LOGINตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในร่างสะใภ้ยุค 80 ก็คิดว่าจะได้สโลว์ไลฟ์ดูแลลูกเลี้ยงและแม่สามีเป็นนางเอกนิยายแสนดี แต่เธอกลับมีความสามารถใหม่ ทั้งยังต้องรีบหาเงินหนีไปซื้อบ้านให้ไกล ก่อนที่ฆาตกรต่อเนื่องคนดังจะลงมือ
View Moreรสาบัณฑิตใหม่วัย 21 ปี ไปเที่ยวส่งท้ายก่อนกลับไทยในหมู่บ้านชาวนาที่ขุดเจอศพผู้หญิงเกือบร้อยเมื่อเดือนก่อน เธอผู้เป็นสาวกพอดแคสต์ฆาตกรต่อเนื่องจะพลาดโอกาสมาเป็นไทยมุงในสถานที่จริงได้ยังไงกัน แต่แล้วจู่ๆ รสาก็ฟื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของ ‘ว่านเฟยเฟิ่ง’ ลูกคุณหนูวัย 18 ปีที่ร้ายกาจจนแม่เลี้ยงและปู่ส่งมาแต่งงานในหมู่บ้านชนบทปี 1980 เพื่อกำจัดให้พ้นหูพ้นตา
ทีแรกเธอหลงดีใจคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์เป็นนางเอกทะลุมิติแบบนิยายที่ชอบอ่าน จากนางร้ายปลายแถวสู่นางเอกครบเครื่องทุกความเก่งกาจอะไรเถือกนั้น แต่มันกลับไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะเธอดันมาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับที่ขุดเจอศพเหล่านั้น
นอกจากจะค้นพบว่าความสามารถตัวเองไม่ใช่ระดับนางเอกแมรี่ซู ความฉลาดก็งั้นๆ สกิลการสืบสวนก็ไม่มี ไหนจะลูกเลี้ยงและแม่สามี แถมยังต้องแบ่งเวลาไปช่วยผีที่คอยตามมาขอความช่วยเหลือถึงบ้านอีก ทางเดียวที่จะมีชีวิตแบบไม่ห่วงหน้าพะวงหลังคือรีบหาเงิน แล้วกล่อมสามีที่ยังไม่เคยเจอหน้าให้ไปซื้อบ้านไกลๆ ก่อนฆาตกรจะเริ่มลงมือ
“ตอนเป็นไทยมุงก็สนุกดีอยู่แหละ แต่เป็นผู้ประสบภัยแบบนี้ ใครไหวก็ไปก่อนเลย”
“โอ๊ยเจ็บนะ ป้าจะดันฉันมาทำไม” รสาโวยวายออกไปเพราะความทรงจำล่าสุดนั้น ตนเองกำลังถูกดันมาจากด้านหลังจนล้มลงกับพื้น
เธอพยายามดันตัวลุกขึ้นแต่ก็ไม่เป็นผล จึงปรือตาขึ้นพบกับความมืดมิด มีเพียงแสงดาวบนฟ้าที่พอส่องให้เห็นสิ่งรอบกายบ้างเล็กน้อย
“อลินา ป้าซี ทิ้งฉันไว้แบบนี้ได้ยังไง! กลับมานะ!”
