LOGINบทที่ 66 หมอหลวงประลองแผนท่ามกลางหุบเขาอวี้หลานที่สลับซับซ้อนและปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ เสียงนกร้องเตือนภัยดังระงมไปทั่วผืนไพรกว้าง ภูเขาแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือว่าเป็นรังของ กลุ่มโจรเขี้ยวโลกันตร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ขบวนสินค้าและชาวบ้านระแวกเปียนเฉิงมานานนับปี ทว่าในวันนี้ บรรยากาศที่เคยเงียบขรึมกลับถูกทำลายด้วยขบวนเดินทางที่ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่หัวขบวนนั้น แทนที่จะเป็นแม่ทัพสวมเกราะเหล็กน่าเกรงขาม กลับกลายเป็นบุรุษร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อนสะอาดสะอ้าน ซ่งอี้หาน นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวพ่วงพี ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวเล็กน้อย มือซ้ายกุมบังเหียนส่วนมือขวาแสร้งทำเป็นยกขึ้นกุมหน้าอก พลางไอคอกแคก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนบ่าวรับใช้ตระกูลเย่ที่เดินตามหลังมานับสามสิบชีวิตต่างพากันมองหน้ากันด้วยความสงสัย"โอย... เดินทางมาเพียงครึ่งวัน ข้าก็รู้สึกเหมือนปอดจะฉีกขาดเสียให้ได้" ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงอ่อย พลางหันไปมอง เซี่ยหยางเฟย ที่ถูกท่านแม่เย่ชิงส่งมาเป็นผู้ช่วย (หรือตัวตลกประจำขบวน) "หยางเฟย... เจ้าว่าข้าดูเหมือนคนใกล้ตายพอหรือยัง? ข้าว่าสีหน้าข้าตอนนี้ ต่อให้เทวดามาเห็นก็ต้องคิดว
บทที่ 65 แผนลับของท่านแม่เย่ชิงแสงอรุณทอประกายอาบไล้หลังคาจวนตระกูลเย่ในเช้าวันถัดมา ควันไฟจากห้องครัวเริ่มลอยล่องโชยกลิ่นหอมของข้าวต้มโรยต้นหอมและขิงซอย ทว่าบรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบกลับแฝงไปด้วยความกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากห้องโถงหลัก เย่ชิง นายหญิงของบ้านนั่งจิบชาชั้นเลิศอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ดวงตาหงส์ของนางหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองดูบ่าวไพร่ที่กำลังช่วยกันทำความสะอาดร่องรอยความวุ่นวายจากเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนแม้ความบริสุทธิ์ของตระกูลจะกู้กลับมาได้ และศัตรูถูกกำจัดสิ้น แต่ในฐานะแม่ที่มองดูความสัมพันธ์ของลูกสาวคนที่สี่กับลูกเขยจอมกะล่อนมาตลอด นางเริ่มรู้สึกว่าซ่งอี้หานนั้น ใช้ความสำออย เป็นเครื่องมือในการกินแรงลูกสาวนางมากเกินไปเสียแล้ว“ลู่หลาน... เจ้าว่าลูกเขยคนนี้ของข้า เป็นอย่างไรบ้าง?” เย่ชิงเอ่ยถามบุตรสาวคนที่สามที่กำลังนั่งนับตั๋วเงินรางวัลจากการจับกุมกบฏหลิวเมื่อคืนเย่ลู่หลาน เงยหน้าจากบัญชี พลางปัดลูกคิดด้วยความเร็วแสง “ในแง่ของทรัพย์สิน เขาถือเป็นบ่อเงินบ่อทองที่ยอดเยี่ยมเจ้าค่ะท่านแม่ แต่ในแง่ของนิสัย... ข้าว่าเขาฉลาดเกินไปนิด แถมยังชอบใช้ความเจ็บป่วยมาออดอ้อนอันฉีจน
