Masukถงซิ่นเหยาคาดไว้แต่แรกแล้วว่า บุรุษโง่เขลาผู้นี้ต้องตามมาเอาเรื่องนางในที่สุด เกรงว่า คงถูกสตรีผู้นั้นกรอกหูสาดคำพูดใส่จนเชื่อไปหมดราวกับคนไร้สมองกระมัง!
ทว่านางก็ยังอดขบขันในใจไม่ได้ เหตุใดเขาถึงได้โมโหโง่งมถึงเพียงนี้กันเล่า แม้แต่จะหาถามเหตุผลสักคำ ว่าเพราะหตุใดนางจึงต้องทำเช่นนั้น…เขาก็ยังไม่คิดจะถามเลยหรือ? ทันใดนั้น บรรยากาศในจวนพลันเงียบงันลงราวสายน้ำกลายเป็นธารน้ำแข็ง ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วจนไม่มีผู้ใดกล้าขยับหรือแม้แต่หายใจแรง เหล่าสาวใช้ต่างพากันก้มหน้าตัวสั่นระริกอย่างหวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกับเมื่อวานอีก เสียงใสของเด็กน้อยยังคงดังขึ้นอย่างร่าเริง “ท่านพ่อ!” แต่บุรุษที่ก้าวเข้ามากลับไม่ได้มีรอยยิ้มตอบกลับแม้แต่น้อย ดวงตาคมคู่นั้นลึกล้ำเยียบเย็น จนผู้คนมองเห็นล้วนรู้สึกหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูก หลี่เฉิงหยวนก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ทว่าฝีเท้ากลับหนักแน่น ใบหน้าหล่อคมคายเรียบเฉยไร้อารมณ์ ภายในใต้แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาและโทสะที่ถูกกดไว้ จนแม้แต่ลมหายใจภายในเรือนก็คล้ายจะหยุดชะงัก “ถงซิ่นเหยา…” หลี่เฉิงหยวนกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ หากแต่เฉียบเย็นราวคมมีด “ปีกกล้าขาแข็งขึ้นมาแล้วรึ…หรือเห็นว่ามีมารดาของข้าให้ท้ายจึงกล้าอวดดีถือดีเช่นนี้” น้ำเสียงทุ้มนั้นดังก้องสะท้อนในอากาศ กดทับลมหายใจจนเหล่าบ่าวไพร่รอบกายต่างหวาดหวั่นอยากจะหนีหายไป หัวคิ้วเรียวของถงซิ่นเหยาค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน นางมองอีกฝ่ายด้วยแววตานิ่งงัน แฝงความงุนงงและไม่พอใจในคราวเดียว มาหาถึงที่เช่นนี้…ก็เพื่อจะตามมาหาเรื่องเท่านั้นรึ? นัยน์ตาเมล็ดซิ่งของถงซิ่นเหยาประสานสบตาเข้ากับบุรุษตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะปรายไปยังบุตรชายที่วิ่งออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทันใดนั้น…ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็แวบเข้ามาในหัว นางลอบกลืนน้ำลายลงคอ ความปวดร้าวแล่นจับหัวใจแน่นจนแทบหายใจไม่ออก “ท่านพ่อ!” เสียงใสของอาหรงน้อยดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งเข้ามาหาอย่างตื่นเต้น หลี่เฉิงหยวนชะงักไปเล็กน้อย เขาเพียงปรายตามองบุตรชายด้วยแววตาเย็นชาหาได้ฉายอารมณ์ใดๆ ออกมา สีหน้าราบเรียบราวกับรูปสลัก ไม่มีแม้แต่ความอ่อนโยนผ่านแววตา