เสียงตะโกนของรสาไม่มีผู้ใดตอบรับมีเพียงเสียงลม และแมลงที่ร้องคลอสร้างบรรยากาศ รสาที่ยันตัวขึ้นได้สำเร็จหันมองรอบกาย ไม่มีผู้คน ไม่มีไฟถนน ไม่มีเต็นท์ขาว ไม่มีเจ้าหน้าที่หมกมุ่นทำงานอย่างเมื่อตอนกลางวัน
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้…
“แกถ่ายรูปไปให้เยอะๆ เลยนะ เผื่อเราจะเอาไปเล่าแล้วดังได้เป็นพอดแคสเตอร์บ้าง” รสาพูดพลางเอากล้องติดไว้กับศีรษะของตนเอง หันมองรอบกายเป็นที่โล่งแจ้ง รวงข้าวเหลืองทองไปทั่วบริเวณ
“โห แกดูนั่นสิ เป็นเดือนแล้วยังขุดไม่หมดเลย” อลินาหันไปบอกเพื่อนเมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ยังคงขุดหาร่างอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้งเต็นท์เพื่อรวบรวมโครงกระดูกที่พบ และทำงานในสถานที่เกิดเหตุ
“แกว่าสุดท้ายแล้วตัวเลขจะทะลุร้อยไหม แค่ตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในฆาตกรที่มีเหยื่อมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีนแล้ว” รสากล่าวด้วยความตื่นเต้น “คนทำทั้งหมดนี่ ถ้ายังอยู่ลินาว่าเขาจะยังฆ่าคนอยู่ไหม”
“แค่นี้ก็หลอนจะแย่ ยังจะไปจินตนาการว่าเขามีชีวิตอยู่อีก ไม่รู้แกจะพาฉันมาเป็นไทยมุงดูเขาหาคนตายกันทำไม” อลินาบ่นอุบนึกว่าหลังสอบเสร็จการไปเที่ยวส่งท้ายจะเป็นการถ่ายรูปในสถานที่สวยๆ แต่กลับต้องมาแอบถ่ายโครงกระดูกให้เพื่อนสนิท
“นั่นสิคงจะดีกว่าถ้าได้อยู่ตอนฆาตกรออกล่า ฉันจะได้รู้เรื่องแบบติดขอบเวที”
“รสาพูดจาเลอะเทอะ อย่างแกเนี่ยกว่าจะรู้ว่าใครเป็นฆาตกรถ้าไม่โดนจับก็ตอนจะโดนฆ่าเองนั่นแหละ”
“อ้าวทำไมพูดงี้อ่า แกว่าฉันโง่เหรอ” รสาอ้าปากหวอ “ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้นสักหน่อย”
“ไม่โง่ แต่ไม่มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด คนอะไรโจรขึ้นหอดันนึกว่าตัวเองเข้าห้องผิด” อลินาส่ายหน้าแหงนขึ้นมองพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวันแล้วถอนหายใจออกมา
“เถอะน่า เราอยู่ที่นี่สามวัน หลังจากนี้แกจะไปไหนฉันตามใจแกทุกอย่างเลย”
รสาเป็นฝ่ายชวนอลินามาแอบดูสถานที่ที่มีการขุดเจอโครงกระดูก เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ขุดพบไม่ใช่เพียงสิบชีวิตอย่างที่เคยอ่านเจอครั้งแรก เพราะอีกสองสัปดาห์ถัดมามีการพบเพิ่ม จนตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเดือนยอดตัวเลขโครงกระดูกเพิ่มเป็นแปดสิบสองชีวิต และยังมีวี่แววว่าจะยังมีส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่อีก
