LOGINเอ้อร์กัวกลับเข้าเรือนในยามค่ำคืนที่เงียบสงบ ร่างกายเย็นเยียบจากน้ำในแม่น้ำ แต่เขาเลือกที่จะไม่จุดไฟในเตาอีก เพียงขึ้นเตียงห่มผ้าเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
แต่เขากลับนอนไม่หลับ เพราะเสียงกรนเบาๆ ของหญิงสาวข้างกายดังต่อเนื่องไม่หยุด เขาพลิกตัวไปมา ก่อนเอื้อมมือเย็นเฉียบไปแตะแก้มนาง หวังเพียงปรับท่านอนให้นางหยุดกรน
ทันใดนั้น เจี่ยนหรงสะดุ้งตื่นขึ้น! นางพลิกตัวคล่องแคล่วคร่อมเขาในพริบตา เท้าน้อยๆ กดลงบนอกของเขา สองมือประดุจรั้งสายเส้นบางอย่างจากข้อมือนางไว้ พร้อมจะรัดคอสามี ใบหน้าเด็กสาวเคร่งขรึมเยือกเย็น แม้นางจะดูตกใจจนสะดุ้งตื่น แต่แววตาไร้ความหวาดกลัวโดยสิ้นเชิง
“คิดจะทำอะไร!!” นางเอ่ยถามเสียงเข้ม
เอ้อร์กัวตกใจจนหายใจไม่ออก ไม่แน่ใจว่าเพราะนางเหยียบเขาอยู่หรือเพราะตื่นตระหนก เขาอึกอักพูดออกไปอย่างยากลำบาก
“เจ้ากรน...ข้าจึงคิดจะปลุกเจ้าเท่านั้น..”
“แน่ใจหรือ” นางเอ่ยถามเสียงเรียบ มองเขาอย่างจับผิด
“แน่ใจ ข้าไม่มีความคิดแตะต้องเจ้า..เจ้าไม่ต้องกังวล” ชายหนุ่มไม่กล้ามองไปที่อื่นนอกจากสายตาดุของภรรยา แม้กระโปรงของนางจะเปิดจนเห็นฝ่าเท้าเล็กที่เหยียบอยู่บนอก และต้นขาขาวนวล
เจี่ยนหรงได้ยินดังนั้นนางก็พยักหน้าแผ่วเบา ค่อยๆ ลงจากอกของสามี ก่อนล้มตัวลงนอนข้างกายเขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่ามือของนางยังคงกำข้อมือตัวเองไว้แน่น ราวกับตรงนั้นซ่อนอาวุธลับบางอย่างไว้
แม้เอ้อร์กัวจะไม่เห็นชัดเจน แต่เขาก็มั่นใจว่านางมีบางสิ่งซ่อนอยู่บนข้อมือ เขาขยับตัวออกห่างจากนางเล็กน้อย ค่อยๆ คิดและทำความเข้าใจว่าภรรยาของเขาไม่ได้ไว้ใจเขามากดังท่าทางที่แสดงออกอยู่ทุกวัน
นางดูเหมือนสงบเยือกเย็น ไม่คิดสิ่งใดมากและทำตัวสติไม่สมประกอบ แต่ก็ระวังตัวทุกฝีก้าว การพลิกตัวของนางเมื่อครู่รวดเร็วจนน่าตกใจ คล้ายกับจอมยุทธ์ในตำราที่เขาอ่าน แม้เขาเองจะไม่เคยเห็นจอมยุทธ์มาก่อนก็ตาม
เขาครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ อยู่พักใหญ่ แต่เมื่อไม่มีเสียงกรนขัดจังหวะ และด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งคู่ก็หลับไปในที่สุด คืนนี้ช่างเป็นค่ำคืนที่แปลกประหลาด แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ก็ยังนอนข้างกายกันได้อย่างเงียบสงบ และปกติ
หลังจากค่ำคืนอันแปลกประหลาดนั้น เอ้อร์กัวยังคงรับหน้าที่ปรุงอาหารให้ภรรยาเป็นปกติ ราวกับว่านางไร้ความสามารถในงานครัวโดยสิ้นเชิง
