เข้าสู่ระบบเมื่อเฟยเฟิ่งมาถึงบ้านก็เห็นว่ามีคนเพิ่มมาในบ้านหลายคนด้วยกัน ครอบครัวของซีผ่าเจียที่กลับไปในคราแรกที่เกิดเรื่องกลับมาพร้อมอาหารหลายอย่าง ซูหนิงฮวาภรรยาของซีผ่าเจียที่อยู่กันมายี่สิบปีเป็นคนจัดเตรียมให้ทั้งหมด
“ที่แท้ลูกค้าประจำผู้นี้ก็เป็นพี่สะใภ้ใหญ่เองหรือ” ว่านเฟยเฟิ่งรีบเข้าไปจัดเตรียมของเพื่อให้พี่สะใภ้ผู้นี้นำติดไม้ติดมือกลับไป
“ไม่ได้บอกเพราะกลัวเธอจะไม่ขายให้ อย่าถือโทษกันเลยน้องสะใภ้” หนิงฮวายิ้มแย้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“พี่สะใภ้นำเนื้อที่ซื้อไปมาทำกับข้าวมากมายเช่นนี้ พี่นำเนื้อที่บ้านฉันติดกลับไปนะคะ ฉันคงลุกมาทำไม่ไหว นี่ก็เริ่มเจ็บแผลอีกแล้ว” เฟยเฟิ่งยิ้มอย่างเกรงใจ ยุคนี้การจะได้กินเนื้อไม่ง่าย แม้ว่าจะมีลูกค้าฝากซื้อทุกวัน แต่ส่วนใหญ่ก็ล้วนไม่ใช่คนเดิม และซื้อในปริมาณที่เล็กน้อยมาก บ้างก็ซื้อให้เฉพาะลูกๆ ที่ยังเล็กอยู่ แต่ตนเองกินชิ้นเดียวพอให้หายอยาก
“อืม ขอบใจมาก นี่ลูกๆ ของฉันกับผ่าเจีย ผู้ชายคนโตกำลังจะแยกบ้านออกไปคือสื่อข่าย อายุสิบเก้าอีกหน่อยก็จะแต่งงานแล้ว ผู้ชายคนสุดท้องคือต่งจิ่ง เพิ่งจะสิบเอ็ดขวบ เรียกใช้งานได้ทั้งคู่ ส่วนคนกลางลูกสาวคนเดียวของฉัน อายุพอๆ กับเธอ ถ้าเบื่อก็มาพูดคุยกับฮวาจูได้ทุกเมื่อเลย”
“ฉันอายุได้สิบเจ็ดแล้ว กำลังต่อรองกับพ่อแม่ ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยได้ปีหน้าก็ยังไม่ต้องแต่งงาน” ฮวาจูพูดออกมาเสร็จก็นึกได้ รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นรู้สึกผิดในทันที “ขอโทษอาสะใภ้ด้วย ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่เป็นไร ฉันขอให้เธอเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างที่ตั้งใจ ถ้ามีอะไรสงสัยฉันพอจะช่วยเป็นคู่ทบทวนได้ ฉันก็คงจะเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกันถ้าไม่ได้ถูกแม่เลี้ยงทำแบบนี้”
ว่านเฟยเฟิ่งรู้ดีว่าหากยามนี้วิญญาณในร่างไม่ใช่เธอ ร่างนี้คงได้อาละวาดไปแล้ว เพราะคะแนนการสอบของเฟยเฟิ่งคนเก่านั้นมากพอที่จะเข้ามหาวิทยาลัยอะไรก็ได้ตามใจตน แต่เพราะเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่ได้สร้างความเอ็นดูไว้ จึงถูกมองข้ามข้อนี้ไป และส่งให้แต่งงานไปง่ายๆ
“ฉันเคยเห็นชื่อเธอในหนังสือพิมพ์ว่าเป็นที่สามของมณฑล คนเดียวกันใช่ไหมคะ” ฮวาจูถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนักว่าเธอจำมาถูกหรือไม่ ฮวาจูพยายามจดจำชื่อเด็กนักเรียนหญิงที่สอบได้คะแนนสูงทั้งจากมณฑลตัวเอง และมณฑลข้างเคียงเพื่อเป็นแรงบันดาลใจจึงพอจะคุ้นชื่อของว่านเฟยเฟิ่งอยู่บ้าง
“คนเดียวกัน”
