Masukเมื่อเอ้อร์กัวเตรียมน้ำให้นางเสร็จและกำลังจะถอยกลับไปในครัวเพื่อทำอาหาร เจี่ยนหรงกลับเดินเข้ามาในครัว ลากเขาออกไปยังหลังเรือนโดยไม่พูดไม่จา เขาขมวดคิ้วพลางมองสตรีตัวเล็ก เต็มไปด้วยความสงสัย
“เจ้าจะทำอะไร”
นางไม่ตอบคำถาม แต่กลับกดตัวเขาลงนั่งบนแผ่นหินข้างโอ่งดินใส่น้ำ ที่ซึ่งนางใช้สำหรับอาบน้ำทุกวัน เขาขัดขืนเล็กน้อย แต่นางกลับตีแขนของเขา ท่าทางมุ่งมั่นของนางทำให้เอ้อร์กัวต้องยอมนั่งลงแต่โดยดี แม้จะหงุดหงิดเพียงใดก็ตาม
เจี่ยนหรงดึงผ้ามัดผมของเขาออกอย่างรวดเร็ว ผ้ามัดผมนั้นทั้งเก่าและเปื้อนจนแทบดูไม่ออกว่าเคยมีสีอะไร นางมองมันด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะโยนทิ้งและตักน้ำในกระบวยไม้ราดลงบนศีรษะของเขาอย่างไม่ลังเล
“นี่! เจ้า!” เขาอุทานเสียงหลงตกใจ แต่นางกลับไม่สนใจ
เจี่ยนหรงหยิบกระบอกไม้ไผ่ใบเล็กที่วางอยู่ใกล้แผ่นหินขึ้นมา เทน้ำยาสีคล้ำลงบนเส้นผมของเขา ของเหลวนั้นกลิ่นเหม็นเขียวคละคลุ้งจนเขาต้องเบือนหน้าหนี แต่สองมือเล็กของนางกลับเกาผมให้เขาอย่างแรง ราวกับกำลังพยายามขุดรากถอนโคนอะไรบางอย่าง
“หยุดนะ เจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าสติไม่ดีไปแล้วหรือ!” เขาบ่นแต่ไม่กล้าผลักมือนางออกไป ไม่กล้าลุกขึ้นหนีอย่างรุนแรง เพียงขัดขืนเล็กน้อยเพื่อแสดงออกว่าเขาไม่ยินยอม
“โตจนป่านนี้ยังปล่อยให้มีเหาอีก เสียดายสมองฉลาดๆ” นางตำหนิเสียงแข็ง พลางเกาผมของเขาด้วยท่าทีขะมักเขม้น ไม่ยอมปล่อยให้เขาลุกขึ้นหนี
หัวใจของเอ้อร์กัวกระตุกวูบ ใบหน้าแดงก่ำ คำพูดของนางทำให้เขาทั้งอับอายและแตกตื่น ยังดีที่แสงอาทิตย์สีชาดของบ้านทุ่งแดงช่วยกลบให้ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีเหา!
“ข้าไม่มีเหา เจ้าพูดเรื่องอะไร..” เขาพยายามโต้เถียงด้วยเสียงที่เบา อับอายและเจือไปด้วยความไม่แน่ใจ
“เจ้ามีเหา” นางตอบห้วนๆ ขณะที่มือยังคงทำงานต่อไป
“ข้าไม่..ไม่มี..”
