ทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่เห็นผี

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่เห็นผี

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-16
Bahasa: Thai
goodnovel16goodnovel
Belum ada penilaian
129Bab
1.2KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในร่างสะใภ้ยุค 80 ก็คิดว่าจะได้สโลว์ไลฟ์ดูแลลูกเลี้ยงและแม่สามีเป็นนางเอกนิยายแสนดี แต่เธอกลับมีความสามารถใหม่ ทั้งยังต้องรีบหาเงินหนีไปซื้อบ้านให้ไกล ก่อนที่ฆาตกรต่อเนื่องคนดังจะลงมือ

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทนำ ไทยมุง

โปรยเนื้อหา

       รสาบัณฑิตใหม่วัย 21 ปี ไปเที่ยวส่งท้ายก่อนกลับไทยในหมู่บ้านชาวนาที่ขุดเจอศพผู้หญิงเกือบร้อยเมื่อเดือนก่อน เธอผู้เป็นสาวกพอดแคสต์ฆาตกรต่อเนื่องจะพลาดโอกาสมาเป็นไทยมุงในสถานที่จริงได้ยังไงกัน แต่แล้วจู่ๆ รสาก็ฟื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของ ‘ว่านเฟยเฟิ่ง’ ลูกคุณหนูวัย 18 ปีที่ร้ายกาจจนแม่เลี้ยงและปู่ส่งมาแต่งงานในหมู่บ้านชนบทปี 1980 เพื่อกำจัดให้พ้นหูพ้นตา

        ทีแรกเธอหลงดีใจคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์เป็นนางเอกทะลุมิติแบบนิยายที่ชอบอ่าน จากนางร้ายปลายแถวสู่นางเอกครบเครื่องทุกความเก่งกาจอะไรเถือกนั้น แต่มันกลับไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะเธอดันมาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับที่ขุดเจอศพเหล่านั้น

       นอกจากจะค้นพบว่าความสามารถตัวเองไม่ใช่ระดับนางเอกแมรี่ซู ความฉลาดก็งั้นๆ สกิลการสืบสวนก็ไม่มี ไหนจะลูกเลี้ยงและแม่สามี แถมยังต้องแบ่งเวลาไปช่วยผีที่คอยตามมาขอความช่วยเหลือถึงบ้านอีก ทางเดียวที่จะมีชีวิตแบบไม่ห่วงหน้าพะวงหลังคือรีบหาเงิน แล้วกล่อมสามีที่ยังไม่เคยเจอหน้าให้ไปซื้อบ้านไกลๆ  ก่อนฆาตกรจะเริ่มลงมือ 

“ตอนเป็นไทยมุงก็สนุกดีอยู่แหละ แต่เป็นผู้ประสบภัยแบบนี้ ใครไหวก็ไปก่อนเลย”

บทนำ ไทยมุง

“โอ๊ยเจ็บนะ ป้าจะดันฉันมาทำไม” รสาโวยวายออกไปเพราะความทรงจำล่าสุดนั้น ตนเองกำลังถูกดันมาจากด้านหลังจนล้มลงกับพื้น

       เธอพยายามดันตัวลุกขึ้นแต่ก็ไม่เป็นผล จึงปรือตาขึ้นพบกับความมืดมิด มีเพียงแสงดาวบนฟ้าที่พอส่องให้เห็นสิ่งรอบกายบ้างเล็กน้อย

“อลินา ป้าซี ทิ้งฉันไว้แบบนี้ได้ยังไง! กลับมานะ!” 

        เสียงตะโกนของรสาไม่มีผู้ใดตอบรับมีเพียงเสียงลม และแมลงที่ร้องคลอสร้างบรรยากาศ รสาที่ยันตัวขึ้นได้สำเร็จหันมองรอบกาย ไม่มีผู้คน ไม่มีไฟถนน ไม่มีเต็นท์ขาว ไม่มีเจ้าหน้าที่หมกมุ่นทำงานอย่างเมื่อตอนกลางวัน

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้…

“แกถ่ายรูปไปให้เยอะๆ เลยนะ เผื่อเราจะเอาไปเล่าแล้วดังได้เป็นพอดแคสเตอร์บ้าง” รสาพูดพลางเอากล้องติดไว้กับศีรษะของตนเอง หันมองรอบกายเป็นที่โล่งแจ้ง รวงข้าวเหลืองทองไปทั่วบริเวณ

“โห แกดูนั่นสิ เป็นเดือนแล้วยังขุดไม่หมดเลย” อลินาหันไปบอกเพื่อนเมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ยังคงขุดหาร่างอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้งเต็นท์เพื่อรวบรวมโครงกระดูกที่พบ และทำงานในสถานที่เกิดเหตุ

