Masukเจี่ยนหรงถอนหายใจยาว ครุ่นคิดหลายสิ่งในหัว ระหว่างที่มองชายหนุ่มในชุดแดง ผู้ที่ได้แต่ก้มหน้าลงและยอมรับชะตา เด็กสาวนึกถึงเช้าวันนั้นซึ่งนางนั่งอยู่ข้างทางใกล้คลองน้ำ เปียกไปครึ่งค่อนตัวและเปื้อนดินโคลน หลายคนเดินผ่านนางไปพร้อมส่ายหัว แต่เขากลับยื่นมือมาให้นาง ช่วยเหลือนางโดยไม่รังเกียจ นางรู้ดีว่าเขาเป็นคนดี แต่สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ใจร้ายกับเขาไปหน่อยหรือ
“แต่งงานกับสามีสักคน เจ้าจะได้มีคนหาอาหารให้กิน ไม่ต้องทนทุกข์เพราะลำบากตัวคนเดียว พี่เอ้อร์กัวใจดี..”
“หุบปาก!” เจี่ยนหรงพูดขัดขึ้นมาก่อนที่เหมยฮวาจะทันได้พูดจบประโยค นางเป็นคนอื่นยังทนฟังไม่ไหว เจ้าโง่เอ้อร์กัวจะทนไหวได้อย่างไร แฟนสาวแทบจะขายเขาให้สาวอื่นแบบนี้
“นางบ้านี่ พี่ข้าใจดีกับเจ้า ยังจะกล้าด่าพี่สาวของข้าอีก” เฉียนฟางด่าเด็กสาวสติเฟื่อง
“ไม่เป็นไรหรอกเฉียนฟาง ข้าไม่ถือสา นางสติไม่ค่อยสมประกอบ น่าสงสารยิ่งนัก”
เจี่ยนหรงเคยเห็นเอ้อร์กัววิ่งไปกุมมือเหมยฮวาด้วยความรัก เขาเป่ามือให้นางด้วยความห่วงใยในยามค่ำคืน ราวกับกุมสมบัติล้ำค่าไว้ ส่วนเหมยฮวาก็ยิ้มหวานตอบด้วยความพึงพอใจ
แต่วันนี้ เหมยฮวากลับคะยั้นคะยอให้สตรีสติเฟื่องแต่งงานกับคนรักโดยไม่สะทกสะท้าน เจี่ยนหรงทำได้เพียงกลอกตา ถอนหายใจด้วยความสังเวชในชะตากรรมของเจ้าคนโง่เอ้อร์กัว
“ก็ได้..ข้าแต่ง” ในที่สุดหญิงบ้าก็เอ่ยปากตกลงแต่งงานกับชายหนุ่มผู้ยากจน ไม่มีผู้ใดรู้ว่าหญิงสติเฟื่องคิดสิ่งใด
เอ้อร์กัวตกใจหันไปมองหญิงสาวร่างเล็ก เขากำมือตัวเองแน่น ปลายเล็บจิกลงบนฝ่ามือจนใกล้เลือดออกเขาก็ยังไม่รู้ตัว จำได้เพียงสายตากลมโตแน่วแน่ของนางที่คล้ายตัดสินใจแล้วว่าจะรับเขาเป็นสามี เขารู้สึกเหมือนได้พบความหนักหน่วงยามฟ้าถล่ม และมีเขาเพียงผู้เดียวต้องแบกไว้ รอบข้างค่อยๆ แหลกสลาย จนเหลือเพียงเขาและหญิงบ้าผู้นั้น
เสียงฮือฮาดังขึ้นในฝูงชน ชาวบ้านต่างพากันยกย่องบุตรีของผู้ใหญ่บ้าน บอกว่าเหมยฮวาเป็นเทพธิดาผู้สามารถใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำเพื่อเกลี้ยกล่อมสตรีสติเฟื่องให้สงบลงได้ เสียงชื่นชมดังเซ็งแซ่
“เหมยฮวาช่างเมตตานัก นางไม่เคยหยิ่งผยอง ทั้งที่นางเป็นบุตรีของผู้ใหญ่บ้าน”
“เอ้อร์กัวโชคดีจริงๆ ได้เจ้าสาวสวยเช่นนี้ แถมเหมยฮวายังช่วยจัดการให้อีก”
ท่ามกลางเสียงสรรเสริญนั้น เหมยฮวายืนเชิดหน้าเล็กน้อย สายตาของนางสง่างามไร้ร่องรอยของความเสียใจ ยิ้มของนางยังคงเปี่ยมด้วยความมั่นใจและความภูมิใจ
แต่เอ้อร์กัวกลับเหมือนจมหายไปในเงามืด ความสุขที่เขาเฝ้ารอมาทั้งเดือนกลายเป็นเพียงลมอากาศ ความฝันของเขาถูกบดขยี้ต่อหน้าต่อตา
