LOGIN
“เยว่เอ๋อร์! มีคนจากเรือนใหญ่มาตาม ให้รีบไปพบนายท่านที่เรือนโถงโดยด่วน!”
ข้ากำลังก้มหน้าก้มตาซักผ้าผืนโตอยู่ข้างบ่อน้ำสาธารณะกับเหล่าสาวใช้รุ่นราวคราวเดียวกัน ตอนที่ป้าจางซึ่งดูแลงานในเรือนเดินเข้ามาเรียก ข้างุนงงและสับสนยิ่งนัก ด้วยไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทั้งๆ ที่ข้าเป็นแค่สาวใช้จืดจางไร้ตัวตนมาตลอด แถมเพิ่งจะเริ่มลงมือซักผ้าม่านได้เพียงไม่กี่ผืน
ข้าแปรงคราบสกปรกออกจากผ้าอีกนิดแล้วรีบลุกขึ้นยืน ในใจแอบกระหยิ่มยิ้ม... งานซักผ้าน้ำเย็นเยือกเช่นนี้ยากเย็นและชวนให้ปวดหลังยิ่งนัก ถือโอกาสโดดงานไปเสียเลยย่อมดีกว่า ข้าหันไปยักคิ้วหลิ่วตาและโบกมือให้เพื่อนสาวใช้สนิทสนมสองคนที่ก้มหน้าซักผ้าอยู่ข้างบ่อน้ำ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินตามป้าจางออกไป
“เกิดสิ่งใดขึ้นกับท่านแม่บุญธรรมของข้าหรือเปล่าจ๊ะป้าจาง”
“ไม่มีอันใดหรอก เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย รีบไปเถอะ... ปีนี้เจ้าอายุครบสิบแปดปีเต็มแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะป้าจาง” ปีนี้ข้าอายุครบสิบแปดปีเต็มพอดี
ข้าตัวสูงกว่าสาวใช้ในวัยเดียวกันอยู่บ้าง แตกเนื้อสาวสะพรั่งอย่างเต็มตัว แม้จะอายุเพียงเท่านี้ แต่กลับมีใบหน้าหมดจดงดงามเปี่ยมเสน่ห์ชวนมอง ร่างกายผิวพรรณขาวผุดผ่องเรียบเนียนดั่งหยกขาว ความงดงามและสัดส่วนที่เริ่มฉายแววนั้นทำให้ข้ามักถูกดึงตัวไปแต่งกายสวยงามเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนคอยต้อนรับแขกเหรื่อของตระกูลอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ตัวข้าที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ตั้งแต่เด็กๆ แม้จะเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง แต่ก็ยังไม่เคยคิดถึงเรื่องความรักหรือการแต่งงานเลยแม้แต่น้อย เพราะคิดว่าตนเองยังคงเป็นเพียงเด็กซุกซนคนหนึ่ง
ก่อนที่จะเกิดใหม่มาอยู่ในร่างเด็กสาวรับใช้ตระกูลหลี่ ข้าเคยเป็นเพียง ‘นลิน’ สาวออฟฟิศสู้ชีวิตปั่นงานงกๆ อยู่ในกรุงเทพมหานคร ยุคที่ผู้หญิงต้องดิ้นรนและยืนด้วยขาของตัวเอง ชีวิตในชาติก่อนสอนให้ข้าสู้! ทว่าดันโชคร้าย... ทำงานหนักจนวูบดับคาโต๊ะทำงาน รู้ตัวอีกที วิญญาณของข้าก็ทะลุมิติมาอยู่ในร่างเด็กหญิงวัยห้าขวบผู้น่าสงสารที่กำลังจะอดตายข้างถนน
โชคดีที่ท่านแม่บุญธรรมซึ่งเป็นสาวใช้ตระกูลหลี่มาพบเข้า จึงรับข้าเป็นลูกบุญธรรมและพาเข้ามารับใช้ในคฤหาสน์แห่ง ฝึกสอนให้ข้าทำงานเป็นสาวใช้ปัดกวาดเช็ดถูในคฤหาสน์สกุลหลี่แห่งนี้
ตลอดสิบสามปีที่ผ่านมา ข้าใช้ทักษะการเอาตัวรอด เอาอกเอาใจผู้คน คอยหยิบจับช่วยทำครัวบ้าง ปัดกวาดทำความสะอาดเรือนบ้าง ข้าช่วยงานท่านแม่บุญธรรมอย่างขยันขันแข็ง ปรับตัวกลมกลืนเป็นสาวใช้เรียบร้อยและทำตัวจืดจาง... แต่นั่นมันก็แค่ ‘เปลือกนอก’ ที่ข้าสร้างขึ้นมาเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น!
