LOGINเขารับผ้าไว้ รู้สึกเขินอายเล็กน้อยในความใจแคบของตัวเอง เขาลูบสัมผัสเนื้อผ้าชั่วครู่ ผ้าผืนนี้ดูอย่างไรก็ประหลาด เขาไม่เคยเห็นผ้าที่อ่อนนุ่มราวขนสัตว์ แต่กลับมีสัมผัสคล้ายผ้าฝ้ายมาก่อน
“ขอบใจ..ข้าแค่..เกรงว่าเจ้าจะรังเกียจข้า” เอ้อร์กัวพยายามพูดโดยไม่ยอมรับว่าเขาน้อยใจ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองน้อยใจจริงๆ
“เจ้าก็ควรรักษาความสะอาดให้ดี ต่อไปผมของเจ้าห้ามมีกลิ่นเหม็นอีก สระผมทุกวันและผ้าผืนนั้นก็ต้องซักทุกวัน” นางตอบกลับโดยไม่มองหน้าเขา มือยังคงตักอาหารลงจานอย่างตั้งใจ
“เข้าใจแล้ว” เขายิ้มบางอย่างยอมจำนน ไฝข้างริมฝีปากของเขาถูกยกขึ้นอย่างน่ามอง ระหว่างที่มือใหญ่ใช้ผ้าเช็ดผมของภรรยาเช็ดผมของเขาจนหมาด
จากนั้นเอ้อร์กัวก็ช่วยนางยกอาหารวางบนโต๊ะแล้วนั่งลงมองจานตงกวากับไข่ที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบ้าน ในนั้น มีทั้งความเอาใจใส่และความดุดันที่เป็นเอกลักษณ์ของนาง ซึ่งเขาเริ่มชินชา แต่กลับรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างน่าประหลาด
“เจี่ยนหรง เจ้าทำอาหารเป็นด้วยหรือ” เขาถามระหว่างหยิบตะเกียบขึ้นมา
“ข้าก็เป็นคน เหตุใดจึงทำไม่เป็น” เจี่ยนหรงหยุดมือที่กำลังคีบผัก หันมามองเขาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
เอ้อร์กัวหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าที่เหนื่อยล้า รู้สึกว่าความเหน็ดเหนื่อยหายไปครู่หนึ่ง แต่เม็ดไฝข้างปากกลับขับให้ใบหน้าเขาดูน่ามองยิ่งขึ้น
“ต่อไป..เจ้าเรียกข้าว่า ลิลี่ เถิด” นางเอ่ย หันไปตักตงกวาใส่ปากคำโต
“ได้..แล้ว ลิลี่ หมายถึงอะไรหรือ”
“หมายถึง ไป่เหอ[1]“
“ไป่เหอหรือ ข้าไม่เคยเห็นไป่เหอมาก่อน แม้เคยอ่านผ่านตาในตำราของท่านอาจารย์ แต่ไม่เคยรู้ว่ามีผู้ใดเรียกว่า ลิลี่ ด้วย”
“อือ..ก็ข้าไง ข้าเป็นหญิงบ้า อยากเรียกสิ่งใดว่าอะไร ข้าก็จะเรียก เจ้าอย่าถามให้มากนักเลย” นางตัดรำคาญ ยื่นตะเกียบไปคีบไข่มาใส่ปากคำโต
“เจ้าบอกว่าเจ้ากินเจไม่ใช่หรือ” เขาเอ่ยถาม มองภรรยาตัวเล็กและขมวดคิ้ว
“ข้ากินมังสวิรัติ กินไข่ได้” เจี่ยนหรงตอบกลับโดยไม่เงยหน้าขึ้น กล่าวอย่างเรียบง่าย และไม่มีทีท่าว่าจะอธิบายเพิ่มเติมให้เขาเข้าใจว่าอะไรคือมังสวิรัติ
“...” เอ้อร์กัวขมวดคิ้วมากขึ้น ลิลี่ท่าทางชัดเจนว่าจะไม่ตอบคำถามหากเขาจะถามว่าอะไรคือมังสาวิรา เขาจึงเลือกเงียบและคีบอาหารกินบ้าง
“เจ้าไปเอาไข่มาจากที่ใด” เขาถามด้วยความอยากรู้ ระหว่างตักไข่เข้าปาก มันอร่อยมากแม้จะไม่มีน้ำมันทอด นางเพียงต้มใส่น้ำเล็กน้อยและใส่ผักป่าสับละเอียดเท่านั้น
“ข้าซื้อมา” คำตอบนั้นชัดเจน เพราะพวกเขาไม่ได้เลี้ยงไก่
“เจ้ามีเงินด้วยหรือ” เขาถามอีก คีบตงกวาชิ้นหนึ่งเข้าปาก
“มี”
“เจ้าไปเอาเงินมาจากที่ใด” เอ้อร์กัวถามขึ้นระหว่างที่คีบไข่ทอดคำโตเข้าปาก
“ข้าเอามาจากกล่องใต้เตียงนอน” ลิลี่ตอบหน้าตาเฉย
แต่คำตอบนั้นทำเอาเอ้อร์กัวชะงัก มือที่ถือตะเกียบนิ่งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ไม่กล้ากลืนไข่ลงคอ
“เจ้า..อะไรนะ!” เสียงเขาสั่นเครือ โมโหจนหน้าดำหน้าแดง มือสั่นด้วยความตกใจ ใจหนึ่งก็รู้สึกหวาดกลัว แต่อีกใจกลับแอบชื่นชมภรรยา กล่องนั่น เขาแกะสลักกลไกไว้สองชั้น นางเปิดได้อย่างไร!