“ดูผมเจ้าเสียก่อน สกปรกจนไม่น่าเข้าใกล้! ข้านอนกับเจ้าหลายคืนจนข้าติดเหาไปด้วย ยังดีที่ข้าสระหัวทุกวัน ข้าจึงไม่มีเหาแล้ว แต่หากเจ้ายังมีเหาต่อไป ข้าก็ไม่หายขาดสักที วันนี้ข้าจึงทำน้ำยาฆ่าเหาให้เจ้าโดยเฉพาะ”
เขานั่งนิ่งด้วยความกระดากอาย ใบหน้าร้อนผ่าว รู้สึกทั้งขุ่นเคืองและอับอายเกินกว่าจะยอมรับความจริง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่กล้าผลักไสมือของภรรยาที่ทำงานบนศีรษะของเขาอย่างขันแข็ง แม้นางจะไม่อ่อนโยนเลยสักนิดเดียว
“เจ้าต้องสระผมให้สะอาด น้ำยาที่ข้าทำจะช่วยเจ้ากำจัดเหา และต่อไปเจ้าต้องสระผมทุกวันด้วย เข้าใจไหม”
“..อืม” เสียงทุ้มดังจากลำคอคล้ายจำใจยินยอม
เอ้อร์กัวรู้สึกได้ถึงฟองเล็กที่ท่วมเส้นผมของเขา เสื้อผ้าเปียกโชกจนแนบลำตัว ขณะที่เจี่ยนหรงยังคงเกาผมเขาด้วยความมุ่งมั่น นางเทน้ำล้างฟองออกหนึ่งครั้ง ก่อนจะเทน้ำยาสีเขียวเข้มที่มีกลิ่นเหม็นเฉพาะตัวลงบนศีรษะของเขาอีกครั้ง สองมือเล็กนวดและขยี้เส้นผมของเขาอย่างแรงจนเขาต้องย่นหน้าด้วยความรำคาญ
“พอแล้ว ข้าสะอาดพอแล้ว!” เขาบ่นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“พออะไรกัน ต้องฆ่าเหาของเจ้าให้หมดก่อน! เจ้าอยากมีเหาอยู่บนหัวต่อไปหรือ” นางดุ
“..ข้าทำเองได้” เขาเสียงเบาลง ยอมรับในที่สุดว่าตัวเองอาจมีเหาจริงๆ ช่วงนี้เขาขึ้นเขาตลอด และรู้สึกคันหัวมากเหลือเกิน
“ข้าจะฆ่าเหาให้เจ้าก่อน อีกครู่เจ้าค่อยอาบน้ำเอง”
เขาเงียบสนิทด้วยความจำนน นางล้างผมของเขาอีกรอบแล้วเริ่มสระผมครั้งที่สาม มือเล็กที่นวดเกาอย่างไร้ความปรานีทำให้เขาทั้งรู้สึกแปลกประหลาด สบายหัวและอึดอัดในเวลาเดียวกัน แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่ปล่อยให้นางจัดการตามใจ
หลังจากล้างผมครั้งสุดท้าย นางก็หยิบผงบางอย่างมาเทใส่หัวของเขา ใช้มือนวดจนท่วมเส้นผมดกดำของสามี จากนั้นก็ถอยออกไปมองศีรษะของเขาอย่างพอใจ
“หมักไว้สิบห้านาที เอ่อ..สักหนึ่งเค่อ แล้วค่อยล้างออก อย่าลืมใช้น้ำยาในกระบอกไม้ไผ่อีกอันขัดถูตัวด้วย จะได้ไม่เหม็นเหมือนลิงป่าอีก” พูดจบ นางก็หมุนตัวเดินเข้าครัว ทิ้งเขาไว้ทั้งเสื้อผ้าเปียกชุ่ม
เอ้อร์กัวถอนหายใจยาว มองจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าไปในเรือนแล้ว ก่อนจะเริ่มถอดชุดเปียกโชกออก แขวนไว้ที่กิ่งไม้ใกล้เคียง จากนั้นก็ก้มลงล้างตัว ขัดถูขี้ไคลและทำตามคำสั่งของนางอย่างเสียไม่ได้ แม้จะรู้สึกไม่สบอารมณ์ แต่เขาก็แอบยอมรับว่านางดูแลเขาอย่างใส่ใจ แม้จะไม่ใช่ในแบบที่เขาคาดคิดเลยก็ตาม
ไม่เคยมีใครใส่ใจเขาในเรื่องเหาเช่นนี้มาก่อน..