เมื่อเฟยเฟิ่งระบุออกไปว่าเป็นคนเดียวกัน ทุกคนในบ้านก็หันมองหน้ากันอย่างตกตะลึง ครอบครัวคนรวยไม่ส่งลูกสาวที่เป็นถึงที่สามของมณฑลเรียนหนังสือ แต่กลับส่งมาแต่งงานกับผู้ชายอายุสามสิบปีที่ผ่านการแต่งงานมาสามครั้ง พ่วงลูกติดอีกสองคน ทั้งยังอยู่ในชนบท พวกเขาไม่อยากจะดูถูกตัวเอง แต่มองอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
“ฉันเคยอคติคิดว่าเธอคงมีปัญหาบางอย่าง แต่วันนี้ได้ยินคำว่าแม่เลี้ยงก็รู้แล้วว่ากลั่นแกล้ง” คู่สะใภ้ของเฟยเฟิ่งเอ่ยออกมา แต่แม้จะเป็นการตัดโอกาสกันก็ยังรู้สึกว่าโชคดีนักที่ชะตายังไม่เลวร้ายเกินไป ทำให้น้องสะใภ้ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดีที่สุดในหมู่บ้าน หนิงฮวาคิดว่าหากจะมีใครย้ายจากชนบทไปเป็นคนเมืองได้คงมีแต่น้องชายสามีผู้นี้
“อย่าหาว่าฉันด่าอาฉันเลย แต่แม่เลี้ยงของเธอใจร้ายจริง ถ้าพ่อกับแม่จะให้หนูไปแต่งงานกับคนอายุสามสิบหนูก็คงไม่ยอมหรอก ต่อให้หล่อก็ไม่เอาอยู่ดี” ฮวาจูพูดออกมาอย่างขุ่นเคือง ให้แต่งานกับคนรุ่นอา ฮวาจูคนนี้ยอมตายดีกว่า
“แม่เลี้ยงฉันไม่ได้เป็นคนจับฉันแต่งงานกับอาชายของเธอมาหรอก เป็นอาหญิงของฉันเอง ถ้าให้แม่เลี้ยงเลือกคงต้องแก่กว่านี้ ไม่ทำงานทำการ มีประวัติตีเมีย หรือไม่ก็ติดเหล้าติดการพนัน ฉันเป็นคนเอาแต่ใจถ้าได้สามีเด็กกว่านี้อาหญิงคงกลัวว่าจะดึงฉันไม่อยู่” ว่านเฟยเฟิ่งขบขันเล็กน้อย ยอมด่าตนเองให้ผู้คนเห็นว่าเธอเองก็รู้นิสัยตัวเองอยู่
“ลูกชายฉันเป็นคนดี ดีที่สุด ดีกว่าที่ใครๆ รู้เสียอีก” ซูเจินปริปากออกมาเป็นคำแรกเพื่อปกป้องบุตร
“หน้าตาก็ดีผิดพ่อผิดแม่ผิดพี่ชาย” ซีผ่าเจียพูดคำที่ได้ยินมาตั้งแต่น้องชายคนนี้ถูกอุ้มเข้ามาในบ้าน
“แต่อาสะใภ้ดีกว่ามาก เกิดมาสวยเอาแต่ใจหน่อยก็ไม่เป็นอะไร” ซีต่งจิ่งกล่าวออกมาตามที่เคยได้ยินผู้ใหญ่พูดถึงคนสวยในหมู่บ้าน
“พูดบ้าอะไร” ซีสื่อข่ายรีบเอามือปิดปากน้องชาย
“น้าเฟิ่งก็สวยจริงๆ” ซูลี่กับหลันลี่พูดขึ้นพร้อมกัน
“แค่มองตาน้าเฟิ่งก็ลืมตอนที่ถูกดุไปหมดแล้ว” จื่อซวานกล่าวออกมาหน้าตาย หากไม่ใช่คำพูดของเด็กเจ็ดขวบคงคิดว่าเฟยเฟิ่งกำลังถูกจีบเข้าแล้ว
“ไม่ต้องชมแล้วค่ะ ถ้าเท้าฉันไม่ติดพื้นจะยุ่งยากเอา รีบกินกันเถอะ เหมยหลันกินด้วยกันเลยสิ” เฟยเฟิ่งตัดบทหลังได้คำชมจนพอใจแล้ว ใครจะเชื่อว่าผมที่แหว่งของเธอยังไม่อาจทำลายความงามของใบหน้านี้ได้
เหมยหลันที่ทำหน้าไม่ถูกเมื่อได้มารู้เรื่องภายในครอบครัวคนอื่นพยายามทำตัวเล็กลีบที่สุด แต่ไม่คิดว่าเฟยเฟิ่งจะยังหันมาเรียกหาตนเองได้ “ไม่ดีกว่า ฉันต้องกลับไปทำอาหารให้ที่บ้านด้วย”
“รอเดี๋ยว” เฟยเฟิ่งเตรียมของแห้งส่วนหนึ่งให้เหมยหลันกลับไปแทนคำขอบคุณที่อยู่เฝ้าบ้านให้กับเธอก่อนหน้านี้
.
