Masukหลังจากเยี่ยมเยียนเสี่ยวซานเสร็จแล้ว ถังเจิ้นก็ให้ลุงเฉียนขับรถไปยังอีกเส้นทาง ซึ่งอ้อมไปทางทิศตะวันตกเพื่อที่จะไปดูความคืบหน้าของการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าของเขา
“ทำไมไม่กลับเส้นทางเดิมล่ะคะ” หญิงสาวถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น สายตาสอดส่องไปสองข้างทางด้วยความสนใจ
“เปลี่ยนเส้นทางบ่อย ๆ ไม่ใช้เส้นเดิม ศัตรูจะได้ไม่ตามง่าย ๆ” คำอธิบายที่เหมือนเป็นเรื่องปกตินั้นทำให้จางม่านอวี้ขนลุกเกรียวด้วยความกลัว
“อะไรนะคะ ศัตรูจะตามมาเหรอคะ” เธอเผลอถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่กังวล ยังคงจำได้ติดตาตอนที่เขากับเหล่าเติ้งเกือบจะปะทะกันกลางย่านซีตัน
“ประธานถังแค่พูดเผื่อไว้ครับคุณ” ลุงเฉียนที่ทำหน้าที่ขับรถอธิบายให้คุณนายน้อยโล่งใจขึ้น
เธอหันมองไปทำเขาที่นั่งทำหน้าตานิ่งอยู่ แต่ว่ามุมปากนั้นยกยิ้มเล็กน้อยราวกับว่าขบขันกับท่าทีของเธอเมื่อครู่
“แล้วซ่งเหยียนติดต่อกลับมาบ้างหรือเปล่าคะ” เธอถามเขาเพื่อหาเรื่องชวนคุยระหว่างเดินทาง
“โทรศัพท์มาเมื่อวานนี้” เขาบอกแค่นั้นแต่ไม่ได้พูดรายละเอียดออกไป
ประธานหนุ่มหันกลับมามองเธอ แววตาของเขาเหมือนกับว่ามีบางอย่างที่อยากจะกล่าวถาม หากแต่ก็ไม่ได้กล่าวคำใดออกไป ความสงสัยในตัวตนของเธอเริ่มทำให้เขาเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้
ลุงเฉียนนำรถไปจอดที่หน้าบริษัทต้าถัง วันนี้บริษัทปิดทำการแต่ก็ยังมีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาดูแลอย่างเข้มงวด
ถังเจิ้นลงจากรถ และไม่ลืมที่จะจับมือภรรยาลงมาด้วย เขาพาเธอเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเพื่อเดินไปยังไซต์งานก่อสร้างห้างสรรพสินค้าที่อยู่ห่างออกไปไม่มากจากอาคารสำนักงานของเขา แล้วเดินด้วยความเร็วปกติด้วยความเคยชิน
จางม่านอวี้เดินตามเขาไปอย่างกระฉับกระเฉง ไม่ได้เชื่องช้ายืดยาด เธอเดินเร็วจนตามทันเขาได้อย่างสบาย ก้าวเดินอย่างมั่นใจตามประสาคนที่เคยเป็น CEO และเดินตรวจงานกับลูกน้องมาก่อน รองเท้าส้นสูงไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด
“ผมเดินเร็วไปไหม” เขาหันมาถามเมื่อเห็นว่าเธอเดินเร็วจนตามเขาทัน จึงเพิ่งนึกออกว่าช่วงขาเธอสั้นกว่าบุรุษอย่างเขา
“ก็ปกติค่ะ ฉันเข้าใจว่าเวลาของคุณมีค่า จะมัวเดินชมนกชมไม้เรื่อยเปื่อยมันเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์” เธอตอบแล้วเดินรักษาความเร็วได้อย่างคงที่