ครอบครัวใหม่ของพวกข้าอาศัยพึ่งพิงร่มเงาใบบุญของท่านผู้นำตระกูลหลี่มาอย่างยาวนาน ท่านผู้นำตระกูลหลี่เป็นคนเมตตากรุณา มักจะมอบเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้ข้าไว้ไปซื้อขนมหวานกินเล่นเสมอ
ทว่า... คนที่นั่งรอรับข้าอยู่ที่เรือนโถงใหญ่ ยามนี้กลับไม่ใช่ท่านผู้นำตระกูล
แต่เป็น ‘คุณชายหลี่เหวินเซวียน’ บุตรชายเพียงคนเดียวของสกุลหลี่!
คุณหนูเฉินสวี่ฉีกระทืบเท้าเดินหน้ามุ่ยผ่านตรอกเพื่อจะกลับจวนสกุลเฉิน...ยามนั้น ‘คุณชายลั่ว’ บุรุษเสเพลร่างสูงล่ำบึ้ก เขาคือหนึ่งในคู่นอนที่เคยชิมเต้าหู้และเล่นสวาทกับนางมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน! พอบังเอิญเห็นคุณหนูเฉินเดินหน้าบูดบึ้งมาแต่ไกล จึงรีบยิ้มกริ่มพุ่งเข้ามาหยอดคำหวาน เผื่อจะได้ร่วมอภิรมย์กับนางอีกสักรอบ!“น้องสวี่ฉีหงุดหงิดอันใดมาหรือจ๊ะ... บอกพี่ลั่วสิ เดี๋ยวพี่ไปจัดการยกพวกตบมันให้เอง!”“ไปไกลๆ เลย! ไม่ต้องมายุ่งกับข้า!” คุณหนูเฉินตวาดใส่“อย่าทำเล่นตัวเล่นลิ้นไปหน่อยเลยน่า...” คุณชายลั่วหัวเราะหื่นกาม “เดินออกมาจากหลังร้านตาเฒ่าแบบนี้ เขาทำให้อารมณ์ของเจ้าค้างเติ่งล่ะสิ! ถึงพี่ลั่วจะไม่ได้มีเงินมากมายเท่าตาเฒ่านั่น... แต่พี่มีลึงค์ใหญ่ยาวนะจ๊ะ! เดี๋ยวพี่ลั่วจะช่วยกระแทกส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ให้เองนะ!”“ไอ้เลว! ไร้ยางอายนักนะ!”คุณชายลั่วร่างบึ้กยิ้มกริ่มรับคำด่าอย่างไม่สะทกสะท้าน... เพราะเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา คุณชายลั่วก็ได้สอดลึงค์กระแทกกระทั้นคุณหนูเฉินปากดีคนนี้สมใจอยาก ณ หลังตรอก!คุณหนูเฉินยืนกระต่ายขาเดียว ยืนโหนตัวยกขาข้า
บทที่ 5 คุณหนูแสนร้ายภายในห้องบัญชีลับหลังเรือนการค้าใหญ่... มีสองร่างกำลังขึ้นควบขี่กันอย่างเมามันส์!“อ๊ะ... อ๊า... ท่านคหบดีเจ้าขา... กระแทกกระทั้นเก่งเหลือเกินเจ้าค่ะ”คุณหนูเฉินสวี่ฉีครวญครางด้วยน้ำเสียงยั่วยวน นางนั่งคร่อมอยู่บนตักของท่านคหบดีใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล วัยหกสิบกว่าปี แล้วขย่มเรือนร่างเข้าใส่ไม่ยั้ง! นางอุตส่าห์ทอดสะพานส่งสายตาวิบวับตั้งแต่ตอนพบกันที่งานชุมนุมการค้า ดังนั้นจึงเข้าทางท่านคหบดีเฒ่าตัณหากลับ รีบพาคุณหนูโฉมงามมาสนองตัณหาให้ถึงในห้องส่วนตัวทันที“เสียวซ่านหรือไม่เจ้าคะท่านคหบดี...”“เสียวมากเลยล่ะสวี่ฉีเอ๋ย...”“ซี้ดดด อาส์...” คุณหนูเฉินเร่งเสียงครางกระเส่าเพื่อเอาอกเอาใจ อกเอวร่อนส่ายขย่มสุดฤทธิ์พลางเอ่ยปากชมฉอเลาะ “อูยย... ท่านช่างอึ๊บมันส์ถึงใจเหมือนเคยเลยนะเจ้าคะ สวี่ฉีเสียวจนแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว”“อูยย... ร่องตอดรัดแน่นหนึบ อร่อยมากจ้ะ”&l