คำพูดหยดย้อยราวน้ำผึ้งของเหมยฮวาในค่ำคืนก่อนยังดังก้องในใจเขา แต่ยามนี้ทุกอย่างกลับเป็นเพียงเรื่องโกหก เขาเหลือบมองเหมยฮวาอีกครั้ง หวังว่านางจะมองเขาด้วยความรู้สึกผิดแม้เพียงเล็กน้อย หวังว่าเขาจะเห็นอาการเสียใจที่บ่งบอกว่านางถูกลุงต้าซานบังคับไม่ให้แต่งงานกับเขา
ทว่าดวงตาของนางกลับไม่มีความเศร้าหรือเสียใจ มีเพียงประกายความพึงพอใจในเสียงสรรเสริญรอบข้าง ในใจของเอ้อร์กัว ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย นอกจากความเจ็บปวดที่ลึกล้ำว่างเปล่า เขาไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร
ตลอดพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน เอ้อร์กัวไม่ได้จดจำสิ่งใดเลย มีเพียงเสียงหัวเราะสดใสของเหมยฮวาที่ดังก้องในใจเขา โดยมีลุงต้าซานคอยจัดการทุกอย่างในงานแต่งให้ด้วยความเมตตา
งานแต่งสำหรับเด็กกำพร้าและยากจนสองคนนั้นเรียบง่ายแต่ครบถ้วนตามธรรมเนียม ลิลี่ เจี่ยนหรงในฐานะเจ้าสาวยังคงสวมชุดเก่าขาดเปรอะคราบดินโคลน
แม้เหมยฮวาจะหยิบยื่นชุดคลุมแดงของสาวใช้ในบ้านให้ ซึ่งสะอาดและงดงามกว่าเสื้อแดงของเอ้อร์กัว ทว่าเจี่ยนหรงกลับปฏิเสธไม่ยอมเปลี่ยน นางเพียงพาดเสื้อแดงไว้บนไหล่ กราบฟ้าดินด้วยท่วงท่าทุลักทุเลและไร้พิธีรีตองราวไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร ท่ามกลางสายตาผู้คนที่มองมา บ้างด้วยความเวทนา บ้างด้วยความสมเพช และบางคนก็หัวเราะตลกขบขัน
ในขณะที่ทุกคนสรรเสริญเหมยฮวาที่เปรียบเสมือนนางฟ้าผู้ชุบชีวิตให้เจี่ยนหรงสตรีสติเฟื่อง แต่เอ้อร์กัวกลับรู้สึกเหมือนทุกลมหายใจของเขากำลังแหลกสลายในงานแต่งงาน และเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้มองเจ้าสาวของเขาอย่างรังเกียจหรือขบขัน
เอ้อร์กัวพาเจี่ยนหรงเดินผ่านแสงสนธยาสีชาดของหมู่บ้านทุ่งแดง มุ่งสู่เรือนหอที่เขาเคยสร้างด้วยแรงกายและแรงใจ ทุกชุนทุกฉื่อ[1]ของเรือนไม้เล็กๆ แห่งนี้คือผลของความรักที่เขามีต่อเหมยฮวา เขาเคยจินตนาการถึงเสียงหัวเราะของนาง เสียงอ่อนหวานที่จะเติมเต็มบ้านหลังนี้ แต่บัดนี้กลับมีเพียงเสียงฝีเท้าหนักอึ้งและลมหายใจที่สะท้อนความสิ้นหวัง
ภรรยาของเขาเป็นเพียงหญิงบ้าคนหนึ่ง
“ข้าจะไปเก็บของที่บ้านเดิมก่อน” เมื่อมาถึงหน้าเรือนหอ เจี่ยนหรงก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
นางเพียงกวาดตามองเรือนหออย่างง่ายๆ และหันหลังกลับโดยไม่สนใจสายตาของสามีคนใหม่แม้แต่น้อย ราวกับการกราบไหว้ฟ้าดินวันนี้เป็นเพียงการละเล่นหนึ่งของนางเท่านั้น
เอ้อร์กัวมองดูเงาร่างเล็กๆ ของภรรยาที่กำลังจะเดินจากไป ความเจ็บปวดที่เขากดกลั้นไว้ตั้งแต่เช้าใกล้ปะทุขึ้น แต่เขากลับพยายามเอ่ยเสียงแผ่วอย่างมีน้ำใจ วันนี้นอกจากเขาที่เจ็บปวด เจ้าสาวของเขาก็ถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะไม่น้อย
“ข้าจะไปช่วย..”