เย็นวันนั้น เจี่ยนหรงจัดแจงทำอาหารในครัวด้วยท่าทางคล่องแคล่ว นางหยิบ ตงกวา[1] มาผ่าออกครึ่งหนึ่ง หั่นเป็นชิ้นพอคำ ก่อนนำไปต้มแทนข้าวและเมล็ดธัญพืชที่พวกเขาเริ่มขาดแคลน เมล็ดทุกเม็ดของตงกวานางเก็บไว้อย่างระมัดระวัง ราวกับมันคือสมบัติล้ำค่า หลังจากนั้น นางทำไข่ทอดน้ำผสมผักป่าหั่นละเอียด กลิ่นหอมลอยอบอวลไปทั่วครัว
เอ้อร์กัวเดินเข้ามาในครัวพร้อมกับผมที่ยังเปียกชื้นจากการอาบน้ำ ตัวของเขามีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และแตงกวาสด เช่นเดียวกับที่เขามักจะได้กลิ่นจากตัวของเจี่ยนหรงทุกครั้งหลังอาบน้ำ เขาเพิ่งเข้าใจว่าอาจเป็นกลิ่นหอมของของเหลวที่นางใช้ขัดตัว
ทันทีที่ได้กลิ่นอาหาร เขาถึงกับหยุดชะงัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงกับความเรียบง่ายของมื้ออาหาร แต่กลับดูชวนกินจนเกินบรรยาย
เจี่ยนหรงหันไปเห็นเขา หางตาก็เหลือบไปมองผ้าเช็ดผมเก่าคร่ำที่เขาใช้ซับผม มันเต็มไปด้วยรอยปะ แม้สะอาดแต่สภาพทรุดโทรมจนเกินจะมองข้าม นางย่นจมูกด้วยความรังเกียจ
“เจ้าคิดหรือว่าผ้าแบบนั้นจะช่วยให้เจ้าไม่มีเหาอีก มันเก่าขนาดนี้ ต่อให้ล้างสะอาดแค่ไหนก็ยังไม่น่าใช้!”
“ข้าจน จะให้ทำอย่างไร” เขาอดหงุดหงิดจนต้องพูดประชดออกไป เขากำลังจะชื่นชมนางที่ทำอาหารได้น่ากินแล้ว เหตุใดนางต้องมีวิธีพูดให้เขาหงุดหงิดอีกจนได้
เจี่ยนหรงเดินไปหยิบผ้าเช็ดผมของนาง ผืนสีขาวสะอาดที่นุ่มราวกับปุยนุ่นและขลิบขอบด้วยลวดลายละเอียดอ่อน นางโยนมันให้เขาอย่างไม่ไยดี
“ใช้ของข้าไปก่อน ทนใช้ด้วยกันจนกว่าข้าจะทอผืนใหม่ได้ และข้าเคยพูดว่าเจ้ายากจนครั้งเดียว ต้องงอนนานขนาดนั้นเลยหรือ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าจน เลิกงอนสักที”
[1]ตงกวา หมายถึง ฟักเขียว
เอ้อร์กัว พระเอกเป็นเหาค่ะ ยังไงฝากเอ็นดูหน่อยนะคะ เดี๋ยวจะให้เจี่ยนหรงค่อยๆดูแลความสะอาดให้ค่ะ
ตลอดชีวิตของเอ้อร์กัว เขาไม่เคยจับเงินเกินสิบอีแปะเลยด้วยซ้ำ เงินที่เคยได้ก็เป็นของลิลี่ มือที่กำถุงเงินสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มเดินกลับบ้านอย่างล่องลอย ลืมกระทั่งซื้ออาหารแห้งกลับมาด้วยความคิดในหัวของเขาว่างเปล่าตลอดทาง มีเพียงความตกตะลึงที่อัดแน่นอยู่ในอก เมื่อเดินกลับถึงเรือน เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตนก้าวเท้ากลับมาได้อย่างไรเอ้อร์กัวเดินเข้าบ้านอย่างเหม่อลอย ถุงเงินหนักอึ้งในมือยังทำให้เขารู้สึกไม่จริงอยู่บ้าง ในเรือน ลิลี่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเตี้ย นางใช้แผ่นหินสีดำที่ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นบางอย่างประณีต ก่อนจะหยิบแผ่นสีเงินบางๆ มาวางทับลงไป บางครั้งก็ใช้เครื่องมือกดแนบให้สนิท บางครั้งก็หยิบหินบางขึ้นมาพิจารณา แสงแดดสะท้อนวาววับบนพื้นผิวของแผ่นสีเงินที่ถูกแปะลงไปเอ้อร์กัวก้าวไปข้างหน้า ยื่นถุงเงินออกไป วางลงบนมือของนาง น้ำหนักของมันยืนยันว่ามีเงินอยู่ภายในไม่น้อยเลยทีเดียว“สี่สิบก้วน..&rdq