ภายนอกพวกเขาดูปกติ แต่การสนทนาระหว่างเอ้อร์กัวและเจี่ยนหรงกลับลดน้อยลงทุกวัน เขาเริ่มหาเหตุผลออกจากเรือนอยู่เสมอ เขามักขึ้นเขาเพื่อเก็บผักป่าหายาก ล่าสัตว์ หรือแม้แต่ตัดฟืน
สัตว์ป่าที่ล่ามาได้ เขาเลือกนำไปแลกเป็นเงินอีแปะ ซื้อเมล็ดธัญพืชกลับมาเก็บไว้ในเรือน นางไม่กินเนื้อ เขาจึงไม่กินด้วย ซึ่งก็ประหยัดเงินไปได้มาก เพราะเขาไม่ต้องเก็บไก่ไว้ให้ภรรยากิน
ในขณะที่เอ้อร์กัวขะมักเขม้นอยู่กับงานนอกบ้าน บางครั้งที่ขึ้นเขาอยู่ลำพัง เขาก็ยังแอบร้องไห้คิดถึงเหมยฮวาอยู่บ้าง แต่มักมีสิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดเพราะภรรยาจนลืมเลือนความเจ็บปวดได้ทุกครั้ง ส่วนเจี่ยนหรงใช้ชีวิตในเรือนอย่างขยันขันแข็ง กิจกรรมของนางนั้นล้วนแปลกประหลาดจนเขาอดสงสัยไม่ได้
วันหนึ่งนางหมกมุ่นอยู่กับการปั้นดินโคลนให้เป็นก้อนยาว ใช้เชือกเส้นเล็กตัดจนเป็นสี่เหลี่ยม และตัดเป็นแผ่นบางเท่าหนึ่งนิ้วมือ วางลงบนกระบอกไม้ไผ่ทีละแผ่นให้โค้งงอ รอจนแห้ง ก่อนจะเผาด้วยไฟร้อนแรง ใช้ฟืนที่เขาอุตส่าห์ตัดมาด้วยความลำบากไปมากมาย อีกวันเจี่ยนหรงก็หายตัวไปทั้งวัน ไม่มีแม้แต่คำบอกกล่าว เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เกือบมืด สลับกันไปวันเว้นวัน
พวกเขาใช้ชีวิตเช่นนี้ไปมาราวกับคนแปลกหน้าที่อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน ไม่มีใครเอ่ยปากถามถึงความเป็นไปของอีกฝ่าย วันเวลาหมุนเวียนเช่นนี้จนกลายเป็นความปกติ
ยามเย็นที่ดวงอาทิตย์ลอยคล้อยต่ำลงจนแทบจรดสันเขา แสงสีแดงส้มของยามสนธยาอาบท้องฟ้าและลำธารใสให้กลายเป็นสีทองอร่าม เอ้อร์กัวลากไม้สองท่อนที่ผูกฟืนไว้เป็นกองใหญ่กลับบ้าน แผ่นหลังเปียกโชกด้วยเหงื่อชุ่ม จากแรงกายที่ทุ่มเทมาทั้งวัน
ภรรยาของเขาใช้ฟืนมากจนเกินพอดีจนเขาต้องเพิ่มความพยายามในงานหนักนี้ขึ้นอีก เมื่อเข้าใกล้เรือนหลังน้อย เขาก็เหลือบเห็นเจี่ยนหรงนั่งอยู่กลางลานหน้าบ้าน มือทั้งสองข้างปั้นดินเป็นก้อนกลมอย่างตั้งอกตั้งใจ เรือนผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย และมีคราบดินเกาะเปื้อนตามเสื้อผ้าจนแลดูเหมือนเด็กเล่นดินเสียมากกว่าผู้ใหญ่ที่กำลังตั้งใจทำงานหนัก
เอ้อร์กัวทอดสายตามองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจหนัก เขาเกาหัวอย่างหงุดหงิด ท้องฟ้าที่งดงามในยามนี้ดูเหมือนจะไม่อาจบรรเทาความเหนื่อยล้าในใจของเขาได้ เขาออกแรงโยนกองฟืนลงข้างเรือนจนเกิดเสียงดัง
“เจ้าจะใช้ฟืนมากมายไปถึงไหนกัน” เขาบ่นไม่สบอารมณ์
เจี่ยนหรงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสงบ แต่ไม่ได้กล่าวคำใด ราวกับคำพูดของเขาล่องลอยไปกับสายลมยามเย็น นางเพียงกลับไปสนใจก้อนดินในมือของตนต่อ
