ทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่เห็นผี

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่เห็นผี

last update最後更新 : 2026-03-16
語言: Thai
goodnovel16goodnovel
評分不足
129章節
1.4K閱讀量
閱讀
加入書架

分享:  

檢舉
作品概覽
目錄
掃碼在 APP 閱讀

故事簡介

ทะลุมิติ/ย้อนยุค/ย้อนเวลา

ตามใจภรรยา

ทำอาหาร

ดื้อรั้น

การแต่งงานตามสัญญา

เกิดใหม่

ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในร่างสะใภ้ยุค 80 ก็คิดว่าจะได้สโลว์ไลฟ์ดูแลลูกเลี้ยงและแม่สามีเป็นนางเอกนิยายแสนดี แต่เธอกลับมีความสามารถใหม่ ทั้งยังต้องรีบหาเงินหนีไปซื้อบ้านให้ไกล ก่อนที่ฆาตกรต่อเนื่องคนดังจะลงมือ

查看更多

第 1 章

บทนำ ไทยมุง

มลพิษในอากาศพุ่งทะยานสูงไปถึง 3,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในยุคนี้เราอาจจะได้ยินคำว่าฝุ่นผง Pm 2.5 แต่เชื่อไหมว่าในขณะที่นิยายเรื่องนี้ดำเนินไปตัวเลขมันพุ่งไปถึง Pm 8.0 เข้าไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ปริมาณฝุ่นในอากาศที่มนุษย์อาศัยได้โดยไม่เป็นอันตรายคือ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

.

ด้วยความสัตย์จริงโลกไม่ได้เกิดสงครามนิวเคลียร์ แต่พวกเรากำลังเผชิญอยู่กับเชื้อร้ายที่แผ้วถางทุกสรรพสิ่งอย่าง "โคโรน่าไวรัส" แล้วก็อาจจะเป็นเพราะจำยากล่ะมั้ง เหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจึงตั้งชื่อโรคอุบัติใหม่นี้ว่า "covid -19" ซึ่งเกิดจากการรวมคำสามคำ (c)orona , (vi)rus , (d)isease และ starting in 20(19) เข้าด้วยกัน!

.

ไวรัสร้ายกัดกินไปทุกพื้นที่มันแทรกซึมเข้าสู่ผู้คน , สัตว์เลี้ยง , ปศุสัตว์ , หรือแม้กระทั่งแหล่งน้ำ ปลาทะเลสัตว์น้ำจืดต่าง ๆ ล้วนถูกปนเปื้อนหมด การแพร่ระบาดอันหนักหน่วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2019 จวบจนถึงปีปัจจุบัน แล้วโลกก็ถึงกาลปาวสานอย่างสมบูรณ์แบบ!

.

ทั่วทุกหัวระแหงกลายสภาพเป็นทะลทราย ตึกรามบานช่องถูกทิ้งร้างเต็มไปด้วยฝุ่นผงและเถ้ากระดูกของซากศพที่ตายแล้วไม่ได้ฌาปนกิจ พวกเขาถูกปล่อยให้เน่าตายอย่างน่าสงสาร การกักตัวอันแสนทรมานทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ในสภาวะอดอยากขาดของกิน เกิดการจราจลปล้นสะดมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เงินไม่มีค่าแบงค์พันเป็นปึกก็ไม่ต่างจากเศษกระดาษ เพราะเอาไปซื้ออะไรใครก็ไม่ยอมขาย

.

ซากกระดูกร่างหนึ่งหล่นลงมาจากแง่งระเบียงของคอนโดที่เคยหรู ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นชายหรือหญิง รู้แต่ว่าแห้งผากเหมือนขาดน้ำ อวัยวะภายในระเหยหายไปหมดไม่ต่างจากมัมมี่ วินาทีที่ตกกระทบพื้นจากความสูงระดับตึก 10 ชั้น ทำให้เศษชิ้นส่วนแตกกระจายเกลื่อน ผมเผ้าไม่เหลือสักเส้น แขนไปทางขาไปทางชวนให้จิตตก ก่อนที่จู่ ๆ จะมีฝูงหมาหิวโซราว 3 - 4 ตัว ปรี่เข้ามารุมแทะ

.

"บ๊อก! , บ๊อก! , บ๊อก!"

"งั่ม! , ง่ำ ๆ ๆ , ง่ำ ๆ ๆ , งั่ม!"

.

กระดูกกับหมาล้วนเป็นของคู่กันแต่ทำไมนะทำไมกัน คราวนี้เห็นทีจะไม่ใช่! เมื่อ covid-19 กินลึกเข้าไปถึงไขกระดูก มันยักย้ายถ่ายเทเชื้อจากร่างพาหะหนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง โดยไม่สนว่าจะเป็นคนหรือเป็นหมา ฉะนั้นทันทีที่ฝูงหมาดังกล่าวถอยร่นออกมาหลังกินเสร็จ ร่างของพวกมันก็เริ่มหลอมละลาย

.

covid - 19 พัฒนาการได้เร็วมากใน ค.ศ.นี้ มันไม่ได้เล่นงานแค่ปอดทำให้หายใจลำบากอย่างเดียว แต่มันฆ่าทุกเซลล์ พลาสม่าในกระแสเลือดเหยื่อจะทำปฏิกิริยากับเอมไซม์ทำให้เลือดมีสภาพเป็นกรด

.

หลักฐานคือการหอนแบบแหบแห้งที่ไม่ต่างจากการไอ กลุ่มเจ้าตูบผู้หิวโหยนอนเอาหัวพิงกันตะกุยตะกายแช่มช้า แล้วต่อมาขนของพวกมันก็เริ่มหลุดร่วง ผิวหนังปริแตกออกเป็นเยื่อบาง ๆ เปื่อยยุ่ยไหลลงมากองรวมกันบนพื้นอย่างน่าขนลุก มีเลือดกรดไหลซึมออกมาพร้อมกับฟองอันฟดฟู่ ช่างเป็นภาพที่น่าหดหู่แต่ก็ยังดีที่ไม่กี่อึดใจต่อมา สัตว์ทั้งหลายก็สูญสลายกลายเป็นไอละออง

.

