Masuk"พระชายา!! ทรงขึ้นไปทำอะไรบนหลังคาเพคะ"
"ย่อมต้องขึ้นมาซ่อมหลังคาน่ะสิ"
"ซ่อมหลังคา!"
ไป๋เหลียนฮวาร้องรับอย่างตกใจจนเกือบจะทำองค์ชายน้อยในมือหลุดหล่นลงพื้น
"ใช่น่ะสิหากไม่ซ่อมจะให้ในจวนเป็นอ่างรองน้ำฝนอีกหรือไง"
"แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่ พาเสี่ยวอันไปนอนในเปลใต้ต้นสน แล้วมาช่วยส่งของให้ข้า"
ไป๋เหลียนฮวาที่ตื่นตกใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่อาจจะนับได้ รีบหมุนตัวไปทางต้นสน ก่อนจะเบิกตากว้างอีกครั้ง มองดูเจ้าโครงไม้ลักษณะประหลาดตรงหน้าด้วยความสงสัยงุนงง หากแต่เมื่อได้ยินเสียงเร่งรัดของคนบนหลังคาก็รีบวางเด็กชายในอ้อมแขนลงบนฟูกเล็ก ตามคำสั่งของพระชายา แล้วหมุนตัวไปที่บันไดสูงเตรียมปีนขึ้นไปช่วยพระนางอีกแรง
"เอ๋! เจ้าไม่ต้องขึ้นมา ยืนอยู่ตรงนั้นคอยหยิบของใส่ถังส่งให้ข้าก็พอ"
หลิ่งฟางเซียงที่ตอนนี้ยืนอยู่บนหลังคาร้องบอก ก่อนจะค่อยๆ หย่อนถังไม้ที่ผูกเชือกลงมาจากหลังคา พลางชี้ให้สาวใช้หยิบของใส่กลับลงในถังก่อนจะสาวเชือกดึงกลับขึ้นไป แล้วเริ่มใส่ยาแนวอุดรอยรั่วตามหลังคา
"พระชายา ระวังเพคะ!"
ร่างเพรียวบางเดินปัดป่ายอุดรูมากมายด้วยความชำนาญ ในขณะที่ไป๋เหลียนฮวายืนประสานมือลุ้นจนตาแดงก่ำที่อยู่ด้านล่าง ท่าทางคล้ายคนที่จวนเจียนจะร้องไห้อยู่ในที
"พระชายา! ค่อยๆ เดินเพคะ ตรงนั้นไม่ต้องทำก็ได้เพคะ พระชายา!"
เสียงร้องอย่างห่วงใยดังมาเป็นระยะ หลิ่งฟางเซียงหันมาโบกมือให้คนด้านล่างเพื่อแสดงว่าตนเองไร้ปัญหา ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยถังลงมาเติมเติมของขึ้นๆ ลงๆ อยู่ร่วมสิบหน จนกระทั่งดวงตะวันเลื่อนผ่านศีรษะเข้าสู่ยามบ่ายในที่สุดงานอุดรอยรั่วบนหลังคาก็เสร็จสิ้น
หากอยากมีชีวิตที่ดี นอกจากปากท้องต้องอิ่มแล้ว บ้านที่พักพิงก็ควรมั่นคงปลอดภัยด้วย
"อ่า... ในที่สุดก็เสร็จสักที"
คนที่เพิ่งลงมาจากหลังคา ปัดไม่ ปัดมือ ด้วยท่าทางเหนื่อยล้าเล็กน้อย หากแต่กลับทำให้หญิงสาวอีกคนน้ำตารื้อ เสียงสั่น
"เป็นความผิดของหม่อมฉัน ขอพระชายาทรงลงโทษ"
หลิ่งฟางเซียงหันมามองไป๋เหลียนฮวาที่ตอนนี้คุกเข่าโขลกศีรษะทั้งน้ำตาอีกแล้วก็ถอนหายใจ จับไหล่เล็กของนางให้ลุกขึ้น เด็กสาวคนนี้เอะอะก็ทรุดตัวโขลกศีรษะ สักวันนางคงต้องตายเพราะเลือดออกในหัวแน่ๆ
"เหลียนฮวา ต่อไปอย่าได้ทำเช่นนี้อีก เอาหัวโขลกพื้นมันอันตรายนะรู้ไหม"
"หม่อมฉันมีความผิด เป็นบ่าวแต่กลับไม่อาจรับใช้เจ้านายให้ดี"
"บ้านหลังนี้ เอ่อ... ตำหนักนี้ข้าเองก็อยู่เช่นกัน ช่วยกันดูแลก็เหมาะสมแล้ว"
"แต่หม่อมฉันเป็นบ่าวไม่ควร..."
