LOGINเขาเป็นชายหนุ่มรูปงามล้ำเลิศ บุคลิกสง่าผ่องแผ้วสมกับเป็นนายน้อยตระกูลใหญ่ เพียงแค่นั่งจิบชาอยู่นิ่งๆ บนเก้าอี้ไม้ชิงชันในเรือนโถง ก็ส่งประกายความน่าเกรงขามและทรงอำนาจออกมา เขาอายุห่างจากข้าอยู่หลายปี ถึงแม้ช่วงวัยจะห่างกันพอสมควร แต่ในยามวัยเยาว์ เขาก็เคยคอยดูแลและเป็นเพื่อนเล่นแก้เหงาให้ข้าเสมอ ด้วยความที่ข้าเป็นเด็กที่ทะลุมิติมา และเขาก็เป็นบุตรคนเดียว ตอนเด็กๆ ข้าจึงมักจะเดินตามก้นติดเขาเป็นพรวน พอเห็นหน้าเขาในวันนี้ ข้าจึงดีใจเป็นล้นพ้น
“คุณชายเหวินเซวียน! ท่านเดินทางกลับมาจากสำนักศึกษาต่างเมืองตั้งแต่เมื่อใดกันเจ้าคะ”
“เมื่อยามโหย่ว (ช่วงเย็นย่ำ) ของเมื่อวานนี้เอง บัดนี้ข้าเรียนจบสำเร็จวิชาแล้ว จากนี้ไปจะกลับมาช่วยท่านพ่อดูแลกิจการและงานของตระกูลอย่างเต็มตัว”
“ฮ่าๆ ยินดีด้วยเจ้าค่ะ คุณชายเหวินเซวียน!”
ข้าโผเข้าไปกอดเรือนร่างสูงใหญ่ของเขาอย่างลืมตัว เบียดเรือนร่างนุ่มนิ่มของสาววัยแรกแย้มแนบชิดไปกับแผงอกแกร่งกว้างโดยไม่ทันระวังตัว ทางด้านคุณชายใหญ่ที่ไม่ได้พบหน้าข้ามาเกือบสามปี เมื่อได้เห็นหน้าข้า ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบเฉยเย็นชาก็พลันปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนดึงดูดใจขึ้นมาทันที
“ไม่ได้เจอกันเสียเนิ่นนาน เยว่เอ๋อร์ของข้าเติบโตขึ้นเป็นกองเลยนะ”
ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีกวาดมองทั่วเรือนร่างของเด็กสาววัยขบเผาะอย่างตกตะลึงและโหยหา มือหนาอันร้อนผ่าวแตะจับที่ไหล่ของข้าเพื่อวัดส่วนสูง และจุดที่ดึงดูดสายตาของเขามากที่สุดก็คือพวงเต้านุ่มนิ่มน่าเอ็นดู ไล่ต่ำลงมาตามสัดส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนและสะโพกกลมกลึงสวยงามที่น่าจับกดกระแทกแรงๆ ยิ่งนัก!
ข้ายืนยิ้มแฉ่งอย่างร่าเริงเพราะบัดนี้ส่วนสูงของข้าเลยหัวไหล่ของเขาขึ้นมาแล้ว ต่อไปนี้ห้ามมาล้อข้าว่าเป็น 'แม่สาวใช้ตัวเตี้ย' อีกเป็นอันขาดนะ!
ทว่ายังไม่ทันไร คุณชายเหวินเซวียนก็คว้ามือข้าไว้แน่น พร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ
“รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์มงคล”
“ฤกษ์? ฤกษ์มงคลอันใดกันหรือเจ้าคะคุณชาย?”