"ฟู่~~~!"

.

เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นทุกตารางเมตรบนโลก ไม่ว่าจะในเมืองหลวงหรือชนบท มนุษย์โลกลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วนับจากการระบาดเมื่อ 3 ปีก่อน ณ ปัจจุบันเราเหลือจำนวนประชากรโลกเพียง 1 ใน 3 หรือ 2 พันล้านคนจาก 7 พันล้านคนเมื่อปี 2019 แล้วก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุดลงเลย นับวันคนก็ยิ่งตาย สภาวะอดอยากเข่นฆ่าแย่งทรัพยากรมีปรากฏให้เห็นในทุกประเทศ ไม่ว่าจะชาติไหนหรือนับถือศาสนาอะไร

.

พระเจ้าไม่อาจช่วย อัลเลาะห์ก็ไม่แยแส ส่วนเจ้าชายสิทธัตถะจากอินเดียน่ะเหรอ ต้นโพธิ์ที่พระองค์นั่งตรัสรู้ตอนนี้ก็น่าจะถูก covid -19 กัดกร่อนลงไปยังรากลึกแล้ว โลกกำลังจะตายโดยไม่ต้องสืบ วิกฤตโลกร้อน Climate Change , ปรากฏการณ์เอลนินโญ่ , พายุหมุน , สึนามิ , สกิลการทำลายของภัยพิบัติเหล่านั้นช้าเป็นเต่าคลาน เมื่อเทียบกับความตะกละตะกลามของไวรัสร้ายนามว่าโควิด

.

.

ณ แอ่งน้ำอันแห้งขอดแห่งหนึ่ง สันนิษฐานจากสายตาคิดว่าน่าจะเป็นบ่อบำบัดน้ำเสียของโครงการบ้านจัดสรรสักที่ ทว่ากลับไม่มีใครสน ฝ่าเท้าที่ห่อหุ้มด้วยรองเท้าบูธหุ้มข้ออย่างดีย่างกายไต่ขอบตลิ่งลงไปสู่ก้นบ่อด้านล่าง เศษธุลีดินโบยบินเศษหินปลิวว่อนฟุ้งโขมง บ่งบอกว่าความเหือดแห้งกลางใจเมืองนั้นแสบทรวงขนาดไหน

.

หล่อนย่ำเท้าไปข้างหน้า 30 ก้าว กว่าจะค้นพบแหล่งที่มีความชื้นปรากฏ สักพักรองเท้าบูธก็เริ่มมีรอยบุ๋มและมีเศษดินโคลนเปื้อนติด นั่นทำให้เธอพอจะมีความหวัง

.

"ได้การณ์ล่ะ! ตรงนี้พอจะมีน้ำแฮะ!"

หญิงสาวพูดกับตัวเอง พลันซ่อนรอยยิ้มสวยเอาไว้ภายใต้หน้ากากกันฝุ่นรุ่นพิเศษ

.

จากนั้นจึงค่อย ๆ ย่อตัวลงช้อนฝ่ามือทั้งสองข้างแหวกผ่านมวลโคลนตม เพื่อตักเอาน้ำอันน้อยนิดขึ้นมาซดเสียงดัง โครกกกก!! ลงสู่ลำคอ

.

"อึก ๆ , อึก ๆ , อึก...ก...ก..ก , อึก ๆ"

.

"อ่าาาาาา~!"

.

ไม่ถึงกับชื่นใจแถมยังฝืดคอเป็นที่สุด อย่างที่รู้ว่ามันคือบ่อบำบัดน้ำเสียแล้วจะไปเอาความสะอาดสดใสเหมือนน้ำดื่มตราสิงห์ในขวดพลาสติกได้ยังไง เม็ดทรายนับล้านกลิ้งกลอกลงลำคอ แต่ก็ช่างมันเถอะ! ในเมื่อความกระหายกำลังจะฆ่าเธอกับเพื่อน ๆ ให้ตายอยู่รำไร เจออะไรก็ต้องกระดกเอาไว้ก่อน

.

หญิงสาวอยู่ในชุดผ้าคลุมสีเขียวขี้ม้า เธอมีผมตรงยาวประบ่าสีส้มอมแดงแถมยังเต็มไปด้วยคราบเขม่า เนื้อตัวสกปรกมอมแมมตามสไตล์ของผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายซึ่งละม้ายคล้ายกับซอมบี้มากกว่าจะเป็นคน แต่ก็ไม่ใช่เพราะเธอยังมีจิตใจเมตตาเป็นกุศลอยู่ หลังจากซดน้ำล้างคอเสร็จ ก็เลยตัดสินใจลงมือทำแบบเดิมซ้ำอีกรอบ

.

ทว่าคราวนี้ต่างจากเดิมหน่อยเพราะน้ำในอุ้งมือที่ช้อนมาได้จู่ ๆ ก็ถูกเทเข้าไปในกระเป๋ากางเกงซะอย่างงั้น! เธอนั่งลงตักอีกสามสี่ทีจนกระเป๋ากางเกงตุงได้ที่ จึงได้ยืนขึ้นแล้วก็เอื้อมมืออีกข้างมาตบลงที่กระเป๋าเสียงดัง "เพลี๊ยะ!" ทำให้มีน้ำกระฉอกออกมาเล็กน้อย

.

สิ่งนี้คือนวัตกรรมล้ำโลก เป็นเทคโนโลยีที่ถูกผลิตขึ้นในปีปัจจุบันโดยบริษัทสัญชาติไทยยักษ์ใหญ่นามว่า "AP" ซึ่งมีเจ้าของเป็นเจ้าสัวคุมกิจการการค้าและสินค้าทางการเกษตรของทั้งภูมิภาค

.

