของสามีมีผู้หญิงคนอื่น

ทันใดนั้นข้าก็รู้สึกขึ้นได้ว่า งานศพครั้งนี้จัดได้สมบูรณ์แบบเสียจริง

อย่างน้อยหลังจากนี้เป็นต้นไป

ฉินหว่านตายไปแล้ว และไม่ต้องยอมหลีกทางให้ใครอีก

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ถูกบังคับแต่งแทน แต่ข้ากลับยินดี   บทที่ 9

    กู้อวิ๋นโจวถูกจับกุมกลับเมืองหลวงภายในวันนั้น องค์หญิงใหญ่ไม่ได้อยู่ในจวนผู้สำเร็จราชการแทนอีกต่อไปแล้ว นางรู้เรื่องที่กู้อวิ๋นโจวสมคบคิดกับมั่วเป่ย ดังนั้นนางจึงพยายามหนีออกประตูเมืองในคืนนั้นแต่เมืองหลวงได้ประกาศกฎอัยการศึกนานแล้ว จึงไม่สามารถเปิดประตูได้นางถูกกองทัพต้องห้ามพาตัวกลับวังหลวง ฮ่องเต้ไม่ได้สังหารนางเพียงแต่ถอดยศองค์หญิงและคุมขังนางไว้ในสุสานหลวงอย่างโดดเดี่ยวสิ่งที่นางหวาดกลัวมากที่สุดคือข่าวลือสุดท้ายเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่ตลกที่สุดในเมืองหลวงหลังจากกู้อวิ๋นโจวถูกขังอยู่ในคุกหลวง สิ่งแรกที่เขาร้องขอเลยคือต้องการพบข้าข้าไม่ได้ไปหา วันรุ่งขึ้น เขาเขียนจดหมายเลือดหนึ่งฉบับส่งให้ผู้คุมภายในจดหมายเขียนว่า “ข้าผิดไปแล้ว”“เจ้ากลับมาเถอะ ไม่ว่าเจ้าต้องการอะไรข้าจะชดเชยให้ทั้งหมด”เมื่อข้าอ่านจบก็นำจดหมายนั้นไปเผาทันที ประกายไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานตัวอักษรเหล่านั้นก็เลือนรางแล้ว สามเดือนต่อมาในที่สุดคดีของกู้อวิ๋นโจวก็ถูกตัดสิน สมคบคิดกับศัตรู ปลอมแปลงคำสั่งทหาร สกัดหนังสือราชการที่ชายแดน ลอบสังหารบุตรสาวของตระกูลแม่ทัพ

  • ถูกบังคับแต่งแทน แต่ข้ากลับยินดี   บทที่ 8

    ตอนที่กู้อวิ๋นโจวเดินทางมาถึงด่านเยี่ยนเหมินก็เป็นเวลาครึ่งเดือนให้หลัง ท่านพ่อกับพี่ชายก็ประจำการอยู่ที่ด่านข้ากับทั่วป๋าเหิงก็อยู่ด้านนอกด่าน มีเพียงกำแพงเมืองที่กั้นกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย และกั้นโดยเพลิงสงครามที่กู้อวิ๋นโจวอยากจุดมากที่สุดตอนที่เขาขี่ม้าเข้ามาในด่าน ด้านหลังของเขามีองครักษ์ติดตามเพียงแค่สิบกว่าคน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพามาเยอะ เพียงแต่ฮ่องเต้เริ่มสงสัยในตัวเขาแล้ว หลังจากส่งราชสาส์นของมั่วเป่ยไปยังเมืองหลวง ฮ่องเต้ก็ได้เรียกท่านพ่อของข้าเข้าพบท่านพ่อหยิบจดหมายกู้อวิ๋นโจวสกัดเอาไว้ตลอดหลายปีออกมานอกจากนี้ยังหยิบหนังสือสั่งเคลื่อนพลกองทัพชายแดนเหนืออย่างลับ ๆ ออกมาด้วย หนังสือสั่งการเหล่านั้นประทับตราผู้สำเร็จราชการ แต่กลับขาดการลงพระปรมาภิไธยจากฮ่องเต้ กู้อวิ๋นโจวระดมกำลังทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต สมคบคิดกับศัตรู ทุกข้อหาล้วนสามารถทำให้เขาคอขาดได้ แต่ฮ่องเต้ยังไม่ได้สังหารเขาทันทีฮ่องเต้ส่งเขาไปที่ด่านเยี่ยนเหมินเขาอยากรู้ว่าในมือของกู้อวิ๋นโจวมีกำลังคนอยู่เท่าไรและอยากใช้โอกาสนี้กำจัดกองกำลังที่เขาทิ้งเอาไว้ในชายแดนเหนือในวันเจรจาข้