ร่างสูงใหญ่ฉวยข้อมือบางของข้าไว้แน่น ก่อนจะพาข้าก้าวตรงไปยังรถม้าคันใหญ่สง่างามที่จอดรออยู่ด้านหน้า
ทันทีที่เขายกม่านสลักลายงดงามเปิดออก กลิ่นหอมฟุ้งของไม้กฤษณาและความหรูหราของเกวียนม้าประจำตระกูลก็พุ่งเข้ากระแทกหน้าข้าทันที! ข้าขึ้นไปนั่งอย่างเรียบร้อยและเจียมเนื้อเจียมตัวยิ่งนัก ด้วยตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยมีโอกาสได้นั่งรถม้าส่วนตัวของคุณชายใหญ่เลยสักครั้ง เหตุเพราะท่านแม่บุญธรรมสั่งห้ามเอาไว้เด็ดขาดว่าห้ามทำตัวเสมอตนกับนายน้อย
“คุณชายเหวินเซวียน... ท่านกำลังจะพาเยว่เอ๋อร์ไปที่ใดหรือเจ้าคะ”
“ไม่ต้องหวาดกลัวไป ข้าไม่จับเจ้ากลืนกินลงท้องในยามนี้หรอก”
มือแกร่งเอื้อมข้ามตัวข้ามาเพื่อช่วยจัดม่านบังลมให้เข้าที่ ท่อนแขนกำยำแสนอบอุ่นปัดผ่านหน้าอกหน้าใจของข้าไปเบาๆ จนข้าสะดุ้งเฮือกหลุดเสียง ‘อ๊ะ’ ออกมาเบาๆ!
คุณชายเหวินเซวียนถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกหนักหน่วง สายตาคมกริบจ้องมองเรือนร่างของข้าไม่วางตา ยามเมื่อเอื้อมตัวข้ามมา ผ้าเอี๊ยมบาง ๆ ด้านในของชุดสาวใช้ที่รัดรึงอยู่ ยามนี้กลับเผยให้เห็นรอยหัวนมลางๆ ชวนให้ใจสั่น
“เหตุใดจึงไม่สวมเสื้อตัวหนาซ้อนไว้ข้างในอีกชั้นเล่า” เขาเอ่ยถามเสียงพร่าต่ำ
“ก็... ก็อากาศยามนี้มันอบอ้าวร้อนอบอ้าวนี่เจ้าคะ แล้วเหตุใดคุณชายจึงต้องมารับตัวเยว่เอ๋อร์ด้วยตนเองถึงที่นี่กันแน่”
เขาปรายสายตามองข้าด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง
“ก็มารับเจ้า... ไปเข้าพิธีแต่งงานอย่างไรเล่า”
“หา!????”
“แต่งงาน!? แต่งกับใคร... แต่งกับท่านเนี่ยนะคุณชาย!?”
ข้าอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่นกกระทา สมองซีกซ้ายและซีกขวาพยายามประมวลผลอย่างหนัก แต่ไม่ว่าจะเค้นคิดอย่างไรก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก!
ข้าสูดหายใจเข้าลึก ดึงสติ 'นลิน' คนเดิมกลับมาทันที ก่อนจะจ้องหน้าชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้
“คุณชาย... ท่านอย่ามาล้อเยว่เอ๋อร์เล่นเช่นนี้สิเจ้าคะ ข้าเป็นเพียงสาวใช้ปัดกวาดเช็ดถู ส่วนท่านเป็นถึงนายน้อยตระกูลใหญ่ จะมาแต่ง...งง แต่งงานอะไรกัน!”