การตบเมื่อครู่ทำให้ตัวเลขดิจิตอลแสดงขึ้นที่ตะเข็บกระเป๋ากางเกง ก่อนที่สาวเจ้าจะหลุบสายตาลงไปมองแล้วก็ใส่ตัวเลข 70 เข้าไป แล้วก็กดปุ่ม "Enter" ไม่ช้าไม่นานกระเป๋ากางเกงลายพรางที่มีน้ำ 3 อุ้งมือก็เริ่มสั่นไหว! กระบวนการแยกกรดเบสท์ออกจากอนุภาคไอออนเกิดขึ้นในกระเป๋า จนกระทั่งผ่านไปราวครึ่งนาทีเสียงสัญญาณเตือนดัง "ติ๊ด!" ก็ดังขึ้น

.

"อืม..เรียบร้อยแล้วสินะ!"

.

เธอพูดหลังจากยืนเหม่อลอยอยู่ท่ามกลางอ่างเก็บน้ำอันเวิ้งว้างและแห้งแล้ง ก่อนจะใช้มือเปล่า ๆ สอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วก็ได้ออกมาเป็นแคปซูลบรรจุน้ำจำนวน 70 เม็ดตามที่ได้คีย์ข้อมูลเอาไว้ จัดว่าเป็นอะไรที่พกง่ายกินตอนไหนก็ได้ แถมยังง่ายต่อการจำหน่ายจ่ายแจก

.

"โอเคเท่านี้ก็ย้อนกลับขึ้นไปหาทุกคนข้างบนได้แล้ว ต้องขอบคุณบริษัท AP กับเจ้าสัวคนรวยพวกนั้นล่ะนะ ที่ผลิตของเจ๋ง ๆ แบบนี้ออกมาในยามที่ชาติวิกฤต แต่จะดีกว่านี้มากถ้า AP ช่วยขจัดเชื้อ covid -19 ให้ออกจากประเทศเราไปเลย!"

.

จบประโยคปลายนิ้วสวยก็ได้กดปุ่มเล็ก ๆ บริเวณหลังหู แล้วทันใดนั้นเอง! ครอบแก้วขนาดพอเหมาะก็พับตัวขึ้นมาเหวี่ยงสะบัดงับปิดใบหน้า "แกร็ก!" เว้นแค่ลูกตาเอาไว้เหมือนใส่หน้ากาก พอกดปุ่มเดิมซ้ำอีกทีใบพัดสีแดงสะท้อนแสงแวววับที่อยู่ภายในก็เริ่มหมุน มันจะทำการฟอกอากาศทุกอณูที่เข้าไปให้เป็นอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีพิษและปลอดเชื้อ ซึ่งหน้ากากแก้วตัวนี้ก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ทางบริษัท AP คิดค้นขึ้นเพื่อช่วยคนในชาติเช่นกัน

.

"ฮืดดด....ฮาดดดด....ฮืดดดด.....ฮาดดดดด"

.

"ใกล้แล้วทุกคน.. ใกล้แล้ว.. ฉันจะเอาน้ำขึ้นไปให้เดี๋ยวนี้แหละ.. อดทนหน่อยนะ.. แฮ่ก ๆ แฮ่ก ๆ"

.

แพรว อิสรา คือชื่อของเธอ ด้วยบุคลิกและท่าทางในตอนนี้ผู้อ่านอาจจะคิดว่าเธอเป็น "อลิส" ในหนังเรื่อง Resident evil แต่ความจริงนั้นตรงกันข้าม! แพรวก็แค่นักศึกษาหญิงธรรมดาคนหนึ่งที่จับพลัดจับผลูมาอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก โลกหลังการระบาดของ covid- 19 เปลี่ยนโฉมหน้าไปโดยสิ้นเชิง มันทำให้คนรวยเปลี่ยนเป็นคนโลภ , คนจนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว , แล้วก็เปลี่ยนคนใจดีให้เป็นฆาตกร ไม่เว้นแม้แต่เธอ ที่เปลี่ยนสถานภาพจากนักศึกษากลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้?

.

"เฮือกกกกก! "

"ถึงแล้ว! แฮ่ก ๆ , ถึงสักที! แฮ่ก ๆ"

.

หน้ากากครอบแก้วเต็มไปด้วยฝ้าละออง ใบพัดฟอกอากาศทำงานหนักมากเพราะต้องแข่งกับการหายใจที่หอบรัว แพรวยิ้มอยู่ภายในโดยไม่ให้ใครเห็น การทำความดีคงไม่ต้องอวดเบ่งคือสิ่งที่เธอคิดหลังก้าวขึ้นมาบนขอบตลิ่งได้สำเร็จ นั่นเผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าที่เป็นคาราวานรถออฟโร้ดจำนวน 4 คัน จอดเรียงกันอยู่ รอยกระสุน , เศษดินโคลน , กระจกกระจังหน้าที่แตกร้าว , บวกกับความสมบุสมบันสารพัด ล้วนบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนกลุ่มนี้ผ่านอะไรร่วมกันมาบ้าง

.

ผู้คนเริ่มทยอยออกมาจากหลังรถ พวกเขากระชับพานท้ายปืน กำมีดกำไม้กำด้ามกระทะทำทุกอย่างเพื่อเตรียมปะทะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น กะจากสายตาน่าจะมีกันราว 15 ชีวิตเห็นจะได้ ดูจากชุดที่แต่งก็บอกได้อีกเช่นกันว่ามีกันหลายอาชีพ ไล่มาตั้งแต่นักศึกษา , พยาบาล , คนขายล็อตเตอรี่ ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก!

.

พวกเขาน่าจะหนีตายกันมาแล้วก็ถูกแพรวช่วยไว้ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้กลุ่มค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นคาราวานที่รักและคอยปกป้องซึ่งกันและกัน หลักฐานก็คือเสียงตะโกนของเด็กชายคนหนึ่งที่แว่วดังออกมาจากกลุ่ม

.

"พี่แพรวมาแล้วววววว!! , น้ำมาแล้ว!!"

หัวกลมผมชี้วิ่งพรวดออกมากระโดดกอดแพรวอย่างน่าเอ็นดู หนุ่มน้อยรายนี้น่าจะอายุราว 8 - 9 ขวบเท่านั้น เทียบกันแล้วก็น่าจะอยู่ราวป. 2 - ป. 3 แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อโรงเรียนทั้งหมดล้วนถูกสั่งปิดไปตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน

.

"หมับ!"