เขาไม่แม้แต่จะโน้มตัวก้มลงหรือยื่นมือไปรับเด็กน้อยมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน แววตาของอาหรงน้อยที่สว่างวาบด้วยความยินดีเพียงแค่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กจะค่อยๆ เจื่อนลง เมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มเย็นชาคำหนึ่งเปล่งออกมาจากปากของบิดาอย่างเฉียดเฉือนหัวใจ “ข้า…ไม่ชอบเด็ก” หลี่เฉิงหยวนพูด สายตาคมกริบที่ปรายมองอยู่เต็มไปด้วยความเย็นชา ไร้สายสัมพันธ์ของบิดากับบุตร ถ้อยคำพูดนั้นคล้ายคมมีดบาดกลางอากาศ ความหวังเล็กๆ ในดวงตาเด็กน้อยดับวูบลงทันที ใบหน้าสั่นสะท้านด้วยความเสียใจ ริมฝีปากเม้มแน่นราวกลัวจะหลุดเสียงสะอื้นออกมา ถงซิ่นเหยายืนนิ่งมองภาพเบื้องหน้า หัวใจดวงน้อยคล้ายถูกบีบแน่น ความเจ็บปวดไหลเอ่อล้นขึ้นมาแทบกระอักออกจากอก นางรู้ดีว่า เด็กน้อยผู้นี้รอคอยบุรุษผู้นั้นมานานเพียงใด ไม่ใช่เพียงหนึ่งวันหรือหนึ่งคืน…หากแต่เป็นนับตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก ในนิยายกล่าวไว้ว่า หลี่เฉิงหยวนแต่งกับถงซิ่นเหยาเพราะคำสั่งของมารดา หาใช่ด้วยความเต็มใจไม่ เพราะหลี่เฉิงหยวนมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว แต่เพราะสกุลถงมีบุญคุณต่อจวนหลี่อ๋อง เขาจึงจำต้องก้มหัวแต่งกับสตรีที่ตนรังเกียจ จนเมื่อถงซิ่นเหยาตั้งครรภ์ เขายิ่งชังน้ำหน้านางมากกว่าเดิม คิดว่านางจงใจใช้บุตรในครรภ์เป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจ ถงซิ่นเหยาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้รินไหลออกมา หาใช่เพราะรู้สึกเสียใจหรือผิดหวังที่ไม่อาจเรียกร้องความจากบุรุษตรงหน้าได้ หากแต่นางสงสารเด็กน้อยผู้นี้ต่างหาก นางเพียงเอ่ยออกมาเสียงแผ่วเบาราวกับสายลมพัดโชยมา “อาหรง…มาหาแม่” หากบุรุษผู้นั้นรังเกียจนัก…นางก็หาได้ยัดเยียดให้เขาไม่! มีผู้ใดกันเล่าว่าลูกของนางจะเติบโตไม่ได้หากไร้บิดา? ในเมื่อสวรรค์อยากให้ชีวิตนางอยู่ต่อ เช่นนั้น…นางนี่แหละ จะเป็นทั้งบิดาและมารดาให้แก่อาหรงเอง! ร่างเล็กของอาหรงสะดุ้งเฮือกก่อนจะค่อยๆ เดินกลับเข้ามาในอ้อมแขนของมารดา ดวงตาใสคู่นั้นแดงก่ำอย่างน่าสงสาร ถงซิ่นเหยาโอบกอดบุตรชายแน่นราวจะปกป้องจากใต้หล้าที่โหดร้ายนี้ให้ได้จนลมหายใจสุดท้าย หลี่เฉิงหยวนจ้องมองสตรีตรงหน้า ดวงตาคมกริบแข็งกร้าว มุมปากหนาเหยียดยกยิ้มดูแคลน “หึ! มารดาเป็นเช่นไร บุตรก็เป็นเช่นนั้น” เขาเอ่ยเสียงเย็นเฉียบ “ถึงว่าเรียกร้องความสนใจราวกับสตรีไร้ยางอายเหมือนมารดาไม่มีผิดเพี้ยน…ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!” หนังตาของถงซิ่นเหยากระตุกริกๆ หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่น นัยน์ตาเมล็ดซิ่งวาววับเจือด้วยเพลิงโทสะที่แทบกลืนกินทั้งร่าง นางสูดลมหายใจลึก พยายามระงับอารมณ์ขุ่นเคืองที่เดือดพล่านอยู่ในอก ร่างทั้งสั่นระริกไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะโทสะที่แทบจะปะทุออกมาทุกเมื่อ! หากมิใช่ว่ายามนี้มีอาหรงอยู่ตรงหน้า เกรงว่านางคงเงื้อมมือฟาดตีหัวบุรุษปากสุนัขผู้นี้จนแตกไปแล้ว! “หากหลี่อ๋องไม่เคยเห็นหม่อมฉันอยู่ในสายตา ก็อย่าเอ่ยวาจาให้เปลืองลม” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ใบหน้าคนงามเชิดขึ้น สบเข้ากับดวงตาคมกริบแข็งกร้าวคู่นั้นอย่างไม่ลดละ ถงซิ่นเหยาแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน ใบหน้าคนงามเจือด้วยรอยยิ้มจางๆ “ลูกของข้า...ข้าเลี้ยงเองได้! ไม่จำเป็นต้องพึงคนที่มีหัวใจเป็นหิน!” พอสิ้นคำ นางก้าวเข้าไปอุ้มอาหรงแนบอกอย่างอ่อนโยน ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเย็นเยียบเฉือนลึกยิ่งกว่ามีด “น่าแปลกนัก…คนทั้งจวนก็กินข้าวจากฝีมือพ่อครัวเดียวกัน แต่ดูท่าหลี่อ๋องจะมีรสพิเศษกว่าผู้ใดนะเพคะ” มุมปากนางยกยิ้มเย็นชา ถงซินเหยาเอียงหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามตาอด้วยความใส่ใจอยากรู้ “สตรีผู้นั้นปรุงรสอันใดให้กันหรือเพคะ ถึงได้เชื่อฟังราวสุนัขรับใช้เช่นนี้ หากมีโอกาสหม่อมฉันคงต้องหาเวลาไปถามนางให้ชัดเจนเสียที…” นัยน์ตาเมล็ดซิ่งยังคงสบเข้ากับบุรุษตรงหน้าอย่างท้าทาย “ไป๋เหม่ยฮวา…ช่างมีความสามารถในการชักจูงผู้อื่นจนน่าแปลกใจนัก! เสมือนทำให้คนเป็นสุนัขได้จริงๆ” พอสิ้นเสียงถ้อยคำสุดท้าย ความเงียบงันก็ปกคลุมทั่วเรือน เหล่าสาวใช้ทั้งหลายต่างก้มหน้าตัวสั่น ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง หลี่เฉิงหยวนชะงักไปชั่วอึดใจหนึ่ง ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นเยียบพลันมืดดำลงด้วยโทสะ เขาก้าวเข้ามาใกล้ ห่างเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายอำนาจแผ่ซ่านจนบรรยากาศคล้ายจะหยุดนิ่ง “เจ้ากล้าเปรียบข้าเป็นสุนัขงั้นรึ ถงซิ่นเหยา!” เขาเสียงกดต่ำตวาดก้อง ความเย็นยะเยือกแผ่ปกคลุมทับอากาศไปอีกชั้น หลี่เฉิงหยวนกัดฟันกรอดจนเป็นสันกรามเส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดเซียว โทสะพวยพุ่งราวกับเปลวเพลิง เผาผลาญความอดกลั้นแทบหมดสิ้น เขาหอบหายใจถี่ ราวกับพยายามกดโทสะที่คับแน่นเต็มอกไม่ให้ปะทุออกมา ทั้งที่ตั้งใจจะมาสั่งสอนนางให้หลาบจำ กลับกลายเป็นเขาเสียเองที่ถูกถ้อยคำของสตรีผู้นั้นตอกหน้าจนแทบยืนไม่ตรง! “ถงซิ่นเหยา…!” หลี่เฉิงหยวนกดเสียงต่ำ คล้ายพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ แต่ทุกถ้อยคำกลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ “รู้หรือไม่ ว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ใดอยู่!” นางยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ก้าวถอย เหยียดหลังตรงดั่งไม้ไผ่ที่ไม่ยอมโน้มแม้ถูกพายุโหมพัด “หม่อมฉันเพียงพูดตามที่ตาเห็นเพคะ!” นางเอ่ยตอบกลับเสียงเรียบท่าทางนิ่งเฉยราวกับว่าหาได้พูดอันใดผิดไป ทว่าแววตาคู่งามกลับฉายแววเจ้าเล่ห์ “หลี่อ๋องสูงส่งเพียงนั้น หม่อมฉันย่อมไม่กล้าเปรียบ ไม่กล้าดูแคลนทำให้ขายหน้า…เพียงแต่ในสายตาหม่อมฉัน หลี่อ๋องไม่ต่างจากสุนัขก็เพียงตรงที่ยังมีตำแหน่งอ๋องเท่านั้น!” ดวงตาคมเข้มของหลี่เฉิงหยวนวูบไหว ราวกับถูกคำพูดนั้นแทงทะลุเข้าอก ก่อนจะฉาบด้วยความเยียบเย็นดังเดิม เขาแค่นเสียงหัวเราะแผ่วต่ำลอดออกจากลำคอ “หัวของเจ้าคงกระแทกแรงเกินไปจริงๆ ถงซิ่นเหยา” ถ้อยคำนั้นแฝงทั้งเย้ยหยันและข่มขู่ เขาก้าวเข้ามาใกล้ช้าๆ “อย่าริอาจอวดดีท้าทายข้า! ไม่เช่นนั้น บุตรชายของเจ้าคงไม่อาจอายุยืนได้ถึงร้อยปีได้!” ทันทีที่ถ้อยคำนั้น เหล่าสาวใช้ในจวนต่างสีหน้าซีดเผือดไปถ้วนหน้า บางคนถึงกับกลั้นหายใจด้วยความหวาดหวั่น เสียงลมหายใจของถงซิ่นเหยาชะงักค้าง นางเม้มริมฝีปากแน่นจนเลือดซิบ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งวูบไหว พลางกระชับอาหรงแน่นยิ่งกว่าเดิม ราวกับเกรงว่าบุรุษตรงหน้าจะพรากสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของนางไป นัยน์ตาเมล็ดซิ่งคู่งามสั่นระริกอยู่เพียงชั่วขณะ ก่อนจะแข็งกร้าวขึ้นอีกครั้ง “หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ” ถงซ่งเหยาตอบเสียวแผ่วเบา ทว่ากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “หลี่อ๋อง…มิใช่เพียงไร้หัวใจ แต่ยังขลาดกลัวถึงขั้นต้องเอาเด็กเล็กมาขู่สตรีผู้อ่อนแอเช่นข้า” ถงซ่งเหยาพลางแค่นหัวเราะออกมาอย่างเอือมระอา หลี่เฉิงหยวนชะงักงัน ความโกรธแล่นวาบขึ้นในดวงตาคม ปลายนิ้วมือสั่นเทา เขายกมือขึ้นราวจะเงื้อมตบ หากแต่เพียงปลายนิ้วสัมผัสถึงความอุ่นร้อนแห่งลมหายใจของนางตรงหน้า เขากลับชะงักไว้กลางอากาศ ดวงตาของถงซิ่นเหยาไม่แม้แต่จะหลุบลง นางยังคงจ้องสบเขาอย่างท้าทาย