“ร่างกายข้าต้องการไอโอดีนและโปรตีน หากขาดไปนานๆ อาจเป็นโรคได้ และไข่ก็มีสารอาหารครบถ้วนที่สุด” ลิลี่ไม่แม้แต่จะมองเขา นางยังคงตักอาหารเข้าปากอย่างใจเย็น กินต่อหน้าตาเฉย ราวกับไม่ได้สนใจอารมณ์เดือดพล่านของเขาแม้แต่น้อย
ในขณะที่เอ้อร์กัวฟังไม่เข้าใจว่านางอยากพูดสิ่งใดกันแน่ เขามองจานไข่ทอดตรงหน้าด้วยความขัดใจ มือสั่นจนไม่กล้าตักอาหารเข้าปากเพิ่มอีก กล่องนั่นเขาเก็บเงินไว้หลายอีแปะ ยังมีเหรียญทองแดงอีกหลายเหรียญ เขาตั้งใจจะเก็บเงินไว้เพื่อซื้ออาหารที่จำเป็นสำหรับฤดูหนาว
“ร่างกายของเจ้าก็ต้องการสารอาหารเหมือนกัน ไม่ต้องกังวลหรอก เงินเล็กน้อยเท่านั้น” ภรรยาเห็นท่าทางจะร้องไห้ของสามีจึงเอ่ยปลอบเบาๆ
“เล็กน้อยที่ใดกัน เงินนั่น ข้า..ข้าจะเอาไว้ซื้อผ้าห่มเมื่อถึงฤดูเหมันต์ และเอาไว้ซื้อเมล็ดธัญพืชปลูก ข้าอดทนเข้าป่าทุกวันเพื่อล่าสัตว์ไปแลกเงินทีละอีแปะสองอีแปะ แต่เจ้า..เจ้ามันหญิงบ้า!” เขาไม่เคยรู้สึกโมโหสตรี หรือออกปากด่าสตรีคนใดหยาบคายเช่นนี้มาก่อน แต่ครั้งนี้เขาทนไม่ไหวจริงๆ
เขาเพิ่งคิดว่านางใจดีที่ช่วยเขาทำอาหาร เพิ่งดีใจที่นางยอมให้เขาใช้ผ้าเช็ดผมแสนสะอาดของนางโดยไม่รังเกียจ รู้สึกอบอุ่นหัวใจที่นางช่วยดูแลเหาให้เขา
แต่นี่ไม่ทันไรนางก็สารภาพว่าขโมยเงินของบ้านไปซื้อไข่มากินอย่างฟุ่มเฟือย ทำจนเขาโมโหสุดขีด เขาไม่รู้แล้วว่าควรรู้สึกกับภรรยาสติเฟื่องตรงหน้าอย่างไร
“เจ้าต้องโมโหเช่นนั้นเลยหรือ..” ลิลี่เงยหน้ามองเขาคล้ายไม่เข้าใจว่าตัวเองทำผิดอะไรมากมาย เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พรุ่งนี้นางก็หามาได้ครบแล้ว เขาถึงขั้นมองนางด้วยสายตาราวกับจะไม่ยอมยกโทษให้นางเชียวหรือ
“เจ้ายังไม่สำนึกในความผิดอีก หากไม่รีบเก็บเงินตอนนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูเหมันต์ อากาศจะหนาวเย็น หิมะจะตกจนออกไปไหนไม่ได้ หากไม่มีเงินซื้ออาหารแห้ง ไม่มีเงินซื้อผ้าห่มหนาๆ เจ้า..เจ้าจะอยู่พ้นปีได้อย่างไร เจ้าตัวเล็กอ่อนแอเพียงนั้น!”