ถังเจิ้นเห็นว่าเธอไม่ได้เป็นตัวถ่วงเขาก็พยักหน้าเล็กน้อยแสดงความรู้สึกพอใจออกมา เดินไปจนถึงจุดที่มีวิศวกรกำลังคุมงานก่อสร้าง ก็รับหมวกนิรภัยมาสองใบ สวมให้ตนเองเสร็จแล้วจึงหันไปจะสวมให้แก่เธอ
“คุณจะสวมหมวกนี้ไหม หรือจะกลับไปรอผมที่รถ” เขาถามเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ทำผมมา ย่อมไม่ชอบเวลาที่ทำให้ทรงผมเสียหาย
“สวมค่ะ Safety First ปลอดภัยเอาไว้ก่อน” เธอรับหมวกนั้นมาจะสวมให้ตัวเอง แต่มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าถืออยู่ ถังเจิ้นจึงเป็นฝ่ายสวมหมวกนิรภัยให้เธอด้วยตนเอง
เมื่อเขาขยับมายืนตรงหน้า หญิงสาวรู้สึกใจเต้นแรงเล็กน้อยกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษอ่อน ๆ ที่เขาใช้ วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีน้ำตาลเข้ม เพิ่งสังเกตว่าชุดที่เขาสวมใส่วันนี้เข้าชุดกับชุดของเธอราวกับนัดกันเอาไว้
“ผมเพิ่งรู้ว่าคุณพูดภาษาต่างประเทศได้ด้วย” เขาพูดขึ้นมาขณะที่กำลังดึงสายมาล็อกที่ปลายคางให้แก่เธอ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกจริง ๆ นอกจากชื่อเธอแล้วเขาก็ไม่รู้เรื่องราวของเธอสักอย่าง
“ฉันทำอะไรได้หลายอย่าง ยังมีสิ่งที่คุณคาดไม่ถึงอีกเยอะค่ะ” เธอตอบอย่างไม่ถ่อมตัว
ถังเจิ้นสบแววตาที่สดใสและมั่นใจนั้น ต่างกับแววตาที่ดูโศกเศร้าและกังวลอย่างที่เขาเจอเธอในวันแรกตอนที่ช่วยไถ่ตัวเธอออกมา แววตาคู่นี้ช่างต่างจากแววตาของเธอก่อนที่จะแต่งงานกับเขาราวกับเป็นคนละคน
“งั้นกลับไปคุณต้องเล่าให้ผมฟังบ้างแล้วล่ะ ผมจ้างคุณ ก็ต้องรู้ประวัติความเป็นมาของคุณ ไม่อย่างนั้นผมคงร่วมงานกับคุณต่อไปได้ยาก” เขาพูดเสียงเบา มองด้วยแววตาที่พินิจและวิเคราะห์เธอจากภายนอก ก่อนที่พาเธอเดินไปดูภายในอาคารเพื่อตรวจดูโครงสร้างคร่าว ๆ
เธอเดินตามเขาไปอย่างเงียบ ๆ มองดูการก่อสร้างที่ใช้วัสดุที่มีคุณภาพแล้วก็ชื่นชม การก่อสร้างในยุคนี้ไม่มีการโกงอิฐหินปูทรายเหมือนอย่างยุคปัจจุบัน ก็ไม่แปลกที่อาคารเก่าแก่บางแห่งยังสามารถใช้งานมาได้ยาวนานจนถึงยุคของเธอได้ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ สถานที่ที่เป็นที่สุดท้ายของเธอในชาติที่แล้ว
“ห้างสรรพสินค้าต้าถัง ต้องเป็นห้างที่ทันสมัยที่สุดในย่านซีตันอย่างแน่นอนครับ เพราะยังไม่เคยมีใครก่อสร้างลานจอดรถภายในอาคารแบบนี้มาก่อน” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น ไม่มั่นใจว่าเขารับหน้าที่อะไร แต่ว่าตั้งแต่ที่ถังเจิ้นมาถึง ผู้ชายคนนี้ก็ตามประกบไม่ห่าง