.
.
คืนนั้นหลังจากทุกคนกลับไปแล้วเฟยเฟิ่งก็ลุกขึ้นมานั่งทำของสำหรับขายในวันรุ่งขึ้น โดยมีจื่อซวานคอยช่วยอยู่ข้างกาย
“น้าเฟิ่ง น้าเฟิ่งรังเกียจพ่อไหม” ซีจื่อซวานได้ฟังเรื่องเมื่อตอนเย็นเริ่มรู้สึกกังวลใจกลัวว่าแม่เลี้ยงที่ทั้งสวยและเก่งเช่นนี้จะไม่พอใจคนบ้านตน
“ไม่รู้สิ ฉันไม่เคยเจอพ่อของเธอสักหน่อย” เฟยเฟิ่งยักไหล่ไม่สนใจนัก ปั้นแป้งที่ต้องใช้ต่อไป
“พ่อสามสิบแล้ว น้ารังเกียจไหม” จื่อซวานยังคงถามต่อ
“ถ้ายังดูดีก็ไม่รังเกียจ น้าชอบคนหล่อ แบบ…ช่างเถอะ” เฟยเฟิ่งพูดออกไปแล้วก็ชะงักค้างเพราะดันไปนึกถึงคนงานที่เจอในตลาด และที่โรงพยาบาลวันนี้ เพราะเมื่อมาคิดดูให้ดีแล้วผู้ชายคนนั้นหน้าตาดีมาก คมเข้มต่างจากอาตี๋ทั่วไปที่เธอเคยชิน
ตี๋เข้มๆ ตรงเทสมากแม่ ทำไมฉันต้องย้อนมาแบบเลือกสามีเองไม่ได้ด้วยเนี่ย!
“งั้นน้าสบายใจได้ พ่อหล่อมาก คนในหมู่บ้านก็ชอบพ่อกันหมด ถ้าไม่มีข่าวลือแปลกๆ บ้านนี้คงไม่มีวันสงบแบบนี้หรอก ส่วนน้าเฟิ่งก็สวยที่สุดในหมู่บ้าน เกิดมาเจ็ดปีพึ่งเคยเจอคนสวยขนาดนี้ เหมาะสมจริงๆ”
“เหมาะสมก็เหมาะสม ถ้าน้าสวยอย่าลืมบอกพ่อให้ดีกับน้ามากหน่อยแล้วกัน”
“ครับ เรายังทำอาหารแบบเดิมใช่ไหม”
“ใช่แล้ว แต่ถ้าต่อไปไม่มีมะเขือเทศขายเราจะทำอะไรไปขายดีจื่อซวาน”
“ขอไปคิดก่อนนะครับ”
“คิดไปเอาที่ประคบไปให้ย่าไปด้วยได้ไหม”
หลังเด็กน้อยจากไปก็เหลือเพียงเฟยเฟิ่งทำงานอยู่คนเดียว นึกแปลกใจที่เมื่อกลางวันผีผู้ชายคนนั้นเข้ามาในบ้านและช่วยเธอต่อยตีกับคนบ้านอันได้
“หรือว่าเสียผ่าจะหลอกให้เรากลัว แต่จริงๆ ไม่มีผีในบ้านกันแน่” เฟยเฟิ่งพึมพำออกมาอย่างไม่เข้าใจนัก แต่ครู่ต่อมาก็เห็นการเคลื่อนไหวที่หางตาปรากฏขึ้นพอดี
แม่ง…ถือเป็นคำเชิญอีกใช่ไหมเนี่ย
เมื่อหันกลับไปก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงที่เคยเห็นสะท้อนจากน้ำอย่างในวันแรกที่โผล่มาช่วงเวลานี้ ผีตนนั้นขยับปากแต่กลับไม่มีเสียงพูดออกมาสักคำเดียว
“ทำไมเธอถึงมาน่ากลัวแบบนี้ทุกครั้งเลย ฉันจะหัวใจวายเอานะ” เฟยเฟิ่งพนมมือขึ้นอย่างหวาดกลัว
แต่แม้จะพูดแบบนั้นผีตนนี้ก็ยังคงอยู่ในรูปลักษณ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง ผมที่ปิดหน้าให้เห็นแค่ปากก็ยังเป็นเช่นนั้น สีผิวซีดเซียวก็ไม่ได้สดใสขึ้น ชุดสีทะมึนก็ยังคงหม่นแสง
“หรือเธอโกรธ นั่นเฟยเฟิ่งรึเปล่า ครั้งแรกเธอพูดว่าคืน หมายถึงคืนร่างใช่ไหม ฉันทำไม่เป็น วันนี้ตอนล้มวิญญาณก็ไม่หลุดเหมือนครั้งแรก ฉันขอโทษ ฉันน่ะ..”