หญิงสาวใบหน้ามอมแมมด้วยคราบดิน แต่ไม่ได้ลดทอนความตั้งใจในดวงตาของนางลงเลย มือเรียวค่อยๆ หยอดเมล็ดผักหลากชนิดลงในก้อนดินที่ปั้นเรียงไว้บนพื้นอย่างประณีต
ก้อนดินแต่ละก้อนมีรูขนาดเล็กซึ่งถูกเจาะอย่างพอเหมาะพอดี นางตั้งอกตั้งใจอย่างเงียบเชียบ ราวกับทั้งโลกมีเพียงนางกับก้อนดินเหล่านั้น
เมื่อใส่เมล็ดจนหมด นางลุกขึ้นยืดตัวคลายความเมื่อยล้า ก่อนจะก้าวเดินไปยังโอ่งน้ำ ตักน้ำขึ้นมาด้วยกระบวยไม้เก่าแล้วค่อยๆ พรมลงบนก้อนดินเหล่านั้น น้ำหยดลงช้าๆ ซึมซาบลงไปในดิน ราวกับนางกำลังปลูกฝังชีวิตใหม่ให้เกิดขึ้น
ขณะที่นางทำงานอยู่นั้น หางตาของนางก็เหลือบเห็นสามีเดินผ่านไปเงียบๆ เขาแบกความเหน็ดเหนื่อยจากการตัดฟืนมาตลอดวัน และตรงเข้าครัวโดยไม่เอ่ยวาจาใด เขาเข้าครัวจุดไฟต้มน้ำให้นางอาบตามเคย
เจี่ยนหรงยืนมองแผ่นหลังของเขาอยู่ครู่หนึ่ง พลางสังเกตว่าเอ้อร์กัวเกาศีรษะบ่อยครั้ง ระหว่างที่เขายืนรอให้น้ำเดือด นางย่นหน้าด้วยความรังเกียจ
“สกปรก” นางบ่น แต่ยังปล่อยให้เขาต้มและเตรียมน้ำให้นางอาบ ตามหน้าที่ของสามีที่เขาทำทุกวันอย่างซื่อสัตย์
ตลอดชีวิตของเอ้อร์กัว เขาไม่เคยจับเงินเกินสิบอีแปะเลยด้วยซ้ำ เงินที่เคยได้ก็เป็นของลิลี่ มือที่กำถุงเงินสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มเดินกลับบ้านอย่างล่องลอย ลืมกระทั่งซื้ออาหารแห้งกลับมาด้วยความคิดในหัวของเขาว่างเปล่าตลอดทาง มีเพียงความตกตะลึงที่อัดแน่นอยู่ในอก เมื่อเดินกลับถึงเรือน เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตนก้าวเท้ากลับมาได้อย่างไรเอ้อร์กัวเดินเข้าบ้านอย่างเหม่อลอย ถุงเงินหนักอึ้งในมือยังทำให้เขารู้สึกไม่จริงอยู่บ้าง ในเรือน ลิลี่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเตี้ย นางใช้แผ่นหินสีดำที่ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นบางอย่างประณีต ก่อนจะหยิบแผ่นสีเงินบางๆ มาวางทับลงไป บางครั้งก็ใช้เครื่องมือกดแนบให้สนิท บางครั้งก็หยิบหินบางขึ้นมาพิจารณา แสงแดดสะท้อนวาววับบนพื้นผิวของแผ่นสีเงินที่ถูกแปะลงไปเอ้อร์กัวก้าวไปข้างหน้า ยื่นถุงเงินออกไป วางลงบนมือของนาง น้ำหนักของมันยืนยันว่ามีเงินอยู่ภายในไม่น้อยเลยทีเดียว“สี่สิบก้วน..&rdq