ลมหายใจของฤดูหนาวค่อยๆ จางหาย อากาศอุ่นขึ้น แม้ยามค่ำคืนยังมีลมเย็นพัดผ่าน ทว่าความหนาวเหน็บกลับไม่กัดกร่อนกระดูกเหมือนช่วงก่อนแล้ว พวกเขาจึงหยุดจุดไฟเข้ากำแพงตลอดคืนเพื่อประหยัดฟืนไว้ทำน้ำมันสนให้ลุงจางลิลี่นั่งอยู่ข้างเตาเผา เฝ้าดูเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงระหว่างการเผาน้ำมันสน เอ้อร์กัวนั่งอยู่ข้างภรรยาโดยไม่รู้จะทำสิ่งใด เพียงเติมท่อนฟืนลงไปในเตาเป็นครั้งคราว และอ้าปากหาวง่วงนอนตลอดเวลา“เจ้าจะไปนอนก่อนก็ได้ วันนี้ข้าจะเฝ้าเตาเผาเอง เจ้าทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อีกทั้งหลายคืนมานี้เจ้าก็ไม่ได้หลับสนิทเลยไม่ใช่หรือ” ลิลี่ไล่เขาด้วยความรำคาญเอ้อร์กัวไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ เขาไม่ได้คาดคิดว่านางจะสังเกตเห็นขนาดนั้น เขาพยายามปรับท่าทางให้ดูเป็นปกติ แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้“เจ้า..รู้ได้อย่างไร”“ขอบตาของเจ้าดำเพียงนี้ ผู้ใดเห็นก็รู้ว่าเจ้านอนไม่หลับ แล้วบางคืน..ข้าตื
มือข้างหนึ่งของลิลี่ยังคงวางอยู่บนแผ่นหลังเขา ในท่วงท่าที่ชวนให้เข้าใจผิด ทว่านางยังคงหายใจสม่ำเสมอ หลับสนิทโดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำให้สามีแทบคลั่งชายหนุ่มพยายามข่มอารมณ์ กอดภรรยาไว้อย่างทะนุถนอม ปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในห้วงทรมานต่อไป ไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจขยับตัว ไม่แม้แต่จะกล้าถอนหายใจแรง นี่คงเป็นการลงโทษจากสวรรค์ที่เขาคิดไม่ซื่อกับนางหลายวันหลังจากนั้น หิมะเริ่มละลายไปทีละน้อย เผยให้เห็นผืนดินสีดำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหิมะขาวมายาวนาน ลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็งบางส่วนก็เริ่มละลายหายไปดินชื้นแฉะส่งกลิ่นอับเย็น ต้นไผ่ที่เคยนิ่งสงบมาตลอดฤดูหนาวเริ่มเอนลู่ตามแรงลม ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยผลัดใบเริ่มเผยให้เห็นกิ่งก้านที่มีหน่ออ่อนสีเขียวแต้มประปรายเอ้อร์กัวยังคงนอนไม่หลับมาหลายคืน แม้ช่วงนี้ไม่ต้องทรมานกอดภรรยาเช่นช่วงก่อน แต่ความคิดชั่วร้ายในใจใช่ว่าจะสั่งให้หยุดคิดได้ง่ายดาย เขายังคงนอนร่วมเตียงกับลิลี่ ทุกค่ำคืนยังคงได