บทที่ 64 ความแค้นที่ยังไม่มอดดับลมหนาวพัดกรรโชกผ่านตรอกซอกซอยของเมืองเปียนเฉิง หอบเอาใบไม้แห้งหมุนวนอยู่ในอากาศประดุจลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ภายใต้บรรยากาศที่ดูเหมือนจะสงบสุขหลังงานวิวาห์ใหญ่โตของตระกูลเย่ กลับมีกระแสน้ำวนแห่งความพยาบาทที่ยังคงเดือดพล่านอยู่ใต้ผิวน้ำที่นิ่งสงบณ มุมตึกที่แสงแดดส่องไม่ถึง ร่างในชุดคลุมสีเข้มมอซอขยับหมวกปีกกว้างลงต่ำเพื่ออำพรางใบหน้า ดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยความแค้นจ้องเขม็งไปยังป้ายร้านยาตระกูลเย่ที่กำลังคึกคัก มือที่หยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหนักในฐานะนักโทษเนรเทศบีบเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปนเขาก็คือ หลิวเหวิน บุตรชายคนรองของตระกูลหลิวที่หลบหนีจากการกวาดล้างมาได้หวุดหวิด ทรัพย์สินที่เคยมีมหาศาลบัดนี้มลายหายไปสิ้น บิดาและพี่ชายถูกประหารชีวิตอย่างอนาถเพียงเพราะแผนการตลบหลังของ ซ่งอี้หาน เจ้าคนทรยศที่เคยเป็นพวกเดียวกัน!"ซ่งอี้หาน... เจ้าคนทราม เจ้ามีความสุขบนกองซากศพของตระกูลข้าอย่างนั้นหรือ?" เสียงพึมพำแหบพร่ารอดผ่านไรฟัน "เจ้าแต่งงานเสวยสุขกับนังผู้หญิงถ่อยตระกูลเย่นั่น ในขณะที่ข้าต้องอยู่อย่างหมาข้างถนน... ข้าจะทำให้งานมงคลของพวกเจ้ากลายเป็นงานศพ
บทที่ 63 ศึกแย่งชิงท่านหมอสุดหล่อบรรยากาศในเมืองเปียนเฉิงหลังจากมรสุมโรคระบาดผ่านพ้นไป กลับกลายเป็นความคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะบริเวณย่านการค้าที่มีร้านยาของตระกูลเย่ตั้งตระหง่านอยู่ ทว่าความคึกคักในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากผู้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยจริงๆ หากแต่เกิดจากกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองว่า หมอหลวงซ่งอี้หาน ผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตรจุติลงมา บัดนี้ได้กลายมาเป็นหมอประจำร้านยาตระกูลเย่เคียงข้างกับคุณหนูสี่เย่อันฉีอย่างเป็นทางการแล้วยามเช้าที่ควรจะสงบสุขกลับถูกทำลายด้วยฝูงชนของเหล่าสตรีทุกรุ่นทุกวัย ตั้งแต่คุณหนูตระกูลขุนนางไปจนถึงแม่นางน้อยในตลาด ต่างพากันมาออกันอยู่หน้าร้านยาจนถนนแทบจะตัดผ่านไม่ได้ แต่ละคนไม่ได้มีสีหน้าของคนอมโรคแม้แต่น้อย หากแต่แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีสันฉูดฉาด ประทินโฉมด้วยแป้งและชาดจนกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เพียงเพื่อหวังว่าจะได้ให้ท่านหมอซ่ง ช่วยตรวจชีพจรให้สักครั้งภายในร้านยา ซ่งอี้หาน นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลักอย่างสง่างาม เขาอยู่ในชุดลำลองสีขาวสะอาดที่ขับเน้นบุคลิกให้ดูสุขุมและอ่อนโยน ทว่าแววตาของเขากลับแฝงไปด้วยความระแวดระวัง ใ