ผีผู้หญิงตนนั้นยกมือขึ้นคล้ายว่าจะห้ามให้หยุดพูด จากนั้นก็พยายามขยับปากอีกครั้ง แต่ไม่มีเสียงออกมาเช่นเดิม ผีสาวพยายามอยู่หลายครั้ง เฟยเฟิ่งเองก็ลุ้นจนเหนื่อย อยากรู้ความต้องการของวิญญาณสาวเช่นกัน แต่พยายามเท่าใดก็เห็นแต่ท่าทีท้อถอยก่อนวิญญาณจะจางหายไป นั่นทำให้เฟยเฟิ่งไม่รู้สึกกลัวผีตนนี้อีกต่อไป คิดเองว่าคงเปลี่ยนรูปลักษณะที่ปรากฏไม่ได้จึงเป็นเช่นนั้น
ที่แท้ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เรื่องที่ว่าอ่อนแอก็คงจะจริงสินะ
“ไม่เห็นหน้าแล้วจะรู้ได้ยังไงกันว่าเป็นใครต้องการอะไร” เมื่อจบกับผีในบ้านเฟยเฟิ่งก็เตรียมของที่ทำก่อนได้อีกนิดหน่อยจึงตัดสินใจปิดบ้าน
เมื่อเดินเข้าไปภายในก็ได้ยินย่าของเด็กๆ เล่านิทานพื้นบ้านให้หลานฟังดังมาจากห้องนอน ทำให้เข้าใจทันทีว่าเหตุใดจื่อซวานไม่ได้กลับออกไปช่วยอีก ที่แท้ก็มีเรื่องบันเทิงแบบนี้ให้ฟังนี่เอง
ว่านเฟยเฟิ่งมองกระเป๋าผ้าที่สอดไว้ใต้เตียง และย้อนนึกไปถึงเรื่องราวความทรงจำที่ได้เห็น เธอสาบานกับตัวเองแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องประสบความสำเร็จมากกว่าพี่น้องคนละแม่ของร่างนี้ให้ได้
“ชีวิตของเธอต้องไปได้ไกลกว่ามิ่งจานอ้าย นังจิ่งเหมยจะต้องเสียใจที่ส่งเธอมาตั้งตัวไกลหูไกลตาแบบนี้
บทพิเศษ 3 ทารกฝาแฝดช่วงหัวค่ำของคืนปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นสบาย แต่ในห้องนอนของเฟยเฟิ่งกลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มและความอึดอัดของคนท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที เธอนอนตะแคงข้างพร้อมลูบท้องกลมโตเบาๆ ความรู้สึกหนักและแน่นกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก ท้องแฝดไม่เคยปล่อยให้เธอสบายอยู่แล้ว คืนนี้ก็เช่นกัน เธอพยายามจนข่มตาลงได้แต่แล้วเฟยเฟิ่งก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่ไหลออกมาตามขา เธอรีบยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ คิดในใจว่าคงเป็นเพราะแรงกดจากท้องแฝดจนทำให้เธอเผลอฉี่แตก แต่เมื่อเธอขยับตัวเพียงนิด น้ำอุ่นๆ ก็ไหลเพิ่มขึ้นอีก ความจริงแล่นวาบขึ้นมาทันที“ไม่นะ นี่มันน้ำคร่ำ!” เธออุทานเสียงสั่น ก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่าตัวสามีแรงๆ “พี่จื่อหาน! จื่อหาน สามี! ตื่นเร็วเข้า!”
