เข้าสู่ระบบเวลาผ่านไปถึงสามสัปดาห์ก็เป็นเวลาที่ว่านเฟยเฟิ่งจะต้องไปทำอาหารในงานเลี้ยงบ้านสกุลตั้ง โดยที่เด็กทั้งสองนั้นฝากให้คนบ้านเหมยหลันมาดูแล ทั้งยังจ้างเย่เหมยหลัน สู่หมิงลี่ และต้งจิ่งยุนให้ไปช่วยด้วย
ทางบ้านตั้งไม่ได้ว่าอะไรเพียงแค่ขอรายชื่อเอาไว้ ทำให้แม่ของตั้งติ้งจื่อสังเกตเห็นว่าจิ่งยุนเองก็แซ่ต้งเช่นเดียวกันกับตนเอง สืบสาวกันไปมาก็ได้ความว่ารุ่นทวดเป็นพี่น้องกัน กลายเป็นว่าคุณนายต้งได้พบเจอญาติที่ห่างหายกันไปหลายรุ่นโดยบังเอิญ
ก่อนวันงานทางบ้านตั้งส่งรถมารับทั้งสามเพื่อไปค้างคืนเตรียมงาน โดยเป็นบ้านสี่ประสานที่เพิ่งจะได้คืนมาจากรัฐ ด้านเฟยเฟิ่งไม่ได้คิดอะไรเพียงแค่ฟังๆ ไปอย่างนั้น แต่เมื่อเห็นตัวบ้านก็เข้าใจว่าเหตุใดทั้งสามจึงได้ดูตื่นเต้นเช่นนี้
“แล้วบ้านสกุลว่านของเธอล่ะเป็นอย่างนี้ไหม” จิ่งยุนถาม
“ก็ใช่นะคะ แต่เพิ่งจะย้ายกลับเข้าไปอยู่ได้ไม่นานก็ต้องมาแต่งงานที่นี่น่ะ” เฟยเฟิ่งตอบยิ้มๆ พลางขนของลงจากรถ โดยที่ของส่วนมากแล้วจะมาจากในมิติ ทำให้งานครั้งนี้เหมือนว่าเฟยเฟิ่งจะไม่ต้องลงทุนอะไรนอกจากค่าจ้างของสตรีทั้งสาม
“เตรียมของกันดีกว่า” เหมยหลันเร่งทุกคนด้วยเห็นว่าต้องทำอาหารหลายโต๊ะจึงกลัวจะไม่ทัน
“ทำให้ดีนะทุกคน แขกที่มาคงมีแต่คนมีหน้ามีตา ถ้าเราทำได้ดี ไม่แน่ว่าเราอาจจะสามารถยึดเอาเป็นอาชีพได้เลย”
“ทำอาหารงานเลี้ยงเนี่ยเหรอเป็นงานหลักได้ ไม่มีทางหรอก ใครจะมาจัดงานทุกวันกันเล่า” หมิงลี่หัวเราะออกมา ไม่เชื่อว่าการทำอาหารตามงานจะเลี้ยงชีพได้ คิดแค่ว่างานอะไรแบบนี้เป็นโชคชั่วครั้งชั่วคราว
ว่านเฟยเฟิ่งไม่ได้ตอบรับอะไร เธอเอาแต่ยิ้มคิดว่าหากวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่แน่วันหนึ่งอาจจะชวนทั้งสามคนมาหุ้นเปิดบริษัททำอาหารสำหรับจัดเลี้ยงโดยเฉพาะก็ได้ ผู้หญิงสมัยนี้ทำงานแบบนี้กันได้ทุกคน เพียงแค่มองไม่ออกว่านอกจากเปิดแผงอาหารจะต่อยอดอย่างไรก็เท่านั้น
เมนูอาหารครั้งนี้เน้นให้มีความหลากหลายไม่ซ้ำใคร และต้องเป็นอาหารที่คนไม่ได้เห็นกันทุกวัน แต่ก็ยังจะมีผสมกับอาหารที่คนในยุคนี้คุ้นเคยไว้บ้าง โดยที่ในคืนนี้ทั้งสี่จะจัดเตรียม หั่น ล้าง ปอก สับ ของทุกอย่างที่เตรียมล่วงหน้าได้ แล้วจึงค่อยตื่นมาจัดการทำอาหารตั้งแต่เช้าตรู่
“กุ้งนับไว้ครบแล้ว หมูกับไก่อย่างลืมดูให้แน่ใจนะ” เฟยเฟิ่งเอ่ยเตือน
“ครบหมดแล้ว ไปล้างมืออาบน้ำนอนกันได้แล้ว” จิ่งยุนที่นับของที่ต้องเตรียมจนครบทุกรายการยืนยันออกไป จากนั้นทั้งสี่ก็ทยอยกันออกไปนอนในห้องว่างของบ้านโบราณนี้