ลมหายใจของฤดูหนาวค่อยๆ จางหาย อากาศอุ่นขึ้น แม้ยามค่ำคืนยังมีลมเย็นพัดผ่าน ทว่าความหนาวเหน็บกลับไม่กัดกร่อนกระดูกเหมือนช่วงก่อนแล้ว พวกเขาจึงหยุดจุดไฟเข้ากำแพงตลอดคืนเพื่อประหยัดฟืนไว้ทำน้ำมันสนให้ลุงจางลิลี่นั่งอยู่ข้างเตาเผา เฝ้าดูเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงระหว่างการเผาน้ำมันสน เอ้อร์กัวนั่งอยู่ข้างภรรยาโดยไม่รู้จะทำสิ่งใด เพียงเติมท่อนฟืนลงไปในเตาเป็นครั้งคราว และอ้าปากหาวง่วงนอนตลอดเวลา“เจ้าจะไปนอนก่อนก็ได้ วันนี้ข้าจะเฝ้าเตาเผาเอง เจ้าทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อีกทั้งหลายคืนมานี้เจ้าก็ไม่ได้หลับสนิทเลยไม่ใช่หรือ” ลิลี่ไล่เขาด้วยความรำคาญเอ้อร์กัวไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ เขาไม่ได้คาดคิดว่านางจะสังเกตเห็นขนาดนั้น เขาพยายามปรับท่าทางให้ดูเป็นปกติ แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้“เจ้า..รู้ได้อย่างไร”“ขอบตาของเจ้าดำเพียงนี้ ผู้ใดเห็นก็รู้ว่าเจ้านอนไม่หลับ แล้วบางคืน..ข้าตื
มือข้างหนึ่งของลิลี่ยังคงวางอยู่บนแผ่นหลังเขา ในท่วงท่าที่ชวนให้เข้าใจผิด ทว่านางยังคงหายใจสม่ำเสมอ หลับสนิทโดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำให้สามีแทบคลั่งชายหนุ่มพยายามข่มอารมณ์ กอดภรรยาไว้อย่างทะนุถนอม ปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในห้วงทรมานต่อไป ไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจขยับตัว ไม่แม้แต่จะกล้าถอนหายใจแรง นี่คงเป็นการลงโทษจากสวรรค์ที่เขาคิดไม่ซื่อกับนางหลายวันหลังจากนั้น หิมะเริ่มละลายไปทีละน้อย เผยให้เห็นผืนดินสีดำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหิมะขาวมายาวนาน ลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็งบางส่วนก็เริ่มละลายหายไปดินชื้นแฉะส่งกลิ่นอับเย็น ต้นไผ่ที่เคยนิ่งสงบมาตลอดฤดูหนาวเริ่มเอนลู่ตามแรงลม ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยผลัดใบเริ่มเผยให้เห็นกิ่งก้านที่มีหน่ออ่อนสีเขียวแต้มประปรายเอ้อร์กัวยังคงนอนไม่หลับมาหลายคืน แม้ช่วงนี้ไม่ต้องทรมานกอดภรรยาเช่นช่วงก่อน แต่ความคิดชั่วร้ายในใจใช่ว่าจะสั่งให้หยุดคิดได้ง่ายดาย เขายังคงนอนร่วมเตียงกับลิลี่ ทุกค่ำคืนยังคงได
เอ้อร์กัวจัดการต้มน้ำแกงเห็ดหอมแห้งใส่เมล็ดธัญพืช กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน เขายังนำมันหวานมาปิ้งด้วย เมื่อลิลี่ออกมาจากห้องน้ำ ทั้งสองจึงรีบนั่งลงกินมื้อเช้าร่วมกันชายหนุ่มคอยตักน้ำแกงให้ลิลี่ พลางแอบมองกางเกงเรียบลื่นสีครามเข้มแปลกตาที่นางสวมอยู่ ครั้งนี้ นางไม่สนใจใช้ใบไม้แห้งปกปิดเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ นางดูจะไว้ใจเขาขึ้นมาก แม้เขาจะไม่รู้ว่านางมีความลับอะไร แต่เขาไม่อยากเร่งรัดถามเอ้อร์กัวกลืนข้าวลงคอเงียบๆ หลังมื้ออาหารอบอุ่น