ถังเจิ้นมองไปรอบ ๆ ด้วยความภาคภูมิใจ เพราะห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เขาได้แรงบันดาลใจมาจากห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศ และมองการณ์ไกลเอาไว้ว่าอีกหน่อยรถยนต์จะต้องเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายขึ้น จึงสร้างลานจอดรถเอาไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เข้ามาจับจ่ายสินค้า
สำหรับเธอแล้ว ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้ามันเป็นเรื่องที่ปกติในยุคปัจจุบัน จึงไม่ได้ตื่นเต้นนัก มีลานจอดรถในห้างฯ แล้วอย่างไรเล่า ไม่ใช่เพราะว่าเธอถูกหลอกมาที่ลานจอดรถหรอกหรือ ถึงได้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองแล้วมาโผล่ในยุคนี้
เมื่อกลับไปถึงบ้าน รถคันที่คุ้นตาก็ทำให้ถังเจิ้นหันไปมองหน้าของภรรยากำมะลอด้วยความเป็นกังวล
“คุณย่ามา”
หญิงสาวพยักหน้ารับ คุณย่าคงไม่ได้อะไรกับเธอมาก เพราะเธอก็รับปากไปแล้วว่าจะช่วยให้เขาลงเอยกับผู้หญิงที่คุณย่าหาไว้ให้
ทันทีที่ทั้งคู่เข้าไปในห้องโถง ก็ถูกลู่เหว่ยมองด้วยสายตาที่ตำหนิ
“หลานไม่ได้บอกหลานสะใภ้หรือว่าให้สวมชุดแบบไหนจึงจะสง่างาม ใส่ชุดตามสมัยนิยมอย่างนั้นสิ้นเปลืองเงินทอง เสื้อหรือก็บางจนแทบจะมองทะลุเห็นข้างใน กระโปรงบานพลิ้วแบบนั้นลมพัดไม่เปิดขึ้นมาจนเห็นขาอ่อนหรือ”
“วันนี้ผมกับม่านม่าน เราไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาครับ ขากลับจึงแวะดูการก่อสร้าง ไม่รู้ว่าคุณย่าจะมาเยี่ยม ขอโทษที่หลานทำให้รอนาน” เขาไม่ได้กล่าวโต้เถียง หากแต่เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน
“จริงสิ พูดถึงเรื่องนี้ แล้วหลานทำเรื่องไปถึงไหนแล้ว เห็นบอกว่ายื่นเอกสารคำร้องไปแล้วไม่ใช่หรือ” ย่าถังถามถึงเรื่องการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมของหลานชาย แม้ในใจไม่อยากให้เรื่องสำเร็จเลยเพราะตนไม่อยากเลี้ยงดูคนที่ไม่ใช่สายเลือดไว้ในสกุลถัง
“เรื่องผ่านเรียบร้อยแล้วครับ สัปดาห์หน้าก็เข้าไปรับเสี่ยวซานมาได้เลย และผมกะว่าเสร็จเรื่องก็จะบริจาคเงินสักก้อนเอาไว้ช่วยเหลือเด็ก ๆ คนอื่นด้วย” ถังเจิ้นอธิบายเสียงนุ่มอย่างใจเย็น
จางม่านอวี้นั่งลงเก้าอี้ด้านซ้ายมือ มองดูสีหน้าที่ผิดหวังของย่าถังแล้วก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินดีด้วยแม้แต่น้อย