“ไม่ต้องยุ่ง ข้าจัดการเอง” เจี่ยนหรงหันมามองเขา นางยกมือขึ้นห้ามอย่างไม่ลังเล
“ใกล้มืดแล้ว ข้าจะไปเป็นเพื่อน”
“ข้าไม่ต้องการ หากเจ้าไปด้วย ทำให้ข้าไม่สะดวก”
“ไม่สะดวกอันใด อย่างไร..เจ้าก็..”
“เจ้ายากจนเกินไป ข้าไม่อยากให้เจ้าเห็นที่ซ่อนเงินของข้า” นางพูดได้อย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะหันหลังเดินอีกครั้ง
คำพูดนั้นทำให้ใจเอ้อร์กัวเหมือนพังทลายลง สายตาเขามองตามร่างของภรรยาที่หมุนตัวเดินจากไป ราวกับเขาถูกทุบด้วยก้อนหินอย่างแรงที่หัว
เขายากจนมากจริงๆ เงินเก็บทั้งหมดยังไม่พอซื้อไก่หนึ่งตัว เรือนหอที่เขาสร้างก็เป็นเพียงเรือนไม้หลังเล็ก มีพื้นที่พอให้นอนสองคน แม้เขาจะรู้ว่าตัวเองยากจน ปกติผู้อื่นมักเกรงใจและไม่กล้าพูดกับเขาต่อหน้า แต่ภรรยาของเขากลับไม่รู้จักคิด พูดออกมาตรงๆ เช่นนี้ ต่อให้เป็นคนเข้มแข็งอย่างไรก็เกินจะรับไหว
เขาก้มลงมองมือที่สั่นเทาของตัวเอง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองฟ้า เพราะฟ้าดินที่เขากราบไหว้ในวันนี้ก็เหมือนกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่
หนุ่มยากจนคนหนึ่งคิดจะแต่งงานกับสาวงามของหมู่บ้าน เขาคิดว่านางรักเขา นางคงพร้อมแต่งงานกับเขา และใช้ชีวิตตามที่มี เขาสาบานจะทำงานหนักเพื่อให้เหมยฮวานั่งๆ นอนๆ ไม่ต้องทำงานใด แต่ความจริงนางคงไม่ได้อยากมาอดอยากกับเขา
เหมยฮวาคงไม่ได้รักเขาจริง มีเพียงเขาที่เพ้อฝันไป หัวใจของเขายังไม่ทันได้แตกสลายก็ต้องแต่งงานกับสตรีไม่รู้ความ เขายังไม่ทันได้คิดอย่างถี่ถ้วนว่าเกิดอะไรขึ้น ก็กลายเป็นสามีของผู้อื่นไปแล้ว อีกทั้งภรรยาของเขาก็สติไม่ค่อยดี เป็นเพียงหญิงบ้าคนหนึ่ง
นี่สวรรค์ตั้งใจลงโทษเขาใช่หรือไม่ เอ้อร์กัวมองลงพื้น น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนมือของเขา ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาทิ้ง และเดินเข้าไปหลังบ้านเพื่อเตรียมอาหารให้ภรรยา อย่างไรวันนี้ก็เป็นวันแต่งงาน เขาได้แต่ทำตามสิ่งที่คิดว่าสมควร เขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรทำอะไรต่อไปในวันหน้า ความฝันของเขาแตกสลายไปหมดแล้ว
[1]1 ฉื่อ ประมาณ 3.33 เดซิเมตร หรือเท่ากับ สิบเซนติเมตรโดยประมาณ 1 ชุ่น เท่ากับประมาณ 3.33 เซนติเมตร
ตลอดชีวิตของเอ้อร์กัว เขาไม่เคยจับเงินเกินสิบอีแปะเลยด้วยซ้ำ เงินที่เคยได้ก็เป็นของลิลี่ มือที่กำถุงเงินสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มเดินกลับบ้านอย่างล่องลอย ลืมกระทั่งซื้ออาหารแห้งกลับมาด้วยความคิดในหัวของเขาว่างเปล่าตลอดทาง มีเพียงความตกตะลึงที่อัดแน่นอยู่ในอก เมื่อเดินกลับถึงเรือน เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตนก้าวเท้ากลับมาได้อย่างไรเอ้อร์กัวเดินเข้าบ้านอย่างเหม่อลอย ถุงเงินหนักอึ้งในมือยังทำให้เขารู้สึกไม่จริงอยู่บ้าง ในเรือน ลิลี่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเตี้ย นางใช้แผ่นหินสีดำที่ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นบางอย่างประณีต ก่อนจะหยิบแผ่นสีเงินบางๆ มาวางทับลงไป บางครั้งก็ใช้เครื่องมือกดแนบให้สนิท บางครั้งก็หยิบหินบางขึ้นมาพิจารณา แสงแดดสะท้อนวาววับบนพื้นผิวของแผ่นสีเงินที่ถูกแปะลงไปเอ้อร์กัวก้าวไปข้างหน้า ยื่นถุงเงินออกไป วางลงบนมือของนาง น้ำหนักของมันยืนยันว่ามีเงินอยู่ภายในไม่น้อยเลยทีเดียว“สี่สิบก้วน..&rdq