  • ถูกบังคับแต่งแทน แต่ข้ากลับยินดี   บทที่ 7

    หลังจากแต่งงานได้สามเดือน เสียงของข้าก็กลับคืนมา เช้าตรู่ในวันหนึ่ง ข้านั่งดื่มยาอยู่ที่ริมหน้าต่าง ถ้วยยาเพิ่งจะจรดริมฝีปาก ข้ากลับรู้สึกเจ็บลำคอขึ้นมาอย่างกะทันหัน ข้าไออยู่เป็นเวลานาน ทั่วป๋าเหิงที่อยู่ด้านนอกยังไม่ทันได้ใส่เสื้อคลุมให้เรียบร้อยก็รีบวิ่งเข้ามาหา “เป็นอะไรไป?”ข้ามองหน้าเขา แล้วลองเปล่งเสียงพูด “อาเหิง”คำสองคำหลุดออกจากปาก น้ำเสียงแหบพร่าอย่างมาก ทั่วป๋าเหิงนิ่งค้างอยู่ที่เดิม วินาทีถัดมา เขาก็รีบเดินเข้ามาหาแล้วกอดจนแน่น “เรียกอีกครั้งสิ”ข้ายกมือขึ้นผลักเขา “เจ้าหลงข้าเข้าแล้ว”เขาชะงักค้างไป จากนั้นเขาก็ก้มหน้า น้ำตาไหลจนเปียกไหล่ของข้า ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะเขาเพียงแต่ยกมือขึ้นมาลูบหัวเขาเบาๆ ทั่วป๋าเหิงกลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็วบ่ายวันนั้นเขาพาข้าไปที่ท้องพระโรงของราชสำนักอาการของกษัตริย์แห่งมั่วเป่ยทรุดหนักลงกว่าเดิม เพื่อตำแหน่งกษัตริย์ องค์ชายคนอื่น ๆ ต่างพยายามตีสนิทกลุ่มคนต่าง ๆ องค์ชายรองทั่วป๋าเลี่ยควบคุมกองทัพอยู่ด้านนอกเมืองหลวง เขาคือคนที่ไล่ฆ่าทั่วป๋าเหิงในปีนั้น และเขาก็ไม่เห็นด้วยที่จะมีการแต่งงานเชื่อมส

  • ถูกบังคับแต่งแทน แต่ข้ากลับยินดี   บทที่ 6

    หลังจากเข้ามาอาศัยที่มั่วเป่ยได้เจ็ดวัน วันนี้ข้าก็ได้พบกับกษัตริย์แห่งมั่วเป่ยราชสำนักตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ภายในท้องพระโรงมีระบบทำความร้อนใต้ดิน อุ่นจนทำให้รู้สึกร้อน กษัตริย์แห่งมั่วเป่ยนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง เส้นผมของเขาขาวโพลนแล้วเขามองมาที่ข้าด้วยสายตาซับซ้อน ทั้งพิจารณาและรู้สึกผิด ทั่วป๋าเหิงยืนอยู่ด้านข้างของข้า เขายืนกุมมือข้าไม่ยอมปล่อย “เสด็จพ่อ นางคือฉินหว่าน”กษัตริย์แห่งมั่วเป่ยเงียบไปครู่หนึ่ง“ข้ารู้”ข้าเงยหน้ามองเขา กษัตริย์แห่งมั่วเป่ยถอนหายใจออกมา “เมื่อแปดปีก่อนข้าอบรมเหล่าบรรดาบุตรชายได้ไม่ดี”“ทำให้เหิงเอ๋อร์ต้องได้รับบาดเจ็บและสร้างความเดือดร้อนให้แม่ทัพฉิน”“หลายปีที่ผ่านมานี้ ข้าอยากให้คนส่งจดหมายไปยังต้าเหลียง แต่กองทัพของชายแดนเหนือนั้นมีการป้องกันที่เข้มงวดมาก การส่งจดหมายไปจึงเป็นเรื่องยาก”ทั่วป๋าเหิงมองมาทางข้าแล้วอธิบายเสียงเบา“ข้าเคยเขียนจดหมายไปสามฉบับ”“แต่กลับส่งไม่ถึงมือเจ้าเลย”ข้าชะงักไปเล็กน้อยท่านพ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน กษัตริย์แห่งมั่วเป่ยยกมือขึ้นองครักษ์ก็ยกกล่องไม้ใบหนึ่งออกมา ภายในกล่องไม้นั้นมี