ลิลี่มองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาตกตะลึง ที่เขาโมโหไม่ใช่เพราะนางขโมยเงิน แต่เขาเป็นห่วงว่าหากไม่มีผ้าห่มและอาหาร นางจะตายในฤดูหนาวเพราะตัวเล็ก..
“..ข้ากับเจ้าเพียงแต่งงานกันเพื่อหยุดคำพูดลอยลม[2]ของคนในหมู่บ้าน เจ้าถูกเหมยฮวาทอดทิ้งกลั่นแกล้ง ทำให้อับอายต่อหน้าผู้คน ส่วนข้าก็เพียงต้องการความปลอดภัยทางสังคม อย่าได้จริงจังนักเลย” จู่ๆ นางก็พูดขึ้นอย่างจริงจัง
“..เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ข้าหมายถึง เจ้าอย่าได้คิดจริงจังกับการแต่งงานระหว่างเรา ถือว่าข้าเป็นหญิงบ้าผู้หนึ่ง หากวันใดเจ้าพบ..”
“หยุด! ข้ากราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้าแล้ว เราต่างรู้ดีว่าเจ้าไม่ได้เป็นหญิงบ้า และต่อให้เจ้าจะเป็นหญิงบ้าผู้หนึ่งจริงๆ ข้าหลี่เอ้อร์กัวก็ไม่คิดกราบไหว้ฟ้าดินครั้งที่สอง!” คำพูดเขาหนักแน่นราวคำสาบาน
“ต่อให้นาย..เจ้าไม่ได้รักฉันเหรอ..” ในใจของลิลี่หวั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในโลกของนาง ความรักเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองและสูญเปล่าที่สุด คำว่าสามีภรรยาครองคู่จนแก่เฒ่า มีแค่ในนิยาย
“..ข้ากราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้าแล้ว ต่อให้เจ้าไม่มีใจ อย่างไรข้าก็มีหน้าที่ปกป้องดูแลเจ้า เจ้าต่างหากควรเลิกคิดเหลวไหล!”
“...”
“...”
ต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในความเงียบ อาหารเย็นมื้อนั้นจบลงเมื่อลิลี่ลุกขึ้นไปอาบน้ำ วันนี้นางไม่เอาแต่ใจ ยอมอาบน้ำเย็นเยียบในแม่น้ำ ระหว่างที่เอ้อร์กัวนั่งมองไข่ทอดที่ตัดความหวังการรอดชีวิตในฤดูเหมันต์ของครอบครัวเล็กๆ นี้
[1]ไป่เหอ หมายถึง ดอกลิลลี่
[2]คำพูดลอยลม เป็นสำนวน หมายถึง คำนินทาไร้สาระ
ตลอดชีวิตของเอ้อร์กัว เขาไม่เคยจับเงินเกินสิบอีแปะเลยด้วยซ้ำ เงินที่เคยได้ก็เป็นของลิลี่ มือที่กำถุงเงินสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มเดินกลับบ้านอย่างล่องลอย ลืมกระทั่งซื้ออาหารแห้งกลับมาด้วยความคิดในหัวของเขาว่างเปล่าตลอดทาง มีเพียงความตกตะลึงที่อัดแน่นอยู่ในอก เมื่อเดินกลับถึงเรือน เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตนก้าวเท้ากลับมาได้อย่างไรเอ้อร์กัวเดินเข้าบ้านอย่างเหม่อลอย ถุงเงินหนักอึ้งในมือยังทำให้เขารู้สึกไม่จริงอยู่บ้าง ในเรือน ลิลี่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเตี้ย นางใช้แผ่นหินสีดำที่ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นบางอย่างประณีต ก่อนจะหยิบแผ่นสีเงินบางๆ มาวางทับลงไป บางครั้งก็ใช้เครื่องมือกดแนบให้สนิท บางครั้งก็หยิบหินบางขึ้นมาพิจารณา แสงแดดสะท้อนวาววับบนพื้นผิวของแผ่นสีเงินที่ถูกแปะลงไปเอ้อร์กัวก้าวไปข้างหน้า ยื่นถุงเงินออกไป วางลงบนมือของนาง น้ำหนักของมันยืนยันว่ามีเงินอยู่ภายในไม่น้อยเลยทีเดียว“สี่สิบก้วน..&rdq