************************
เมื่อกลับมาถึงบ้านหลังจากที่แวะซื้อเครื่องเป่าผมลมร้อนเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็กอดกล่องไม้ที่บรรจุรูปวาดนั้นเดินเข้าไปในบ้านด้วยความตื่นเต้น เธอเคยดูแต่ในหนัง ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาลงมือทดสอบด้วยตนเอง“อาเป้ย ฉันขอน้ำมะนาว ช่วยคั้นให้ฉันที แล้วนำสำลีมาให้ฉันด้วยนะ” เธอหันไปบอกสาวใช้ทันทีที่เจอหน้า แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาลูกชายตัวน้อยของตน“แล้วเสี่ยวซานล่ะ”“นายน้อยขึ้นไปนอนกลางวันค่ะ อากุ้ยพาเข้านอนเมื่อครู่นี้เอง” อาเป้ยบอก จากนั้นก็รีบเดินไปในครัวเพื่อที่จะหาน้ำมะนาวมาให้แก่นายหญิงของตน“คุณบอกได้หรือยังว่าคุณจะทำอะไร” คำถาม ของเขาถูกถามขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวหันหน้ามามองเขาแล้วชูกล่องไม้ในมือขึ้นมา“ก็พิสูจน์ให้เห็นไงคะ ว่าฉันเลือกของไม่ผิด”“ทั้ง ๆ ที่คุณก็รู้ว่านี่คือรูปเลียนแบบ ถึงแม้จะเป็นของโบราณ ผมก็ไม่จ่าย 200 หยวนให้คุณหรอกนะ” เขาบอกกับเธอ ในขณะที่ซ่งเหยียนเดินตามเข้ามา อยากรู้เหมือนกันว่าของตรงหน้าชิ้นนี้จะมีค่าอย่างที่เธอบอกหรือไม่“หากฉันเดาไม่ผิดรูปวาดนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ด้านในและต้องมีมูลค่ามากกว่ารูปวาดของจริงแน่ ถึงตอนนั้นอย่าลืม 10% ของฉันก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดทว
การท้าทายของประธานบริษัทค้าขายวัตถุโบราณทั้งสองได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเหล่าเติ้งต้องการจะเอาชนะหลังจากเสียหน้าไป เพราะคทาจักรพรรดิของปลอมที่ตนตัดหน้าซื้อมาแล้วพยายามจะขายต่อแต่ไม่สำเร็จ“อาจารย์จินฟู่ รูปวาดนี้ท่านว่าอย่างไร” เหล่าเติ้งผายมือให้ชายวัยประมาณหกสิบที่มาพร้อมกับตน ให้ไปตรวจสอบรูปวาดหมึกตรงหน้า จินฟู่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณ เดินเข้าไปตรวจสอบรูปวาดหมึกโบราณชิ้นนั้น แล้วส่ายหัวเบา ๆ เมื่อพบว่ามันเป็นเพียงแค่รูปวาดเลียนแบบเท่านั้น“เรียนเหล่าเติ้ง กระดาษที่ใช้วาดเป็นกระดาษที่นิยมใช้กันในช่วงราชวงศ์ชิงก็จริง แต่ตราประทับของจิตรกรผู้นี้เป็นของที่ทำเลียนแบบขึ้นมา หมึกที่ใช้วาดรูปเสือเองดูภาพรวมแล้วมีสีที่ซีดจาง แม้จะผ่านเวลามานานมากแล้วก็ตามแต่ไม่น่าจะมีสีซีดจางได้ขนาดนี้ ภาพนี้จึงเป็นของปลอมที่น่าจะมีคนทำเลียนแบบ”เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้ว จางม่านอวี้ที่รอฟังอยู่ก็ตาลุกวาวขึ้นมา ของปลอมอย่างนั้นหรือ ตรงตามที่เธอได้ยินมาไม่มีผิด“ส่วนชุดชงชาที่ประธานถังกำลังสนใจอยู่ ผมคิดว่ามันน่าสนใจเลยทีเดียว” จินฟู่กระซิบบอกเหล่าเติ้งในตอนท้าย ทำให้เขาหันมามองชุดชงชา หนึ่งในนั้นคือถ้วย
