Masukในวันหยุด ถังเจิ้นที่ตื่นสายกว่าทุกวันยังคงนอนอยู่บนเตียง ขณะที่คนที่ตื่นก่อนกำลังจ้องใบหน้าของเขา ที่แม้ยามนอนก็ยังดูสง่างามและไม่ได้อ้าปากหวอน้ำลายยืด
หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง ผ้าห่มที่คั่นกลางระหว่างทั้งคู่ถูกม้วนเก็บเข้าไปในตู้เหมือนอย่างทุกเช้า เพื่อไม่ให้สาวใช้สงสัยว่าเหตุใดเจ้านายจึงมีผ้าห่มมาวางแบ่งเขตเตียงกัน เพราะเกรงว่าจะพูดมากต่อ ๆ กันไป จนมีคนสงสัยสถานะการแต่งงานของพวกตนจนทำให้เสียเรื่อง
ซ่งเหยียนเดินทางไปที่เจียงซีหลายวันแล้ว การที่ไปนานแบบนี้แสดงว่าน่าจะกำลังสืบหาคทาจักรพรรดิอยู่ เพราะหากไม่ได้เรื่องคงกลับมานานแล้ว หญิงสาวได้แต่ภาวนาให้เขาหาเจอ ไม่รู้ว่าเหล่าเติ้งจะรู้หรือไม่ว่าคทาของตัวเองเป็นของปลอม หรือบางทีเขาออาจจะรู้อยู่ก่อนแล้วก็ได้ จึงพยายามยัดเยียดให้แก่ถังเจิ้น
จางม่านอวี้เดินออกไปอาบน้ำแล้วกลับเข้ามาแต่งตัวในห้องที่หลังฉากกั้น ครั้งก่อนตอนที่ไปซื้อของด้วยกัน เพราะเกรงว่าเหล่าเติ้งจะดักเล่นงานจึงไม่ได้ไปเยี่ยมเสี่ยวซานตามที่ตั้งใจไว้ วันนี้เธอกับเขาจึงนัดกันว่าจะไปเยี่ยมเสี่ยวซานในช่วงสาย
หญิงสาวเลือกเป็นชุดเสื้อแขนยาวปิดคอจีนสีขาว และกระโปรงยาวอัดพลีทสีน้ำตาลอ่อน เป็นชุดที่น่าจะเป็นทันสมัยในยุคนี้ ดูสวยสง่าเหมาะสมกับคุณนายน้อยสกุลถัง
เมื่อแต่งตัวเสร็จก็กำลังจะเดินไปปลุกถังเจิ้น พอเดินไปถึงข้างเตียงกำลังจะปลุกเขา อีกฝ่ายก็รู้สึกตัวขึ้นมาก่อน พร้อมกับมองเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยน ก่อนที่จะเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วกระแอมถามเธอเหมือนกับว่าแก้เก้อ
“ตื่นนานแล้วเหรอ”
“ค่ะ คุณรีบไปอาบน้ำเถอะค่ะ จะได้ลงไปรับประทานมื้อเช้า เสร็จแล้วเราก็ออกไปเลย ฉันอยากแวะไปซื้อขนมไปฝากเด็ก ๆ ที่สถานสงเคราะห์ด้วย ได้หรือไม่คะ” ตอนแรกเธอพูดเป็นทำนองบอกเขา แต่ตอนท้ายเสียงอ่อนลงเปลี่ยนเป็นขอความเห็นแทน
“แบบนั้นก็ได้” เขาบอกด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ
ขาเรียวยาววาดออกไปด้านข้างเพื่อลุกขึ้นจากเตียง เขาเดินผ่านเธอไปโดยไม่เฉียดใกล้ หากมองในแง่บวกคือเขาเว้นระยะห่างเพื่อให้เกียรติเธอ หากเธอคิดในแง่ลบก็เหมือนว่าเขากำลังรังเกียจเธออยู่
บางทีจางม่านอวี้ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษหรือว่าเพราะเขาไม่ชอบผู้หญิงกันแน่ อยู่กับเธอตั้งหลายคืนแล้วไม่มีหวั่นไหวสักนิด ในขณะที่เธอนั้นก็มีบ้างที่แอบหวั่นไหว แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร ก็แค่ชื่นชมเขา แม้บางครั้งเขาจะน่ากลัวก็ตามที ทว่าบางมุมก็ทำให้เธอละสายตาจากเขาไม่ได้