ไม่มีแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เพียงแต่ในอ้อมแขน ยังคงกอดอาหรงแน่นจนเด็กน้อยสะอื้นเบาๆ บรรยากาศรอบตัวเงียบงันจนแม้แต่เสียงลมพัดก็ได้ยินชัด เพียงชั่วอึดใจหนึ่ง น้ำเสียงทุ้มดังสะท้อนขึ้นอย่างเย็นเยียบจนน่าขนลุก “ดี…ช่างอวดดีนัก! ถงซิ่นเหยา” หลี่เฉิงหยวนขยับเข้าไปใกล้ พลางโน้มตัวลง กระซิบชิดหูของนาง ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเยียบเย็นดุจคมมีด “หากเจ้ากล้าแตะต้องไป๋เหม่ยฮวาให้ต้องเจ็บช้ำอีกก็อย่างหากว่าข้าไร้ความเมตตา!” พอสิ้นคำ เขาผละกายออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายเย็นเยียบและแรงกดดันอันหนักอึ้งที่ยังคงอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ ถงซิ่นเหยาเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ ลับตาไป นางหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างเอือมระอา “บุรุษเช่นนั้น…ยังจะให้เรียกว่าสามีได้อย่างไรกัน” ถงซิ่นเหยาก้มมองบุตรชายในอ้อมแขน พลางยกมือลูบผมเด็กน้อยเบาๆ พร้อมกระซิบเสียงแผ่ว “ไม่ต้องกลัวอาหรง…แม่จะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องและรังแกเจ้าแน่…” ทั้งที่ภรรยาและลูกยืนอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่บุรุษผู้นั้นกลับโง่เขลา…เลือกจะยืนข้างสตรีอีกคน! หึ! เช่นนั้นก็ดี เพราะยิ่งเขาเกลียดนางมากเท่าใด นางก็จะยิ่งสาดน้ำมันลงบนกองไฟนั้นให้ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม จนกว่าหลี่เฉิงหยวนจะทนไม่ไหว… และกระอักเลือดตายไปต่อหน้านางให้ได้! ริมฝีปากของนางกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งวาววับราวแสงมีด มือข้างหนึ่งลูบศีรษะอาหรงเบาๆ ขณะที่แววตาเต็มไปด้วยแผนการเอาคืน “สิ่งใดที่เป็นของเจ้าก็ย่อมต้องเป็นของเจ้าดั่งเดิม หากผู้ใดกล้ามาแย่งหรือเหยียบย่ำล่วงเส้นก็อย่าหวังว่าข้าจะยอมสงบ” แววตาถงซิ่นเหยาแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความจริงจังเจือด้วยความแค้นต่อเจ้าของร่างที่เคยถูกเหยียบย่ำ “มารดาย่อมทวงคืนให้อย่างสาสมแน่!” และหากผู้ใดที่ย่ำยีศักดิ์ศรีนาง ก็อย่าได้หวังว่านางจะยอม ต้องตอบโต้กลับจนต้องกลืนคำเสียดสีเอง เหยียบให้ไม่มีปากเหลือจะพูด!