Masukเมื่อเดินมาถึงร้านขายเครื่องนอน ซิ่วอิงจึงรีบเดินเข้าไป ก่อนจะเป็นเจ้าของกิจการ ที่จำซิ่วอิงได้รีบออกมาต้อนรับ
“แม่นางน้อยวันนี้จะรับอะไรดีขอรับ” “หากข้าซื้อเยอะท่านลดให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?” “โอ้ลดแน่นอนขอรับ ว่าแต่แม่นางน้อยต้องการมากน้อยเพียงใด” ชายผู้เป็นเจ้าของร้าน แอบมองสำรวจซิ่วอิงอย่างพิจารณา หากเขาลดให้นิดหน่อยนางก็คงไม่รู้หรอก อายุเท่านี้จะไปรู้ตัวเลขได้อย่างไร “ที่ว่าลด ท่านลดให้ได้เท่าไหร่เจ้าคะ ผ้าห่มผืนนี้ราคาอยู่500” “หากแม่นางน้อยซื้อหลายผืน ข้าคิดผืนละ450อีแปะ ขอรับ” “ถ้าเช่นนั้น30ผืน ข้าก็ต้องจ่ายท่าน13ตำลึง500 แล้วที่นอนนี่ละเจ้าคะ?” “ที่นอนราคา1ตำลึง300อีแปะ ข้าลดเหลือ1ตำลึง200อีแปะ ขอรับ” “ถ้าเช่นนั้นข้าเอา30ผืนข้าต้องจ่าย36ตำลึง ตงฮวนเจ้าความจำดีจดไว้ในหัว” ซิ่วอิงหันไปบอกตงฮวนให้ช่วยจำ ทางด้านเจ้าของร้านก็รีบหันไปหยิบลูกคิดมาดีดไปมา ก่อนจะตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ นางคิดได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ใช้ลูกคิด เก่งเกินคนเกินไปแล้ว “ข้าอยากได้หมอน” “หมอนข้าขายใบละ300อีแปะ ข้าลดให้เจ้าใบละ250อีแปะขอรับ” “อืม30ใบก็7ตำลึงกับอีก500อีแปะ รวมที่ข้าต้องจ่ายท่านทั้งหมด57ตำลึง” ซิ่วอิงหยิบตั๋วเงินออกมานับให้เขาอย่างคล่องแคล่ว ชายเจ้าของกิจการยืนดีดลูกคิดไปมาอีกครั้ง ก่อนจะตกใจอีกรอบ เป็นไปไม่ได้นางคิดได้อย่างไรกัน เขารับเงินจากนางมา อย่างไม่อยากเชื่อว่านางจะคิดได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ “แม่นางน้อยช่วยสอนการคิดเลขแบบนี้ให้ข้าได้หรือไม่ ข้ายินดีจ่ายให้กับค่าสอน” ซิ่วอิงที่ได้ยินก็ถึงกับแปลกใจและดีใจในเวลาต่อมา “ได้เจ้าค่ะวิชานี้เรียกว่าวิชาคณิตศาสตร์ หากท่านอยากเรียนรู้จริง ๆ ท่านให้คนไปแจ้งข้าที่จวน ว่าจะไปพบข้าเมื่อใด ข้าจะได้อยู่รอเจ้าค่ะ” “ได้ ๆ ข้าให้คนไปแจ้งกับแม่นางน้อย เพื่อเรียนวิชาคณิตศาสตร์อย่างแน่นอนขอรับ” หลังจากเดินออกมาจากร้านขายเครื่องนอน ซิ่วอิงก็นึกกระหยิ่มยิ้มอยู่ในใจ คนยุคนี้ยังใช้ลูกคิดในการคำนวนตัวเลขอยู่ ดีเลยค่าสอนเท่ากับนางได้เครื่องนอนวันนี้โดยไม่เสียเงิน นางจะคิดเขา100ตำลึงในการสอน พอคิดว่าจะมีรายได้เข้ามา นางก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันตา แต่พอเดินผ่านโรงเตี๊ยมฟู่จิน