บทพิเศษ 2 นายพลจ้วงได้สะใภ้กลางเสียทีแม้ชีวิตของลูกชายคนกลางและลูกสะใภ้จะเป็นไปได้ด้วยดี แต่จ้วงไป่ชิงก็ยังไม่ค่อยพอใจ เพราะฝั่งลูกชายก็ขยายร้านวัสดุไปเจ็ดสาขาในห้ามณฑลแล้ว ทั้งยังจัดตั้งโรงงานทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เฟยเฟิ่ง ขยายการเพาะปลูกสมุนไพรและดอกไม้ จนต้องว่าจ้างคนทั้งหมู่บ้าน ในโรงงานเองก็ผลิตสินค้ากันไม่ได้หยุดหน่อย เพราะร้านความงามสู่ขยายไปแล้วสิบสาขาในหลายมณฑลด้านฝั่งลูกสะใภ้ก็เรียนหนังสือได้ดีจนโล่งอก คิดหาลู่ทางหาเงินได้เป็นสิบเป็นร้อยวิธี จนจ้าวหลงเองก็ลาออกจากราชการมาเปิดธุรกิจของตัวเองแล้วเช่นกัน เพราะฟังเฟยเฟิ่งมามาก จนเกิดแรงบันดาลใจ แม้จะมีแต่คนบ้างานอยู่รอบตัวไป่ชิง แต่เมื่อไปเทียบกับลูกคนโตที่ภรรยาอย่างฟางลี่กำลังจะคลอดลูกคนแรก และอิงลี่ที่กำลังจะมีทายาทคนที่สอง ทำให้ไป่ชิงเริ่มกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าหลานที่เกิดจากสะใภ้คนนี้
บทพิเศษ 1 นักศึกษาว่านผ่านไปหนึ่งปี เฟยเฟิ่งเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่ในคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะไม่อยากเรียนบริหารธุรกิจแบบที่เคยจบมาแล้วในภพเก่า เธอไม่ได้ไปเรียนในเป่ยจิงอย่างที่เคยบอกจื่อหานไว้ แต่เธอเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับฮวาจู แม้ว่าคะแนนจะเพียงพอให้เลือกเรียนที่ไหนก็ได้ตามต้องการ แต่เมื่อดูความจำเป็นในชีวิตแล้ว การเรียนในเซี่ยงไฮ้สะดวกกว่ามาก และไม่ห่างจากหมู่บ้านชิวหลินมากเกินไปนั่นทำให้เฟยเฟิ่งยังสามารถผลิตน้ำตบ และครีมส่งขายให้กับร้านยาสู่ได้ดังเดิม และสู่มู่ไป๋เองก็ติดคนรักของตนมาก มารับส่งไปกลับที่บ้านเธอ และบ้านใหญ่ซีอยู่บ่อยๆ จื่อหานและเฟยเฟิ่งจึงสามารถติดรถกลับไปที่หมู่บ้านได้สะดวกทุกครั้ง จื่อหานคอบกลับไปดูความเรียบร้อยของเห็ด และแปลงดอกไม้ที่จ้างพี่ชายดูแลเต็มเวลา ส่วนเฟยเฟิ่งก็ผลิตสินค้าของตัวเองไปตามกำลัง
บทที่ 125 รำคาญค่ำคืนนี้ครอบครัวเล็กซีก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังเดิมต่อไปอีกหนึ่งคืน เพราะกว่าจะเสร็จเรื่องราว รถไฟไปเซี่ยงไฮ้ก็หมดรอบไปแล้ว เสียงแมลงร้องดังเหมือนอย่างทุกวัน อากาศเย็นยามกลางคืนพัดผ่านกระทบผิว เฟยเฟิ่งไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ เธอพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น ขยับตัวอย่างเบามือ ระวังไม่ให้จื่อหานตื่น เพื่อไปแง้มประตูแอบดูลูกๆในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากพระจันทร์ลอดเข้ามา จื่อซวานและซูลี่นอนหลับสนิทอย่างสบายไร้กังวล เสียงลมหายใจเบาๆ ของเด็กทั้งสองทำให้หัวใจของเฟยเฟิ่งค่อยๆ อ่อนลง แม้จะรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยดี เธอกลับยังวางใจไม่ได้ อารมณ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักและความกลัวประหลาดๆ ทำให้เธอเอียงหัวพิงกรอบประตู จ้องมองภาพเด็กทั้งสองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องตรวจสอบให้แน่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขายังอยู่ตรงหน้า