“แกว่าสุดท้ายแล้วตัวเลขจะทะลุร้อยไหม แค่ตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในฆาตกรที่มีเหยื่อมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีนแล้ว” รสากล่าวด้วยความตื่นเต้น “คนทำทั้งหมดนี่ ถ้ายังอยู่ลินาว่าเขาจะยังฆ่าคนอยู่ไหม”

“แค่นี้ก็หลอนจะแย่ ยังจะไปจินตนาการว่าเขามีชีวิตอยู่อีก ไม่รู้แกจะพาฉันมาเป็นไทยมุงดูเขาหาคนตายกันทำไม” อลินาบ่นอุบนึกว่าหลังสอบเสร็จการไปเที่ยวส่งท้ายจะเป็นการถ่ายรูปในสถานที่สวยๆ แต่กลับต้องมาแอบถ่ายโครงกระดูกให้เพื่อนสนิท

“นั่นสิคงจะดีกว่าถ้าได้อยู่ตอนฆาตกรออกล่า ฉันจะได้รู้เรื่องแบบติดขอบเวที”

“รสาพูดจาเลอะเทอะ อย่างแกเนี่ยกว่าจะรู้ว่าใครเป็นฆาตกรถ้าไม่โดนจับก็ตอนจะโดนฆ่าเองนั่นแหละ”

“อ้าวทำไมพูดงี้อ่า แกว่าฉันโง่เหรอ” รสาอ้าปากหวอ “ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้นสักหน่อย”

“ไม่โง่ แต่ไม่มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด คนอะไรโจรขึ้นหอดันนึกว่าตัวเองเข้าห้องผิด” อลินาส่ายหน้าแหงนขึ้นมองพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวันแล้วถอนหายใจออกมา

“เถอะน่า เราอยู่ที่นี่สามวัน หลังจากนี้แกจะไปไหนฉันตามใจแกทุกอย่างเลย”

       รสาเป็นฝ่ายชวนอลินามาแอบดูสถานที่ที่มีการขุดเจอโครงกระดูก เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ขุดพบไม่ใช่เพียงสิบชีวิตอย่างที่เคยอ่านเจอครั้งแรก เพราะอีกสองสัปดาห์ถัดมามีการพบเพิ่ม จนตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเดือนยอดตัวเลขโครงกระดูกเพิ่มเป็นแปดสิบสองชีวิต และยังมีวี่แววว่าจะยังมีส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่อีก

“นี่…หนูมาดูเขาหาศพกันใช่มั้ย หลานชายป้าเป็นคนเจอกระดูกคนแรกเองแหละ ไม่คิดว่าจะมีฝังอยู่มากขนาดนี้” คุยป้าคนหนึ่งเดินเข้ามาทักรสาและอลินา 

“วันนี้อากาศร้อนหนูซื้อน้ำป้าสิ ป้าจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลย”

“เอาคนละขวดก็ได้ค่ะ” อลินาหันไปตอบ

“ยี่สิบหยวนจ้ะ” 

“โหคุณป้า เห็นพวกเราเป็นต่างชาติเลยโก่งราคาใช่ไหมเนี่ย น้ำแบบนี้หกหยวนก็ได้กำไรแล้ว” รสาโวยวายออกมา

“ค่าน้ำหกหยวน ที่เหลือค่าเล่าให้ฟัง จะเอาไม่เอา” คุณป้าที่ถูกกลุ่มเด็กผู้หญิงที่คิดว่าควรจะหลอกได้ก็เริ่มรู้สึกขุ่นมัว

“เอาก็ได้ค่ะ ป้าชื่ออะไรพวกเราจะได้เรียกถูก” รสาตอบพยักหน้าให้อลินายื่นเงินให้คุณป้า

“ป้าแซ่ซี ชื่อซูลี่ เรียกป้าซีก็ได้ นี่น้ำจ้ะ” รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าของซูลี่ก่อนจะยื่นน้ำให้กับเด็กทั้งสองเตรียมจะเดินหนีไป แต่ก็ถูกรสารั้งไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนป้าซี ป้าเล่ามาเลยนะหลานชายป้าไปเจอได้ยังไง” 

“คือแบบนี้…”

       ป้าซีซูลี่เริ่มเล่าว่าหลานชายของตนจะกลับมาเปิดมินิมาร์ท และทำการเกษตรแนวตั้งในหมู่บ้านนอกเขตเมืองแห่งนี้ แต่ระหว่างที่กำลังก่อสร้างคนงานเจอโครงกระดูกคนนับสิบ จึงต้องหยุดยั้งการก่อสร้างและเรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ 