พวกเขาสวมกอดกัน ด้วยสภาพที่โคตรจะมอมแมมสกปรก

.

"อย่าวิ่งเร็วนักสิโบ๊ท! เอ้านี่! แบมือมาเอาน้ำไปกิน!"

แพรวส่งแคปซูลน้ำที่เพิ่งเก็บมาให้ 1 เม็ด หนูน้อยไม่รอช้าอ้าปากงับทันทีในเสี้ยวอึดใจ

.

"ง่ำ ๆ , อ่าาาาาา~ ชื่นใจจังครับพี่แพรว , พี่แพรวใจดีที่สุดเลย!"

.

"..........."

เธอไม่ตอบอะไรบุคลิกขี้อายกับรอยยิ้มสวย ๆ ล้วนถูกซ่อนไว้ใต้หน้ากากครอบแก้ว ก่อนจะกวักมือเรียกทุกคนออกมา วางอาวุธแล้วเอาน้ำไปกินแก้กระหายกัน พวกเขากินน้ำกันครั้งสุดท้ายก็เมื่อ 2 - 3 วันที่แล้ว

.

.

การรับแจกแคปซูลดำเนินผ่านไปด้วยดีตามวัตถุประสงค์ แต่ทว่าเมื่อถึงคิวคนสุดท้ายพี่พยาบาลวัยกลางคนที่ไม่ได้สวมชุดพยาบาลก็ได้ป้องปากบอกกับแพรวว่า คาราวานมีปัญหาบางอย่างที่เธอไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยตัวคนเดียว

.

"ซุบซิบ ๆ , ซุบซิบ ๆ "

.

"ห๊ะ! เป็นไปได้ไงคะพี่! หนูอุตส่าห์กำชับกับพี่ไว้แล้วว่าอย่าให้เรื่องนี้เกิดขึ้น! พี่คือหมอที่เก่งที่สุดที่เรามีแล้วนะคะ!"

.

"ใจเย็นค่ะน้องแพรว อย่าเสียงดังไปเดี๋ยวคนอื่นได้ยิน เอาเป็นว่าน้องมาดูกับพี่ก่อน.."

.

"ค่ะ...เอางั้นก็ได้"

.

ปล่อยให้ชาวแก๊งค์คนอื่น ๆ ดื่มด่ำกับน้ำแคปซูลที่เก็บมาจากบ่อบำบัดไป ส่วนสองสาวผู้กุมความลับไว้ก็ได้เดินอ้อมกลุ่มรถออฟโร้ดมายังรถคันที่อยู่หลังสุด สีของมันดำขลับตัวถังเต็มไปด้วยร่องรอยเฉี่ยวชนและการบุบจากการโดนกระแทก กระบะหลังมีการเชื่อมโครงเหล็กทำเป็นลูกกรงเอาไว้ พลางใช้ผ้าใบสีดำคลุมทับอีกทีราวกับเป็นของสำคัญมากๆ ที่ต้องปกป้อง แต่สุดท้ายก็ต้องโดนแพรว อิสรา กระชากออกอยู่ดี

.

"พรึบบบบ!!!!"

.

สว่างจ้าแสบตาเป็นยองใยเมื่อภาพที่เห็นคือกลุ่มเด็ก ๆ อายุราว ๆ กับโบ๊ทนั่งเว้นระยะห่างกันประมาณ 1 ช่วงแขนตามทฤษฎี Social Distancing เป๊ะ! ๆ ดูจากสายตาน่าจะมีราว ๆ 10 กว่าคนแล้วก็มีทั้งเพศชายและเพศหญิง พวกเขาไม่ได้มีท่าทางตกใจอะไรแต่แค่แสบตาเล็กน้อย มิหนำซ้ำยังยิ้มให้พี่แพรวใจดีของพวกเขาด้วย

.

"แล้วไงคะพี่..แพรวก็เห็นว่าทุกคนปกติดี"

.

"ไม่ค่ะ!?"

พยาบาลตอบเสียงสั่น เธอเอื้อมมือไปข้างหลังเพื่อหยิบเอาปืนวัดอุณหภูมิออกมาถือไว้ ก่อนจะพูดต่อ

.

"หมายเลข 013 ออกมาที่หน้ากรงด้วย.."

.

เด็กหญิงผูกผมเปียตาบ่องแบ้วคนหนึ่งค่อย ๆ แหวกขอทางเพื่อนออกมา สีหน้าเธอเป็นกังวลผิดวิสัยมิหนำซ้ำยังตัวสั่นเป็นลูกนก ราวกับรู้ตัวว่าตนเองผิดปกติ

.

สอดคล้องกันกับคุณพยาบาลที่จัดแจงยิงปืนวัดอุณหภูมิเข้าที่หน้าผาก ตัวเลขสูงปรี๊ดขึ้นไปถึง 39.7 ทั้งที่อุณหภูมิปกติกของคนเราอยู่แค่ 37 องศาเท่านั้น สิ่งนี้บ่งบอกว่าแม่หนูหมายเลข 013 กำลังเป็นไข้ แล้วแพรวผู้เป็นหัวหน้าก็ต้องทำอะไรสักอย่าง

.

"นะ...หนูขอโทษพี่แพรว...หนู....ฮือ...ฮือ...ฮือ...."

ร่างจิ๋วร้องไห้เกาะลูกกรงอย่างน่าสงสาร แม้แต่พี่พยาบาลเองก็ต้องเดินเลี่ยงออกไปน้ำตาคลอเบ้า หลังจากสังเกตเห็นสิ่งที่แพรวกำลังจะทำ

.

เธอเอื้อมมือไปที่ด้านหลัง สอดฝ่ามือขวาล้ำเข้าไปใต้ชายเสื้อกล้ามสีเขียวขี้ม้า พลันควักเอาปืนพก 9 มม. กร็อก 18 Burst Fire ความจุกระสุน 33 นัด ขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะหันปลายกระบอกปืนไปจ่อเข้าที่กึ่งกลางหน้าผากเด็ก!

.

"ปัง!!!!!!!"

หนึ่งนัดเข้าหน้าผาก

.