“พื้นอุ่นจริงๆ แตกต่างจากบ้านพวกเราจริงๆ” เหมยหลันกล่าวเมื่อรู้สึกว่าก้าวไปทางไหนเท้าก็ยังอุ่นอยู่
“หน้าหนาวดีแค่ของสดนาน แต่ที่เหลือแย่หมดเลยนะ เวลาฉันไปรดน้ำผักถึงจะอุ่นขึ้นบ้าง” เฟยเฟิ่งตอบออกไป
“เธอนี่ก็เก่งจริงหาวิธีปลูกผักในฤดูหนาวมาจนได้ หนาวหน้าคงต้องทำตามบ้าง”
เหมยหลันชมออกไป ทั้งยังขอลอกเลียนแบบกับเจ้าตัวโดยตรงเพื่อเลี่ยงปัญหาแบบบ้านอัน ซึ่งเธอเองก็เชื่อว่าหากมาพูดคุยดีๆ เฟยเฟิ่งย่อมต้องยินดีให้ทำตาม เพราะขนาดมาทำอาหารยังให้ค่าจ้างสูงถึงสิบหยวน และมีค่านอนค้างนอกสถานที่อีกห้าหยวน รวมแล้วก็เกือบจะได้เท่าเงินเดือนคนงานครึ่งเดือน แต่เสียเวลาเพียงสองวัน
“พวกฉันก็ขอทำด้วย แต่เฟยเฟิ่งเธอรู้ไหมว่าทำไมพื้นอุ่นได้” หมิงลี่เอ่ยถามเพราะความสงสัยยังค้างคาในใจ
“จะไปรู้ได้ยังไงกัน เอ๊ะ อ๋อ ใต้บ้านมีท่อ แล้วก็จะมีการเติมถ่านให้มีความอบอุ่นไหลผ่านอะไรทำนองนี้” ว่านเฟยเฟิ่งหยิบเรื่องราวจากในความทรงจำเกี่ยวกับตัวบ้านสี่ประสานที่มีน้อยนิดของเจ้าของร่างมาอธิบาย
“นอนกันเถอะ เราต้องรีบตื่น” แม้จะพูดแบบนั้นแต่เมื่อเอนตัวกันแล้วทั้งสี่ก็ยังยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาแอบคุยกันไปอีกเกือบชั่วโมงเลยทีเดียว ต้องรอจนต้งลี่จูมาดุเหมือนเด็กๆ จึงจะเงียบไป
.
.
.
เช้าตรู่ของวันงานก็เป็นเวลาที่จะเปลี่ยนครัวบ้านตั้งให้กลายเป็นโรงงานนรกขนาดย่อมๆ งานต้อนรับนี้สกุลตั้งได้ฤกษ์จัดงานเป็นช่วงแปดโมง จึงทำให้ทั้งสี่ต้องโหมเร่งงานกันในออกมาทันเวลา และกับข้าวไม่เย็นชืดไปเสียก่อน
อาหารอย่างแรกเป็นของว่างที่ถูกเตรียมไว้ก่อนแล้ว ตั้งแต่ในมิติอย่างทุกเรียนทอด และหมั่นโถวแป้งขาวหอมนุ่ม อย่างต่อมาคือยำกุ้งย่างที่อยู่ด้านในแครอทที่ชสานเป็นลูกบอล เน้นรสชาติออกเปรี้ยวหวานเพื่อเรียกน้ำย่อย
หลังจากนั้นเป็นเกี๊ยวน้ำใสไส้กุ้ง ตามด้วยปูก้อนคลุกบะหมี่กระเทียม ข้าวผัดหมูนุ่ม หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ซุปไก่ตุ๋นมะนาวดอง ปลานึ่งมะนาว เต้าหู้ทรงเครื่อง กุ้งชุบแป้งทอดพร้อมน้ำจิ้มบ๊วย และปิดท้ายด้วยของหวานสองอย่างคือเค้กเรดเวลเวท และเงาะลอยแก้วล้างปาก
เฟยเฟิ่งไม่ได้ออกไปคอยเสิร์ฟอาหารด้วยตนเองในช่วงแรกเพราะคิดว่าอาหารเหล่านี้ แม้จะไม่เคยกินแต่ก็คงจะคาดเดาได้ว่าต้องกินอย่างไร แต่เมื่อถึงเค้กก็คิดว่าควรออกไปแนะนำเสียหน่อย
“ทุกท่านคะดิฉันขอเวลาให้แม่ครัวกิตติมศักดิ์ของเราได้อธิบายอะไรสักหน่อยนะคะ” ต้งลี่จูเกริ่นนำให้หลังจากเฟยเฟิ่งมาขออนุญาตอธิบาย