ลมหายใจของฤดูหนาวค่อยๆ จางหาย อากาศอุ่นขึ้น แม้ยามค่ำคืนยังมีลมเย็นพัดผ่าน ทว่าความหนาวเหน็บกลับไม่กัดกร่อนกระดูกเหมือนช่วงก่อนแล้ว พวกเขาจึงหยุดจุดไฟเข้ากำแพงตลอดคืนเพื่อประหยัดฟืนไว้ทำน้ำมันสนให้ลุงจางลิลี่นั่งอยู่ข้างเตาเผา เฝ้าดูเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงระหว่างการเผาน้ำมันสน เอ้อร์กัวนั่งอยู่ข้างภรรยาโดยไม่รู้จะทำสิ่งใด เพียงเติมท่อนฟืนลงไปในเตาเป็นครั้งคราว และอ้าปากหาวง่วงนอนตลอดเวลา“เจ้าจะไปนอนก่อนก็ได้ วันนี้ข้าจะเฝ้าเตาเผาเอง เจ้าทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อีกทั้งหลายคืนมานี้เจ้าก็ไม่ได้หลับสนิทเลยไม่ใช่หรือ” ลิลี่ไล่เขาด้วยความรำคาญเอ้อร์กัวไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ เขาไม่ได้คาดคิดว่านางจะสังเกตเห็นขนาดนั้น เขาพยายามปรับท่าทางให้ดูเป็นปกติ แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้“เจ้า..รู้ได้อย่างไร”“ขอบตาของเจ้าดำเพียงนี้ ผู้ใดเห็นก็รู้ว่าเจ้านอนไม่หลับ แล้วบางคืน..ข้าตื
มือข้างหนึ่งของลิลี่ยังคงวางอยู่บนแผ่นหลังเขา ในท่วงท่าที่ชวนให้เข้าใจผิด ทว่านางยังคงหายใจสม่ำเสมอ หลับสนิทโดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำให้สามีแทบคลั่งชายหนุ่มพยายามข่มอารมณ์ กอดภรรยาไว้อย่างทะนุถนอม ปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในห้วงทรมานต่อไป ไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจขยับตัว ไม่แม้แต่จะกล้าถอนหายใจแรง นี่คงเป็นการลงโทษจากสวรรค์ที่เขาคิดไม่ซื่อกับนางหลายวันหลังจากนั้น หิมะเริ่มละลายไปทีละน้อย เผยให้เห็นผืนดินสีดำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหิมะขาวมายาวนาน ลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็งบางส่วนก็เริ่มละลายหายไปดินชื้นแฉะส่งกลิ่นอับเย็น ต้นไผ่ที่เคยนิ่งสงบมาตลอดฤดูหนาวเริ่มเอนลู่ตามแรงลม ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยผลัดใบเริ่มเผยให้เห็นกิ่งก้านที่มีหน่ออ่อนสีเขียวแต้มประปรายเอ้อร์กัวยังคงนอนไม่หลับมาหลายคืน แม้ช่วงนี้ไม่ต้องทรมานกอดภรรยาเช่นช่วงก่อน แต่ความคิดชั่วร้ายในใจใช่ว่าจะสั่งให้หยุดคิดได้ง่ายดาย เขายังคงนอนร่วมเตียงกับลิลี่ ทุกค่ำคืนยังคงได