ขนมส่วนใหญ่ที่ซื้อเป็นขนมปังไส้ต่าง ๆ เพราะแจกจ่ายได้ง่ายกว่า ตอนแรกจางม่านอวี้จะซื้อลูกกวาดหลากสีไปแจกให้เด็ก ๆ แต่ถังเจิ้นคำนึงถึงสุขภาพของเด็ก ๆ จึงไม่เห็นด้วย
ทั้งสองไปถึงสถานสงเคราะห์ในช่วงสาย ฝากขนมให้เจ้าหน้าที่นำไปแจกจ่ายให้เด็ก ๆ และรอพบเสี่ยวซานที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอการมาของพวกตนอยู่
ผู้ดูแลที่รู้ว่าทั้งสองมาถึงก็เข้ามาต้อนรับด้วยตนเอง ในขณะที่เจ้าหน้าที่อีกคนกำลังไปตามเสี่ยวซานมาให้
“ยินดีด้วยนะคะ เอกสารการรับเลี้ยงผ่านการอนุมัติแล้ว เราจะจัดการดำเนินเอกสารรับเลี้ยงและเตรียมเอกสารการรับเป็นบุตรบุญธรรมเอาไว้ให้ วันจันทร์จะส่งเอกสารไปที่กรมพลเรือนเพื่อรับรองเอกสาร ประธานถังสามารถรับเสี่ยวซานไปได้ในวันพุธหน้า”
“ขอบคุณมากครับ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากเลย” ถังเจิ้นกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่สุภาพ หันไปยิ้มและจับมือจางม่านอวี้แสดงเป็นคู่สามีภรรยาที่สมจริง
“เราดีใจมากเลยค่ะ ฉันเตรียมห้องไว้รอเสี่ยวซานแล้ว แทบจะรอให้เขาไปเห็นห้องนอนของเขาไม่ไหว” จางม่านอวี้กล่าวด้วยความตื่นเต้นจากใจ บีบมือกับถังเจิ้นแล้วฉีกยิ้มกว้าง ทำให้ทั้งคู่ดูเป็นคู่สามีภรรยาที่ดูตื่นเต้นดีใจกับการรับเลี้ยงบุญบุญธรรม
ถังเจิ้นพอใจเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งที่สำเร็จก็เพราะจางม่านอวี้ที่ดูเอ็นดูเสี่ยวซานจริง ๆ จึงทำให้การกระทำที่แสดงออกมานั้นดูธรรมชาติและจริงใจ
“นี่คือประวัติของเสี่ยวซานค่ะ และนี่คือเอกสารที่ประธานและคุณนายต้องลงนาม” ผู้ดูแลยื่นเอกสารให้แก่จางม่านอวี้ เธอรับเอาไว้แล้วยื่นให้แก่สามีกำมะลอ
ขณะที่ลงนามในเอกสาร จางม่านอวี้ก็อ่านประวัติของเสี่ยวซาน ‘เจียงจื่อซาน’ คือชื่อแซ่ของเขา ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อสิ่งที่เธอพยายามนึกมาหลายวันตั้งแต่ช่วงแรกที่มาอยู่ในร่างนี้ ความทรงจำที่ถูกเก็บในส่วนลึกผุดขึ้นมาหลังจากเห็นชื่อแซ่ของเด็กน้อย
เจ้าของห้างสรรพสินค้าต้าถังที่กำลังก่อสร้างอยู่ในตอนนี้ ก็คือห้างสรรพสินค้าเดอะฟิวเจอร์ซึ่งเจ้าของก็คือเจียงจื่อซาน แต่ว่าประวัติการก่อตั้งกลับไม่ได้กล่าวถึงสกุลถังแม้แต่น้อย หากจำไม่ผิดเจียงจื่อซานในตอนนั้นกล่าวถึงแค่ตระกูลหม่าที่เลี้ยงดูตนมา แล้วเกิดอะไรขึ้นกับถังเจิ้นกันแน่
แต่ก่อนเธอจะคิดอะไร เสี่ยวซานตัวน้อยก็เดินเข้ามาแล้วพุ่งเข้ามาสวมกอดเธอด้วยใบหน้าที่ไร้เดียงสา
“คุณอามาเยี่ยมผมจริง ๆ ด้วย”
“เสี่ยวซานเรียกคุณอาไม่ได้แล้วนะ เรียกคุณพ่อ คุณแม่สิจ๊ะ ต่อไปทั้งสองจะรับเสี่ยวซานเป็นลูก” ผู้ดูแลบอกเด็กน้อย