"ปัง!!! , ปัง!!! , ปัง!!!! , ปัง!!!!"

โหมด Burst Fire ทำให้ที่เหลือเป็นการยิงรัวกราดซ้ำจนหมดแม็ก! ศพเด็กกองอยู่ใต้ลูกกรง!

.

.

เสียงปืนดังกล่าวดังสนั่นหวั่นไหว! จนทำให้ทุกคนที่เคยกระโดดโลดเต้นเพราะได้น้ำกินหันมองเป็นตาเดียวกัน ไม่มีคนพูดอะไร สักพักถึงมีวัยรุ่นในกลุ่ม 3 - 4 คนเดินมาเก็บศพราวกับรู้หน้าที่ พวกเขาโยนร่างอันไร้วิญญาณลงไปในบ่อน้ำอันแห้งเหือดดด..

展開
下一章
下載

最新章節

更多章節
暫無評論。
129 章節
บทนำ ไทยมุง
โปรยเนื้อหา รสาบัณฑิตใหม่วัย 21 ปี ไปเที่ยวส่งท้ายก่อนกลับไทยในหมู่บ้านชาวนาที่ขุดเจอศพผู้หญิงเกือบร้อยเมื่อเดือนก่อน เธอผู้เป็นสาวกพอดแคสต์ฆาตกรต่อเนื่องจะพลาดโอกาสมาเป็นไทยมุงในสถานที่จริงได้ยังไงกัน แต่แล้วจู่ๆ รสาก็ฟื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของ ‘ว่านเฟยเฟิ่ง’ ลูกคุณหนูวัย 18 ปีที่ร้ายกาจจนแม่เลี้ยงและปู่ส่งมาแต่งงานในหมู่บ้านชนบทปี 1980 เพื่อกำจัดให้พ้นหูพ้นตา ทีแรกเธอหลงดีใจคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์เป็นนางเอกทะลุมิติแบบนิยายที่ชอบอ่าน จากนางร้ายปลายแถวสู่นางเอกครบเครื่องทุกความเก่งกาจอะไรเถือกนั้น แต่มันกลับไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะเธอดันมาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับที่ขุดเจอศพเหล่านั้น นอกจากจะค้นพบว่าความสามารถตัวเองไม่ใช่ระดับนางเอกแมรี่ซู ความฉลาดก็งั้นๆ สกิลการสืบสวนก็ไม่มี ไหนจะลูกเลี้ยงและแม่สามี แถมยังต้องแบ่งเวลาไปช่วยผีที่คอยตามมาขอความช่วยเหลือถึงบ้านอีก ทางเดียวที่จะมีชีวิตแบบไม่ห่วงหน้าพะวงหลังคือรีบหาเงิน แล้วกล่อมสามีที่ยังไม่เคยเจอหน้าให้ไปซื้อบ้านไกลๆ ก่อนฆาตกรจะเริ่มลงมือ “ตอนเป็นไทยมุงก็สนุกดีอยู่แหละ แต่เป็นผู้ประสบภัยแบบนี้ ใครไหวก็ไ
閱讀更多
บทที่ 1 สับสนมึนงง
บทที่ 1 สับสนมึนงงกลับมาปัจจุบัน…“เจ็บหัวชะมัด ไปไหนกันหมด” รสาลุกขึ้นยืนจากพื้นดินเย็นเฉียบที่ตนเองนอนอยู่พยายามปัดฝุ่นก็ต้องแปลกใจ เพราะชุดที่เธอกำลังสวมใส่ไม่ใช่ชุดเดียวกันกับที่ใส่มาวันนี้ แต่มันกลับเป็นกระโปรงยาวลายดอก ผ้าคุณภาพดีเยี่ยมผิดกับเสื้อผ้าที่จะเจอได้ตามร้านฟาสแฟชั่น ด้านข้างมีกระเป๋าเดินทางที่ทำขึ้นมาจากผ้าไม่ใช่พลาสติกแบบที่คุ้นเคยแล้วตอนนั้นเสียงอะไร คอหักแต่ไม่ตาย ฉันเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย เมื่อทรงตัวได้ที่แล้วก็ยังรู้สึกเจ็บหลังศีรษะอยู่ รสาจึงได้เอื้อมมือไปจับดูก็พบว่ามีเลือดออกเต็มไปหมด “หัวแตก! ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”“รำคาญ! เงียบๆ ไปสักทีคนจะหลับจะนอน” เสียงตะโกนดังออกมาจากบ้านฝั่งตรงข้าม ส่วนตัวรสาที่มองหันกลับไปก็เห็นว่าตนเองล้มลงภายในรั้วบ้านจึงคิดเอาเองว่าคนในบ้านหลังนี้คงช่วยเหลือตนเองเอาไว้ โดยที่ยังแปลกใจไม่หายที่เพื่อนสนิทไม่พาเธอไปหาหมอ แต่กลับเปลี่ยนชุดให้แล้วพามาฝากไว้บ้านใครก็ไม่รู้อย่างตอนนี้ รสาถือวิสาสะเปิดกระเป๋าที่ตัวเองสะพายอยู่ก็พบกับเอกสารประจำตัวที่ระบุว่าเป็นของว่านเฟยเฟิ่ง ส่วนที่อยู่เธอพยายามสอดส่องสายตาหาคำที่รู้จักก
閱讀更多
บทที่ 2 ไม่น่าไว้ใจ