“ทีแรกพวกเราคิดว่าคงสร้างทับสุสานโบราณ แต่หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอายุของโครงกระดูกก็ต้องเปลี่ยนความคิด เพราะกระดูกพวกนี้เพิ่งถูกฝังเมื่อสามสิบถึงสี่สิบปีก่อน ตอนนั้นที่ตรงนี้เป็นแค่ป่าธรรมดาเท่านั้น ป้ายืนยันเรื่องนี้ได้เพราะตอนนั้นป้าก็อยู่ในหมู่บ้านนี้เนี่ยแหละ”

       ป้าซีเล่าต่อว่าสัปดาห์ต่อมาเกิดฝนตกจนน้ำทำลายหน้าดินเจอเข้ากับโครงกระดูกในบริเวณใกล้เคียงเพิ่มอีก จึงมีการค้นหาอย่างจริงจังแบบที่เห็นอยู่ในตอนนี้

“สี่สิบปีที่แล้ว แปลว่าเริ่มฆ่าคนช่วงแปดห้า ป้าซีแน่ใจใช่ไหมคะ ยังไม่มีใครออกมายืนยันเลยว่าศพพวกนี้ถูกฝังมานานแค่ไหน”

“แน่ใจสิ ป้ามาทุกวัน แอบฟังพวกที่มาดูกระดูกคุยกันตลอด เขาประมาณไว้ว่าสี่สิบแต่ก็ยังไม่ได้ตรวจละเอียดครบหรอก ปิดหมดแบบนี้ของที่หลานป้าลงทุนก็คอยมาขายให้คนทำงานนี่แหละ” ป้าซีเล่าไปยกน้ำสลับกับเรียกลูกค้าที่มาคอยมุงดูการขุดค้นหา

“แล้วทำไมถึงมีข่าวลือออกไปว่าเป็นการฆาตกรรมต่อเนื่องล่ะคะ การเจอกระดูกไม่ได้ยืนยันอะไรนี่นา” รสาถามด้วยความสงสัย

“เอ…เรื่องนี้ ป้าก็ไม่แน่ใจ ไปแอบฟังกันดีไหมล่ะ มีจุดที่แอบเข้าไปดูใกล้ๆ ได้อยู่ ป้าจะพาไป”

“กี่หยวนคะบริการนี้” รสาเหน็บแนมออกไป

“อันนี้ไม่คิดเงิน เพราะป้าก็อยากรู้เหมือนกัน” 

.

.

.

       หนึ่งหญิงวัยกลางคนสองเด็กสาวลัดเลาะไปยังด้านหลังชายป่าสุดเขตที่ถูกติดเทปป้องกันไม่ให้คนนอกเข้า และหากเดินขึ้นเนินต่อก็จะมองเห็นการทำงานได้ชัดเจน และโชคดีที่ใกล้บริเวณนั้นมีเจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานกำลังนั่งพักอยู่พอดี

“บนกระดูกหน้าผากมีสัญลักษณ์เดียวกันแบบนี้ยังไงก็ใช่” เจ้าหน้าที่คนแรกกล่าวออกมา

“ยังไงก็ยังสรุปไม่ได้ อาจจะร่วมมือกันเป็นกระบวนการก็ได้ คนเดียวจะฆ่าคนได้มากขนาดนี้โดนไม่มีใครสงสัยได้ยังไงกัน” เจ้าหน้าที่อีกคนส่ายหน้า ก่อนจะรู้สึกเหมือนว่าถูกแอบมองจึงหันขึ้นมองไปยังกลุ่มของรสา

“นั่นใคร! พวกคุณเข้ามาใกล้ไม่ได้นะ”

“ตายแล้ว ถอยๆๆๆ ถอยสิ” ป้าซีโวยวายออกมาพร้อมกับเริ่มก้าวถอยหลังดันให้ลูกค้าทั้งสองหลบไปก่อนเจ้าหน้าที่จะออกมาเจอ

“ป้าอย่าดัน ป้าซีหยุดก่อน” รสาร้องห้ามในขณะที่ตนเองเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าก้าวขาไม่ทัน และกำลังขาดที่วางเท้าอย่างมั่นคง เพราะบนพื้นมีหินจำนวนมากทำให้เสียการทรงตัว

“หยุดเดี๋ยวนี้ ไม่นะ ป้าซี กรี๊ด”

       รสาเท้าพลิกจนตัวล้มลงทับกับอลินา แต่โชคร้ายที่เมื่ออลินาดันออกมากลับมีแรงน้ำหนักมากพอให้รสากลิ้งลงเนินที่ลัดเลาะกันมาเมื่อครู่ ร่างกายของรสารู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งตัว จนกระทั่งชนกับหินใหญ่ก้อนหนึ่งเข้าเต็มแรง เธอได้ยินเสียงกึกดังมาจากภายในร่างกายตนเอง นั่นคือเสียงของกระดูกคอที่หักออก ความเจ็บแปล๊บแล่นไปทั่วร่าง ก่อนที่จะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดในร่างกายอีกต่อไป  ไม่นานนักภาพจากสายตาก็ดับวูบลง