ยังไม่ทันที่พวกข้าจะได้หมุนตัวเดินออกจากร้านผ้า... คุณหนูเฉินสวี่ฉีก็เยื้องกรายเข้ามาขวางทางไว้! นางยืนเชิดหน้า กอดอกมองข้าด้วยสายตาถากถางและเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งบาดหู“นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน... สุดท้ายพวกไม่รู้จักเจียมตัวก็ย่อมต้องรู้สำนึกและรู้จักหลีกทางให้แก่ผู้ที่สูงส่งกว่าอยู่วันยันค่ำ! จำใส่หัวเอาไว้เสียด้วยนะ... สิ่งใดก็ตามที่ข้าต้องการ สิ่งนั้นล้วนต้องตกเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”อาเจียกับหลี่ลี่ข้างกายข้าแทบจะถกแขนเสื้อพุ่งไปตบปากนาง ทว่าข้ากลับยกมือห้ามเพื่อนไว้ ก่อนจะย่อกายประสานมือคำนับนางอย่างนอบน้อมเรียบร้อย แล้วช้อนสายตาขึ้นยิ้มหวานใสซื่อส่งไปให้“คุณหนูกล่าวได้ถูกต้องแท้จริงเลยเจ้าค่ะ... สิ่งใดที่เป็นของของคุณหนู ข้าหรือจะกล้าล่วงเกินแย่งชิง...” ข้าเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะเอียงคอน้อยๆ พลางเอ่ยต่อ “...ทว่า หากของสิ่งนั้นมิใช่ของของคุณหนูตั้งแต่แรก แต่ท่านกลับเอาแต่จ้องจะแย่งชิงจากมือผู้อื่นไปเรื่อยเช่นนี้... ผู้คนในตลาดมองเข้ามา มันจะดูมิค่อยงดงามสักเท่าไรนะเจ้าคะ”คำพูดเรียบๆ แต่ตบหน้าฉาดใหญ่
ม่ายยยยย... ข้ากับคุณชายเหวินเซวียนเนี่ยนะ! ฮือออ... ตายแน่ๆ ยายเยว่เอ๋อร์เอ๋ย!“พวกเจ้ามายืนจับกลุ่มคุยสิ่งใดกันตรงนี้... เกะกะขวางทางยิ่งนัก!”น้ำเสียงเยียบเย็นแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลัง... ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ ‘คุณหนูเฉินสวี่ฉี’ นางเป็นคุณหนูโฉมงามสะพรั่ง รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ทรวดทรงเอวคอดสะโพกงอนงามดึงดูดสายตา พวกบุรุษทั่วทั้งเมืองต่างเหลียวมองตามกันตาเป็นมัน!ข้าและเพื่อนๆ จึงรีบหลบทางเดินเข้าด้านในร้านผ้าทันที โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า คุณหนูเฉินผู้นั้นกำลังจ้องมองข้าด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเพียงใด... ทว่าหลี่ลี่กลับมองเห็นเต็มสองตา!