“สวัสดีค่ะ อาหารชนิดถัดไปคือเค้กเรดเวลเวทค่ะ มีเนื้อสีแดงที่ทำจากแป้ง ส่วนชั้นสีขาวทำมาจากครีมชีสที่ได้มาจากนมมีรสออกเปรี้ยวนิดหน่อย เป็นขนมแบบตะวันตกค่ะ และอยากที่สองคือผลไม้ในน้ำเชื่อมเย็นจัดกินเป็นอย่างสุดท้ายเพื่อล้างปาก ถ้าอาหารวันนี้ถูกปากอย่าลืมเรียกใช้พวกเราในงานเลี้ยงของทุกท่านด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”
ว่านเฟยเฟิ่งอธิบายไปจนจบก็ไม่ทันได้สังเกตว่าภายในงานนั้นมีคนที่ร่างนี้คุ้นเคยนั่งอยู่ด้วยเช่นกัน จึงหมุนตัวกลับไปเก็บของในครัวโดยไม่ได้ทักทาย
“คุณพ่อจะไปไหนคะ”
“ก็ตามไปดูหลานสาวน่ะสิ ไหนฟางลี่ยืนยันว่าสามีที่หาให้หลานขยันหาเงิน ไปดัดนิสัยก็แค่ต้องทำงานบ้าน เลี้ยงไก่นิดหน่อย ทำไมหลานถึงต้องออกมาทำงานหาเงินเองแบบนี้” ผู้เฒ่าว่านไม่ยอมให้จานจิ่งเหมยภรรยาคนที่สองของบุตรชายมารั้งไว้อีกจึงรีบออกไป แต่กว่าจะเดินไปถึงก็ถูกคนในงานทักทายชวนพูดคุยเสียจนเกือบคลาดกันหลานสาวเสียแล้ว
.
.
.
“คุณปู่…” เฟยเฟิ่งเรียกชายที่เดินตามหลังลี่จูมาจนถึงครัว
“หลานคงลำบากมาก เปลี่ยนไปเยอะจริงๆ แววตาแตกต่างจนหลานต้องพูดอยู่หลายคำถึงจะจำได้ ปู่ขอโทษเจ้าแล้วเฟยเฟยของปู่” ว่านหนิงมู่เอ่ยเสียงสั่นจนเฟยเฟิ่งที่กำลังล้างจานถึงกับชะงักไป
“ไม่ลำบากเลยค่ะ ปู่ไม่ต้องกังวล” เฟยเฟิ่งที่เห็นคนแก่เป็นทุกข์ก็พยายามพูดปลอบพลางกลั้นน้ำตากดความรู้สึกเจ้าของร่างเอาไว้
“ไปกันเดี๋ยวนี้ ปู่ผิดไปแล้ว ไปหย่าแล้วกลับไปเรียนต่อซะ จากคนร่วมงานกลายมาเป็นคนทำงานแบบนี้ปู่ทำกับหลานเกินไปแล้วจริงๆ”
“ไม่ไปค่ะ หนูเองก็อยากเรียนต่อ แต่หนูไม่กลับไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้นแน่ เกิดวันหน้านังใจยักษ์บอกให้ปู่เอาหนูไปฆ่า หนูก็คงไม่รอดแล้ว” ว่านเฟยเฟิ่งตัดพ้อออกมาอย่างน้อยใจ
“หย่ากับคนไม่เอาไหนที่ต้องให้หลานมาทำงานซะเถอะ ไม่อยู่บ้านก็ไปที่อื่นได้ ปู่จะดูแลเฟยเฟยเอง”
“สามีของเฟยเฟยไปทำงานค่ะให้เงินไว้แล้ว แต่หนูว่าง หนูอยากทำค่ะ ถ้าจะหย่าก็ควรต้องปรึกษากันก่อน ปู่เลือกให้หนูมาแต่งงานแล้ว ปู่ก็ต้องยอมรับความจริงข้อนี้ด้วยค่ะ หนูต้องทำงานต่อแล้ว ไม่ส่งนะคะ”
ว่านเฟยเฟิ่งพูดจบก็หันหลังใส่ นั่งจัดของส่วนที่เป็นของตนเองเตรียมมาเก็บให้เรียบร้อย ปู่ว่านที่คิดว่าหลานสาวคงจะยังโกรธอยู่ก็ยอมล่าถอยไปก่อน แต่ชายแก่สาบานกับตนเองแล้วว่าอย่างไรก็จะต้องให้หลานสาวหย่าออกมาให้ได้