สายลมฤดูใบไม้ผลิปีนี้อบอุ่นกว่าทุกปีที่ผ่านมากลีบของดอกเหมยผลิบานส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยคละคลุ้งไปทั่วอากาศ ราวกับต้องการกลบความเย็นชาที่ฝังลึกอยู่ในใจของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นเหมยเก่าแก่ด้วยแววตาเปลี่ยวเหงาหลี่เฉิงหยวน ในวันนี้ดูราวกับเป็นคนละคนกับหลี่อ๋องผู้สูงศักดิ์ในวันวาน ใบหน้าหล่อเหล่าซูบคล้ำอิดโรยและไร้ซึ่งอำนาจหรือความน่าเกรงขามที่เคยมีในอดีตร่างสูงในอาภรณ์เรียบง่ายยืนนิ่ง มือหนึ่งถือไหสุราเงยหน้ามองกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่นพลิ้วลงพื้น ก่อนแค่นหัวเราะในลำคอเสียงต่ำแผ่วเบาและขมขื่น“สุดท้ายแล้ว…ข้าผิดพลาดตั้งแต่เมื่อใดกันแน่”น้ำเสียงทุ้มแหบพร่า ราวกับพึมพำถามต้นไม้ที่ยืนเงียบ ไม่ต่างจากสนทนากับความว่างเปล่าในใจตนเองนับแต่วันที่ความจริงปรากฏ ว่าสตรีที่เขารักสุดหัวใจลอบคบชู้กับคนใกล้ชิด และบุตรชายที่เขาเลี้ยงดูด้วยความภาคภูมิ มิใช่สายเลือดของตน…คล้ายโลกทั้งใบของเขาก็พังทลายลงในชั่วข้ามคืนวันนั้น เขาโกรธ…โกรธจนแทบคลั่งหลี่เฉิงหยวนคิดจะลงโทษนางให้สาสมกับความไว้ใจที่ถูกทรยศ ทว่าเมื่อได้สบตากับนัยน์ตาเมล็ดซิ่งคู่นั้นทั้งเย็นชา ดื้อดึงและเต็มไปด้วยความชิงชังเขากลับทำไม่ได้เล
ข่าวเรื่องจวนหลี่อ๋องถูกลอบวางเพลิงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับควันดำที่ลอยฟุ้งจากเถ้าถ่านพัดกระจายเข้าทุกตรอกซอกซอย เสียงซุบซิบดังแว่วอยู่ไม่ขาดหู ทั้งคำลือและคำกลัว ผู้คนที่ได้เห็นซากเรือนมอดไหม้ยังคงสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นไม้ที่ถูกเผาจนดำกรอบยังคงส่งเสียงเปาะแปะ ราวกับคร่ำครวญถึงสิ่งที่สูญสลายไปพร้อมเปลวเพลิงหลายเรือนในจวนหลี่อ๋องพังพินาศเกือบครึ่ง เถ้าถ่านปกคลุมทั่วพื้นที่เหมือนผืนแผ่นดินทั้งผืนถูกเผาไหม้ ควันดำยังลอยหนาทึบจนผู้คนที่ผ่านต้องกลั้นหายใจสายตาทุกคู่เต็มไปด้วยทั้งความหวาดกลัวและความสงสัยปนเวทนา แต่เพียงวันถัดมา เพลิงข่าวกลับลุกโชนยิ่งกว่าเปลวจริง เมื่อมีราชโองการจากไจ่ฮ่องเต้ประกาศรับคำร้องขอหย่าระหว่าง หลี่อ๋องกับคุณหนูสกุลถงผู้เป็นหลานสาวของกุ้ยเฟยคำสั่งนั้นคล้ายน้ำมันราดลงบนกองเพลิงที่ยังไม่ทันดับมอดให้เผาผลาญทุกสิ่งพังพินาศร้อนระอุยิ่งกว่าเดิมทุกสายตาที่มองจวนหลี่อ๋องยามนี้ ล้วนแต่เต็มไปด้วยความสงสารปนเวทนาสายสัมพันธ์ที่เคยร้อยรัดสองตระกูลให้แนบแน่น กลับขาดสะบั้น เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งที่ปลิวกระจายอยู่ในอากาศถงซิ่นเหยาคาดการณ์ไว้อย่างไม่ผิดพลาดว่า ไป๋