เสี่ยวซานนิ่งไปด้วยความสับสน ไม่รู้ว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร หนึ่งใจก็ไม่อยากให้ใครมาแทนที่พ่อแม่ อีกใจก็อยากมีพ่อแม่เหมือนคนอื่นเขา
“ไม่เป็นไร ถ้าเสี่ยวซานยังไม่อยากเรียกอาว่าแม่ อาก็จะไม่บังคับ ดีหรือไม่” จางม่านอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เข้าใจเด็กน้อยดีว่ากำลังรู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจนักหลังจากที่เสียบุพการีไป
ผู้ดูแลจึงได้แต่ยิ้มมองจางม่านอวี้อย่างชื่นชม เช่นเดียวกับถังเจิ้นที่รู้สึกว่าจางม่านอวี้ในตอนนี้ต่างกับคนเดิมที่เขาเคยช่วยเอาไว้ เธอดูฉลาด มั่นใจ อ่อนโยนแต่ทว่ากลับมีจิตใจที่เข้มแข็ง
“เอ่อ แล้วเรื่องแซ่ จะให้เสี่ยวซานใช้แซ่ถังด้วยหรือไม่” ผู้ดูแลหันไปถามประธานหนุ่มที่กำลังมองภรรยาของตัวเองด้วยสายตาที่พินิจอยู่อย่างอ่อนโยน จนเขาต้องรีบปรับสายตาให้ดูสงบขึ้น
“เสี่ยวซานอยากใช้แซ่เจียงต่อไป หรืออยากเปลี่ยนแซ่มาใช้แซ่ถังกับอา” ถังเจิ้นไม่อยากบีบบังคับ อยากให้เสี่ยวซานเลือกด้วยตนเอง
“ผมอยากใช้แซ่เจียงครับ” เขาตอบเสียงเบา กลัวว่าจะโดนดุหากคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจ
“งั้นก็ให้ใช้แซ่เดิมครับ” ถังเจิ้นบอกเสียงนุ่ม
เสี่ยวซานเผยรอยยิ้มแล้วเงยหน้ามองคุณอาที่วันนี้ไม่ได้หน้าดุเท่าตอนที่มาครั้งก่อน แม้ดุดันอยู่เล็กน้อย ทว่าแลดูน่ายำเกรงมากกว่าน่ากลัว
“เสี่ยวซานกินขนมเถอะ อาซื้อมาฝากเพื่อน ๆ ของเสี่ยวซานและซื้อมาฝากเสี่ยวซานเป็นพิเศษ ลองกินนี่ดูสิ” จางม่านอวี้กล่าวพร้อมกับยื่นขนมให้
เสี่ยวซานปีนขึ้นไปนั่งระหว่างทั้งคู่ ครั้งนี้เขาดูไม่ได้ตื่นกลัวอย่างครั้งก่อน เจ้าหน้าที่คงจะบอกเอาไว้แล้วว่าพวกตนกำลังทำเรื่องรับตัวไปอยู่ด้วย เด็กน้อยจึงรู้สึกอุ่นใจเมื่อกำลังจะมีที่พึ่ง
ปากน้อย ๆ อ้าออกกว้างแล้วกัดขนมปังใส่ไส้แล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย สายตาเป็นประกายบ่งบอกว่าเขาพอใจ หันมายิ้มให้จางม่านอวี้และหันไปยิ้มให้ถังเจิ้นด้วยรอยยิ้มที่วางใจขึ้น
“รออานะเสี่ยวซาน อีกไม่กี่วันเราก็จะมารับไปอยู่ด้วยกันแล้ว” ถังเจิ้นพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ยิ่งมองใบหน้าที่ละม้ายเจียงซื่อสหายรักของเขาก็ยิ่งอดรู้สึกสงสารและเอ็นดูเด็กน้อยไม่ได้
เด็กแค่นี้ต้องเผชิญอะไรบ้างหลังจากพ่อและแม่จากไปพร้อมกัน ญาติพี่น้องก็ไม่รับดูแลแล้วส่งตัวให้สถานสงเคราะห์ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสงสารจนจับใจ
************************
เมื่อกลับมาถึงบ้านหลังจากที่แวะซื้อเครื่องเป่าผมลมร้อนเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็กอดกล่องไม้ที่บรรจุรูปวาดนั้นเดินเข้าไปในบ้านด้วยความตื่นเต้น เธอเคยดูแต่ในหนัง ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาลงมือทดสอบด้วยตนเอง“อาเป้ย ฉันขอน้ำมะนาว ช่วยคั้นให้ฉันที แล้วนำสำลีมาให้ฉันด้วยนะ” เธอหันไปบอกสาวใช้ทันทีที่เจอหน้า แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาลูกชายตัวน้อยของตน“แล้วเสี่ยวซานล่ะ”“นายน้อยขึ้นไปนอนกลางวันค่ะ อากุ้ยพาเข้านอนเมื่อครู่นี้เอง” อาเป้ยบอก จากนั้นก็รีบเดินไปในครัวเพื่อที่จะหาน้ำมะนาวมาให้แก่นายหญิงของตน“คุณบอกได้หรือยังว่าคุณจะทำอะไร” คำถาม ของเขาถูกถามขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวหันหน้ามามองเขาแล้วชูกล่องไม้ในมือขึ้นมา“ก็พิสูจน์ให้เห็นไงคะ ว่าฉันเลือกของไม่ผิด”“ทั้ง ๆ ที่คุณก็รู้ว่านี่คือรูปเลียนแบบ ถึงแม้จะเป็นของโบราณ ผมก็ไม่จ่าย 200 หยวนให้คุณหรอกนะ” เขาบอกกับเธอ ในขณะที่ซ่งเหยียนเดินตามเข้ามา อยากรู้เหมือนกันว่าของตรงหน้าชิ้นนี้จะมีค่าอย่างที่เธอบอกหรือไม่“หากฉันเดาไม่ผิดรูปวาดนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ด้านในและต้องมีมูลค่ามากกว่ารูปวาดของจริงแน่ ถึงตอนนั้นอย่าลืม 10% ของฉันก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดทว
การท้าทายของประธานบริษัทค้าขายวัตถุโบราณทั้งสองได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเหล่าเติ้งต้องการจะเอาชนะหลังจากเสียหน้าไป เพราะคทาจักรพรรดิของปลอมที่ตนตัดหน้าซื้อมาแล้วพยายามจะขายต่อแต่ไม่สำเร็จ“อาจารย์จินฟู่ รูปวาดนี้ท่านว่าอย่างไร” เหล่าเติ้งผายมือให้ชายวัยประมาณหกสิบที่มาพร้อมกับตน ให้ไปตรวจสอบรูปวาดหมึกตรงหน้า จินฟู่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณ เดินเข้าไปตรวจสอบรูปวาดหมึกโบราณชิ้นนั้น แล้วส่ายหัวเบา ๆ เมื่อพบว่ามันเป็นเพียงแค่รูปวาดเลียนแบบเท่านั้น“เรียนเหล่าเติ้ง กระดาษที่ใช้วาดเป็นกระดาษที่นิยมใช้กันในช่วงราชวงศ์ชิงก็จริง แต่ตราประทับของจิตรกรผู้นี้เป็นของที่ทำเลียนแบบขึ้นมา หมึกที่ใช้วาดรูปเสือเองดูภาพรวมแล้วมีสีที่ซีดจาง แม้จะผ่านเวลามานานมากแล้วก็ตามแต่ไม่น่าจะมีสีซีดจางได้ขนาดนี้ ภาพนี้จึงเป็นของปลอมที่น่าจะมีคนทำเลียนแบบ”เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้ว จางม่านอวี้ที่รอฟังอยู่ก็ตาลุกวาวขึ้นมา ของปลอมอย่างนั้นหรือ ตรงตามที่เธอได้ยินมาไม่มีผิด“ส่วนชุดชงชาที่ประธานถังกำลังสนใจอยู่ ผมคิดว่ามันน่าสนใจเลยทีเดียว” จินฟู่กระซิบบอกเหล่าเติ้งในตอนท้าย ทำให้เขาหันมามองชุดชงชา หนึ่งในนั้นคือถ้วย