บทที่ 2 ไม่น่าไว้ใจ“น้าหัวเราะอะไร” “เปล่านะ เอ่อคือ…ปกติน้าอยู่ห้องไหน”“ห้องใหญ่” เด็กน้อยชี้ไปยังประตูแรกด้านขวามือ เฟยเฟิ่งนำกระเป๋าไปวางไว้ด้านใน แล้วก็รีบออกมาหน้าห้องพบว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กกำลังยืดคอมองสอดส่องอยู่“ไปเรียกพี่ชายออกมาหน่อย น้ามีเรื่องต้องคุยด้วย” เมื่อมากันพร้อมหน้าแล้วก็มีการจ้องตากันอย่างแปลกประหลาดอยู่สักหน่อย เด็กทั้งสองดูอย่างไรก็ไม่กล้าขยับกายเข้าใกล้สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยง ตัวเฟยเฟิ่งจึงย่อเข่าลงมาให้สายตาตนเองอยู่ระดับเดียวกันกับเด็กทั้งสอง“น้าล้มหัวฟาดพื้น จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เรื่องนี้ห้ามบอกใครตกลงไหม” เฟยเฟิ่งเริ่มพูดก่อน“ทำไมห้ามบอก” ผู้เป็นพี่ชายสอบถามขึ้นก่อน“เพราะถ้าต่อไปเราจะซื้อของ หรือขอแลกอะไรจะถูกเอาเปรียบได้” “น้านั่นแหละเอาเปรียบ ให้พวกเราหากินกันเอง ทั้งที่น้ามีเงินติดตัวมาตั้งมากมาย” “เงินส่วนนั้นเป็นสินเดิมใช่ไหม” เฟยเฟิ่งถาม“ใช่ น้าเคยตะโกนว่าอย่ายุ่งกับสินเดิมของน้า ตีแรงหลายทีเลย” เด็กหญิงกล่าวขึ้นบ้างเพราะเคยถูกดุด่าที่ไปสนใจสร้อยไข่มุกของว่านเฟยเฟิ่ง“ถ้าเป็นสินเดิมก็ไม่แปลกอะไร เพราะนั่นเป็นของส่วน
閱讀更多
บทที่ 3 ผู้(เกือบ)ประสบภัย
บทที่ 3 ผู้(เกือบ)ประสบภัย ว่านเฟยเฟิ่งคิดไปถึงชีวิตเก่าของตนเองที่เคยลั่นวาจาไว้ว่าอยากรู้เรื่องแบบติดขอบเวที แม้ใจจะรักแค่ไหนแต่หากต้องมาเสี่ยงเข้าจริงเธอก็คงไม่เอา “น้าจะไปไหน” จื่อซวานเรียกตามหลังเมื่อเห็นคุณน้าคนสวยวิ่งออกไปจากบ้าน สองเท้าสลับสับเปลี่ยน เฟยเฟิ่งสังเกตไปรอบตัวพยายามหาทิศทางว่ามีความคล้ายคลึงใดกับภพเดิมบ้าง แต่แล้วที่สุดสายตาก็เห็นเนินที่ป้าซูพาแอบลัดเลาะขึ้นไปฟังเจ้าหน้าที่“ปากพาซวย พาซวยจริงๆ”“น้าวิ่งมาทำไม” จื่อซวานถามอย่างตกใจ“ย้ายบ้านเราต้องย้ายบ้าน ต้องย้ายจริงๆ”“ย้ายไม่ได้ นี่บ้านพ่อ สุดท้ายน้าก็จะไปเหมือนคนอื่นๆ ไม่น่าทำแผลให้เลยจริงๆ” ซีจื่อซวานกำมือแน่นดึงน้องสาวเข้ามากอดไว้ท่าทีต้องการปกป้อง“จื่อซวาน ซูลี่กลับไปบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวน้าตามไป”“ตามจริงนะ ซูลี่อยากกินข้าวถั่วอีก” ซีซูลี่ที่ดูจะเปิดใจยอมรับความอบอุ่นอันเล็กน้อยได้เร็วกว่าวิ่งเข้ามากอดขาคุณน้าที่มีผิวเนียนนุ่มกว่าใครที่เคยรู้จักในชีวิตไว้แน่น“ตามจริง ที่บอกว่าย้ายบ้านก็หมายถึงย้ายไปกันทุกคน ไปเถอะไปพร้อมกันก็ได้” เฟยเฟิ่งใช้มือข้างหนึ่งจูงซูลี่ ส่วนอีกข้างหนึ่งนวดขมับของตน
閱讀更多
บทที่ 4 ฉันนิสัยไม่ดีมากเหรอ
บทที่ 4 ฉันนิสัยไม่ดีมากเหรอ“จื่อซวานรู้รึเปล่าว่าทำไมรอบนี้พ่อเธอถึงให้แต่น้า แม่ตัวเองทำไมไม่แบ่งให้” เมื่อออกมาพ้นรั้วบ้านเฟยเฟิ่งก็เริ่มล้วงข้อมูลในทันที“รอบก่อนลุงเข่อเอาเงินเดือนมาให้ย่าแล้ว วันที่น้ามาวันแรกนั่นแหละ ถ้าบ้านอันไม่มาขอไป…เจ็บใจนัก” เด็กชายวัยเจ็ดปีที่ดูพูดจาเกินวัยตามประสาคนที่ต้องรีบเติบโตกล่าวออกมา“อืม…นึกไม่ออกเลยสักนิด” เฟยเฟิ่งพยายามค้นความทรงจำก็เจอเพียงภาพเฟยเฟิ่งคนเก่ายืนกระทืบเท้าอยู่ในห้อง“น้าอย่าไปเดินกลางถนน มาเดินกับซูลี่” “จริงด้วย น้าคิดเพลินไปหน่อย เด็กๆ รู้เรื่องเข้ามหาวิทยาลัยกันไหม” ว่านเฟยเฟิ่งตัดสินใจถามออกไป“คืออะไร” จื่อซวานหยุดเดินเงยหน้ามองแม่เลี้ยงของตัวเอง“คือที่เรียนหนังสือเหมือนโรงเรียน แต่ทุกคนที่เข้าไปเรียนจะต้องเรียนจบมาจากโรงเรียนก่อนแล้ว ต้องสอบแข่งกันเข้าไป พอไปเรียนจบออกมาก็จะหางานไม่ต้องเหนื่อยแรงกาย”“ลูกชาวนาแค่ทำนาเป็นก็พอแล้ว” ซูลี่ยิ้มออกมาอย่างมุ่งมั่น“คิดแบบนี้ไม่ได้ ถ้าซูลี่พูดแบบนี้อีก น้าจะให้ยืนขาเดียวจับหูตัวเองนะ”“น้ากลับมาดุแล้ว ไม่เอา!” ซูลี่สะบัดมือเฟยเฟิ่งทิ้งแล้วไปเกาะแขนพี่ชายที่ยังขมวดคิ้วไม่เลิกแท