เกิดอะไรขึ้นกันแน่

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
129 Bab
บทนำ ไทยมุง
โปรยเนื้อหา รสาบัณฑิตใหม่วัย 21 ปี ไปเที่ยวส่งท้ายก่อนกลับไทยในหมู่บ้านชาวนาที่ขุดเจอศพผู้หญิงเกือบร้อยเมื่อเดือนก่อน เธอผู้เป็นสาวกพอดแคสต์ฆาตกรต่อเนื่องจะพลาดโอกาสมาเป็นไทยมุงในสถานที่จริงได้ยังไงกัน แต่แล้วจู่ๆ รสาก็ฟื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของ ‘ว่านเฟยเฟิ่ง’ ลูกคุณหนูวัย 18 ปีที่ร้ายกาจจนแม่เลี้ยงและปู่ส่งมาแต่งงานในหมู่บ้านชนบทปี 1980 เพื่อกำจัดให้พ้นหูพ้นตา ทีแรกเธอหลงดีใจคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์เป็นนางเอกทะลุมิติแบบนิยายที่ชอบอ่าน จากนางร้ายปลายแถวสู่นางเอกครบเครื่องทุกความเก่งกาจอะไรเถือกนั้น แต่มันกลับไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะเธอดันมาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับที่ขุดเจอศพเหล่านั้น นอกจากจะค้นพบว่าความสามารถตัวเองไม่ใช่ระดับนางเอกแมรี่ซู ความฉลาดก็งั้นๆ สกิลการสืบสวนก็ไม่มี ไหนจะลูกเลี้ยงและแม่สามี แถมยังต้องแบ่งเวลาไปช่วยผีที่คอยตามมาขอความช่วยเหลือถึงบ้านอีก ทางเดียวที่จะมีชีวิตแบบไม่ห่วงหน้าพะวงหลังคือรีบหาเงิน แล้วกล่อมสามีที่ยังไม่เคยเจอหน้าให้ไปซื้อบ้านไกลๆ ก่อนฆาตกรจะเริ่มลงมือ “ตอนเป็นไทยมุงก็สนุกดีอยู่แหละ แต่เป็นผู้ประสบภัยแบบนี้ ใครไหวก็ไ
Baca selengkapnya
บทที่ 1 สับสนมึนงง
บทที่ 1 สับสนมึนงงกลับมาปัจจุบัน…“เจ็บหัวชะมัด ไปไหนกันหมด” รสาลุกขึ้นยืนจากพื้นดินเย็นเฉียบที่ตนเองนอนอยู่พยายามปัดฝุ่นก็ต้องแปลกใจ เพราะชุดที่เธอกำลังสวมใส่ไม่ใช่ชุดเดียวกันกับที่ใส่มาวันนี้ แต่มันกลับเป็นกระโปรงยาวลายดอก ผ้าคุณภาพดีเยี่ยมผิดกับเสื้อผ้าที่จะเจอได้ตามร้านฟาสแฟชั่น ด้านข้างมีกระเป๋าเดินทางที่ทำขึ้นมาจากผ้าไม่ใช่พลาสติกแบบที่คุ้นเคยแล้วตอนนั้นเสียงอะไร คอหักแต่ไม่ตาย ฉันเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย เมื่อทรงตัวได้ที่แล้วก็ยังรู้สึกเจ็บหลังศีรษะอยู่ รสาจึงได้เอื้อมมือไปจับดูก็พบว่ามีเลือดออกเต็มไปหมด “หัวแตก! ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”“รำคาญ! เงียบๆ ไปสักทีคนจะหลับจะนอน” เสียงตะโกนดังออกมาจากบ้านฝั่งตรงข้าม ส่วนตัวรสาที่มองหันกลับไปก็เห็นว่าตนเองล้มลงภายในรั้วบ้านจึงคิดเอาเองว่าคนในบ้านหลังนี้คงช่วยเหลือตนเองเอาไว้ โดยที่ยังแปลกใจไม่หายที่เพื่อนสนิทไม่พาเธอไปหาหมอ แต่กลับเปลี่ยนชุดให้แล้วพามาฝากไว้บ้านใครก็ไม่รู้อย่างตอนนี้ รสาถือวิสาสะเปิดกระเป๋าที่ตัวเองสะพายอยู่ก็พบกับเอกสารประจำตัวที่ระบุว่าเป็นของว่านเฟยเฟิ่ง ส่วนที่อยู่เธอพยายามสอดส่องสายตาหาคำที่รู้จักก