"ได้ๆ ต่อไปข้าไม่ทำแล้ว จะให้เจ้าทำทั้งหมดดีหรือไม่"
"จริงนะเพคะ ต่อไปพระชายาห้ามทำเรื่องเช่นนี้อีกนะเพคะ"
เมื่อเห็นว่าเปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายไม่ได้ หลิ่งฟางเซียงก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำคล้อยตาม ในขณะนั้นเองเสียงร้องของเด็กน้อยในเปลก็ดังขึ้น แต่เมื่อหลิ่งฟางเซียงเดินกอดอกไปหา ใบหน้าตอบแห้งก็เปลี่ยนจากแผดร้องเป็นแสยะยิ้มเอาใจ
"ยิ้มกว้างขนาดนี้จะเอาใจใครกันหืม!"
"แอ๊ะๆ "
เด็กน้อยส่งเสียงตอบพร้อมกับปัดป่ายมือไปมาราวกับจะร้องขอให้หลิ่งฟางเซียงโอบอุ้มตนเอง หญิงสาวจากต่างภพมองดูท่าทางของเขาแล้วอดที่จะขบขันเอ็นดูไม่ได้ ยกมือขึ้นชี้นิ้วออกคำสั่งเสียงเข้ม
"ตอนนี้ข้าตัวสกปรกอุ้มเจ้ายังไม่ได้ต้องไปอาบน้ำก่อน เจ้านอนรอเงียบๆ ห้ามโวยวายเข้าใจไหม"
"แอ๊ะๆ "
"พระชายาเพคะ องค์ชายน้อยอายุเพียงสามเดือนไม่เข้าพระทัยสิ่งที่พระองค์ตรัสหรอกเพคะ"
ไป๋เหลียนฮวาเกรงว่าพระชายาจะโกรธองค์ชายน้อยที่ไม่รู้ความจึงรีบแก้ตัวแทนเขา หากแต่เด็กน้อยในเปลเมื่อได้ยินคำของมารดาก็เม้มริมฝีปากเล็กแน่น แม้แต่เสียงเบาๆ ก็ไม่เปล่งออกมาให้คนได้ยิน ไป๋เหลียนฮวามองภาพนี้ด้วยความตื่นตกใจ
หรือว่าองค์ชายจะเข้าใจคำสั่งของพระชายาจริงๆ จะเป็นไปได้อย่างไร พระองค์อายุแค่สามเดือนเท่านั้นเองนะ
"ดีมาก เดี๋ยวข้ากลับมาจะให้เจ้ากินจนเต็มพุงเลย"
หลิ่งฟางเซียงพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะหมุนตัวเดินไปในห้องล้างตัว เพียงแต่เมื่อเห็นถังตักน้ำที่แตกไปแล้วครึ่งใบ ก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้ ในตอนนี้คะแนนของนางหมดแล้วไม่สามารถนำออกมาแลกซื้ออ่างน้ำหรือแม้แต่ถังไม้ได้อีก
เอาเถิดค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ ปรับไปก็แล้วกัน
ใช้เวลาไม่นานหลิ่งฟางเซียงก็เปลี่ยนชุดใหม่เดินออกมารับเด็กน้อยมาจากไป๋เหลียนฮวา คนตัวเล็กได้กลิ่นหอมของมารดาริมฝีปากที่เม้มแน่นก็ฉีกยิ้มกว้าง ใช้มือเล็กผอมจับสาบเสื้อนุ่ม ไป๋เหลียนฮวาเห็นท่าทางนี้ขององค์ชายน้อยก็เข้าใจว่าพระองค์คงจะหิวนมจึงปลีกตัวออกมาจากห้องของพระชายา
"รู้จักใช้ท่าทางสื่อสารขนาดนี้ เจ้ารู้ความเกินวัยไปหรือไม่"
พลันหลิ่งฟางเซียงก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้น หรือว่าเด็กน้อยผู้นี้ก็จะเป็นผู้เล่นที่เข้ามาในเกมส์เช่นเดียวกับเธอ
"เจ้าตัวเล็กบอกฉันมา นายก็ทะลุมิติมาเหมือนกันใช่หรือไม่ หากใช่ให้ส่งเสียงออกมาหนึ่งคำ"
หัวใจของหลิ่งฟางเซียงเต้นถี่ระรัว สายตาจดจ้องเฝ้ารอคอย ทว่าสุดท้ายนอกจากท่าทางกระตือรือร้นหิวนมก็ไม่มีกิริยาอื่นใดจากเด็กน้อยในอ้อมแขนอีก หลิ่งฟางเซียงถอนหายใจยาว ที่แท้ก็เป็นเธอที่คิดมากไปเอง มือเรียวปัดเปิดระบบอัตโนมัติก่อนจะหยิบขวดนมออกมาจากคลังมิติ ชงนมให้เด็กชายตัวน้อยกิน
.............................................