เอ้อร์กัวจัดการต้มน้ำแกงเห็ดหอมแห้งใส่เมล็ดธัญพืช กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน เขายังนำมันหวานมาปิ้งด้วย เมื่อลิลี่ออกมาจากห้องน้ำ ทั้งสองจึงรีบนั่งลงกินมื้อเช้าร่วมกันชายหนุ่มคอยตักน้ำแกงให้ลิลี่ พลางแอบมองกางเกงเรียบลื่นสีครามเข้มแปลกตาที่นางสวมอยู่ ครั้งนี้ นางไม่สนใจใช้ใบไม้แห้งปกปิดเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ นางดูจะไว้ใจเขาขึ้นมาก แม้เขาจะไม่รู้ว่านางมีความลับอะไร แต่เขาไม่อยากเร่งรัดถามเอ้อร์กัวกลืนข้าวลงคอเงียบๆ หลังมื้ออาหารอบอุ่น ลิลี่ก็ใส่รองเท้าเตรียมออกจากบ้าน เอ้อร์กัวไปหยิบกระบอกน้ำที่เตรียมไว้ ยื่นให้นางอย่างเคยชิน“ระวังตัวด้วย” เขาเอ่ย“อืม..” ลิลี่รับกระบอกน้ำไป พลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนหยิบถุงเครื่องของนางและเดินออกจากเรือนเมื่อเงาร่างของนางลับไปแล้ว เอ้อร์กัวจึงเก็บสำรับอาหาร จากนั้นเตรียมตัวออกไปตัดไผ่บ้าง แต่ระหว่างนั้น เขา
หลังมื้ออาหาร ลิลี่ก็กลับมาใช้งานสามีเช่นเคย เอ้อร์กัวไม่ได้คิดหลีกเลี่ยง เขานั่งลงอย่างว่าง่าย นำกระดาษแผ่นใหญ่มาต่อกันด้วยกาวแป้ง จนได้ขนาดเท่าผ้านวมสองผืนวางซ้อนกัน จากนั้นจึงโปรยขนเป็ดที่นุ่มฟูลงบนพื้นกระดาษ เกลี่ยให้กระจายทั่วกัน แล้วใช้กระดาษอีกแผ่นปิดทับขณะที่ลิลี่นำแผ่นกระดาษไปอุ่นไล่ความชื้นและฆ่าเชื้อโรค เอ้อร์กัวก็ไม่ได้นั่งเฉย เขาตัดผ้าฝ้ายผืนใหญ่ เย็บต่อกันจนได้ขนาดเท่าผ้านวม รอให้กระดาษแห้งสนิท ก่อนจะประกบมันเป็นไส้ในของผ้านวมที่เขาเย็บไว้“เวลาจะซักก็แค่ถอดผ้าออกไปซัก ส่วนขนเป็ดก็เปลี่ยนใหม่เมื่อมันลีบแบน สะดวกดีใช่หรือไม่” ลิลี่เอ่ยพลางลูบสัมผัสเนื้อผ้าฝ้ายเอ้อร์กัวเพียงพยักหน้ารับ ยามนี้เขาเชื่อฟังนางทุกอย่าง ขอเพียงนางเอ่ยออกมา เขายินดีทำให้โดยไม่ถาม ในที่สุด พวกเขาก็ได้โอกาสซักผ้านวมผืนเก่าที่ใช้มานานร่วมเดือน เพราะตอนนี้มีผ้านวมผืนใหม่ที่ทั้งหนานุ่มและอบอุ่นกว่าเดิม และยังมีพีทใช้แทนฟืนให้ความอบอุ่นรอบบ้าน ชีวิตสะดวกสบายยิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ลิลี่ลุกจากเตียงแต่เช้าตรู่ เอ้อร์กัวได้ยินเสียงขยับไหวของนาง แต่เมื่อเห็นว่านางไม่คิดจะพูดกับเขา เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ หลับตานอนนิ่งต่อไปทว่าพอได้ยินเสียงเปิดประตู ตามด้วยฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ความกังวลก็วิ่งเข้ามาในใจ เขาผุดลุกขึ้นทันที ความคิดแรกที่เขาคิดได้คือ หากนางโกรธจนหนีไปจริงๆ เพราะเขาเอาแต่เงียบใส่ นั่นจะไม่เป็นการผลักไสนางไปหรอกหรือ ศักดิ์ศรีหรืออะไรก็ช่างเถอะ หากต้องเอ่ยปากพูดกับนางก่อนเพื่อรั้งนางไว้ เขาก็ยอมเอ้อร์กัวก้าวเร็วๆ ออกไป แต่เมื่อพ้นประตูเรือน กลับเห็นภรรยากำลังเติมฟืนลงในเตาเผา เปลวไฟค่อยๆ ลุกขึ้น ไล่ความชื้นออกจากก้อนพีทที่เรียงอยู่รอบๆเขาถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอก แต่เมื่อความโล่งอกจางลง ความน้อยใจยังคงหลงเหลืออยู่ เขายังไม่หายขุ่นเคืองที่นางโกหกเขาเมื่อวาน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อาจปล่อยให้นางทำงานหนักเพียงลำพังได้อยู่ดีเอ้อร์กัวเดินเข้าไปใกล้ โด