ทั้งยังนึกเสียใจที่เผลอไปเชื่อคำพูดของแม่เลี้ยงหลานตนจนเรื่องผิดพลาดไปเช่นนี้ แต่เขาเองก็ดีใจนักที่ได้รู้ว่าหลานสาวมีความสามารถทำอาหารได้ถึงขนาดนี้ ท่าทางเอาแต่ใจ ไม่เอาไหน เอาแต่เรียนที่แท้ก็ซ่อนความสามารถเช่นนี้ไว้ด้วย
“อาหารที่เหลือแบ่งไว้ให้บ้านตั้งชุดหนึ่ง ส่วนที่เหลือพวกเธอก็แบ่งกันเถอะ อาหารรสชาติดีจริงๆ คิดไม่ผิดที่จ้างเธอมาแทนที่จะใช้อาหารจากร้านของรัฐเหมือนทุกที”
“เสร็จงานแล้วพวกเราขอแวะไปตลาดได้ไหมคะ เมืองใหญ่แบบนี้ฉันอยากให้เพื่อนๆ ได้เห็นน่ะค่ะ”
“ได้สิ ไว้จะให้ติ้งจื่อขับไปให้ ฉันไปเอาค่าจ้างให้เธอก่อน” ต้งลี่จูที่แม้จะพยายามไม่ฟัง แต่เมื่อได้ยินปู่ของเฟยเฟิ่งพูดเรื่องหย่าก็รู้สึกมีประกายความหวังจะได้เด็กสาวที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตามาเป็นสะใภ้ จึงได้รีบจัดแจงให้หนุ่มสาวได้ใกล้ชิดกัน
“นี่พอแผลหายสนิทแล้ว เขาก็หล่อใช้ได้เลยนะ วันที่ไปบ้านเธอยังเห็นไม่ชัด แล้วหน้าก็บวมจนดูไม่ค่อยออก” จิ่งยุนชมออกมาจากที่เธอแอบมองตอนออกไปเสิร์ฟอาหาร
“เธอก็ไปจีบเขาเลยสิ” เฟยเฟิ่งยุแยงออกไป
“จะบ้าไปแล้วเหรอ เธอพูดอะไรกันเนี่ย”
หลังจากนั้นในห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเพราะงานผ่านไปได้ด้วยดี คำชมแว่วเข้าหูอยู่ตลอดเวลา ทั้งจะได้ไปเที่ยวตลาดเมืองใหญ่ ใช้เงินที่ตัวเองเป็นคนหามาได้ สำหรับหญิงชาวบ้านเท่านี้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว
บทพิเศษ 3 ทารกฝาแฝดช่วงหัวค่ำของคืนปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นสบาย แต่ในห้องนอนของเฟยเฟิ่งกลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มและความอึดอัดของคนท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที เธอนอนตะแคงข้างพร้อมลูบท้องกลมโตเบาๆ ความรู้สึกหนักและแน่นกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก ท้องแฝดไม่เคยปล่อยให้เธอสบายอยู่แล้ว คืนนี้ก็เช่นกัน เธอพยายามจนข่มตาลงได้แต่แล้วเฟยเฟิ่งก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่ไหลออกมาตามขา เธอรีบยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ คิดในใจว่าคงเป็นเพราะแรงกดจากท้องแฝดจนทำให้เธอเผลอฉี่แตก แต่เมื่อเธอขยับตัวเพียงนิด น้ำอุ่นๆ ก็ไหลเพิ่มขึ้นอีก ความจริงแล่นวาบขึ้นมาทันที“ไม่นะ นี่มันน้ำคร่ำ!” เธออุทานเสียงสั่น ก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่าตัวสามีแรงๆ “พี่จื่อหาน! จื่อหาน สามี! ตื่นเร็วเข้า!”