閱讀更多
บทที่ 5 เข้าตลาด
บทที่ 5 เข้าตลาด“เอาเถอะ เรามาซื้อของเอาเงินมาให้ คงไม่มีใครผูกใจเจ็บนานหรอก” ว่านเฟยเฟิ่งจูงมือซูลี่แล้วเดินตามจื่อซวานที่มุ่งตรงไปร้านขายของแห้งและเครื่องปรุง แต่ก่อนก้าวขาเข้าร้านเฟยเฟิ่งเผอิญได้ยินว่ามีเด็กสาววัยสิบหกปีหายตัวออกไปจากหมู่บ้านซานต้งเมื่อคืน เธอเลยเปลี่ยนแผนดึงจื่อซวานให้ถอยหลังและหันไปฟังข่าวนี้อย่างตั้งใจ“จะได้แต่งกับทหารแล้วแท้ๆ เชียว” เสียงแม่ค้าประจำแผงที่กำลังเล่าเรื่องดังขึ้น“แม่ค้ารู้ไหมว่าเขาหายไปไหน” เฟยเฟิ่งตัดสินใจถามออกไป“ถอยออกไป ร้านผักของฉัน ไม่ต้อนรับพวกหัวสูง” แม่ค้าคนนั้นหันมาด่า “เลิกมายืนแอบฟังได้แล้ว ออกไป๊!”“ก่อนหน้านี้ฉันทำอะไรให้แม่ค้าเจ็บช้ำน้ำใจฉันต้องขอโทษจริงๆ ฉันแค่ยังปรับตัวไม่ได้ก็เท่านั้น” เฟยเฟิ่งก้มหัวขออภัย นึกโกรธที่ร่างเก่าเลือกเป็นศัตรูกับใครไม่เป็น ดันมาเลือกตัวกระจายข่าวของชุมชนเสียได้ “ด่าว่าร้านฉันขายของสกปรกชั้นต่ำแล้วคิดว่าแค่ขอโทษแล้วฉันจะให้อภัยเหรอ ไม่มีทางซะหรอก ออกไปได้แล้ว คนในตลาดเขารอฟังเรื่องกันต่อ” ว่านเฟยเฟิ่งที่ได้ยินอย่างนั้นก็ทำสีหน้าไม่ถูกด้วยไม่เห็นว่าร้านนี้จะสกปรกที่ตรงไหน ข้าวของก็ถูก
閱讀更多
บทที่ 6 ก่อสร้างบ้านผัก
บทที่ 6 ก่อสร้างบ้านผัก ว่านเฟยเฟิ่งยิ้มกว้างออกมาคล้ายว่าเจอเรื่องสนุก ทีแรกเธอคิดแค่จะทำร้านขายของชำ แต่เพราะคนที่แผงผักทำให้เฟยเฟิ่งคิดออกว่าตนเองควรจะหาเงินเป็นกอบเป็นกำจากที่แห่งนี้ได้อย่างไร“จำเมล็ดพันธุ์ผักที่เราซื้อมาได้ไหม น้าจะทำบ้านให้ผักอยู่ เราจะได้ปลูกผักในช่วงที่หนาวกว่านี้ได้ แต่อย่าบอกใครเด็ดขาด ให้เราทำสำเร็จก่อนตกลงไหม”“ครับ ไม่บอก แต่บ้านผักจะทำให้เราปลูกผักได้ยังไงกัน” ซีจื่อซวานเริ่มเดินช้าลงเพราะมัวแต่คิดเรื่องอื่น“ถ้าเอาแบบง่ายๆ แดดส่องเข้ามาได้ แต่ความร้อนข้างในออกไปข้างนอกไม่ได้ ทีนี้อากาศก็จะอุ่นกว่าข้างนอก ทำให้ต้นไม้โตได้น่ะสิ”“ครับ” จื่อซวานระบายยิ้มกว้างออกมา “นี่ใช่ไหม ทางเลือกที่น้าหมายถึงเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย”“ใช่แล้ว” เฟยเฟิ่งชะงักเพราะร่างที่อาศัยอยู่ตอนนี้นั้นไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย “น้าไม่ได้รู้เองหรอก น้าก็ไม่ได้เรียน คนที่เรียนเขามาบอกน้า ความรู้จะทำให้เราได้เปรียบคนอื่น เชื่อน้านะ”“แต่เรามีเงินสร้างจริงเหรอ เงินของพ่อก็ไม่ได้เยอะ”“น้าใช้สินเดิมของตัวเอง เพราะฉะนั้นกำไรก็จะเป็นของน้า ถ้าจื่อซวานช่วยทำ น้าก็จะแบ่งค่าแรงให้ ส
閱讀更多
บทที่ 7 คนบ้านซีมีความสามารถ