Baca selengkapnya
บทที่ 2 ไม่น่าไว้ใจ
บทที่ 2 ไม่น่าไว้ใจ“น้าหัวเราะอะไร” “เปล่านะ เอ่อคือ…ปกติน้าอยู่ห้องไหน”“ห้องใหญ่” เด็กน้อยชี้ไปยังประตูแรกด้านขวามือ เฟยเฟิ่งนำกระเป๋าไปวางไว้ด้านใน แล้วก็รีบออกมาหน้าห้องพบว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กกำลังยืดคอมองสอดส่องอยู่“ไปเรียกพี่ชายออกมาหน่อย น้ามีเรื่องต้องคุยด้วย” เมื่อมากันพร้อมหน้าแล้วก็มีการจ้องตากันอย่างแปลกประหลาดอยู่สักหน่อย เด็กทั้งสองดูอย่างไรก็ไม่กล้าขยับกายเข้าใกล้สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยง ตัวเฟยเฟิ่งจึงย่อเข่าลงมาให้สายตาตนเองอยู่ระดับเดียวกันกับเด็กทั้งสอง“น้าล้มหัวฟาดพื้น จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เรื่องนี้ห้ามบอกใครตกลงไหม” เฟยเฟิ่งเริ่มพูดก่อน“ทำไมห้ามบอก” ผู้เป็นพี่ชายสอบถามขึ้นก่อน“เพราะถ้าต่อไปเราจะซื้อของ หรือขอแลกอะไรจะถูกเอาเปรียบได้” “น้านั่นแหละเอาเปรียบ ให้พวกเราหากินกันเอง ทั้งที่น้ามีเงินติดตัวมาตั้งมากมาย” “เงินส่วนนั้นเป็นสินเดิมใช่ไหม” เฟยเฟิ่งถาม“ใช่ น้าเคยตะโกนว่าอย่ายุ่งกับสินเดิมของน้า ตีแรงหลายทีเลย” เด็กหญิงกล่าวขึ้นบ้างเพราะเคยถูกดุด่าที่ไปสนใจสร้อยไข่มุกของว่านเฟยเฟิ่ง“ถ้าเป็นสินเดิมก็ไม่แปลกอะไร เพราะนั่นเป็นของส่วน
Baca selengkapnya
บทที่ 3 ผู้(เกือบ)ประสบภัย
บทที่ 3 ผู้(เกือบ)ประสบภัย ว่านเฟยเฟิ่งคิดไปถึงชีวิตเก่าของตนเองที่เคยลั่นวาจาไว้ว่าอยากรู้เรื่องแบบติดขอบเวที แม้ใจจะรักแค่ไหนแต่หากต้องมาเสี่ยงเข้าจริงเธอก็คงไม่เอา “น้าจะไปไหน” จื่อซวานเรียกตามหลังเมื่อเห็นคุณน้าคนสวยวิ่งออกไปจากบ้าน สองเท้าสลับสับเปลี่ยน เฟยเฟิ่งสังเกตไปรอบตัวพยายามหาทิศทางว่ามีความคล้ายคลึงใดกับภพเดิมบ้าง แต่แล้วที่สุดสายตาก็เห็นเนินที่ป้าซูพาแอบลัดเลาะขึ้นไปฟังเจ้าหน้าที่“ปากพาซวย พาซวยจริงๆ”“น้าวิ่งมาทำไม” จื่อซวานถามอย่างตกใจ“ย้ายบ้านเราต้องย้ายบ้าน ต้องย้ายจริงๆ”“ย้ายไม่ได้ นี่บ้านพ่อ สุดท้ายน้าก็จะไปเหมือนคนอื่นๆ ไม่น่าทำแผลให้เลยจริงๆ” ซีจื่อซวานกำมือแน่นดึงน้องสาวเข้ามากอดไว้ท่าทีต้องการปกป้อง“จื่อซวาน ซูลี่กลับไปบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวน้าตามไป”“ตามจริงนะ ซูลี่อยากกินข้าวถั่วอีก” ซีซูลี่ที่ดูจะเปิดใจยอมรับความอบอุ่นอันเล็กน้อยได้เร็วกว่าวิ่งเข้ามากอดขาคุณน้าที่มีผิวเนียนนุ่มกว่าใครที่เคยรู้จักในชีวิตไว้แน่น“ตามจริง ที่บอกว่าย้ายบ้านก็หมายถึงย้ายไปกันทุกคน ไปเถอะไปพร้อมกันก็ได้” เฟยเฟิ่งใช้มือข้างหนึ่งจูงซูลี่ ส่วนอีกข้างหนึ่งนวดขมับของตน