ก็ต้องหยุดชะงักยืนดู ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะผู้คนหลั่งไหลกันเข้าไปอย่างคึกคัก ซิ่วอิงจึงเข้าไปยืนอ่านป้ายติดประกาศว่า มีการแข่งขันการทำอาหาร ระหว่างโรงเตี๊ยมฟู่จินและโรงเตี๊ยมจินเฮง “น่าสนใจพวกเจ้าอยากเข้าไปดูหรือไม่” “ข้าอยาก” ทุกคนร้องบอกขึ้นมาพร้อมกันอย่างตื่นเต้น แต่ก่อนจะเข้าไปสายตาของซิ่วอิง กลับเหลือบไปเห็น สตรีหน้าตางดงามนางหนึ่ง นั่งร้องไห้อยู่มุมหนึ่ง นางจึงรีบเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง ลี่อิน เจียวจู ตงฮวน หานเกอ ส่ายหน้ากับการกระทำของนาง บอกพวกเขาว่าไม่ต้องช่วยเหลือใคร แต่ดูนางสิรีบไปสอบถามอย่างไว “พี่สาวท่านร้องไห้เพราะเหตุใดกัน?” ลู่เจินหันมามองเด็กน้อยตรงหน้า ก่อนจะหันกลับไปร้องไห้โดยไม่ตอบคำถามอันใด “หากพี่สาวไม่ตอบ ข้าจะช่วยท่านได้อย่างไร” “เด็กน้อยเช่นเจ้า จะช่วยอะไรได้” “นี่พี่สาวท่านไม่รู้อะไร นาง…” ลี่อิงรีบเอามือมาปิดปากเจียวจูอย่างรวดเร็ว ก่อนส่งสายตาตำหนิไปให้นาง เจียวจูพอเห็นสายตาของสหาย ก็รู้ตัวว่าเกือบเผลอพูดสิ่งใดออกไป จึงได้แต่เอ่ยขอโทษเบา ๆ “พี่สาวท่านบอกนางเถิด หากว่าพวกเราช่วยได้ก็จะช่วยอย่างสุดความสามารถ” “ก็งานประลองทำอาหารวันนี้ พ่อข้าที่เป็นพ่อครัวมือหนึ่งของโรงเตี๊ยมฟู่จิน จู่ ๆ ก็เหมือนถูกพิษขึ้นมา ยามนี้นอนไม่ได้สติ ข้าว่าต้องมีคนคิดกลั่นแกล้ง ไม่ให้โรงเตี๊ยมฟู่จินชนะเป็นแน่ ข้าเป็นห่วงบิดาข้ามากเลย หากหมอช่วยชีวิตไม่ได้จะทำอย่างไร ข้าไม่อยากเสียพ่อข้าไปฮือ ๆ” ซิ่วอิงได้ฟังก็หันไปมองสหายทั้งสี่คน ว่าจะเอาอย่างไรดี ซิ่วอิงถอนใจออกมา ช่วยหรือไม่ช่วยดีเฮ้อ! “พี่สาวท่านพาข้าไปดูบิดาท่านได้หรือไม่?” “ไปดูแล้วจะได้อะไร เจ้าเป็นเด็กและไม่ใช่หมอ ช่วยไม่ได้ก็อย่าเสียเวลาดีกว่า” “แล้วถ้าหากว่าข้าช่วยได้ พี่สาวจะตอบแทนข้าอย่างไร” ซิ่วอิงเอ่ยขึ้นอย่างหยิ่งผยอง ช่วงนี้นางต้องการเงิน อีกอย่างหากไม่ท้าทายนางเช่นนี้ นางคงไม่ยอมให้ไปดูอาการคนป่วย “หากเจ้าช่วยได้ ข้าจะให้เงินเจ้าหนึ่งพันตำลึง แต่หากช่วยไม่ได้ เจ้าต้องจ่ายค่า1พันตำลึงเช่นกัน” ซิ่วอิงแอบเบ้ปาก คนแบบนี้น่าช่วยเหลือหรือไม่ พูดจาโอหังสิ้นดี แต่ว่าคนแบบนี้นางชอบนัก “พี่สาว1พันตำลึงมันน้อยไป เรามาเดิมพันกันมากหน่อยจะได้ตื่นเต้นเจ้าค่ะ สักสองพันตำลึงเป็นอย่างไร กล้าหรือไม่?” ลู่เจินหันมามองเด็กสาวตรงอย่างดูถูก