“นี่…หนูมาดูเขาหาศพกันใช่มั้ย หลานชายป้าเป็นคนเจอกระดูกคนแรกเองแหละ ไม่คิดว่าจะมีฝังอยู่มากขนาดนี้” คุยป้าคนหนึ่งเดินเข้ามาทักรสาและอลินา
“วันนี้อากาศร้อนหนูซื้อน้ำป้าสิ ป้าจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลย”
“เอาคนละขวดก็ได้ค่ะ” อลินาหันไปตอบ
“ยี่สิบหยวนจ้ะ”
“โหคุณป้า เห็นพวกเราเป็นต่างชาติเลยโก่งราคาใช่ไหมเนี่ย น้ำแบบนี้หกหยวนก็ได้กำไรแล้ว” รสาโวยวายออกมา
“ค่าน้ำหกหยวน ที่เหลือค่าเล่าให้ฟัง จะเอาไม่เอา” คุณป้าที่ถูกกลุ่มเด็กผู้หญิงที่คิดว่าควรจะหลอกได้ก็เริ่มรู้สึกขุ่นมัว
“เอาก็ได้ค่ะ ป้าชื่ออะไรพวกเราจะได้เรียกถูก” รสาตอบพยักหน้าให้อลินายื่นเงินให้คุณป้า
“ป้าแซ่ซี ชื่อซูลี่ เรียกป้าซีก็ได้ นี่น้ำจ้ะ” รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าของซูลี่ก่อนจะยื่นน้ำให้กับเด็กทั้งสองเตรียมจะเดินหนีไป แต่ก็ถูกรสารั้งไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนป้าซี ป้าเล่ามาเลยนะหลานชายป้าไปเจอได้ยังไง”
“คือแบบนี้…”
ป้าซีซูลี่เริ่มเล่าว่าหลานชายของตนจะกลับมาเปิดมินิมาร์ท และทำการเกษตรแนวตั้งในหมู่บ้านนอกเขตเมืองแห่งนี้ แต่ระหว่างที่กำลังก่อสร้างคนงานเจอโครงกระดูกคนนับสิบ จึงต้องหยุดยั้งการก่อสร้างและเรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ
“ทีแรกพวกเราคิดว่าคงสร้างทับสุสานโบราณ แต่หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอายุของโครงกระดูกก็ต้องเปลี่ยนความคิด เพราะกระดูกพวกนี้เพิ่งถูกฝังเมื่อสามสิบถึงสี่สิบปีก่อน ตอนนั้นที่ตรงนี้เป็นแค่ป่าธรรมดาเท่านั้น ป้ายืนยันเรื่องนี้ได้เพราะตอนนั้นป้าก็อยู่ในหมู่บ้านนี้เนี่ยแหละ”
ป้าซีเล่าต่อว่าสัปดาห์ต่อมาเกิดฝนตกจนน้ำทำลายหน้าดินเจอเข้ากับโครงกระดูกในบริเวณใกล้เคียงเพิ่มอีก จึงมีการค้นหาอย่างจริงจังแบบที่เห็นอยู่ในตอนนี้
“สี่สิบปีที่แล้ว แปลว่าเริ่มฆ่าคนช่วงแปดห้า ป้าซีแน่ใจใช่ไหมคะ ยังไม่มีใครออกมายืนยันเลยว่าศพพวกนี้ถูกฝังมานานแค่ไหน”
“แน่ใจสิ ป้ามาทุกวัน แอบฟังพวกที่มาดูกระดูกคุยกันตลอด เขาประมาณไว้ว่าสี่สิบแต่ก็ยังไม่ได้ตรวจละเอียดครบหรอก ปิดหมดแบบนี้ของที่หลานป้าลงทุนก็คอยมาขายให้คนทำงานนี่แหละ” ป้าซีเล่าไปยกน้ำสลับกับเรียกลูกค้าที่มาคอยมุงดูการขุดค้นหา
“แล้วทำไมถึงมีข่าวลือออกไปว่าเป็นการฆาตกรรมต่อเนื่องล่ะคะ การเจอกระดูกไม่ได้ยืนยันอะไรนี่นา” รสาถามด้วยความสงสัย
“เอ…เรื่องนี้ ป้าก็ไม่แน่ใจ ไปแอบฟังกันดีไหมล่ะ มีจุดที่แอบเข้าไปดูใกล้ๆ ได้อยู่ ป้าจะพาไป”
“กี่หยวนคะบริการนี้” รสาเหน็บแนมออกไป
“อันนี้ไม่คิดเงิน เพราะป้าก็อยากรู้เหมือนกัน”
.
.
.