เมื่อไปถึงตลาดค้าของโบราณ ตามสองข้างทางก็มีแต่ร้านที่นำของเก่ามาขาย ซึ่งบางอย่างก็ทำของปลอมลอกเลียนแบบ บางอย่างก็เป็นของเก่าแก่จริงแต่ไม่มีประวัติความเป็นมาจึงมีราคาที่ไม่สูงนัก“วันนี้ถ้าคุณหาของโบราณให้ผมได้ ผมจะจ่ายพิเศษให้คุณชิ้นละ 200 หยวน” เขาบอกเธอแล้วสังเกตดูสีหน้าที่กำลังนิ่งคิดอยู่‘200 หยวนในยุคนี้มีมูลค่าเท่าไรนะ แล้วเราจะคุ้มไหม’ หญิงสาวไม่มั่นใจในมูลค่าของเงินในยุคนี้ เพราะสนใจแค่ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจระบบเศรษฐกิจในยุคสมัยเก่าเลย แม้จะเรียนบริหารธุรกิจและทำรายงานเกี่ยวกับประวัติของนักธุรกิจมาหลายคนก็ตาม แต่ค่าเงินและวิถีชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผ่านตาเลยแม้แต่น้อยพยายามเค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่เป็นคนในยุคนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมรายละเอียดของความทรงจำบางอย่างเหมือนจะจางหายไปทีละน้อย ราวกับว่าร่างนี้กำลังจะกลายเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณไปแล้ว“กลัวจะซื้อของปลอมให้ผมเหรอ” คำถามของเขาพร้อมกับคิ้วที่เลิกสูงขึ้น นั่นไม่ใช่การท้าทายเธอหรอกหรือ“ไม่ได้กลัวค่ะ ฉันแค่กำลังคิดอยู่ว่าชิ้นละ 200 หยวน จะคุ้มค่าหรือไม่”“200 หยวน มากกว
ใบหน้าที่ซบแอบอิงที่หน้าอกและนอนทับอยู่ที่ต้นแขนของประธานหนุ่มอยู่ใกล้เพียงคืบ เปลือกตานั้นปิดสนิทพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอเจ้าของอ้อมกอดที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด มองภรรยากำมะลอของตนที่ตอนนี้กอดก่ายอยู่อย่างสบายใจ เธอจะรู้หรือไม่ว่าคนที่กอดอยู่ไม่ใช่ลูกชายบุญธรรม แต่เป็นเขาเสี่ยวซานตัวน้อยนอนดิ้นไปนอนอยู่ที่ปลายเตียง แขนขากางออกกว้างนอนอย่างสบายใจ คงมีแต่เขาคนเดียวที่ตอนนี้จะลุกก็ลุกไม่ได้ จะหลับต่อก็หลับไม่ลงเกิดมายี่สิบหกปี นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าใกล้อิสตรีอย่างนี้ หัวใจที่แข็งแกร่งมีหรือจะอดทนไหว รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เกินจะควบคุมได้ ทั้งหัวใจที่กำลังสั่นไหวและร่างกายที่รู้สึกถึงความรุ่มร้อนตรงนั้นให้ตายสิ เขาแทบคลั่งจะตายอยู่แล้ว!“อืม” เสียงของจางม่านอวี้ที่เหมือนจะรู้สึกตัวแล้ว ทำให้ถังเจิ้นต้องรีบหลับตาลง แสร้งทำว่าตนเองยังไม่ตื่นหญิงสาวขยับตัวยุกยิกในอ้อมกอดนั้น รู้สึกอบอุ่นและสบายอย่างบอกไม่ถูก วาดขาพาดกอดก่ายวางบนสะโพกแกร่ง จนรับรู้ถึงบางอย่างที่ต่างออกไปเมื่อนึกออกว่าตนอยู่ในยุคอื่นและคนข้างกายคือสามีกำมะลอที่ดุดันและน่าเกรงขาม เป็นมาเฟียในยุคนี้ที่มีอำนาจคนหนึ่ง หา