ลิลี่ก็ใส่รองเท้าเตรียมออกจากบ้าน เอ้อร์กัวไปหยิบกระบอกน้ำที่เตรียมไว้ ยื่นให้นางอย่างเคยชิน“ระวังตัวด้วย” เขาเอ่ย“อืม..” ลิลี่รับกระบอกน้ำไป พลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนหยิบถุงเครื่องของนางและเดินออกจากเรือนเมื่อเงาร่างของนางลับไปแล้ว เอ้อร์กัวจึงเก็บสำรับอาหาร จากนั้นเตรียมตัวออกไปตัดไผ่บ้าง แต่ระหว่างนั้น เขา
หลังมื้ออาหาร ลิลี่ก็กลับมาใช้งานสามีเช่นเคย เอ้อร์กัวไม่ได้คิดหลีกเลี่ยง เขานั่งลงอย่างว่าง่าย นำกระดาษแผ่นใหญ่มาต่อกันด้วยกาวแป้ง จนได้ขนาดเท่าผ้านวมสองผืนวางซ้อนกัน จากนั้นจึงโปรยขนเป็ดที่นุ่มฟูลงบนพื้นกระดาษ เกลี่ยให้กระจายทั่วกัน แล้วใช้กระดาษอีกแผ่นปิดทับขณะที่ลิลี่นำแผ่นกระดาษไปอุ่นไล่ความชื้นและฆ่าเชื้อโรค เอ้อร์กัวก็ไม่ได้นั่งเฉย เขาตัดผ้าฝ้ายผืนใหญ่ เย็บต่อกันจนได้ขนาดเท่าผ้านวม รอให้กระดาษแห้งสนิท ก่อนจะประกบมันเป็นไส้ในของผ้านวมที่เขาเย็บไว้“เวลาจะซักก็แค่ถอดผ้าออกไปซัก ส่วนขนเป็ดก็เปลี่ยนใหม่เมื่อมันลีบแบน สะดวกดีใช่หรือไม่” ลิลี่เอ่ยพลางลูบสัมผัสเนื้อผ้าฝ้ายเอ้อร์กัวเพียงพยักหน้ารับ ยามนี้เขาเชื่อฟังนางทุกอย่าง ขอเพียงนางเอ่ยออกมา เขายินดีทำให้โดยไม่ถาม ในที่สุด พวกเขาก็ได้โอกาสซักผ้านวมผืนเก่าที่ใช้มานานร่วมเดือน เพราะตอนนี้มีผ้านวมผืนใหม่ที่ทั้งหนานุ่มและอบอุ่นกว่าเดิม และยังมีพีทใช้แทนฟืนให้ความอบอุ่นรอบบ้าน ชีวิตสะดวกสบายยิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ลิลี่ลุกจากเตียงแต่เช้าตรู่ เอ้อร์กัวได้ยินเสียงขยับไหวของนาง แต่เมื่อเห็นว่านางไม่คิดจะพูดกับเขา เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ หลับตานอนนิ่งต่อไปทว่าพอได้ยินเสียงเปิดประตู ตามด้วยฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ความกังวลก็วิ่งเข้ามาในใจ เขาผุดลุกขึ้นทันที ความคิดแรกที่เขาคิดได้คือ หากนางโกรธจนหนีไปจริงๆ เพราะเขาเอาแต่เงียบใส่ นั่นจะไม่เป็นการผลักไสนางไปหรอกหรือ ศักดิ์ศรีหรืออะไรก็ช่างเถอะ หากต้องเอ่ยปากพูดกับนางก่อนเพื่อรั้งนางไว้ เขาก็ยอมเอ้อร์กัวก้าวเร็วๆ ออกไป แต่เมื่อพ้นประตูเรือน กลับเห็นภรรยากำลังเติมฟืนลงในเตาเผา เปลวไฟค่อยๆ ลุกขึ้น ไล่ความชื้นออกจากก้อนพีทที่เรียงอยู่รอบๆเขาถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอก แต่เมื่อความโล่งอกจางลง ความน้อยใจยังคงหลงเหลืออยู่ เขายังไม่หายขุ่นเคืองที่นางโกหกเขาเมื่อวาน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อาจปล่อยให้นางทำงานหนักเพียงลำพังได้อยู่ดีเอ้อร์กัวเดินเข้าไปใกล้ โด