สองพันตำลึงหากช่วยไม่ได้ นางจะไปเอาเงินที่ไหนมาจ่าย แต่ก็เล่นกับนางหน่อยแล้วกัน “ได้สองพันตำลึง ตามข้ามา” ลู่เจินพาพวกเขาเดินไปทางด้านหลัง ก่อนจะพาขึ้นบันไดขึ้นไปยังชั้นบน แล้วพาเดินมาถึงห้องห้องหนึ่ง ก่อนจะเคาะประตูแล้วผลักเข้าไป ภายในห้องมีชายสูงวัยท่าท่างภูมิฐานนั่งอยู่ อีกคนท่าทางภูมิฐานไม่ต่างกัน แต่อายุน่าจะอ่อนกว่า ทุกคนนั่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ท่านหมอสองคนกำลังช่วยกันฝังเข็มขับพิษ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน “ท่านลุงเด็กคนนี้นางบอกนางสามารถรักษาพิษได้ ข้าเลยเดิมพันกับนางด้วยเงินสองพันตำลึง” ลู่เจินรีบรายงานลู่เฉิงผู้เป็นลุงทันที ลู่เฉิงและเฉินเจ๋อหยวนรีบหันมามองซิ่วอิงอย่างประเมิน เด็กคนนี้มีพลังบางอย่าง พวกเขาสัมผัสได้ถึงปราณสายหนึ่งที่เบาสบาย แปลกจริงเด็กอายุเท่านี้มีพลังปราณได้อย่างไรกัน และไอที่อยู่รอบ ๆ ตัวนางมันคืออะไรกัน “แม่นางน้อยเจ้าชื่อว่าอะไร?” เฉินเจ๋อหยวนเอ่ยถามขึ้นด้วยความสนใจ “ข้าชื่อว่าซิ่วอิงเจ้าค่ะ” “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะรักษาได้” ลู่เฉิงเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง “ข้าน้อยต้องขอตรวจดูก่อนเจ้าค่ะ” สองหมอที่กำลังช่วยลู่ไฉ่อยู่ ถึงกับหันมามองตาขวางใส่ซิ่วอิง เด็กน้อยตัวเท่านี้ จะมีวิชาแพทย์ได้อย่างไร ใครเชื่อก็บ้าแล้ว “นายท่านนางเป็นเด็กเชื่อถือไม่ได้นะขอรับ” “แต่ข้าอยากให้นางลอง” เฉินเจ๋อหยวนเอ่ยขึ้น ทำให้หมอใบหน้าสลดลงอย่างขัดใจ “แต่ว่าข้าน้อยกำลังช่วยกันฝังเข็มไล่พิษ อยู่นะขอรับ” “ซิ่วอิงเจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร” เฉินเจ๋อหยวนเอ่ยถามซิ่วอิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถอดเข็มออกให้หมดเจ้าค่ะ” “เจ้าจะบ้าหรือไง! ถอดเข็มออกพิษต้องแล่นเข้าสู่หัวใจ อาจทำให้ตายได้ในทันที” หมอรีบหันมาตะคอกใส่ซิ่วอิงทันที “หากขืนท่านชักช้า เขายิ่งจะตายเร็วขึ้น” ซิ่วอิงพยักหน้าให้ลี่อิน และเจียวจูมาดึงเขาสองคนออกไป ก่อนนางจะเข้าไปนั่งข้างลู่ไฉ่ แล้วจับข้อมือของเขามาจับชีพจร นางหลับตาลงก่อนจะประมวลผล “เขาได้รับพิษสลายธาตุด้วยปริมาณมาก หากรักษาได้อาจสูญเสีย ประสาทสัมผัสทางลิ้น อาจจะไม่รู้รสของอาหาร แต่ว่ามีข้าอยู่ไม่มีปัญหา