ข้าก้มหน้าหลบสายตาคมกริบของคุณชายเหวินเซวียน หัวใจเต้นตึกตักด้วยความขวยเขินทว่าก็เต็มไปด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว สองมือเล็กกำชายเสื้อเก่าๆ ไว้แน่น
ทว่าคุณชายเหวินเซวียนกลับยิ้มกริ่มอย่างไม่แยแสคำทักท้วงของข้าแม้แต่น้อย เขากระชับข้อมือข้าไว้แน่นด้วยฝ่ามืออุ่นร้อน ก่อนจะพาข้าเดินตรงเข้าไปยังเรือนโถงใหญ่อันกว้างใหญ่ทรงเกียรติของตระกูลหลี่ ที่ซึ่งนายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่ตระกูลหลี่กำลังนั่งจิบชาอยู่ด้วยท่าทีนิ่งสงบ
“ท่านพ่อ ท่านแม่... ข้าพาเยว่เอ๋อร์มาพบพวกท่านแล้วขอรับ” เหวินเซวียนเอ่ยขึ้นเสียงกังวานหนักแน่น
ข้ารีบคุกเข่าลงบนพื้นหินอ่อนทันทีด้วยความนอบน้อม ก้มหน้าต่ำจนชิดอก “ผู้น้อยเยว่เอ๋อร์... คารวะนายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ”
นายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่มองหน้ากันเอง ก่อนที่รอยยิ้มอบอุ่นเอ็นดูจะแต้มลงบนใบหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสอง... พวกเขาเห็นเยว่เอ๋อร์เติบโตมาในคฤหาสน์แห่งนี้ตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ วิ่งเล่นปัดกวาดเช็ดถูเรือนรับใช้ อีกทั้งยังรู้ดีแก่ใจว่าบุตรชายคนเดียวของตนปักใจรักแม่นางน้อยคนนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์เนิ่นนานหลายปี! ถึงขั้นเคยเอ่ยปากประกาศกร้าวต่อหน้าบิดามารดาไว้ว่า ‘หากฮูหยินของข้ามิใช่เยว่เอ๋อร์ ข้าก็จะไม่แต่งงานตลอดชีวิต!’
ดังนั้น ผู้ใหญ่ทั้งสองจึงมิได้มีความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่น้อยที่นางเป็นเพียงสาวใช้ปัดกวาด
“ลุกขึ้นเถิดเยว่เอ๋อร์... เจ้าเด็กดี” ฮูหยินใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งนัก “พวกข้ารู้เรื่องหมดแล้ว เหวินเซวียนเล่าให้ข้าฟังทุกอย่าง... หากเจ้าทั้งสองตกลงปลงใจกัน พ่อกับแม่ก็ไม่มีสิ่งใดต้องขัดข้อง มีแต่จะอวยพรให้พวกเจ้าครองคู่กันอย่างมีความสุข และรีบมีทายาทตัวน้อยๆ มาสืบสกุลหลี่ให้ข้าได้อุ้มไวๆ เสียที”
“ฮะ... ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ!” ข้าตาโตด้วยความตกใจ รีบทักท้วงเสียงสั่น “ข้าเป็นเพียงสาวใช้ รู้วิชาการเรือนเพียงเล็กน้อย ชาติตระกูลหรือก็ไร้หัวนอนปลายเท้า... มิเหมาะสมที่จะแต่งเข้าเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่เช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินใหญ่หลุดหัวเราะแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู นางลุกขึ้นเดินเข้ามาหาข้า นั่งลงประคองมือเล็กๆ ของข้าขึ้นมากุมไว้อย่างทะนุถนอม
“เหตุใดจึงเอ่ยเช่นนั้นเล่าเยว่เอ๋อร์... เจ้าอยู่นี่มาตั้งแต่เด็ก เรียนรู้การดูแลเรือนและจัดการบัญชีทุกสิ่งจากข้ามาโดยตลอด มิเคยมีสิ่งใดที่เจ้าทำพลาดแม้แต่ครั้งเดียว รายละเอียดจุกจิกเล็กน้อยในคฤหาสน์ เจ้าก็รู้ครบถ้วนยิ่งกว่าใครๆ จนข้าไว้วางใจพร้อมจะมอบกุญแจคลังให้เจ้าดูแลตระกูลหลี่แทนข้าได้แล้วด้วยซ้ำ”
ข้ายิ้มแห้งๆ ที่ข้าจัดการงานและดูแลบัญชีตัวเลขได้ดีเพราะความสามารถสาวออฟฟิศในชาติก่อนล้วนๆ ฮูหยินใหญ่ลูบหลังมือข้าเบาๆ พลางเอ่ยต่อด้วยสายตาเปี่ยมด้วยเมตตา
“เจ้าประพฤติตัวดี จิตใจงดงาม กตัญญูรู้คุณ มีไหวพริบฉลาดเฉลียว รู้จักวางตัวและจิตใจดีงาม... คุณสมบัติอันล้ำค่าเหล่านี้ของเจ้า มันสูงค่าและยิ่งใหญ่กว่าการยึดถือเพียงแค่เรื่องชาติกำเนิดนะ... เยว่เอ๋อร์”
คำเอื้อนเอ่ยของผู้ใหญ่ทั้งสองทำให้น้ำตาแห่งความซาบซึ้งไหลซึมออกมาจากขอบตาข้า... ขณะที่คุณชายเหวินเซวียนโอบไหล่ข้าไว้ข้างกายด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ ยืนยันว่าข้าคือสตรีที่คู่ควรกับเขาที่สุดอย่างไร้ข้อสงสัย!