แสงอาทิตย์แรกของยามเฉินลอดผ่านม่านควันจางๆ ที่ยังลอยคลุ้งทั่วบริเวณ เสียงไม้ที่ไหม้กรอบแกรบดังแผ่วเบาราวกับเสียงคร่ำครวญของอดีตที่ถูกเผาผลาญจนสิ้นเหล่าบ่าวไพร่ในจวนต่างวิ่งวุ่นกันคนละทิศคนละทาง บ้างก็ตักน้ำดับไฟ บ้างก็ขนย้ายซากสิ่งของที่เหลือ เสียงร้องโวยวายของสาวใช้ดังระงมไปทั่วทั้งเรือนที่เหลือเพียงเถ้าถ่านแม้แต่ ฮูหยินผู้เฒ่า ยังอดไม่ได้ต้องออกมาดูด้วยตนเองนางคิดไว้ไม่มีผิด บุตรชายผู้นี้ช่างไร้ความสามารถเสียจริง ถึงไม่สามารถจัดการสตรีผู้นั้นได้ ปล่อยให้นางเหิมเกริมกลับมาล้างผลาญจวนสกุลหลี่จนเกือบมอดไหม้ไม่เหลือ!ฮูหยินผู้เฒ่ามองเศษซากเรือนที่ถูกเพลิงไปแผดเผาวอดวายไปหลายหลัง จนแทบทรุดลงสิ้นเรี่ยวแรง เข่าอ่อนแทบเป็นลมครั้งแล้วครั้งเล่า “จวนหลี่อ๋องกำลังจะล่มสลายจริงๆ หรือ...” เสียงพร่าจากลำคอนางดังแผ่วเหมือนคำสาปกลางลานกว้าง หลี่เฉิงหยวนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันเขม่าดำ เสื้อคลุมเปรอะเขม่า ชายเสื้อถูกไฟไหม้เป็นรอยยาว ผมที่เคยเรียบกลับยุ่งเหยิง มีคราบเขม่าติดอยู่ตามขมับและปลายคางดวงตาคมกริบฉายแววขุ่นมัวเจือด้วยความโกรธ โชคดีนักที่ยามนั้นเขายังไม่หลับ และยิ่งโชคดีกว่านั้น ถงซิ่น
ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่เอือมระอาจจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตำหนิบุตรสาว นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ซ้ำๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด มือที่กำลังถือตะเกียบพลางเขี่ยข้าวในชามไปมาไม่ต่างจากเด็กเล็กเรื่องบานปลายมาถึงเพียงนี้แล้ว ยากเกินที่จะเยียวยาหากจะเกิดอะไรก็ต้องเกิดเถิด!หลี่เฉิงหยวนคีบข้าวเข้าปากอย่างเชื่องช้า ท่าทางเหม่อลอยไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา เขาได้ยินเสียงตะเกียบกระแทกชามดังไม่หยุดจึงเงยหน้าขึ้นมอง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์“อาหารมื้อนี้รสชาติไม่ดีหรือ…เหตุใดท่านถึงเอาแต่เขี่ยไปมาเช่นนี้”อาหารทุกมื้อในจวนหลี่อ๋องปรุงโดยพ่อครัวฝีมือดีเก่าแก่ รสชาติจึงไม่น่าจะมีปัญหา ความไม่อร่อยคงเป็นเพราะบรรยากาศอึมครึมที่ไม่ชวนรับประทานทั้งหนาหู ทั้งอุดอู้ และหมองหงอยหนักหน่วงแม้แต่พวกสาวใช้ยังรู้สึกอึดอัด กลืนอะไรลงไปก็ไม่ลง ลมหายใจติดขัด…นับตั้งแต่พระชายาเอกและซื่อจื่อน้อยไม่อยู่ที่จวนสกุลหลี่ก็วังเวง ดูราวกับไร้ผู้คน“ข้าอิ่มแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนวางตะเกียบลงอย่างเบื่อหน่ายนางหยิบผ้าเช็ดปากจากสาวใช้เช็ดริมฝีปากช้าๆ แล้วกล่าวเสียงแผ่วแต่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง“กินอย่างไรก