  • ถูกบังคับแต่งแทน แต่ข้ากลับยินดี   บทที่ 5

    ชายผู้นั้นกอดข้าอยู่นานกว่าจะยอมปล่อย เขาเปิดผ้าคลุมหน้าของข้าออก หิมะโปรยปรายเข้าไปในรถม้า หนาวเสียจนทำให้ขนตาของข้าสั่นไหวแต่เขากลับจ้องใบหน้าของข้าแล้วไม่พูดอะไรสักคำกู้อวิ๋นโจวสาวเท้าขึ้นมา น้ำเสียงเย็นชา“ท่านอ๋องน้อย ชายหญิงย่อมแตกต่าง”“องค์หญิงใหญ่ยังไม่ได้อภิเษกเข้าราชสำนักมั่วเป่ย การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสม” ชายผู้นั้นหันหน้ามองเขา “ข้ากำลังต้อนรับพระชายาของตนเอง จำเป็นต้องให้ผู้สำเร็จราชการแทนมาสอนธรรมเนียมมารยาทด้วยหรือ?”กู้อวิ๋นโจวมีใบหน้ามืดคล้ำ“นางคือองค์หญิงใหญ่แห่งต้าเหลียง”“แน่นอนอยู่แล้ว”ชายผู้นั้นตอบอย่างไม่ใส่ใจเขาหันมามองหน้าข้าอีกครั้ง พร้อมกุมมือที่ช้ำเพราะถูกไม้เรียวตี ความอบอุ่นแผ่ซ่านที่กลางฝ่ามือ ในตอนนั้นดวงตาของข้าก็เห่อร้อนขึ้นทันที แปดปีก่อนชายแดนเหนือเกิดความวุ่นวายจากภัยสงครามท่านพ่อได้รับคำสั่งให้เฝ้าด่านเยี่ยนเหมินตอนอายุสิบสาม ข้าเคยช่วยเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บในกองหิมะนอกด่านเขาพูดภาษาต้าเหลียงไม่ได้ และข้าก็ไม่เข้าใจภาษามั่วเป่ยพวกเราอาศัยท่าทางและการเขียนสื่อสารกันเกือบครึ่งเดือนจากนั้นข้าถึงได้ร

  • ถูกบังคับแต่งแทน แต่ข้ากลับยินดี   บทที่ 4

    วันแต่งงาน หิมะตกหนักปกคลุมเมือง ข้าสวมชุดแต่งงานขององค์หญิงใหญ่ ใบหน้าถูกคลุมด้วยผ้าสีแดง นั่งอยู่ในรถม้าของพิธีอภิเษกข้าราชบริพารจำนวนมากยืนเรียงรายรอส่งอยู่ด้านนอก ทุกคนต่างกู่ร้องพร้อมกัน “น้อมส่งเสด็จองค์หญิงใหญ่”ไม่มีใครรู้เลยว่า องค์หญิงใหญ่ตัวจริงนั้นกำลังยืนอยู่ด้านหลังของกู้อวิ๋นโจวนางสวมผ้าคลุมของข้า ปักปิ่นของแม่ข้า ปิดบังตัวตนและยืนอยู่ข้างกายสามีของข้า ก่อนจะขึ้นรถม้า ทันใดนั้นกู้อวิ๋นโจวก็คว้าข้อมือของข้าไว้ข้าหันกลับไปสบตาเขา เขามองหน้าข้า ดวงตามีหยาดน้ำตาคลออยู่ เหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ลูบข้อมือของข้า “เจ็ดปี”“ข้าจะรอเจ้ากลับมา”ข้าไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้อย่างชัดเจนจึงไม่จำเป็นต้องตอบอะไรเขา เขาเอาแต่พูดถึงเรื่องเจ็ดปี เหมือนว่าเจ็ดปีต่อจากนี้ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่หัวใจมนุษย์ไม่เหมือนกับต้นไม้ในเรือนที่ถูกตัด ในระยะเวลาเจ็ดปีมันจะไม่มีทางแตกกิ่งก้านสาขาออกมาเพื่อรอท่านอยู่ที่เดิมกู้อวิ๋นโจวช่วยปลดผ้าม่านรถม้าลงให้ข้า“ไปเถอะ”ล้อรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวผ่านหิมะ ออกห่างจากเมืองหลวงไปเรื่อย ๆ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status