บทที่ 124 ขอเรียกว่าแม่“กรี๊ดดดดด” เสียงร้องลากยาวดังขึ้นทันทีเมื่อกระสุนปืนดังขึ้นสามนัดเลือดจากขมับและลำคอของจางเข่อซินสาดลงบนใบหน้าของเฟยเฟิ่ง รสเหล็กในปาก ทำให้ผู้ที่ถูกทำร้ายลืมเจ็บลุกขึ้นอ้วก ผลักร่างของคนร้ายที่ล้มมาทับตนเองออกไปโดยไม่มีเยื่อใย“เฟยเฟย!” ซีจื่อหานที่ต้องการวิ่งเข้ามาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขวางทางไว้ห้ามไม่ให้เขาเข้ามา แต่เพราะไม่อาจจะห้ามเฟยเฟิ่งได้เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดต้นเสียงทันทีที่ได้ยินเขาเรียก“คนที่ฆ่าพวกผู้หญิงที่หายไปคือจางเข่อซิน ฮือ เขาเป็นคนทำทั้งหมดเลย จางลี่ จานอ้าย ก็ฝีมือเขาทั้งหมด ฮึก”
บทที่ 123 ปิดฉากฆาตกร“น้าเฟิ่งบอกมาสิครับ” จื่อซวานจ้องมองหาคำตอบด้วยคราบน้ำตาที่เปรอะหน้า เขาสับสนจนไม่รู้จะวางตัวอย่างไรเสียงเด็กทั้งสองเริ่มร้องไห้ประสานกันระงมด้วยความกลัวและความสับสน เมื่อผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ และเป็นผู้ที่ควรจะปกป้องพวกเขากลับลุกขึ้นมาทำร้ายเสียอย่างนี้จางเข่อซินส่งยิ้มเย็นที่ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยตามมารยาทมาให้เฟยเฟิ่ง ดวงตาแฝงแววเยาะเย้ย “ว่ายังไงล่ะน้าเฟิ่ง จะบอกจื่อซวานกับซูลี่ยังไงดี”“ลุงเข่อซินคือคนที่ทำร้ายผู้หญิงที่หายไป ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร อย่ากลัวเด็ดขาด เขาคือปีศาจที่กินความกลัวเป็นอาหาร ถ้าเราไม่กลัวผู้ชายคนนี้เขาก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้ หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ เชื่อน้านะ”
บทที่ 74 หายไปไหนกันแน่ซีจื่อหานเมื่อประคองเฟยเฟิ่งลงมาแล้ว เขาชวนเธอไปนั่งข้างลำธาร เพราะยังไม่ต้องการให้ต้องปะทะกับแม่ของเขาตั้งแต่กลับมา
บทที่ 68 หาทางให้เวรกรรมซีจื่อซวานที่ได้สติก็รีบออกวิ่งตะโกนให้คนมาช่วย ส่วนซูลี่เองแม้ว่าจะตกใจก็ยังพยายามวิ่งตะโกนตามพี่ชาย ส่วนเฟยเฟิ่งได้แต่ยืนจ้องผีในบ้านที่เจต
บทที่ 66 เกี่ยวข้าวก่อนใคร“จะไปไหนคะ” เฟยเฟิ่งรีบเอ่ยถามทันทีที่สามีเดินตามหลังมา 
บทที่ 64 ใครเป็นห่วงคุณกันว่านเฟยเฟิ่งที่อยู่ในมิติจนเวลาด้านนอกผ่านไปถึงสามชั่วโมงจึงได้ออกมาจากมิติ แต่น่าแปลกที่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวผู้ชายที่เคยเห็นในหมู่บ้า