ถงซิ่นเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษตรงหน้าพอดี ใบหน้าคนงามระบายยิ้มกว้างความหนักอึ้งในใจพลันผ่อนคลายลง น้ำเสียงหวานหัวเราะร่าออกมาอย่างขบขันนางกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ “วาจาของคุณชายเจ้าเล่ห์นัก…หากข้าไร้สติก็คงคล้อยตามตกหลุมพรางที่ขุดไว้ และจะต้องหลงคิดว่าคุณชายต้องมีใจให้แน่ๆ เจ้าค่ะ”ซ่งเจ๋อหานชะงักไปครู่หนึ่งกับถ้อยคำหยอกเย้า รอยยิ้มบนริมฝีปากหนาโค้งยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะในลำคอแผ่ว ราวกับพยายามกลบความรู้สึกบางอย่างที่ไหววูบขึ้นในดวงตา“หึ! ข้าไม่เก่งนักเรื่องเสแสร้งปั้นหน้ากล่าวคำหวานเพื่อเข้าหาสตรี” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ปลายประโยคกลับอบอุ่นผิดจากเดิม “และหากคิดจะลวงสตรีใดให้ตกหลุมพราง…ข้าคงไม่มีทางเริ่มจากแม่นางแน่”สายตาคมกริบช้อนประสานตากับสตรีตรงหน้าอย่างจงใจ ริมฝีปากหนาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆซ่งเจ๋อหานคิดว่าจะไม่ได้พบพานกับนางอีกแล้วทว่าก็หาได้คิดจะถอดใจตอนที่มีคนจากพ่อบ้านสกุลถงแจ้งแก่ทหารยามหน้าวังหลวงว่าต้องการเข้าไปตำหนักใน พร้อมนำจดหมายจากสกุลถงมาส่งให้ถึงมือซ่งเจ๋อหานเดินผ่านมาพอดี จึงรับจดหมายไว้ก่อนจะนำไปส่งให้หลี่กุ้ยเฟยด้วยความกระตือรือร้นเพียงได
ถงซิ่นเหยาชะงักพอได้ยินถ้อยคำนั้น นัยน์ตาเมล็ดซิ่งหันไปสบเข้ากับดวงตาคมกริบของหลี่เฉิงหยวนพอดี นางไม่อยากจะพบหน้าบุรุษผู้นี้ในยามนี้นักมิใช่เพราะทำใจไม่ได้ที่ต้องจากไป แต่กลับความเอือมระอา เหม็นขี้หน้าจนคลื่นไส้แล่นพล่านต่างหากสายลมโชยพัดผ่าน อากาศเย็นยะเยือกจนขนลุกซู่ ราวกับเวลาหยุดนิ่งชั่วขณะ ทั้งคู่ยืนนิ่งจ้องมองกันอยู่นานครู่หนึ่ง หาได้มีผู้ใดเอ่ยเอื้อนสักครึ่งคำภายในอกของเขารู้สึกคันยุบยิบ หน่วงหนักและอึดอัดเมื่อมองดวงตางามคู่นั้นไร้อารมณ์ ไม่แสดงแววใดให้เห็นหลี่เฉิงหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนถามย้ำด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น“คิดจะไปไม่ลาเลยหรืออย่างไรกัน”ถงซิ่นเหยาคลี่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงหวานกลั้วหัวเราะ “หม่อมฉันได้ยินมาว่าไป๋เหม่ยฮวาหนีออกจากจวน ไม่ว่ามองไปทางใด ผู้คนล้วนวุ่นวาย…ข้าจึงมิอยากรบกวนเพคะ”ทั้งที่ความจริง นางจงใจไม่บอกใคร แม้กระทั่งแม่สามีลึกๆ ในใจ ถงซิ่นเหยายังคงโกรธเคืองไป๋เหม่ยฮวา…สตรีผู้นี้เป็นผู้วางยาหลี่จวิ้นหรงบุตรชายของนางจนเกือบพิษไปเย็น แม้จะถูกกักขังแยกไว้ แต่กลับไร้ผู้ใดจัดการและปล่อยให้หนีออกไปด้วยนิสัยของไป๋เหม่ยฮวา หากไม่สั่งสอนให้เข็ดหลาบ ย่