ลมหายใจของฤดูหนาวค่อยๆ จางหาย อากาศอุ่นขึ้น แม้ยามค่ำคืนยังมีลมเย็นพัดผ่าน ทว่าความหนาวเหน็บกลับไม่กัดกร่อนกระดูกเหมือนช่วงก่อนแล้ว พวกเขาจึงหยุดจุดไฟเข้ากำแพงตลอดคืนเพื่อประหยัดฟืนไว้ทำน้ำมันสนให้ลุงจางลิลี่นั่งอยู่ข้างเตาเผา เฝ้าดูเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงระหว่างการเผาน้ำมันสน เอ้อร์กัวนั่งอยู่ข้างภรรยาโดยไม่รู้จะทำสิ่งใด เพียงเติมท่อนฟืนลงไปในเตาเป็นครั้งคราว และอ้าปากหาวง่วงนอนตลอดเวลา“เจ้าจะไปนอนก่อนก็ได้ วันนี้ข้าจะเฝ้าเตาเผาเอง เจ้าทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อีกทั้งหลายคืนมานี้เจ้าก็ไม่ได้หลับสนิทเลยไม่ใช่หรือ” ลิลี่ไล่เขาด้วยความรำคาญเอ้อร์กัวไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ เขาไม่ได้คาดคิดว่านางจะสังเกตเห็นขนาดนั้น เขาพยายามปรับท่าทางให้ดูเป็นปกติ แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้“เจ้า..รู้ได้อย่างไร”“ขอบตาของเจ้าดำเพียงนี้ ผู้ใดเห็นก็รู้ว่าเจ้านอนไม่หลับ แล้วบางคืน..ข้าตื
มือข้างหนึ่งของลิลี่ยังคงวางอยู่บนแผ่นหลังเขา ในท่วงท่าที่ชวนให้เข้าใจผิด ทว่านางยังคงหายใจสม่ำเสมอ หลับสนิทโดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำให้สามีแทบคลั่งชายหนุ่มพยายามข่มอารมณ์ กอดภรรยาไว้อย่างทะนุถนอม ปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในห้วงทรมานต่อไป ไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจขยับตัว ไม่แม้แต่จะกล้าถอนหายใจแรง นี่คงเป็นการลงโทษจากสวรรค์ที่เขาคิดไม่ซื่อกับนางหลายวันหลังจากนั้น หิมะเริ่มละลายไปทีละน้อย เผยให้เห็นผืนดินสีดำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหิมะขาวมายาวนาน ลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็งบางส่วนก็เริ่มละลายหายไปดินชื้นแฉะส่งกลิ่นอับเย็น ต้นไผ่ที่เคยนิ่งสงบมาตลอดฤดูหนาวเริ่มเอนลู่ตามแรงลม ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยผลัดใบเริ่มเผยให้เห็นกิ่งก้านที่มีหน่ออ่อนสีเขียวแต้มประปรายเอ้อร์กัวยังคงนอนไม่หลับมาหลายคืน แม้ช่วงนี้ไม่ต้องทรมานกอดภรรยาเช่นช่วงก่อน แต่ความคิดชั่วร้ายในใจใช่ว่าจะสั่งให้หยุดคิดได้ง่ายดาย เขายังคงนอนร่วมเตียงกับลิลี่ ทุกค่ำคืนยังคงได