เอ้อร์กัวจัดการต้มน้ำแกงเห็ดหอมแห้งใส่เมล็ดธัญพืช กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน เขายังนำมันหวานมาปิ้งด้วย เมื่อลิลี่ออกมาจากห้องน้ำ ทั้งสองจึงรีบนั่งลงกินมื้อเช้าร่วมกันชายหนุ่มคอยตักน้ำแกงให้ลิลี่ พลางแอบมองกางเกงเรียบลื่นสีครามเข้มแปลกตาที่นางสวมอยู่ ครั้งนี้ นางไม่สนใจใช้ใบไม้แห้งปกปิดเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ นางดูจะไว้ใจเขาขึ้นมาก แม้เขาจะไม่รู้ว่านางมีความลับอะไร แต่เขาไม่อยากเร่งรัดถามเอ้อร์กัวกลืนข้าวลงคอเงียบๆ หลังมื้ออาหารอบอุ่น ลิลี่ก็ใส่รองเท้าเตรียมออกจากบ้าน เอ้อร์กัวไปหยิบกระบอกน้ำที่เตรียมไว้ ยื่นให้นางอย่างเคยชิน“ระวังตัวด้วย” เขาเอ่ย“อืม..” ลิลี่รับกระบอกน้ำไป พลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนหยิบถุงเครื่องของนางและเดินออกจากเรือนเมื่อเงาร่างของนางลับไปแล้ว เอ้อร์กัวจึงเก็บสำรับอาหาร จากนั้นเตรียมตัวออกไปตัดไผ่บ้าง แต่ระหว่างนั้น เขา
หลังมื้ออาหาร ลิลี่ก็กลับมาใช้งานสามีเช่นเคย เอ้อร์กัวไม่ได้คิดหลีกเลี่ยง เขานั่งลงอย่างว่าง่าย นำกระดาษแผ่นใหญ่มาต่อกันด้วยกาวแป้ง จนได้ขนาดเท่าผ้านวมสองผืนวางซ้อนกัน จากนั้นจึงโปรยขนเป็ดที่นุ่มฟูลงบนพื้นกระดาษ เกลี่ยให้กระจายทั่วกัน แล้วใช้กระดาษอีกแผ่นปิดทับขณะที่ลิลี่นำแผ่นกระดาษไปอุ่นไล่ความชื้นและฆ่าเชื้อโรค เอ้อร์กัวก็ไม่ได้นั่งเฉย เขาตัดผ้าฝ้ายผืนใหญ่ เย็บต่อกันจนได้ขนาดเท่าผ้านวม รอให้กระดาษแห้งสนิท ก่อนจะประกบมันเป็นไส้ในของผ้านวมที่เขาเย็บไว้“เวลาจะซักก็แค่ถอดผ้าออกไปซัก ส่วนขนเป็ดก็เปลี่ยนใหม่เมื่อมันลีบแบน สะดวกดีใช่หรือไม่” ลิลี่เอ่ยพลางลูบสัมผัสเนื้อผ้าฝ้ายเอ้อร์กัวเพียงพยักหน้ารับ ยามนี้เขาเชื่อฟังนางทุกอย่าง ขอเพียงนางเอ่ยออกมา เขายินดีทำให้โดยไม่ถาม ในที่สุด พวกเขาก็ได้โอกาสซักผ้านวมผืนเก่าที่ใช้มานานร่วมเดือน เพราะตอนนี้มีผ้านวมผืนใหม่ที่ทั้งหนานุ่มและอบอุ่นกว่าเดิม และยังมีพีทใช้แทนฟืนให้ความอบอุ่นรอบบ้าน ชีวิตสะดวกสบายยิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ลิลี่ลุกจากเตียงแต่เช้าตรู่ เอ้อร์กัวได้ยินเสียงขยับไหวของนาง แต่เมื่อเห็นว่านางไม่คิดจะพูดกับเขา เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ หลับตานอนนิ่งต่อไปทว่าพอได้ยินเสียงเปิดประตู ตามด้วยฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ความกังวลก็วิ่งเข้ามาในใจ เขาผุดลุกขึ้นทันที ความคิดแรกที่เขาคิดได้คือ หากนางโกรธจนหนีไปจริงๆ เพราะเขาเอาแต่เงียบใส่ นั่นจะไม่เป็นการผลักไสนางไปหรอกหรือ ศักดิ์ศรีหรืออะไรก็ช่างเถอะ หากต้องเอ่ยปากพูดกับนางก่อนเพื่อรั้งนางไว้ เขาก็ยอมเอ้อร์กัวก้าวเร็วๆ ออกไป แต่เมื่อพ้นประตูเรือน กลับเห็นภรรยากำลังเติมฟืนลงในเตาเผา เปลวไฟค่อยๆ ลุกขึ้น ไล่ความชื้นออกจากก้อนพีทที่เรียงอยู่รอบๆเขาถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอก แต่เมื่อความโล่งอกจางลง ความน้อยใจยังคงหลงเหลืออยู่ เขายังไม่หายขุ่นเคืองที่นางโกหกเขาเมื่อวาน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อาจปล่อยให้นางทำงานหนักเพียงลำพังได้อยู่ดีเอ้อร์กัวเดินเข้าไปใกล้ โด