บทที่ 62 การเริ่มต้นฐานะฮูหยินแสงแดดสีทองนวลตาในยามเช้าลอดผ่านรอยแยกของม่านมุ้งสีแดงมงคลเข้ามาภายในห้องหอ กลิ่นอายของเครื่องหอมนวลเนียนและกลิ่นอายแห่งความสุขยังคงอบอวลไม่จางหาย เย่อันฉีค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าชีวิตของนางได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว ความรู้สึกหนักอึ้งที่พาดทับอยู่บนเอวบางทำให้ใจของนางเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ เมื่อหันไปมองข้างกายก็พบกับใบหน้าคมสันของ ซ่งอี้หาน ที่หลับพริ้มอย่างมีความสุข ใบหน้าที่เคยดูหยิ่งพยองและแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก บัดนี้ดูสงบนิ่งและไร้พิษสงราวกับทารก ผิดกับยามตื่นโดยสิ้นเชิง"ตื่นแล้วหรือ... ฮูหยินของข้า" เสียงทุ้มต่ำที่ดูเหมือนคนยังไม่ตื่นดีนักดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับอ้อมกอดที่รัดแน่นขึ้นกว่าเดิมจนแผ่นหลังของนางแนบสนิทไปกับอกแกร่งของเขา"ท่านพี่... ปล่อยได้แล้วเจ้าค่ะ แดดส่องถึงพื้นจวนแล้ว ข้าต้องรีบไปยกน้ำชาให้ท่านแม่และบรรดาพี่สาวนะเจ้าคะ หากไปช้าเกินไปพวกพี่ๆ จะหาว่าข้าทำตัวไร้มารยาทได้" อันฉีพยายามขยับตัวออกอย่างเอียงอาย แต่กลับถูกซ่งอี้หานใช้ขาที่ยาวโปร่งทับร่างนางไว้ไม่ให้ลุกไปไหน"จะรีบไปไหนกันเล่า... ข้ายื่นคำขาดกับท่าน
บทที่ 61 เข้าห้องหอบรรยากาศนวลตาภายใต้แสงเทียนสีแดงสลัวที่วูบไหวพริ้วพรายไปตามแรงลมเฉื่อยฉิวในยามวิกาล เสียงดนตรีมงคลและเสียงอวยพรที่เคยดังอื้ออึงอยู่หน้าจวนตระกูลเย่บัดนี้แผ่วเบาลงทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่เปี่ยมไปด้วยมวลความรู้สึกเข้มข้นภายในห้องหอที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง กลิ่นอายหอมละมุนของกำยานดอกไป๋เหออบอวลผสานกับกลิ่นหอมกรุ่นของเหล้ามงคลที่วางอยู่บนโต๊ะไม้พะยูงกลางห้องซ่งอี้หาน ในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเพลิงหรูหรายืนนิ่งอยู่กลางห้อง หัวใจของเขาที่เคยผ่านสมรภูมิทั้งในวังหลวงและโรงทานมานับครั้งไม่ถ้วนนั้น บัดนี้กลับเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สายตาของเขาจ้องมองไปยังร่างระหงที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียงกว้างที่คลุมด้วยผ้าแพรสีมงคล เย่อันฉี ในชุดเจ้าสาวที่ปักลวดลายหงส์เหินด้วยดิ้นทองคำดูงดงามเหนือคำบรรยาย แม้จะมีผ้าคลุมหน้าสีแดงสดบดบังใบหน้าไว้ แต่ซ่งอี้หานก็สัมผัสได้ถึงความเอียงอายที่แผ่ซ่านออกมาจากสตรีตรงหน้าเขาก้าวเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ ฝีเท้าที่เคยมั่นคงกลับดูสั่นไหวเล็กน้อย ซ่งอี้หานเอื้อมมือที่ยังคงมีรอยแผลเป็นจางๆ จากการรับคมมีดแทนนางไปหยิบไม้คานทองคำเพื่อเขี่ยผ้าคลุมหน้า