Baca selengkapnya
บทที่ 4 ฉันนิสัยไม่ดีมากเหรอ
บทที่ 4 ฉันนิสัยไม่ดีมากเหรอ“จื่อซวานรู้รึเปล่าว่าทำไมรอบนี้พ่อเธอถึงให้แต่น้า แม่ตัวเองทำไมไม่แบ่งให้” เมื่อออกมาพ้นรั้วบ้านเฟยเฟิ่งก็เริ่มล้วงข้อมูลในทันที“รอบก่อนลุงเข่อเอาเงินเดือนมาให้ย่าแล้ว วันที่น้ามาวันแรกนั่นแหละ ถ้าบ้านอันไม่มาขอไป…เจ็บใจนัก” เด็กชายวัยเจ็ดปีที่ดูพูดจาเกินวัยตามประสาคนที่ต้องรีบเติบโตกล่าวออกมา“อืม…นึกไม่ออกเลยสักนิด” เฟยเฟิ่งพยายามค้นความทรงจำก็เจอเพียงภาพเฟยเฟิ่งคนเก่ายืนกระทืบเท้าอยู่ในห้อง“น้าอย่าไปเดินกลางถนน มาเดินกับซูลี่” “จริงด้วย น้าคิดเพลินไปหน่อย เด็กๆ รู้เรื่องเข้ามหาวิทยาลัยกันไหม” ว่านเฟยเฟิ่งตัดสินใจถามออกไป“คืออะไร” จื่อซวานหยุดเดินเงยหน้ามองแม่เลี้ยงของตัวเอง“คือที่เรียนหนังสือเหมือนโรงเรียน แต่ทุกคนที่เข้าไปเรียนจะต้องเรียนจบมาจากโรงเรียนก่อนแล้ว ต้องสอบแข่งกันเข้าไป พอไปเรียนจบออกมาก็จะหางานไม่ต้องเหนื่อยแรงกาย”“ลูกชาวนาแค่ทำนาเป็นก็พอแล้ว” ซูลี่ยิ้มออกมาอย่างมุ่งมั่น“คิดแบบนี้ไม่ได้ ถ้าซูลี่พูดแบบนี้อีก น้าจะให้ยืนขาเดียวจับหูตัวเองนะ”“น้ากลับมาดุแล้ว ไม่เอา!” ซูลี่สะบัดมือเฟยเฟิ่งทิ้งแล้วไปเกาะแขนพี่ชายที่ยังขมวดคิ้วไม่เลิกแท
Baca selengkapnya
บทที่ 5 เข้าตลาด
บทที่ 5 เข้าตลาด“เอาเถอะ เรามาซื้อของเอาเงินมาให้ คงไม่มีใครผูกใจเจ็บนานหรอก” ว่านเฟยเฟิ่งจูงมือซูลี่แล้วเดินตามจื่อซวานที่มุ่งตรงไปร้านขายของแห้งและเครื่องปรุง แต่ก่อนก้าวขาเข้าร้านเฟยเฟิ่งเผอิญได้ยินว่ามีเด็กสาววัยสิบหกปีหายตัวออกไปจากหมู่บ้านซานต้งเมื่อคืน เธอเลยเปลี่ยนแผนดึงจื่อซวานให้ถอยหลังและหันไปฟังข่าวนี้อย่างตั้งใจ“จะได้แต่งกับทหารแล้วแท้ๆ เชียว” เสียงแม่ค้าประจำแผงที่กำลังเล่าเรื่องดังขึ้น“แม่ค้ารู้ไหมว่าเขาหายไปไหน” เฟยเฟิ่งตัดสินใจถามออกไป“ถอยออกไป ร้านผักของฉัน ไม่ต้อนรับพวกหัวสูง” แม่ค้าคนนั้นหันมาด่า “เลิกมายืนแอบฟังได้แล้ว ออกไป๊!”“ก่อนหน้านี้ฉันทำอะไรให้แม่ค้าเจ็บช้ำน้ำใจฉันต้องขอโทษจริงๆ ฉันแค่ยังปรับตัวไม่ได้ก็เท่านั้น” เฟยเฟิ่งก้มหัวขออภัย นึกโกรธที่ร่างเก่าเลือกเป็นศัตรูกับใครไม่เป็น ดันมาเลือกตัวกระจายข่าวของชุมชนเสียได้ “ด่าว่าร้านฉันขายของสกปรกชั้นต่ำแล้วคิดว่าแค่ขอโทษแล้วฉันจะให้อภัยเหรอ ไม่มีทางซะหรอก ออกไปได้แล้ว คนในตลาดเขารอฟังเรื่องกันต่อ” ว่านเฟยเฟิ่งที่ได้ยินอย่างนั้นก็ทำสีหน้าไม่ถูกด้วยไม่เห็นว่าร้านนี้จะสกปรกที่ตรงไหน ข้าวของก็ถูก