เมื่อไปถึงตลาดค้าของโบราณ ตามสองข้างทางก็มีแต่ร้านที่นำของเก่ามาขาย ซึ่งบางอย่างก็ทำของปลอมลอกเลียนแบบ บางอย่างก็เป็นของเก่าแก่จริงแต่ไม่มีประวัติความเป็นมาจึงมีราคาที่ไม่สูงนัก“วันนี้ถ้าคุณหาของโบราณให้ผมได้ ผมจะจ่ายพิเศษให้คุณชิ้นละ 200 หยวน” เขาบอกเธอแล้วสังเกตดูสีหน้าที่กำลังนิ่งคิดอยู่‘200 หยวนในยุคนี้มีมูลค่าเท่าไรนะ แล้วเราจะคุ้มไหม’ หญิงสาวไม่มั่นใจในมูลค่าของเงินในยุคนี้ เพราะสนใจแค่ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจระบบเศรษฐกิจในยุคสมัยเก่าเลย แม้จะเรียนบริหารธุรกิจและทำรายงานเกี่ยวกับประวัติของนักธุรกิจมาหลายคนก็ตาม แต่ค่าเงินและวิถีชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผ่านตาเลยแม้แต่น้อยพยายามเค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่เป็นคนในยุคนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมรายละเอียดของความทรงจำบางอย่างเหมือนจะจางหายไปทีละน้อย ราวกับว่าร่างนี้กำลังจะกลายเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณไปแล้ว“กลัวจะซื้อของปลอมให้ผมเหรอ” คำถามของเขาพร้อมกับคิ้วที่เลิกสูงขึ้น นั่นไม่ใช่การท้าทายเธอหรอกหรือ“ไม่ได้กลัวค่ะ ฉันแค่กำลังคิดอยู่ว่าชิ้นละ 200 หยวน จะคุ้มค่าหรือไม่”“200 หยวน มากกว
ใบหน้าที่ซบแอบอิงที่หน้าอกและนอนทับอยู่ที่ต้นแขนของประธานหนุ่มอยู่ใกล้เพียงคืบ เปลือกตานั้นปิดสนิทพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอเจ้าของอ้อมกอดที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด มองภรรยากำมะลอของตนที่ตอนนี้กอดก่ายอยู่อย่างสบายใจ เธอจะรู้หรือไม่ว่าคนที่กอดอยู่ไม่ใช่ลูกชายบุญธรรม แต่เป็นเขาเสี่ยวซานตัวน้อยนอนดิ้นไปนอนอยู่ที่ปลายเตียง แขนขากางออกกว้างนอนอย่างสบายใจ คงมีแต่เขาคนเดียวที่ตอนนี้จะลุกก็ลุกไม่ได้ จะหลับต่อก็หลับไม่ลงเกิดมายี่สิบหกปี นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าใกล้อิสตรีอย่างนี้ หัวใจที่แข็งแกร่งมีหรือจะอดทนไหว รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เกินจะควบคุมได้ ทั้งหัวใจที่กำลังสั่นไหวและร่างกายที่รู้สึกถึงความรุ่มร้อนตรงนั้นให้ตายสิ เขาแทบคลั่งจะตายอยู่แล้ว!“อืม” เสียงของจางม่านอวี้ที่เหมือนจะรู้สึกตัวแล้ว ทำให้ถังเจิ้นต้องรีบหลับตาลง แสร้งทำว่าตนเองยังไม่ตื่นหญิงสาวขยับตัวยุกยิกในอ้อมกอดนั้น รู้สึกอบอุ่นและสบายอย่างบอกไม่ถูก วาดขาพาดกอดก่ายวางบนสะโพกแกร่ง จนรับรู้ถึงบางอย่างที่ต่างออกไปเมื่อนึกออกว่าตนอยู่ในยุคอื่นและคนข้างกายคือสามีกำมะลอที่ดุดันและน่าเกรงขาม เป็นมาเฟียในยุคนี้ที่มีอำนาจคนหนึ่ง หา