หลิ่งฟางเซียงนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงมาครึ่งคืนก็ไม่อาจข่มตาหลับได้ ในใจของเธอเวลานี้รู้สึกคิดไม่ตก กังวลเรื่องที่ดินด้านหลังตำหนัก กว้างขวางขนาดนั้นหากต้องใช้แรงขุดจริงๆ เธอคงจะมือหักก่อนได้ปลูกผักมือเรียววาดกลางอากาศ เปิดระบบเข้าไปตรวจสอบร้านค้าหมวดอุปกรณ์ทางการเกษตร ก่อนที่ดวงตากลมจะเบิกกว้างเมื่อพบเครื่องพรวนดินระบบไฟฟ้าขนาดเล็กถึงแม้ว่าในยุคนี้ไม่มีไฟฟ้า แต่ในคลังมิติของเธอนั้นมีคุณสมบัติในการรักษาสภาพสินค้า ดังนั้นแค่ชาร์จแบตเตอรี่ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ที่ทำให้หลิ่งฟางเซียงหนักใจก็คือ ราคาแลกเปลี่ยนเจ้าสินค้าชิ้นนี้กลับสูงถึง 20 คะแนน แพงยิ่งกว่าปิ่นปักผม 30 อันที่เธอแลกมาเมื่อวันก่อนเสียอีกหลิ่งฟางเซียงลังเลอยู่ไม่น้อย แม้ว่าวันนี้เธอจะทำภารกิจสำเร็จและได้คะแนนเพิ่มมาถึง 100 คะแนน แต่คะแนนเดิมของเธอก็เหลือเพียงแค่ 10 คะแนน รวมกันแล้วมีเพียง 110 คะแนนเท่านั้น จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไม่ได้เด็ดขาด ทว่าเมื่อคิดถึงอนาคตที่ต้องอยู่ในระบบนี้ไปอย่างไร้กำหนด เธอก็ถอนหายใจยาวคนเราจะใช้จมูกผู้อื่นหายใจได้อย่างไรกัน ถึงแม้ว่าตัวเธอจะมีระบบร้านค้าที่มีข้าวของมากมายให้หยิบใช้ แต่ก็ต้อง
ดวงตะวันเริ่มเคลื่อนคล้อยต่ำลง หลิ่งฟางเซียงมองดูหมอชราตรวจอาการให้ซ่งหลินซีด้วยสีหน้ากังวล ด้านหนึ่งก็ห่วงใยอาการของเด็กชายที่นอนอยู่ตรงหน้า อีกด้านก็คะนึงหาเด็กน้อยที่รออยู่ในตำหนักท้ายวังอ๋องฉิน“แม่นางฟาง อาการของลูกชายเจ้ารุนแรงอยู่ไม่น้อย ทั้งขาดอาหาร ทั้งบาดเจ็บภายใน เจ้าเป็นแม่คน ต่อให้เขาดื้อรั้นเพียงใดก็ไม่ควรลงมือหนักขนาดนี้”พูดพลางมองไปทางเด็กขายตัวโตอีกคนที่ผอมแห้งไม่ต่างกันช่างเป็นมารดาที่ย่ำแย่จริงๆ ทั้งที่รูปร่างงดงาม สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดี แต่กลับให้เด็กๆ ใช้ชีวิตรันทดถึงเพียงนี้หลิ่งฟางเซียงอยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นมารดาร้ายกาจ อีกทั้งยังมีลูกชายเพิ่มขึ้นอีกสองคน ก็วางสีหน้าไม่ถูก กลับเป็นเด็กชายบนเตียงที่รู้ความรีบเอ่ยปากแทน“ท่านลุงหมอเข้าใจผิดแล้วขอรับ พวกเราเป็นเด็กกำพร้าไร้บ้าน วันนี้ถูกคนพาลรังแก นายหญิงไปพบเข้าเกิดความเมตตาจึงรับมาอยู่ด้วยขอรับ”เมื่อได้ยินคำอธิบายที่ชัดเจน หมอชราก็หันกลับมาโค้มศีรษะเอ่ยขออภัยต่อหญิงสาว พร้อมมอบใบสั่งยาให้ก่อนจะจากไปหลิ่งฟางเซียงถอนหายใจยาวก่อนจะเดินไปจับมือของซ่งหลินซาง แล้ววางเงินอีแปะพวงหนึ่งไว้บนฝ่ามือเล็ก เด็กชายเงยห
“อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็มัดที่คอแทนก็แล้วกัน”มัดคอ ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากปากของหญิงสาวที่ใช้ผ้าโปร่งอำพรางใบหน้าเอาไว้ดวงตาของเด็กชายก็ตวาดมองด้วยสายตาแข็งกร้าวช่างเป็นหญิงสาวที่โหดเหี้ยมจริงๆ แต่โหดเหี้ยมแล้วอย่างไร ขอเพียงวันนี้เขากับน้องชายสามารถออกไปจากที่นี่ได้ วันหน้าค่อยคิดวิธีการจัดการหญิงชั่วร้ายผู้นี้ก็ยังไม่สาย“เจ้าในตอนนี้เป็นทาสของข้า ศพนั่นแบกตามมา”ศพ! น้องเขายังไม่ตายเสียหน่อย ถึงแม้ในใจของเด็กชายจะคิดเช่นนั้น ทว่าต่อให้นางไม่สั่งเขาก็จะแบบน้องชายออกไปอยู่ดี ใช้เวลาราวครึ่งชั่วยามหลิ่งฟางเซียงก็พาเด็กชายทั้งสองออกมาจากตลาดค้าทาสได้สำเร็จ ใบหน้าของเด็กชายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิม อีกทั้งยังต้องแบกน้องชายที่หมดสติไว้บนหลังก็เต็มไปด้วยเม็ดหนึ่งที่ชุ่มโชก เธอไม่แม้แต่จะหันมามองเขาก็พูดเสียงเรียบ"เดินต่ออีกหนึ่งลี้ค่อยพัก"ไม่ใช่การถามไถ่แต่เป็นการออกคำสั่ง ดังนั้นต่อให้ไม่ยินยอมเด็กชายก็ทำได้แค่จำใจต้องเดินตามหญิงสาว โชคดีที่นางเป็นเพียงสตรีบอบบางที่เชื่องช้า เขาจึงไม่ได้เหนื่อยจนเกินไปไม่นานหลิ่งฟางเซียงก็หยุดเท้าพักที่ศาลาริมทาง ร่างเพรียวบางนั่งลงบนโต๊ะหินอ่อน
เซิ่นชิงหยวนส่งยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยลา หลิ่งฟางเซียงยังคงสับสนในใจกับเรื่องที่ได้รับรู้ หรือแท้จริงแล้วอ๋องเฉินผู้นั้นไม่ได้เป็นดั่งเช่นที่เจ้าของร่างเดิมเข้าใจ"แจ้งเตือนจากระบบ!! กรุณากดรับภารกิจที่ 4!! กรุณากดรับภารกิจที่ 4!!"ในขณะที่กำลังคิดวิเคราะห์เรื่องราว เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น หลิ่งฟางเซียงโยนเรื่องทั้งหมดในความคิดทิ้ง รีบเดินเข้าไปด้านในบ้านวาดมือเปิดระบบก่อนจะกดไปที่หน้าภารกิจ"ภารกิจที่ 4 ช่วยชีวิตคน 1 คน"ช่วยคน! แม้ว่าภารกิจนี้จะดูไม่ยากนัก เพราะแค่หาคนใกล้ตายสักคนแล้วช่วยเหลือเขา ก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจทว่าสถานที่ที่มีคนใกล้ตายนั้นก็มีเพียงแค่... ลานประหาร... ที่นี่ต่อให้เธอไปได้ ก็คงช่วยคนไม่ได้ สนามรบ... หากไปที่นั่นเธอไม่ทันช่วยคนก็คงเป็นศพไปเสียก่อน พื้นที่โรคระบาด... ไม่มีโรคระบาด จะมีพื้นที่โรคระบาดได้อย่างไร แต่หากจะรอให้เกิดโรคระบาด อีกสิบปีเธอก็คงทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จหลิ่งฟางเซียงถอนหายใจยาว ทั้งที่เป็นภารกิจง่ายๆ แต่กลับทำได้ยากยิ่ง พลันดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง เมื่อนึกสถานที่ที่หนึ่งได้เธอช่างโง่จริงๆ ลืมสถานที่ดีๆ แห่งนี้ไปได้อย่างไร“แม่นางอยาก