ข้าช่วยได้แน่นอน” “เจ้าว่าอย่างไรนะ! แม่นางน้อยเจ้าพูดจริงหรือ?” ลู่เฉิงรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วเข้ามายืนพูดกับซิ่วอิงด้วยความตื่นเต้น เขาเป็นห่วงน้องชายเขามาก ต้องมีคนคิดร้ายกับน้องชายเขาเป็นแน่ วันนี้เป็นวันแข่งขันการทำอาหาร โรงเตี๊ยมฟู่จินชนะโรงเตี๊ยมจินเฮงมาโดยตลอด ไม่แน่ว่าทางฝั่งนั้นอาจจะคิดไม่ซื่อ “ข้าช่วยได้แน่นอนเจ้าค่ะ แต่ว่าเขาคงยังออกไปแข่งขันทำอาหารไม่ได้” “ไม่เป็นไรขอเพียงช่วยชีวิตเขาได้ก็ดีมากแล้ว” ซิ่วอิงปลดผ้าที่พันกล่องโบราณไว้ข้างตัว ก่อนจะเปิดกล่องหยิบเม็ดยาออกมา นางเพียงแค่นึกยาลูกกลอนแก้วนพเก้า มาอยู่ในกล่องอย่างใจนึก ก่อนจะเอี้ยวตัวบังไม่ให้ใครเห็น แล้วกัดไปบนนิ้วชี้ แล้วยัดใส่ปากพร้อมเม็ดยา โดยที่ยังไม่มีใครได้ทันสังเกต ผ่านไปสักพักลู่ไฉ่ก็ลุกขึ้นมาอาเจียนอย่างหนัก จากนั้นก็ล้มไปนอนเหมือนเดิม ซิ่วอิงจับชีพจรดู ก็รับรู้ว่าไม่มีพิษหลงเหลืออยู่อีกแล้ว เพียงแต่อ่อนเพลียและไร้เรียวแรง ซิ่วอิงจึงส่งพลังปรานไปที่ข้อมือของเขา ตำราโบราณที่ชายชราให้นางมา มีวิชามากมายจนนางเวียนหัว ดีที่เพียงแค่นางนึกถึง วิชาที่เหมือนจะฝั่งอยู่ในตัวนาง จะถูกพลังดึงออกมาใช้ได้อย่างถูกต้อง ไม่นานลู่ไฉ่ก็เริ่มรู้สึกตัว ก่อนจะลุกพรวดพราดขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อเขานึกขึ้นได้ว่า วันนี้เป็นวันแข่งขันการทำอาหาร แย่แล้วเขาเป็นเช่นนี้ โรงเตี๊ยมฟู่จินต้องแพ้แน่ “เจ้านอนพักเถอะ ร่างกายของเจ้าสำคัญกว่าการแข่งขันมากนัก” ลู่เฉิงรีบเขามาดันร่างของน้องชายให้นอนลงไป “ท่านพี่” ลู่ไฉ่เอ่ยขึ้นอย่างกังวล “ให้ข้าไปแข่งแทนดีหรือไม่เจ้าคะ?” ซิ่วอิงเอ่ยขึ้นสามจอมมารกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เหมือนกับอดอยากมานาน พวกเขาสามคนตั้งหน้าตั้งตากิน ไม่รู้ว่าท้องของพวกเขา ใส่อาหารเข้าไปหมดได้อย่างไร “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะขอนางอยู่ที่นี่ไม่กลับไปแล้ว” จอมมารบรรพกาลเอ่ยขึ้น ก่อนตักกระเพาะปลากินอย่างเอร็ดอร่อย ราชาปีศาจมองเขาก่อนจะครุ่นคิด ความคิดของเขาไม่เลวเลย เขาก็อยากอยู่ที่นี่ เพราะอาหารอร่อยมาก“ข้าก็จะขอนางอยู่ที่นี่ไม่กลับไปแล้วแคว้นหนาน จอมมารอัคคีเอ่ยขึ้นมาบ้าง พร้อมคีบหนังหมูกรอบ ๆ ยัดใส่ปาก ก่อนจะหลับตาดื่มด่ำกับรสชาติ“ข้าก็จะอยู่เช่นกัน” ราชาปีศาจเอ่ยขึ้น