สายตาคมกริบของคุณหนูตระกูลใหญ่จ้องมองมายังข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเหยียดยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความดูแคลนอดีตสาวใช้อย่างข้าโดยไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย แววตาของนางแสดงออกชัดเจนว่าข้าเป็นเพียง 'ก้อนกรวดริมทาง' ที่บังเอิญลอยขึ้นมาประดับบนเกี้ยวทองคำของตระกูลหลี่เท่านั้นเมื่อเถ้าแก่เจ้าของร้านผ้าเห็นคุณหนูเฉินก้าวเข้ามา ก็รีบนอบน้อมออกมาต้อนรับทันที! คุณหนูเฉินแสดงตนว
วันนี้ฮูหยินคนใหม่หมาดๆ อย่างข้าต้องไปตัดชุดแพรพรรณใหม่หลายชุด คุณชายเหวินเซวียนจึงแวะไปส่งข้าที่ร้านขายผ้าประจำเมือง โดยมีเพื่อนสาวใช้ของข้าติดตามไปด้วยสองคน คือ ‘อาเจีย’ และ ‘หลี่ลี่’ พวกนางบิดกายกระมิดกระเมี้ยนเขินอายอยู่ข้าง ๆ ข้าตลอดทางและเมื่อรถม้าเคลื่อนมาถึงหน้าร้านผ้า บุรุษรูปหล่อบาดตา ร่างกายสูงใหญ่แถมยังมีสง่าราศีเปี่ยมบารมีอย่างคุณชายเหวินเซวียน ก็ตกเป็นเป้าสายตาของสตรีและผู้คนทั้งตลาดอย่างช่วยไม่ได้!“ข้าไปทำงานก่อนนะ... เดี๋ยวจะมารับ”“เดี๋ยวเจ้าค่ะคุณชาย!” ข้ารีบเอ่ยดักไว้“ทำไมหรือ... ลืมหอมแก้มข้าก่อนไปหรืออย่างไร” เขายกยิ้มยั่ว“เปล่าเจ้าค่ะ! ข้าขอเงินไว้ซื้อขนมหน่อย... ข้าไม่มีเงินติดตัวเลยสักอีแปะเดียวอ่า!”“เอาไปเลย... ร้อยตำลึง! เดี๋ยวข้ากลับมารับพาไปกินเป็ดย่างหนังกรอบนะ”พอได้เงินตั๋วเงินก้อนโตและโดนล่อด้วยของกินเลิศรส ข้าก็ยิ้มแฉ่ง ขยิบตาตอบตกลงอย่างว่าง่ายทันที!ยามที่
บทที่ 4 วันแรกหลังวิวาห์“เยว่เอ๋อร์! ตื่นได้หรือยัง! ยามนี้สายมากแล้วนะ!”เสียงของท่านแม่บุญธรรมตวาดดังตึงตังเข้ามาจากนอกห้องหอ ทำเอาทั้งข้าและคุณชายเหวินเซวียนที่กำลังตื่นตัวด้วยกันทั้งคู่ ถึงกับสะดุ้งกระเด้งตัวลุกขึ้นพร้อมกันราวกับไฟลน! อารมณ์กระหายอยากที่กำลังลุกโชนเมื่อครู่ดับวูบลงอย่างง่ายดายด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังของท่านแม่!“ท่านแม่มา! ท่านแม่มาแล้ว! โดนหวายตีแน่ๆ เลย!”“ใจเย็นๆ ก่อนสิยัยตัวแสบ... เจ้าแต่งงานแต่งการแล้วนะ อย่าลืมสิ”“เออเนอะ... งั้นนอนต่อดีกว่า!”ข้าทิ้งตัวลงนอนแผ่หงาหลังทันที ทว่าเสียงของท่านแม่ก็แหวดแผดดังแทรกประตูเข้ามาอีกรอบว่า“แต่งงานแล้วยิ่งต้องรีบตื่นแต่เช้ามาดูแลความเรียบร้อย! หากคิดจะนอนตื่นสายล่ะก็... แม่จะเอาถุงหอมกับตุ๊กตาของเล่นของเจ้าไปเผาทิ้งให้หมดเลย!”ฮว๊ากกกกกก!ข้าลุกพรวดไปล้างหน้าแต่งตัว ส่วนคุณชายเหวินเซวียนกำลังผูกผ้าคาดเอวและจัดแจงเสื้อคลุม