Baca selengkapnya
บทที่ 6 ก่อสร้างบ้านผัก
บทที่ 6 ก่อสร้างบ้านผัก ว่านเฟยเฟิ่งยิ้มกว้างออกมาคล้ายว่าเจอเรื่องสนุก ทีแรกเธอคิดแค่จะทำร้านขายของชำ แต่เพราะคนที่แผงผักทำให้เฟยเฟิ่งคิดออกว่าตนเองควรจะหาเงินเป็นกอบเป็นกำจากที่แห่งนี้ได้อย่างไร“จำเมล็ดพันธุ์ผักที่เราซื้อมาได้ไหม น้าจะทำบ้านให้ผักอยู่ เราจะได้ปลูกผักในช่วงที่หนาวกว่านี้ได้ แต่อย่าบอกใครเด็ดขาด ให้เราทำสำเร็จก่อนตกลงไหม”“ครับ ไม่บอก แต่บ้านผักจะทำให้เราปลูกผักได้ยังไงกัน” ซีจื่อซวานเริ่มเดินช้าลงเพราะมัวแต่คิดเรื่องอื่น“ถ้าเอาแบบง่ายๆ แดดส่องเข้ามาได้ แต่ความร้อนข้างในออกไปข้างนอกไม่ได้ ทีนี้อากาศก็จะอุ่นกว่าข้างนอก ทำให้ต้นไม้โตได้น่ะสิ”“ครับ” จื่อซวานระบายยิ้มกว้างออกมา “นี่ใช่ไหม ทางเลือกที่น้าหมายถึงเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย”“ใช่แล้ว” เฟยเฟิ่งชะงักเพราะร่างที่อาศัยอยู่ตอนนี้นั้นไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย “น้าไม่ได้รู้เองหรอก น้าก็ไม่ได้เรียน คนที่เรียนเขามาบอกน้า ความรู้จะทำให้เราได้เปรียบคนอื่น เชื่อน้านะ”“แต่เรามีเงินสร้างจริงเหรอ เงินของพ่อก็ไม่ได้เยอะ”“น้าใช้สินเดิมของตัวเอง เพราะฉะนั้นกำไรก็จะเป็นของน้า ถ้าจื่อซวานช่วยทำ น้าก็จะแบ่งค่าแรงให้ ส
Baca selengkapnya
บทที่ 7 คนบ้านซีมีความสามารถ
บทที่ 7 คนบ้านซีมีความสามารถ เฟยเฟิ่งย้ายมาบริเวณที่ถูกจัดเป็นครัวนอกบ้าน ตอกไข่ใส่ถ้วยแล้วแยกไข่ขาวและไข่แดงไว้ ถ้วยที่มีไข่ขาวใส่น้ำตาลลงไปและใช้ตะเกียบตีแทนตะกร้อตีไข่ ปากก็พลางสั่งให้ซูลี่ผสมแป้งตามคำสั่ง“แป้งข้าวเจ้าหกช้อน แป้งข้าวโพดกับแป้งสาลีอย่างละหนึ่ง ไข่หนึ่งฟองระวังอย่าให้เปลือกตกลงไปนะ” ซีซูลี่ผสมตามอย่างตั้งใจ เมื่อส่วนผสมครบก็ค่อยๆ เพิ่มน้ำลงไป ยื่นให้เฟยเฟิ่งตรวจเป็นระยะ “ใช้ได้ไหมคะ”“ได้แล้ว ของน้าก็แค่บีบส้มจี๊ดลงไปนิดหน่อยก็ได้แล้ว” เฟยเฟิ่งต้องการให้ครีมที่ตีขึ้นมามีความคงตัว แต่ไม่สามารถหามะนาวหรือเลม่อนได้ จึงคิดว่าส้มจี๊ดอาจจะพอทดแทนได้“ทำอะไรต่อคะ” ซูลี่ถามอย่างตื่นเต้น เด็กน้อยที่ทำเป็นแต่โจ๊กและน้ำแกงมีแววตาเป็นประกาย“เมื่อกี้เราจะไว้ทำขนม เรามาเตรียมทำอาหารกันจริงๆ ต่อดีกว่า” เฟยเฟิ่งหยิบชามผสมออกมาตักแป้ง ไข่แดงที่ไม่ได้ใช้ น้ำมันและเกลือลงไปอีกเล็กน้อย นวดจนเนื้อเนียน ส่วนซูลี่มีหน้าที่ล้างมะเขือเทศ และหัวหอมที่ซื้อจากแผงผักอื่น เมื่อซูลี่ล้างผักเสร็จเฟยเฟิ่งก็กำลังใช้ด้ามของตะหลิวมารีดแป้งให้แบนพอดี เมื่อหั่นเสร็จก็ออกมาเป็นเส้นพ