หลังจากส่งเสี่ยวซานเข้านอน จางม่านอวี้ก็มีความคิดที่จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการแยกห้องนอนกับถังเจิ้นแบบไม่ให้มีคนสงสัยเธอกลับไปที่ห้องนอนใหญ่ เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์และเส้นทางการค้าขายของจีน ใบหน้าดูจริงจัง บ่งบอกว่าเขากำลังตั้งสมาธิอยู่กับหนังสือเล่มนั้น จึงไม่กล้ารบกวนเขา“มีอะไรก็พูดมา” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ ไม่ได้แสดงอารมณ์ที่หงุดหงิดออกมาให้รู้ว่าขัดจังหวะเขา“เอ่อ คุณถังคะ ฉันจะแยกไปนอนห้องเล็กกับเสี่ยวซาน ใช้ข้ออ้างที่ว่าเขาไม่อยากนอนคนเดียวแล้วเข้าไปนอนด้วย แบบนี้คงไม่มีใครสงสัยหากเราจะแยกห้องนอนกัน” เธอบอกเขาถึงสิ่งที่เธอคิด“อืม ผมเห็นด้วยนะ” เขาวางหนังสือเล่มหนาลง แล้วหันหน้ามาพูดคุยกับเธออย่างจริงจังถังเจิ้นรู้ว่าเธอและเขาต่างไม่มีใจให้แก่กัน ทุกอย่างเป็นแค่การแต่งงานเพื่อบังหน้าเท่านั้น การที่เธอนอนอยู่เตียงเดียวกับเขาย่อมมีความไม่สบายใจ และเขาเองบางครั้งก็ยอมรับว่าเวลาที่ใกล้ชิดกัน มันก็มีบ้างที่ความเป็นบุรุษเพศจะทำให้เกิดความปรารถนากับเรือนร่างของหญิงสาว หากแยกห้องนอนกันโดยมีเสี่ยวซานเป็นข้ออ้างก็น่าจะสมเหตุสมผลดี“งั้นฉันขอไปนอนกับเส
เมื่อมาถึงบ้านหลังเล็กของสกุลถังที่ถังเจิ้นใช้พักอาศัยอยู่ชั่วคราว เด็กน้อยก็ถึงกับตาลุกวาวเพราะขนาดที่ใหญ่โตและโอ่อ่าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ชอบบ้านของเราไหมเสี่ยวซาน”“ชอบครับ บ้านหลังใหญ่มาก”ถังเจิ้นยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เอ็นดูที่เด็กน้อยตื่นเต้นกับบ้านหลังนี้ หากว่าเขาไปเห็นบ้านสกุลถังที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่าจะตื่นเต้นมากแค่ไหน เพราะกังวลว่าคุณย่าจะต่อต้านเด็กที่เขารับมาเป็นบุตรบุญธรรม ตนจึงแยกออกมาอยู่ที่นี่ อย่างไรไม่ช้าก็เร็วต้องกลับไป แต่ในระหว่างนี้จะต้องทำให้เสี่ยวซานรักและวางใจตนก่อน อย่างน้อยจะได้รู้สึกว่ายังมีพ่อบุญธรรมที่จะคอยปกป้องเขาจากคนแปลกหน้า“ไปกันเถอะ อาจะพาเสี่ยวซานขึ้นไปดูห้องนอนกัน” จางม่านอวี้พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แล้วจูงมือน้อย ๆ ให้เดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างระมัดระวัง โดยมีประธานหนุ่มเดินตามไปไม่ห่างเมื่อไปถึงห้องนอนเล็กที่อยู่ตรงข้ามกับห้องนอนใหญ่ของทั้งคู่ เธอก็พาสมาชิกใหม่เข้าไปสำรวจห้องนอนของตน“นี่คือห้องนอนของเสี่ยวซาน ส่วนห้องนั้นคือห้องนอนของพวกเรา ถ้ามีอะไรเรียกอาทั้งสองได้ตลอดเลยนะ” เธอบอกเด็กน้อยแล้วยิ้มมองด้วยแววตาที่อ่อนโยนเจียงจื่อซาน