"บ้านของข้าอยู่ในซอยนี้ คุณชายเซิ่นส่งแค่นี้ก็พอเจ้าค่ะ”เซิ่นชิงหยวนเห็นท่าทางลำบากใจของหญิงสาวก็ไม่คิดรบเร้าตอแยให้คนอึดอัดใจ อย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้รู้ที่อยู่ของนางแล้ว วันหน้ายังต้องกังวลเรื่องหานางไม่พบอยู่อีกหรือ“ได้! เช่นนั้นข้ากลับก่อน วันหน้าหากมีเรื่องอันใดก็มาหาข้าได้เสมอ”“ขอบ...”“แม่นางน้อย ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว นี่คงเป็นสามีของเจ้าใช่หรือไม่ แต่งตัวภูมิฐานเช่นนี้ย่อมต้องได้เจ้านายที่ดีอย่างแน่นอน มาๆ รีบมาทำสัญญากันเถิด”หลิ่งฟางเซียงไม่ทันเอ่ยปากสักครึ่งคำก็ถูกเถ้าแก่ฉินพูดรวบรัดจนจบประโยค จากนั้นก็เดินนำทาง“สามี? เซียงเซียงนี่มันเรื่องอะไรกัน”หัวใจที่พองโตของเซิ่นชิงหยวนพลันแตกสลายในทันที เมื่อได้ยินว่าหญิงสาวมีสามีแล้ว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั้งอก จนแม้แต่ลมหายใจก็ยังติดขัด ใบหน้าคมก็พลันซีดเซียวขึ้นมา“ข้ากำลังจะซื้อบ้าน เพื่อความปลอดภัยจึงโกหกไปว่ามีสามีและน้องชายร่วมอยู่ด้วยกันเจ้าค่ะ”คล้ายใจที่แตกสลายได้รับยาวิเศษช่วยเยียวยาไม่เพียงอาการเจ็บปวดในอกจนหายใจติดขัดก่อนหน้านี้จะหายเป็นปลิดทิ้ง ตอนนี้ยังรู้สึกเต็มตื้นพองโตมากกว่าเดิม เชิดหน้าขึ้นขานรับด้วยสีหน้าอิ่มเอ
หลังจากตกลงราคาซื้อบ้านได้แล้ว หลิ่งฟางเซียงก็รีบไปที่ร้านเครื่องประดับของเซิ่นชิงหยวน เสี่ยวติงเห็นคนก็จดจำได้ในทันที ดังนั้นจึงรีบให้บ่าวชายไปส่งข่าวแก่คุณชายของตน ก่อนจะออกมาต้อนรับหญิงสาวด้วยท่าทางกระตือรือร้น“แม่นางฟาง วันนี้ท่านมาที่ของเราเพื่อซื้อหรือว่า...”“ข้ามาขายของ”พูดจบก็ส่งกล่องไม้ใบหนึ่งให้อีกฝ่าย เมื่อหลงจู๊หนุ่มเปิดดูก็พบว่าด้านในคือปิ่นทองบุปผาประดับเกสรด้วยทับทิมสีแดงสด พร้อมกับต่างหูทับทิม ทว่าที่ทำให้เขาตกใจจนเกือบทำของในมือตกก็คือ...“ทับทิมโลหิต แม่นางฟางนี่มันของล้ำค่ามาก ท่านมีได้อย่างไร”ทับทิมโลหิต เป็นอัญมณีที่หายากมาก เพียงแค่เม็ดเล็กๆ ประดับหัวแหวนหนึ่งวงก็มีค่าถึง 1 ตำลึงทอง ทว่าปิ่นทองเล่มนี้ของแม่นางฟางเซียนกลับประดับไว้ถึง 1 , 2 , 3 , … 15 เม็ด นับรวมกับที่ต่างหูทั้งสองข้างก็ 17 เม็ด“เชิญท่านหลงจู๊ตีราคาเถิดเจ้าค่ะ”“แม่นางฟางของชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไป ข้าเกรงว่าทางร้านของเราจะซื้อไม่ไหว”คิ้วเรียวของหลิ่งฟางเซียงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เธออุตส่าห์ใช้คะแนนสะสมถึง 10 คะแนนไปกับการแลกซื้อเครื่องประดับ 30 กว่าชิ้น เพื่อนำมาขายเปลี่ยนเป็นเงินใช้จ่าย และเพรา