คุณหนูเฉินสวี่ฉีกระทืบเท้าเดินหน้ามุ่ยผ่านตรอกเพื่อจะกลับจวนสกุลเฉิน...ยามนั้น ‘คุณชายลั่ว’ บุรุษเสเพลร่างสูงล่ำบึ้ก เขาคือหนึ่งในคู่นอนที่เคยชิมเต้าหู้และเล่นสวาทกับนางมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน! พอบังเอิญเห็นคุณหนูเฉินเดินหน้าบูดบึ้งมาแต่ไกล จึงรีบยิ้มกริ่มพุ่งเข้ามาหยอดคำหวาน เผื่อจะได้ร่วมอภิรมย์กับนางอีกสักรอบ!“น้องสวี่ฉีหงุดหงิดอันใดมาหรือจ๊ะ... บอกพี่ลั่วสิ เดี๋ยวพี่ไปจัดการยกพวกตบมันให้เอง!”“ไปไกลๆ เลย! ไม่ต้องมายุ่งกับข้า!” คุณหนูเฉินตวาดใส่“อย่าทำเล่นตัวเล่นลิ้นไปหน่อยเลยน่า...” คุณชายลั่วหัวเราะหื่นกาม “เดินออกมาจากหลังร้านตาเฒ่าแบบนี้ เขาทำให้อารมณ์ของเจ้าค้างเติ่งล่ะสิ! ถึงพี่ลั่วจะไม่ได้มีเงินมากมายเท่าตาเฒ่านั่น... แต่พี่มีลึงค์ใหญ่ยาวนะจ๊ะ! เดี๋ยวพี่ลั่วจะช่วยกระแทกส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ให้เองนะ!”“ไอ้เลว! ไร้ยางอายนักนะ!”คุณชายลั่วร่างบึ้กยิ้มกริ่มรับคำด่าอย่างไม่สะทกสะท้าน... เพราะเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา คุณชายลั่วก็ได้สอดลึงค์กระแทกกระทั้นคุณหนูเฉินปากดีคนนี้สมใจอยาก ณ หลังตรอก!คุณหนูเฉินยืนกระต่ายขาเดียว ยืนโหนตัวยกขาข้า
บทที่ 5 คุณหนูแสนร้ายภายในห้องบัญชีลับหลังเรือนการค้าใหญ่... มีสองร่างกำลังขึ้นควบขี่กันอย่างเมามันส์!“อ๊ะ... อ๊า... ท่านคหบดีเจ้าขา... กระแทกกระทั้นเก่งเหลือเกินเจ้าค่ะ”คุณหนูเฉินสวี่ฉีครวญครางด้วยน้ำเสียงยั่วยวน นางนั่งคร่อมอยู่บนตักของท่านคหบดีใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล วัยหกสิบกว่าปี แล้วขย่มเรือนร่างเข้าใส่ไม่ยั้ง! นางอุตส่าห์ทอดสะพานส่งสายตาวิบวับตั้งแต่ตอนพบกันที่งานชุมนุมการค้า ดังนั้นจึงเข้าทางท่านคหบดีเฒ่าตัณหากลับ รีบพาคุณหนูโฉมงามมาสนองตัณหาให้ถึงในห้องส่วนตัวทันที“เสียวซ่านหรือไม่เจ้าคะท่านคหบดี...”“เสียวมากเลยล่ะสวี่ฉีเอ๋ย...”“ซี้ดดด อาส์...” คุณหนูเฉินเร่งเสียงครางกระเส่าเพื่อเอาอกเอาใจ อกเอวร่อนส่ายขย่มสุดฤทธิ์พลางเอ่ยปากชมฉอเลาะ “อูยย... ท่านช่างอึ๊บมันส์ถึงใจเหมือนเคยเลยนะเจ้าคะ สวี่ฉีเสียวจนแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว”“อูยย... ร่องตอดรัดแน่นหนึบ อร่อยมากจ้ะ”&l