เอ้อร์กัวจัดการต้มน้ำแกงเห็ดหอมแห้งใส่เมล็ดธัญพืช กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน เขายังนำมันหวานมาปิ้งด้วย เมื่อลิลี่ออกมาจากห้องน้ำ ทั้งสองจึงรีบนั่งลงกินมื้อเช้าร่วมกันชายหนุ่มคอยตักน้ำแกงให้ลิลี่ พลางแอบมองกางเกงเรียบลื่นสีครามเข้มแปลกตาที่นางสวมอยู่ ครั้งนี้ นางไม่สนใจใช้ใบไม้แห้งปกปิดเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ นางดูจะไว้ใจเขาขึ้นมาก แม้เขาจะไม่รู้ว่านางมีความลับอะไร แต่เขาไม่อยากเร่งรัดถามเอ้อร์กัวกลืนข้าวลงคอเงียบๆ หลังมื้ออาหารอบอุ่น ลิลี่ก็ใส่รองเท้าเตรียมออกจากบ้าน เอ้อร์กัวไปหยิบกระบอกน้ำที่เตรียมไว้ ยื่นให้นางอย่างเคยชิน“ระวังตัวด้วย” เขาเอ่ย“อืม..” ลิลี่รับกระบอกน้ำไป พลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนหยิบถุงเครื่องของนางและเดินออกจากเรือนเมื่อเงาร่างของนางลับไปแล้ว เอ้อร์กัวจึงเก็บสำรับอาหาร จากนั้นเตรียมตัวออกไปตัดไผ่บ้าง แต่ระหว่างนั้น เขา
หลังมื้ออาหาร ลิลี่ก็กลับมาใช้งานสามีเช่นเคย เอ้อร์กัวไม่ได้คิดหลีกเลี่ยง เขานั่งลงอย่างว่าง่าย นำกระดาษแผ่นใหญ่มาต่อกันด้วยกาวแป้ง จนได้ขนาดเท่าผ้านวมสองผืนวางซ้อนกัน จากนั้นจึงโปรยขนเป็ดที่นุ่มฟูลงบนพื้นกระดาษ เกลี่ยให้กระจายทั่วกัน แล้วใช้กระดาษอีกแผ่นปิดทับขณะที่ลิลี่นำแผ่นกระดาษไปอุ่นไล่ความชื้นและฆ่าเชื้อโรค เอ้อร์กัวก็ไม่ได้นั่งเฉย เขาตัดผ้าฝ้ายผืนใหญ่ เย็บต่อกันจนได้ขนาดเท่าผ้านวม รอให้กระดาษแห้งสนิท ก่อนจะประกบมันเป็นไส้ในของผ้านวมที่เขาเย็บไว้“เวลาจะซักก็แค่ถอดผ้าออกไปซัก ส่วนขนเป็ดก็เปลี่ยนใหม่เมื่อมันลีบแบน สะดวกดีใช่หรือไม่” ลิลี่เอ่ยพลางลูบสัมผัสเนื้อผ้าฝ้ายเอ้อร์กัวเพียงพยักหน้ารับ ยามนี้เขาเชื่อฟังนางทุกอย่าง ขอเพียงนางเอ่ยออกมา เขายินดีทำให้โดยไม่ถาม ในที่สุด พวกเขาก็ได้โอกาสซักผ้านวมผืนเก่าที่ใช้มานานร่วมเดือน เพราะตอนนี้มีผ้านวมผืนใหม่ที่ทั้งหนานุ่มและอบอุ่นกว่าเดิม และยังมีพีทใช้แทนฟืนให้ความอบอุ่นรอบบ้าน ชีวิตสะดวกสบายยิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ลิลี่ลุกจากเตียงแต่เช้าตรู่ เอ้อร์กัวได้ยินเสียงขยับไหวของนาง แต่เมื่อเห็นว่านางไม่คิดจะพูดกับเขา เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ หลับตานอนนิ่งต่อไปทว่าพอได้ยินเสียงเปิดประตู ตามด้วยฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ความกังวลก็วิ่งเข้ามาในใจ เขาผุดลุกขึ้นทันที ความคิดแรกที่เขาคิดได้คือ หากนางโกรธจนหนีไปจริงๆ เพราะเขาเอาแต่เงียบใส่ นั่นจะไม่เป็นการผลักไสนางไปหรอกหรือ ศักดิ์ศรีหรืออะไรก็ช่างเถอะ หากต้องเอ่ยปากพูดกับนางก่อนเพื่อรั้งนางไว้ เขาก็ยอมเอ้อร์กัวก้าวเร็วๆ ออกไป แต่เมื่อพ้นประตูเรือน กลับเห็นภรรยากำลังเติมฟืนลงในเตาเผา เปลวไฟค่อยๆ ลุกขึ้น ไล่ความชื้นออกจากก้อนพีทที่เรียงอยู่รอบๆเขาถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอก แต่เมื่อความโล่งอกจางลง ความน้อยใจยังคงหลงเหลืออยู่ เขายังไม่หายขุ่นเคืองที่นางโกหกเขาเมื่อวาน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อาจปล่อยให้นางทำงานหนักเพียงลำพังได้อยู่ดีเอ้อร์กัวเดินเข้าไปใกล้ โด