บทพิเศษ 2 นายพลจ้วงได้สะใภ้กลางเสียทีแม้ชีวิตของลูกชายคนกลางและลูกสะใภ้จะเป็นไปได้ด้วยดี แต่จ้วงไป่ชิงก็ยังไม่ค่อยพอใจ เพราะฝั่งลูกชายก็ขยายร้านวัสดุไปเจ็ดสาขาในห้ามณฑลแล้ว ทั้งยังจัดตั้งโรงงานทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เฟยเฟิ่ง ขยายการเพาะปลูกสมุนไพรและดอกไม้ จนต้องว่าจ้างคนทั้งหมู่บ้าน ในโรงงานเองก็ผลิตสินค้ากันไม่ได้หยุดหน่อย เพราะร้านความงามสู่ขยายไปแล้วสิบสาขาในหลายมณฑลด้านฝั่งลูกสะใภ้ก็เรียนหนังสือได้ดีจนโล่งอก คิดหาลู่ทางหาเงินได้เป็นสิบเป็นร้อยวิธี จนจ้าวหลงเองก็ลาออกจากราชการมาเปิดธุรกิจของตัวเองแล้วเช่นกัน เพราะฟังเฟยเฟิ่งมามาก จนเกิดแรงบันดาลใจ แม้จะมีแต่คนบ้างานอยู่รอบตัวไป่ชิง แต่เมื่อไปเทียบกับลูกคนโตที่ภรรยาอย่างฟางลี่กำลังจะคลอดลูกคนแรก และอิงลี่ที่กำลังจะมีทายาทคนที่สอง ทำให้ไป่ชิงเริ่มกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าหลานที่เกิดจากสะใภ้คนนี้
บทพิเศษ 1 นักศึกษาว่านผ่านไปหนึ่งปี เฟยเฟิ่งเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่ในคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะไม่อยากเรียนบริหารธุรกิจแบบที่เคยจบมาแล้วในภพเก่า เธอไม่ได้ไปเรียนในเป่ยจิงอย่างที่เคยบอกจื่อหานไว้ แต่เธอเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับฮวาจู แม้ว่าคะแนนจะเพียงพอให้เลือกเรียนที่ไหนก็ได้ตามต้องการ แต่เมื่อดูความจำเป็นในชีวิตแล้ว การเรียนในเซี่ยงไฮ้สะดวกกว่ามาก และไม่ห่างจากหมู่บ้านชิวหลินมากเกินไปนั่นทำให้เฟยเฟิ่งยังสามารถผลิตน้ำตบ และครีมส่งขายให้กับร้านยาสู่ได้ดังเดิม และสู่มู่ไป๋เองก็ติดคนรักของตนมาก มารับส่งไปกลับที่บ้านเธอ และบ้านใหญ่ซีอยู่บ่อยๆ จื่อหานและเฟยเฟิ่งจึงสามารถติดรถกลับไปที่หมู่บ้านได้สะดวกทุกครั้ง จื่อหานคอบกลับไปดูความเรียบร้อยของเห็ด และแปลงดอกไม้ที่จ้างพี่ชายดูแลเต็มเวลา ส่วนเฟยเฟิ่งก็ผลิตสินค้าของตัวเองไปตามกำลัง
บทที่ 125 รำคาญค่ำคืนนี้ครอบครัวเล็กซีก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังเดิมต่อไปอีกหนึ่งคืน เพราะกว่าจะเสร็จเรื่องราว รถไฟไปเซี่ยงไฮ้ก็หมดรอบไปแล้ว เสียงแมลงร้องดังเหมือนอย่างทุกวัน อากาศเย็นยามกลางคืนพัดผ่านกระทบผิว เฟยเฟิ่งไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ เธอพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น ขยับตัวอย่างเบามือ ระวังไม่ให้จื่อหานตื่น เพื่อไปแง้มประตูแอบดูลูกๆในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากพระจันทร์ลอดเข้ามา จื่อซวานและซูลี่นอนหลับสนิทอย่างสบายไร้กังวล เสียงลมหายใจเบาๆ ของเด็กทั้งสองทำให้หัวใจของเฟยเฟิ่งค่อยๆ อ่อนลง แม้จะรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยดี เธอกลับยังวางใจไม่ได้ อารมณ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักและความกลัวประหลาดๆ ทำให้เธอเอียงหัวพิงกรอบประตู จ้องมองภาพเด็กทั้งสองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องตรวจสอบให้แน่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขายังอยู่ตรงหน้า