หลังจากส่งเสี่ยวซานเข้านอน จางม่านอวี้ก็มีความคิดที่จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการแยกห้องนอนกับถังเจิ้นแบบไม่ให้มีคนสงสัยเธอกลับไปที่ห้องนอนใหญ่ เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์และเส้นทางการค้าขายของจีน ใบหน้าดูจริงจัง บ่งบอกว่าเขากำลังตั้งสมาธิอยู่กับหนังสือเล่มนั้น จึงไม่กล้ารบกวนเขา“มีอะไรก็พูดมา” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ ไม่ได้แสดงอารมณ์ที่หงุดหงิดออกมาให้รู้ว่าขัดจังหวะเขา“เอ่อ คุณถังคะ ฉันจะแยกไปนอนห้องเล็กกับเสี่ยวซาน ใช้ข้ออ้างที่ว่าเขาไม่อยากนอนคนเดียวแล้วเข้าไปนอนด้วย แบบนี้คงไม่มีใครสงสัยหากเราจะแยกห้องนอนกัน” เธอบอกเขาถึงสิ่งที่เธอคิด“อืม ผมเห็นด้วยนะ” เขาวางหนังสือเล่มหนาลง แล้วหันหน้ามาพูดคุยกับเธออย่างจริงจังถังเจิ้นรู้ว่าเธอและเขาต่างไม่มีใจให้แก่กัน ทุกอย่างเป็นแค่การแต่งงานเพื่อบังหน้าเท่านั้น การที่เธอนอนอยู่เตียงเดียวกับเขาย่อมมีความไม่สบายใจ และเขาเองบางครั้งก็ยอมรับว่าเวลาที่ใกล้ชิดกัน มันก็มีบ้างที่ความเป็นบุรุษเพศจะทำให้เกิดความปรารถนากับเรือนร่างของหญิงสาว หากแยกห้องนอนกันโดยมีเสี่ยวซานเป็นข้ออ้างก็น่าจะสมเหตุสมผลดี“งั้นฉันขอไปนอนกับเส
เมื่อมาถึงบ้านหลังเล็กของสกุลถังที่ถังเจิ้นใช้พักอาศัยอยู่ชั่วคราว เด็กน้อยก็ถึงกับตาลุกวาวเพราะขนาดที่ใหญ่โตและโอ่อ่าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ชอบบ้านของเราไหมเสี่ยวซาน”“ชอบครับ บ้านหลังใหญ่มาก”ถังเจิ้นยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เอ็นดูที่เด็กน้อยตื่นเต้นกับบ้านหลังนี้ หากว่าเขาไปเห็นบ้านสกุลถังที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่าจะตื่นเต้นมากแค่ไหน เพราะกังวลว่าคุณย่าจะต่อต้านเด็กที่เขารับมาเป็นบุตรบุญธรรม ตนจึงแยกออกมาอยู่ที่นี่ อย่างไรไม่ช้าก็เร็วต้องกลับไป แต่ในระหว่างนี้จะต้องทำให้เสี่ยวซานรักและวางใจตนก่อน อย่างน้อยจะได้รู้สึกว่ายังมีพ่อบุญธรรมที่จะคอยปกป้องเขาจากคนแปลกหน้า“ไปกันเถอะ อาจะพาเสี่ยวซานขึ้นไปดูห้องนอนกัน” จางม่านอวี้พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แล้วจูงมือน้อย ๆ ให้เดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างระมัดระวัง โดยมีประธานหนุ่มเดินตามไปไม่ห่างเมื่อไปถึงห้องนอนเล็กที่อยู่ตรงข้ามกับห้องนอนใหญ่ของทั้งคู่ เธอก็พาสมาชิกใหม่เข้าไปสำรวจห้องนอนของตน“นี่คือห้องนอนของเสี่ยวซาน ส่วนห้องนั้นคือห้องนอนของพวกเรา ถ้ามีอะไรเรียกอาทั้งสองได้ตลอดเลยนะ” เธอบอกเด็กน้อยแล้วยิ้มมองด้วยแววตาที่อ่อนโยนเจียงจื่อซาน