หนึ่งหญิงวัยกลางคนสองเด็กสาวลัดเลาะไปยังด้านหลังชายป่าสุดเขตที่ถูกติดเทปป้องกันไม่ให้คนนอกเข้า และหากเดินขึ้นเนินต่อก็จะมองเห็นการทำงานได้ชัดเจน และโชคดีที่ใกล้บริเวณนั้นมีเจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานกำลังนั่งพักอยู่พอดี
“บนกระดูกหน้าผากมีสัญลักษณ์เดียวกันแบบนี้ยังไงก็ใช่” เจ้าหน้าที่คนแรกกล่าวออกมา
“ยังไงก็ยังสรุปไม่ได้ อาจจะร่วมมือกันเป็นกระบวนการก็ได้ คนเดียวจะฆ่าคนได้มากขนาดนี้โดนไม่มีใครสงสัยได้ยังไงกัน” เจ้าหน้าที่อีกคนส่ายหน้า ก่อนจะรู้สึกเหมือนว่าถูกแอบมองจึงหันขึ้นมองไปยังกลุ่มของรสา
“นั่นใคร! พวกคุณเข้ามาใกล้ไม่ได้นะ”
“ตายแล้ว ถอยๆๆๆ ถอยสิ” ป้าซีโวยวายออกมาพร้อมกับเริ่มก้าวถอยหลังดันให้ลูกค้าทั้งสองหลบไปก่อนเจ้าหน้าที่จะออกมาเจอ
“ป้าอย่าดัน ป้าซีหยุดก่อน” รสาร้องห้ามในขณะที่ตนเองเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าก้าวขาไม่ทัน และกำลังขาดที่วางเท้าอย่างมั่นคง เพราะบนพื้นมีหินจำนวนมากทำให้เสียการทรงตัว
“หยุดเดี๋ยวนี้ ไม่นะ ป้าซี กรี๊ด”
รสาเท้าพลิกจนตัวล้มลงทับกับอลินา แต่โชคร้ายที่เมื่ออลินาดันออกมากลับมีแรงน้ำหนักมากพอให้รสากลิ้งลงเนินที่ลัดเลาะกันมาเมื่อครู่ ร่างกายของรสารู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งตัว จนกระทั่งชนกับหินใหญ่ก้อนหนึ่งเข้าเต็มแรง เธอได้ยินเสียงกึกดังมาจากภายในร่างกายตนเอง นั่นคือเสียงของกระดูกคอที่หักออก ความเจ็บแปล๊บแล่นไปทั่วร่าง ก่อนที่จะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดในร่างกายอีกต่อไป ไม่นานนักภาพจากสายตาก็ดับวูบลง
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
บทพิเศษ 3 ทารกฝาแฝดช่วงหัวค่ำของคืนปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นสบาย แต่ในห้องนอนของเฟยเฟิ่งกลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มและความอึดอัดของคนท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที เธอนอนตะแคงข้างพร้อมลูบท้องกลมโตเบาๆ ความรู้สึกหนักและแน่นกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก ท้องแฝดไม่เคยปล่อยให้เธอสบายอยู่แล้ว คืนนี้ก็เช่นกัน เธอพยายามจนข่มตาลงได้แต่แล้วเฟยเฟิ่งก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่ไหลออกมาตามขา เธอรีบยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ คิดในใจว่าคงเป็นเพราะแรงกดจากท้องแฝดจนทำให้เธอเผลอฉี่แตก แต่เมื่อเธอขยับตัวเพียงนิด น้ำอุ่นๆ ก็ไหลเพิ่มขึ้นอีก ความจริงแล่นวาบขึ้นมาทันที“ไม่นะ นี่มันน้ำคร่ำ!” เธออุทานเสียงสั่น ก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่าตัวสามีแรงๆ “พี่จื่อหาน! จื่อหาน สามี! ตื่นเร็วเข้า!”