บทที่ 124 ขอเรียกว่าแม่“กรี๊ดดดดด” เสียงร้องลากยาวดังขึ้นทันทีเมื่อกระสุนปืนดังขึ้นสามนัดเลือดจากขมับและลำคอของจางเข่อซินสาดลงบนใบหน้าของเฟยเฟิ่ง รสเหล็กในปาก ทำให้ผู้ที่ถูกทำร้ายลืมเจ็บลุกขึ้นอ้วก ผลักร่างของคนร้ายที่ล้มมาทับตนเองออกไปโดยไม่มีเยื่อใย“เฟยเฟย!” ซีจื่อหานที่ต้องการวิ่งเข้ามาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขวางทางไว้ห้ามไม่ให้เขาเข้ามา แต่เพราะไม่อาจจะห้ามเฟยเฟิ่งได้เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดต้นเสียงทันทีที่ได้ยินเขาเรียก“คนที่ฆ่าพวกผู้หญิงที่หายไปคือจางเข่อซิน ฮือ เขาเป็นคนทำทั้งหมดเลย จางลี่ จานอ้าย ก็ฝีมือเขาทั้งหมด ฮึก”
บทที่ 123 ปิดฉากฆาตกร“น้าเฟิ่งบอกมาสิครับ” จื่อซวานจ้องมองหาคำตอบด้วยคราบน้ำตาที่เปรอะหน้า เขาสับสนจนไม่รู้จะวางตัวอย่างไรเสียงเด็กทั้งสองเริ่มร้องไห้ประสานกันระงมด้วยความกลัวและความสับสน เมื่อผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ และเป็นผู้ที่ควรจะปกป้องพวกเขากลับลุกขึ้นมาทำร้ายเสียอย่างนี้จางเข่อซินส่งยิ้มเย็นที่ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยตามมารยาทมาให้เฟยเฟิ่ง ดวงตาแฝงแววเยาะเย้ย “ว่ายังไงล่ะน้าเฟิ่ง จะบอกจื่อซวานกับซูลี่ยังไงดี”“ลุงเข่อซินคือคนที่ทำร้ายผู้หญิงที่หายไป ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร อย่ากลัวเด็ดขาด เขาคือปีศาจที่กินความกลัวเป็นอาหาร ถ้าเราไม่กลัวผู้ชายคนนี้เขาก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้ หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ เชื่อน้านะ”
บทที่ 63 มีอะไรไม่คุ้มกัน“คุณหนูว่านผู้สูงส่ง…มาอยู่ในที่ห่างไกลแบบนี้ได้ยังไงกันครับ”“จะได้ห่างจากกลิ่นสาบคนบ้านจา
บทที่ 51 มีผู้หญิงมาหาถึงบ้านเมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่เธอนอนกอดกับจื่อหานอยู่จนเช้า แม้ว่าจะนอนร่วมเตียงกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีความใกล้ชิดใดเกิดขึ้น ต่า
บทที่ 50 เดินเล่นกับสามีแม้ว่าหมู่บ้านชิวหลินจะยังไม่มีไฟฟ้า แต่คืนนี้ก็ไม่ได้มืดมิด เพราะเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ลมที่พัดมาเอื่อยๆ ทำให้บรรยากาศยามนี้เหมาะสมท
บทที่ 49 ไม่สดใสการทดลองขายวันแรกนั้นถือว่าจบลงด้วยดี เฟยเฟิ่งจึงทยอยเก็บของคัดแยกให้ตอนไปถึงบ้านตัวเธอจะได้เหนื่อยน้อยลง ครู่หนึ่งก็รู้สึกเหมือนมีคนมายืนมองจึ