บทที่ 7 คนบ้านซีมีความสามารถ เฟยเฟิ่งย้ายมาบริเวณที่ถูกจัดเป็นครัวนอกบ้าน ตอกไข่ใส่ถ้วยแล้วแยกไข่ขาวและไข่แดงไว้ ถ้วยที่มีไข่ขาวใส่น้ำตาลลงไปและใช้ตะเกียบตีแทนตะกร้อตีไข่ ปากก็พลางสั่งให้ซูลี่ผสมแป้งตามคำสั่ง“แป้งข้าวเจ้าหกช้อน แป้งข้าวโพดกับแป้งสาลีอย่างละหนึ่ง ไข่หนึ่งฟองระวังอย่าให้เปลือกตกลงไปนะ” ซีซูลี่ผสมตามอย่างตั้งใจ เมื่อส่วนผสมครบก็ค่อยๆ เพิ่มน้ำลงไป ยื่นให้เฟยเฟิ่งตรวจเป็นระยะ “ใช้ได้ไหมคะ”“ได้แล้ว ของน้าก็แค่บีบส้มจี๊ดลงไปนิดหน่อยก็ได้แล้ว” เฟยเฟิ่งต้องการให้ครีมที่ตีขึ้นมามีความคงตัว แต่ไม่สามารถหามะนาวหรือเลม่อนได้ จึงคิดว่าส้มจี๊ดอาจจะพอทดแทนได้“ทำอะไรต่อคะ” ซูลี่ถามอย่างตื่นเต้น เด็กน้อยที่ทำเป็นแต่โจ๊กและน้ำแกงมีแววตาเป็นประกาย“เมื่อกี้เราจะไว้ทำขนม เรามาเตรียมทำอาหารกันจริงๆ ต่อดีกว่า” เฟยเฟิ่งหยิบชามผสมออกมาตักแป้ง ไข่แดงที่ไม่ได้ใช้ น้ำมันและเกลือลงไปอีกเล็กน้อย นวดจนเนื้อเนียน ส่วนซูลี่มีหน้าที่ล้างมะเขือเทศ และหัวหอมที่ซื้อจากแผงผักอื่น เมื่อซูลี่ล้างผักเสร็จเฟยเฟิ่งก็กำลังใช้ด้ามของตะหลิวมารีดแป้งให้แบนพอดี เมื่อหั่นเสร็จก็ออกมาเป็นเส้นพ
閱讀更多
บทที่ 8 สหายเรียกให้มาหา
บทที่ 8 สหายเรียกให้มาหา ว่านเฟยเฟิ่งไม่ได้สนใจรอฟัง เธอเลือกเดินไปหลังบ้าน ขอให้ช่างหูทำถาดไว้อนุบาลต้นผักที่เฟยเฟิ่งคิดจะปลูกในคืนนี้เลย“จ้ะลุงช่าง นี่ก็ใกล้เสร็จแล้วนี่ รวดเร็วจริง” ว่านเฟยเฟิ่งกล่าวเมื่อเห็นว่าตัวโครงไม้ และประตูทะลุระหว่างพื้นที่ก็ทำเสร็จแล้ว ส่วนตอนนี้กำลังลงเสารั้วให้เสร็จสิ้นอยู่“นี่นังเฟยเฟิ่ง ผู้อาวุโสพูดด้วย แกมาเดินหนีแบบนี้ได้ยังไง” ป้าอันพี่น้องจากบ้านเดิมของว่าที่แม่สามีรีบเดินตามมากระชากแขน“โอ๊ย ฉันขอเถอะป้า วันนี้ฉันยุ่งไว้เถียงกันวันหลัง” เฟยเฟิ่งลูบแขนตนเองเบาๆ“มาเดี๋ยวนี้!” อันผิงเจินลากตัวของว่านเฟยเฟิ่งให้ตามเข้าบ้าน“ย่าอันปล่อยน้าเฟิ่งนะ” จื่อซวานวิ่งเข้ามาขอร้อง“ไม่เป็นไรอาซวานอยู่กับช่างหู ถ้าช่างทำที่น้าขอแล้ว ก็ให้วางไว้ด้านนอกนี้ เข้าใจนะ”“ครับ” จื่อซวานพยักหน้า“ส่วนป้าก็ปล่อยได้แล้ว อยากคุยมากก็ไปคุย แต่อย่ามาลากฉัน ป้าไม่มีสิทธิ์” เฟยเฟิ่งผลักตัวป้าอันผู้นี้ออก แล้วเร่งเดินนำหน้าเข้าบ้านไปเอง...“ฉันได้ข่าวจากในตลาดว่าเธอไปซื้อหมู เอามาสิส่วนของบ้านอันน่ะ”“ทำไมฉันต้องแบ่ง ไข่ฟองเดียวยังมาตีหลาน หน้าด้านมาขอหมูฉันอีกเหรอ
閱讀更多
บทที่ 9 เรื่องที่ต้องช่วย
บทที่ 9 เรื่องที่ต้องช่วย ว่านเฟยเฟิ่งนอนซมจับไข้ในวันถัดมาจึงทำให้แผนเปิดร้านต้องชะลอไปหนึ่งวัน เธอสอดส่องให้แน่ใจว่าไม่มีผีตนนั้นรอมาคุยตามสัญญา ก็ลอบถอนหายใจออกมา แล้วค่อยๆ ก้าวขาออกจากห้องนอน“ตื่นได้แล้วสินะ” เสียงของว่าที่แม่สามีดังขึ้นทันทีที่เห็นตัวเฟยเฟิ่ง“เมื่อคืนออกไปขุดดินตอนกลางคืน มันคงหนาวเกินไป ฉันเลยมีไข้” เฟยเฟิ่งอธิบายออกไป โดยละเว้นส่วนที่ตนเองเจอผีออกไป เพราะไม่แน่ใจว่าสตรีผู้นี้จะเชื่อเรื่องราวเหนือธรรมชาติบ้างหรือไม่“อืม เจองูด้วยใช่ไหม ร้องเสียงดังแบบนั้น ในเมืองไม่มีล่ะสิ”“ค่ะ ฉันไปทำกับข้าวนะ คงใช้เนื้อหมูเป็นมื้อเช้า ฉันกลัวทิ้งไว้นานแล้วจะเสีย” เฟยเฟิ่งพยักหน้าเดินเลี่ยงไปหลังบ้าน ว่านเฟยเฟิ่งล้างหน้าแปรงฟันที่หลังบ้านให้เรียบร้อยถักผมเป็นเปียเก็บจนเรียบร้อย ก็เห็นอันซูเจินนั้นเดินตามออกมาด้วยอย่างเชื่องช้า ในมือถือห่อผ้าที่มีข้าวสารจากเมื่อคืนออกมา หญิงวัยกลางคนเริ่มจุดเตาและนำหม้อมาตั้งใส่ห่อผ้าทำสองลงไป เฟยเฟิ่งที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา เพราะหากลุกมาทำเองเช่นนี้ย่อมหมายความว่าความอุ่นช่วยให้เข่าของซูเจินดีขึ้นจริงๆ ว่าที่แม่
閱讀更多
探索並免費閱讀 優質小說
GoodNovel APP 免費暢讀海量優秀小說,下載喜歡的書籍,隨時隨地閱讀。
在 APP 免費閱讀書籍
掃碼在 APP 閱讀
DMCA.com Protection Status