บทพิเศษ 2 นายพลจ้วงได้สะใภ้กลางเสียทีแม้ชีวิตของลูกชายคนกลางและลูกสะใภ้จะเป็นไปได้ด้วยดี แต่จ้วงไป่ชิงก็ยังไม่ค่อยพอใจ เพราะฝั่งลูกชายก็ขยายร้านวัสดุไปเจ็ดสาขาในห้ามณฑลแล้ว ทั้งยังจัดตั้งโรงงานทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เฟยเฟิ่ง ขยายการเพาะปลูกสมุนไพรและดอกไม้ จนต้องว่าจ้างคนทั้งหมู่บ้าน ในโรงงานเองก็ผลิตสินค้ากันไม่ได้หยุดหน่อย เพราะร้านความงามสู่ขยายไปแล้วสิบสาขาในหลายมณฑลด้านฝั่งลูกสะใภ้ก็เรียนหนังสือได้ดีจนโล่งอก คิดหาลู่ทางหาเงินได้เป็นสิบเป็นร้อยวิธี จนจ้าวหลงเองก็ลาออกจากราชการมาเปิดธุรกิจของตัวเองแล้วเช่นกัน เพราะฟังเฟยเฟิ่งมามาก จนเกิดแรงบันดาลใจ แม้จะมีแต่คนบ้างานอยู่รอบตัวไป่ชิง แต่เมื่อไปเทียบกับลูกคนโตที่ภรรยาอย่างฟางลี่กำลังจะคลอดลูกคนแรก และอิงลี่ที่กำลังจะมีทายาทคนที่สอง ทำให้ไป่ชิงเริ่มกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าหลานที่เกิดจากสะใภ้คนนี้
บทพิเศษ 1 นักศึกษาว่านผ่านไปหนึ่งปี เฟยเฟิ่งเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่ในคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะไม่อยากเรียนบริหารธุรกิจแบบที่เคยจบมาแล้วในภพเก่า เธอไม่ได้ไปเรียนในเป่ยจิงอย่างที่เคยบอกจื่อหานไว้ แต่เธอเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับฮวาจู แม้ว่าคะแนนจะเพียงพอให้เลือกเรียนที่ไหนก็ได้ตามต้องการ แต่เมื่อดูความจำเป็นในชีวิตแล้ว การเรียนในเซี่ยงไฮ้สะดวกกว่ามาก และไม่ห่างจากหมู่บ้านชิวหลินมากเกินไปนั่นทำให้เฟยเฟิ่งยังสามารถผลิตน้ำตบ และครีมส่งขายให้กับร้านยาสู่ได้ดังเดิม และสู่มู่ไป๋เองก็ติดคนรักของตนมาก มารับส่งไปกลับที่บ้านเธอ และบ้านใหญ่ซีอยู่บ่อยๆ จื่อหานและเฟยเฟิ่งจึงสามารถติดรถกลับไปที่หมู่บ้านได้สะดวกทุกครั้ง จื่อหานคอบกลับไปดูความเรียบร้อยของเห็ด และแปลงดอกไม้ที่จ้างพี่ชายดูแลเต็มเวลา ส่วนเฟยเฟิ่งก็ผลิตสินค้าของตัวเองไปตามกำลัง
บทที่ 125 รำคาญค่ำคืนนี้ครอบครัวเล็กซีก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังเดิมต่อไปอีกหนึ่งคืน เพราะกว่าจะเสร็จเรื่องราว รถไฟไปเซี่ยงไฮ้ก็หมดรอบไปแล้ว เสียงแมลงร้องดังเหมือนอย่างทุกวัน อากาศเย็นยามกลางคืนพัดผ่านกระทบผิว เฟยเฟิ่งไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ เธอพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น ขยับตัวอย่างเบามือ ระวังไม่ให้จื่อหานตื่น เพื่อไปแง้มประตูแอบดูลูกๆในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากพระจันทร์ลอดเข้ามา จื่อซวานและซูลี่นอนหลับสนิทอย่างสบายไร้กังวล เสียงลมหายใจเบาๆ ของเด็กทั้งสองทำให้หัวใจของเฟยเฟิ่งค่อยๆ อ่อนลง แม้จะรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยดี เธอกลับยังวางใจไม่ได้ อารมณ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักและความกลัวประหลาดๆ ทำให้เธอเอียงหัวพิงกรอบประตู จ้องมองภาพเด็กทั้งสองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องตรวจสอบให้แน่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขายังอยู่ตรงหน้า