ยังไม่ทันที่พวกข้าจะได้หมุนตัวเดินออกจากร้านผ้า... คุณหนูเฉินสวี่ฉีก็เยื้องกรายเข้ามาขวางทางไว้! นางยืนเชิดหน้า กอดอกมองข้าด้วยสายตาถากถางและเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งบาดหู“นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน... สุดท้ายพวกไม่รู้จักเจียมตัวก็ย่อมต้องรู้สำนึกและรู้จักหลีกทางให้แก่ผู้ที่สูงส่งกว่าอยู่วันยันค่ำ! จำใส่หัวเอาไว้เสียด้วยนะ... สิ่งใดก็ตามที่ข้าต้องการ สิ่งนั้นล้วนต้องตกเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”อาเจียกับหลี่ลี่ข้างกายข้าแทบจะถกแขนเสื้อพุ่งไปตบปากนาง ทว่าข้ากลับยกมือห้ามเพื่อนไว้ ก่อนจะย่อกายประสานมือคำนับนางอย่างนอบน้อมเรียบร้อย แล้วช้อนสายตาขึ้นยิ้มหวานใสซื่อส่งไปให้“คุณหนูกล่าวได้ถูกต้องแท้จริงเลยเจ้าค่ะ... สิ่งใดที่เป็นของของคุณหนู ข้าหรือจะกล้าล่วงเกินแย่งชิง...” ข้าเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะเอียงคอน้อยๆ พลางเอ่ยต่อ “...ทว่า หากของสิ่งนั้นมิใช่ของของคุณหนูตั้งแต่แรก แต่ท่านกลับเอาแต่จ้องจะแย่งชิงจากมือผู้อื่นไปเรื่อยเช่นนี้... ผู้คนในตลาดมองเข้ามา มันจะดูมิค่อยงดงามสักเท่าไรนะเจ้าคะ”คำพูดเรียบๆ แต่ตบหน้าฉาดใหญ่
ม่ายยยยย... ข้ากับคุณชายเหวินเซวียนเนี่ยนะ! ฮือออ... ตายแน่ๆ ยายเยว่เอ๋อร์เอ๋ย!“พวกเจ้ามายืนจับกลุ่มคุยสิ่งใดกันตรงนี้... เกะกะขวางทางยิ่งนัก!”น้ำเสียงเยียบเย็นแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลัง... ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ ‘คุณหนูเฉินสวี่ฉี’ นางเป็นคุณหนูโฉมงามสะพรั่ง รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ทรวดทรงเอวคอดสะโพกงอนงามดึงดูดสายตา พวกบุรุษทั่วทั้งเมืองต่างเหลียวมองตามกันตาเป็นมัน!ข้าและเพื่อนๆ จึงรีบหลบทางเดินเข้าด้านในร้านผ้าทันที โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า คุณหนูเฉินผู้นั้นกำลังจ้องมองข้าด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเพียงใด... ทว่าหลี่ลี่กลับมองเห็นเต็มสองตา!สายตาคมกริบของคุณหนูตระกูลใหญ่จ้องมองมายังข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเหยียดยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความดูแคลนอดีตสาวใช้อย่างข้าโดยไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย แววตาของนางแสดงออกชัดเจนว่าข้าเป็นเพียง 'ก้อนกรวดริมทาง' ที่บังเอิญลอยขึ้นมาประดับบนเกี้ยวทองคำของตระกูลหลี่เท่านั้นเมื่อเถ้าแก่เจ้าของร้านผ้าเห็นคุณหนูเฉินก้าวเข้ามา ก็รีบนอบน้อมออกมาต้อนรับทันที! คุณหนูเฉินแสดงตนว