ทำให้ตงฮวนและหานที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ครุ่นคิดว่าที่จริงนิสัยดั่งเดิมของพวกเขา ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เพียงเพราะผิดหวังในความรัก เลยทำตัวเลวร้ายเพื่อประชดชีวิต หากพวกเขาคิดเปลี่ยนแปลง ย่อมทำได้แน่นอนซึ่งตรงกับความคิดของซิ่วอิง ลี่อินและเจียวจู ยามนี้พวกนางแอบสังเกตอยู่เงียบ ๆ ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้พวกเขา เปลี่ยนเป็นคนดีและเป็นปกติเหมือรผู้อื่นเขา ดูท่าพวกเขาจะชอบอาหาร หรือว่าจะเอาอาหารมาล่อ ก็ต้องลองดูเมื่อทุกคนกินอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซิ่วอิงก็พาทุกคนไปนั่งที่ห้องโถง ซิ่วอิง ลี่อ
ทางด้านแคว้นฉี เฉินซีฮันได้พูดคุยทุกอย่างตามที่ได้ซิ่วอิงได้บอกเอาไว้ แต่ดูเหมือนฮ่องเต้ดูจะไม่สนใจและใส่ใจเท่าใดนัก เพราะเอาแต่จดจ้อง มองซิ่วอิงตลอดเวลา ไหนจะจอมมารบรรพกาล ที่เอาแต่มองซิ่วอิง นัยน์ตาหวานเยิ้มอย่างคนคลั่งรัก เฉินซีฮันพยายามควบคุมอารมณ์อย่างหนัก มาตกลงกันเรื่องแร่ทองคำ แต่ดูพวกเขาสิ มองนางอย่างกับเห็นขนมหวาน ซิ่วอิงถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย บุรุษพวกนี้น่าเบื่อเสียจริง“ขอเสนอของแคว้นเป่ยเซี่ยะ ฮ่องเต้มีความคิดเห็นเช่นไรเพคะ?”“ข้าคิดว่าเจ้าเป็นสตรีที่งดงามมาก” จอมมารบรรพกาล หันไปมองฮ่องเต้อย่างไม่พอใจ ส่วนซิ่วอิงเริ่มหมดความอดทน“หม่อมฉันเริ่มรำคาญแล้วเพคะ” ซิ่วอิงเอ่ยออกมาเสียงดัง ยกชามาดื่มแล้ววางลงดังปึก! นางจะไม่รักษากิริยาอีกต่อไปแล้ว“เป็นเพราะเจ้า นางอารมณ์ไม่ดีแล้ว” จอมมารบรรพกาลหันไปตำหนิฮ่องเต้ ก่อนจะหันมายิ้มให้กับซิ่วอิง เขาไม่อยากเชื่อว่า จะได้พบสตรีในดวงใจอีกครั้ง แต่ว่านางกำลังจะแต่งงาน แต่ว่าใครสนกันเล่า แค่ได้เห็นนางเขาก็มีความสุขมากแล้ว ผ่านไปหลายพันปี นางยังอยู่ในใจเอาเสมอซิ่วอิงกลอกตามองบน ฮ่องเต้ก็ดูเหมือนไม่เต็ม ส่วนจอมมารก็ดูเหมือนจะเกินจนล้น น
“หม่อมฉันยินดีเพคะ” เจียวจูหันมาตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทำเอาจอมมารยิ่งใจเต้นรัว นางช่างงดงามเกินไปแล้วเหตุผลที่พวกเขาอย่างประลองก็เพราะอยากให้แคว้นหนานได้เห็นว่า หากแคว้นเป่ยเซี่ยะจะทำสงครามนั้นย่อมได้ แต่พวกเขาเลือกที่อยู่อย่างสันติเมื่อมาถึงลานประลอง เจียวจูก็ไปยืนอยู่มุมหนึ่งก่อนจะเดินไปคุยกับจอมมาร“ท่านห้ามเล่นตุกติกเด็ดขาด หากท่านเชื่อฟัง