Baca selengkapnya
บทที่ 8 สหายเรียกให้มาหา
บทที่ 8 สหายเรียกให้มาหา ว่านเฟยเฟิ่งไม่ได้สนใจรอฟัง เธอเลือกเดินไปหลังบ้าน ขอให้ช่างหูทำถาดไว้อนุบาลต้นผักที่เฟยเฟิ่งคิดจะปลูกในคืนนี้เลย“จ้ะลุงช่าง นี่ก็ใกล้เสร็จแล้วนี่ รวดเร็วจริง” ว่านเฟยเฟิ่งกล่าวเมื่อเห็นว่าตัวโครงไม้ และประตูทะลุระหว่างพื้นที่ก็ทำเสร็จแล้ว ส่วนตอนนี้กำลังลงเสารั้วให้เสร็จสิ้นอยู่“นี่นังเฟยเฟิ่ง ผู้อาวุโสพูดด้วย แกมาเดินหนีแบบนี้ได้ยังไง” ป้าอันพี่น้องจากบ้านเดิมของว่าที่แม่สามีรีบเดินตามมากระชากแขน“โอ๊ย ฉันขอเถอะป้า วันนี้ฉันยุ่งไว้เถียงกันวันหลัง” เฟยเฟิ่งลูบแขนตนเองเบาๆ“มาเดี๋ยวนี้!” อันผิงเจินลากตัวของว่านเฟยเฟิ่งให้ตามเข้าบ้าน“ย่าอันปล่อยน้าเฟิ่งนะ” จื่อซวานวิ่งเข้ามาขอร้อง“ไม่เป็นไรอาซวานอยู่กับช่างหู ถ้าช่างทำที่น้าขอแล้ว ก็ให้วางไว้ด้านนอกนี้ เข้าใจนะ”“ครับ” จื่อซวานพยักหน้า“ส่วนป้าก็ปล่อยได้แล้ว อยากคุยมากก็ไปคุย แต่อย่ามาลากฉัน ป้าไม่มีสิทธิ์” เฟยเฟิ่งผลักตัวป้าอันผู้นี้ออก แล้วเร่งเดินนำหน้าเข้าบ้านไปเอง...“ฉันได้ข่าวจากในตลาดว่าเธอไปซื้อหมู เอามาสิส่วนของบ้านอันน่ะ”“ทำไมฉันต้องแบ่ง ไข่ฟองเดียวยังมาตีหลาน หน้าด้านมาขอหมูฉันอีกเหรอ
Baca selengkapnya
บทที่ 9 เรื่องที่ต้องช่วย
บทที่ 9 เรื่องที่ต้องช่วย ว่านเฟยเฟิ่งนอนซมจับไข้ในวันถัดมาจึงทำให้แผนเปิดร้านต้องชะลอไปหนึ่งวัน เธอสอดส่องให้แน่ใจว่าไม่มีผีตนนั้นรอมาคุยตามสัญญา ก็ลอบถอนหายใจออกมา แล้วค่อยๆ ก้าวขาออกจากห้องนอน“ตื่นได้แล้วสินะ” เสียงของว่าที่แม่สามีดังขึ้นทันทีที่เห็นตัวเฟยเฟิ่ง“เมื่อคืนออกไปขุดดินตอนกลางคืน มันคงหนาวเกินไป ฉันเลยมีไข้” เฟยเฟิ่งอธิบายออกไป โดยละเว้นส่วนที่ตนเองเจอผีออกไป เพราะไม่แน่ใจว่าสตรีผู้นี้จะเชื่อเรื่องราวเหนือธรรมชาติบ้างหรือไม่“อืม เจองูด้วยใช่ไหม ร้องเสียงดังแบบนั้น ในเมืองไม่มีล่ะสิ”“ค่ะ ฉันไปทำกับข้าวนะ คงใช้เนื้อหมูเป็นมื้อเช้า ฉันกลัวทิ้งไว้นานแล้วจะเสีย” เฟยเฟิ่งพยักหน้าเดินเลี่ยงไปหลังบ้าน ว่านเฟยเฟิ่งล้างหน้าแปรงฟันที่หลังบ้านให้เรียบร้อยถักผมเป็นเปียเก็บจนเรียบร้อย ก็เห็นอันซูเจินนั้นเดินตามออกมาด้วยอย่างเชื่องช้า ในมือถือห่อผ้าที่มีข้าวสารจากเมื่อคืนออกมา หญิงวัยกลางคนเริ่มจุดเตาและนำหม้อมาตั้งใส่ห่อผ้าทำสองลงไป เฟยเฟิ่งที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา เพราะหากลุกมาทำเองเช่นนี้ย่อมหมายความว่าความอุ่นช่วยให้เข่าของซูเจินดีขึ้นจริงๆ ว่าที่แม่
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status