วันนี้ฮูหยินคนใหม่หมาดๆ อย่างข้าต้องไปตัดชุดแพรพรรณใหม่หลายชุด คุณชายเหวินเซวียนจึงแวะไปส่งข้าที่ร้านขายผ้าประจำเมือง โดยมีเพื่อนสาวใช้ของข้าติดตามไปด้วยสองคน คือ ‘อาเจีย’ และ ‘หลี่ลี่’ พวกนางบิดกายกระมิดกระเมี้ยนเขินอายอยู่ข้าง ๆ ข้าตลอดทางและเมื่อรถม้าเคลื่อนมาถึงหน้าร้านผ้า บุรุษรูปหล่อบาดตา ร่างกายสูงใหญ่แถมยังมีสง่าราศีเปี่ยมบารมีอย่างคุณชายเหวินเซวียน ก็ตกเป็นเป้าสายตาของสตรีและผู้คนทั้งตลาดอย่างช่วยไม่ได้!“ข้าไปทำงานก่อนนะ... เดี๋ยวจะมารับ”“เดี๋ยวเจ้าค่ะคุณชาย!” ข้ารีบเอ่ยดักไว้“ทำไมหรือ... ลืมหอมแก้มข้าก่อนไปหรืออย่างไร” เขายกยิ้มยั่ว“เปล่าเจ้าค่ะ! ข้าขอเงินไว้ซื้อขนมหน่อย... ข้าไม่มีเงินติดตัวเลยสักอีแปะเดียวอ่า!”“เอาไปเลย... ร้อยตำลึง! เดี๋ยวข้ากลับมารับพาไปกินเป็ดย่างหนังกรอบนะ”พอได้เงินตั๋วเงินก้อนโตและโดนล่อด้วยของกินเลิศรส ข้าก็ยิ้มแฉ่ง ขยิบตาตอบตกลงอย่างว่าง่ายทันที!ยามที่
บทที่ 4 วันแรกหลังวิวาห์“เยว่เอ๋อร์! ตื่นได้หรือยัง! ยามนี้สายมากแล้วนะ!”เสียงของท่านแม่บุญธรรมตวาดดังตึงตังเข้ามาจากนอกห้องหอ ทำเอาทั้งข้าและคุณชายเหวินเซวียนที่กำลังตื่นตัวด้วยกันทั้งคู่ ถึงกับสะดุ้งกระเด้งตัวลุกขึ้นพร้อมกันราวกับไฟลน! อารมณ์กระหายอยากที่กำลังลุกโชนเมื่อครู่ดับวูบลงอย่างง่ายดายด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังของท่านแม่!“ท่านแม่มา! ท่านแม่มาแล้ว! โดนหวายตีแน่ๆ เลย!”“ใจเย็นๆ ก่อนสิยัยตัวแสบ... เจ้าแต่งงานแต่งการแล้วนะ อย่าลืมสิ”“เออเนอะ... งั้นนอนต่อดีกว่า!”ข้าทิ้งตัวลงนอนแผ่หงาหลังทันที ทว่าเสียงของท่านแม่ก็แหวดแผดดังแทรกประตูเข้ามาอีกรอบว่า“แต่งงานแล้วยิ่งต้องรีบตื่นแต่เช้ามาดูแลความเรียบร้อย! หากคิดจะนอนตื่นสายล่ะก็... แม่จะเอาถุงหอมกับตุ๊กตาของเล่นของเจ้าไปเผาทิ้งให้หมดเลย!”ฮว๊ากกกกกก!ข้าลุกพรวดไปล้างหน้าแต่งตัว ส่วนคุณชายเหวินเซวียนกำลังผูกผ้าคาดเอวและจัดแจงเสื้อคลุม