เรามาเป็นสหายกัน” เจียวจูเอ่ยบอกเขาด้วยท่าทีออกคำสั่ง จอมมารอัคคีหลุดขำออกมา กับท่าทางของนาง ท่าท่างขู่เหมือนลูดแมวมากกว่าจะเป็นลูกเสือ แต่นางบอกว่า หากเชื่อฟังจะให้เป็นสหาย ถึงไม่ได้เป็นคนรัก เป็นสหายก็ยังดี“ได้”“งั้นยื่นนิ้วมาเจ้าค่ะ” เขาไม่รู้ว่านาง จะให้เขายื่นนิ้วไปให้นางทำไม แต่แล้ว “โอ๊ย!” นางก้มมากัดนิ้วเขาจนเลือดซิบ เขามองนางอย่างขุ่นเคือง“ไม่โกรธนา สิ่งนี้ว่าการทำสัญญา หากท่านตประมืออย่างยุติธรรม เดี๋ยวข้ามาทำแผลให้เจ้าค่ะ แต่หากว่าท่านเล่นตุกติก ข้าจะทำให้ท่านได้แผลยิ่งกว่านี้” นางเอ่ยน้ำเสียงเหี้ยมและดุดัน แต่เขากลับเห็นว่า มันช่างน่ารัก“เจ้าพูดอะไรกับเขา?” เจียวจูรีบกระซิบข้างใบหูเขาทันที“ข้าบอกห้ามเล่นตุกติก หากเขาเชื่อฟังก
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย นางก็ให้เด็ก ๆ ไปเรียกทุกคนมากิน โดยนางทำตัวอย่างให้ดู ทุกคนก็ทำตาม เพียงคำแรก ทุกคนก็ร้องออกมาว่าอร่อยแต่แล้วซิ่วอิงก็นึกท่านปู่ ตายแล้วลืมไปเสียสนิท แต่แล้วเสียงของเขาก็ดังมาแต่ไกล“กลิ่นหอมของอะไรนี่ ซิ่วอิงเจ้าทำอาหารใหม่อีกแล้ว ข้ามาได้ถูกจังหวะพอดีสินะ” ชายชราเฉินป๋อหยวน ยิ้มแย้มอย่างอารมณ์“ท่านปู่นั่งเลยเจ้าค่ะ” ซิ่วอิงรีบหาเก้าอี้มาให้เขาอย่างเอาใจ ชายชราเหลือบตามอง วิธีการกินก็เข้าใจ ก่อนจะหยิบตะเกียบมาคีบเนื้อ แล้วนำไปใส่หม้อที่กำลังเดือด จากนั้นนำมาจิ้มกับน้ำจิ้ม แล้วนำใส่ปาก“โอ้ หลานสะใภ้คนงาม เจ้าห้ามเปลี่ยนใจ จากหลานชายข้าเด็ดขาด อาหารชนิดนี่เรียกว่าอะไรหรือ”“หม้อไฟเจ้าค่ะ”“ข้าชอบอร่อยจริง ๆ” เขาพูดไปก็คีบอย่างอื่นลงไปใส่ในหม้อ อย่างสนุกสนาน หลังจากกินอาหารกันเสร็จ นางปล่อยให้ป้าหวังและทุกคนจัดการเก็บล้าง ส่วนนางพาทุกคนมาที่ห้องโถง เพราะมีเรื่องที่จะต้องพูดให้ทุกคนเข้าใจ“ทุกคนฟังข้าให้ดีนะเจ้าค่ะ การไปเยือนต่างแคว้นในครั้งนี้ คือการกระชับความสัมพันธ์ และทำหน้าที่คล้ายทูตในการเจรจา”“ทำหน้าที่คล้ายทูต”“ใช้เจ้าค่ะ สิ่งที่แคว้นซ่งอยากได้ ค
“ขุนนางทุกคนฟังข้าให้ดี ข้าที่เป็นถึงฮ่องเต้ ยังเคารพและให้เกียรติพวกนาง หากใครมีความคิดที่ไม่ดีเพียงน้อยนิด เกี่ยวกับพวกนาง ข้าก็ไม่คิดจะเก็บเอาไว้ เพราะฉะนั้นจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ การกลับมาของข้าในครั้งนี้ ข้าจะไม่ใจดีอีกต่อต่อไป”“ขอบพระทัยที่ทรงตักเตือนพ่ะย่ะค่ะ”ราชสำนักออกมาปิดประกาศความผิด ของเฉินอ๋อง ตระกูลสวี่ ตระกูลเสิ่น ตระกูลขุนนางที่มีส่วนรู้เห็นและสมคบคิด โทษคือประหารชีวิตทั้งหมด และวันประหารจะมีขึ้นในอีกสามวันประกาศต่อมาคือ พระราชทานสมรสสามองค์ชาย ซึ่งผู้คนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใด เพราะขุนนางที่ไปประชุม ได้ออกมาบอกทุกคนว่า สตรีทั้งสามนางที่แต่งเข้าราชวงศ์ เป็นสะใภ้คนโปรด และฝ่าบาทยังได้ประกาศเอาไว้ หากใครว่าร้ายพวกนางเพียงนิด พระองค์ก็ไม่คิดจะเก็บเอาไว้ข่าวการยึดบัลลังก์คืนของอดีตฮ่องเต้ ทำให้อีกสามแคว้นเกิดงุนงง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแคว้นเป่ยเซี่ยะ เฉินอ๋องก่อกบฏยึดบัลลังก์ไปได้ไม่นาน อดีตฮ่องเต้ก็ยึดคืนได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ อีกทั้งไม่มีการต่อสู้นองเลือดกันเกิดขึ้น เรื่องนี้สร้างความแปลกใจและสงสัย ให้แต่ละแคว้นเป็นอย่างมากแคว้นหนานฮ่องเต้ยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ฟัง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาก็ออกมาเดินอยู่บนถนนในยามค่ำคืน ที่ยามนี้เงียบสงัด “ยังไม่ดึกมาก พวกเราไปเยี่ยมท่านแม่ทัพ กันดีหรือไม่เจ้าคะ?” ซิ่วอิงคิดว่าในเมื่อเริ่มแล้ว ก็ควรจัดการให้มันจบ ๆ เน้นกำจัดหัวหน้าใหญ่ เพราะหากไม่มีพวกเขา คนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าหือเฉินซีฮันมองภรรยาของเขาอย่างเอ็นดู เหมือนนางพอได้ปลดปล่อยพลัง ก็ยิ่งดูฮึกเหิม อยากไปกำจัดศัตรูให้สิ้นซาก“ข้าเห็นด้วยกับซิ่วอิงเจ้าค่ะ ไหน ๆ ก็ได้ลงมือแล้ว ทำให้จบในคราวเดียวไปเลย” เจียวจูเอ่ยสนับสนุนความคิดของซิ่วอิง“งั้นไปกัน ต่อด้วยวังหลวงด้วยเป็นอย่างไร?” เฉินซีฮันก็คิดว่า ควรจัดการทุกอย่างให้มันจบ ๆ ไป ก็ดีเหมือนกัน“ดี!” สามสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกันไม่นานพวกเขาทั้งเจ็ดคน ก็มาหยุดยืนอยู่บนหลังคาจวนท่านแม่ทัพสวี่ แสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องทำงานของสวี่ซีเฉิง บ่งบอกว่าเขายังไม่นอนพวกเขาโรยตัวลงมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องทำงานของสวี่ซีเฉิง อย่างไม่หวาดหวั่น ทหารองครักษ์รอบบริเวณ ไร้สติด้วยพลังปราณหลับใหล ปัง! เสียงถีบประตูเข้าไปอย่างไม่เกรงใจ ทำให้ท่านแม่ทัพเงยหน้าขึ้นมามอง ด้วยความตกใจ “พวกเจ้าเป็นใคร?” เขาถามขึ้น







