LOGINปิศาจกลับจากความตาย
ข่าวที่ซูหว่านหนิงฟื้นจากความตายแพร่ไปทั่วจวนฉางหนิงโหวเร็วกว่าที่นางคาดไว้เสียอีก
เพียงเช้าวันถัดมา บ่าวรับใช้ที่เดินผ่านหน้าเรือนก็พากันชะเง้อมองเข้ามา บางคนกระซิบกันเสียงเบา บางคนถึงกับทำท่าป้องอกเมื่อเห็นเงาของนางเดินผ่านหลังฉากไม้ ราวกับเกรงว่าหากมองนานเกินไปจะถูกวิญญาณร้ายตามติดกลับไปด้วย
“เมื่อคืนข้าได้ยินว่าหมอตรวจแล้วบอกว่าไม่มีลมหายใจจริง ๆ”
“ใช่ ข้าก็ได้ยินเหมือนกัน เขาว่าตัวเย็นไปแล้วด้วย”
“แล้วเหตุใดถึงฟื้นขึ้นมาได้”
“หรือว่าวิญญาณอื่นมาเข้าสิง”
“อย่าพูดดังสิ เดี๋ยวนางได้ยิน”
เสียงกระซิบเหล่านั้นลอดเข้ามาถึงด้านในเรือนอย่างชัดเจน ชิงหลัวที่กำลังจัดถ้วยยาให้เจ้านายได้ยินเข้าก็โมโห รีบเดินไปที่หน้าต่างหมายจะเปิดออกไปดุ แต่ซูหว่านหนิงกลับเอ่ยห้ามเสียก่อน
“ปล่อยพวกเขาพูดไป”
ชิงหลัวหันกลับมา สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“แต่พวกนั้นเรียกฮูหยินว่าปิศาจนะเจ้าคะ”
ซูหว่านหนิงยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ถ้าข้าเป็นปิศาจจริง ป่านนี้คนที่พูดคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว”
ชิงหลัวชะงัก ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วรีบยกมือปิดปาก
ตั้งแต่ฮูหยินฟื้นขึ้นมา นางรู้สึกเหมือนเจ้านายคนเดิมหายไปแล้ว เหลือเพียงหญิงสาวที่หน้าตาเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่แววตา น้ำเสียง และความคิดกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คนเดิมจะต้องเสียใจจนร้องไห้หากได้ยินบ่าวนินทา แต่คนตรงหน้ากลับดูเหมือนกำลังคิดเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้นมาก
“ชิงหลัว”
“เจ้าคะ”
“ปิดประตูเรือน”
“เจ้าค่ะ”
“แล้วบอกทุกคนว่า วันนี้ไม่รับแขก”
ชิงหลัวรีบรับคำ แต่ยังอดสงสัยไม่ได้
“ฮูหยินจะพักผ่อนหรือเจ้าคะ”
“ไม่”
ซูหว่านหนิงวางถ้วยน้ำชา ก่อนมองไปยังหีบไม้หลายใบที่ตั้งอยู่ริมผนัง
“ข้าจะตรวจทรัพย์สิน”
ชิงหลัวนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ทรัพย์สิน?”
“สินเดิมทั้งหมดที่ข้านำมาในวันแต่งงาน รวมถึงร้านค้า ที่ดิน เงินสด เครื่องประดับ ผ้าไหม ของพระราชทานและของมีค่าทุกชนิด เอารายการมาให้ข้าดูทั้งหมด”
คำสั่งนั้นทำให้ชิงหลัวตกใจไม่น้อย
ซูหว่านหนิงคนเดิมแทบไม่เคยถามเรื่องทรัพย์สินของตัวเองอย่างจริงจัง หลังแต่งเข้าจวน นางมักปล่อยให้พ่อบ้านและคนของแม่สามีช่วยจัดการ หลายครั้งเพียงมีใครมาขอ นางก็ยอมให้ไปง่าย ๆ เพราะไม่ต้องการถูกมองว่าใจแคบ
แต่วันนี้น้ำเสียงของนางกลับจริงจังจนชิงหลัวไม่กล้าถามต่อ
“บ่าวจะไปเอามาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
ไม่นานนัก หีบไม้ใบหนึ่งก็ถูกยกเข้ามา ภายในเต็มไปด้วยสมุดบัญชี เอกสารสัญญา และรายการทรัพย์สินที่ถูกเก็บไว้นานจนบางเล่มมีฝุ่นจับ
ซูหว่านหนิงนั่งลงหน้าโต๊ะใหญ่ แล้วเริ่มเปิดดูทีละเล่ม เพียงผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม สีหน้าของนางก็เปลี่ยนจากสงบนิ่งเป็นเย็นชา รายการสินเดิมในวันแต่งงานยาวหลายหน้า เงินสดสองหมื่นตำลึง ร้านผ้าไหมสามแห่ง ร้านชาอีกหนึ่งแห่ง โกดังเก็บสินค้า ที่ดินนอกเมืองหกผืน เรือนพักตากอากาศหนึ่งแห่ง เครื่องประดับทอง หยก ไข่มุกและอัญมณีหลายสิบชุด ผ้าไหมชั้นดีหลายร้อยพับ
ของล้ำค่าจากต่างเมือง รวมทั้งหุ้นส่วนกิจการบางแห่งที่บิดามอบให้เป็นสินเดิม หากประเมินตามมูลค่าทั้งหมด สินเดิมของซูหว่านหนิงมากพอจะเลี้ยงคนทั้งจวนได้หลายปีโดยไม่ต้องแตะรายได้จากที่ดินของสกุลเผยเลยด้วยซ้ำ
โรซี่ในชีวิตก่อนอาจไม่เข้าใจระบบทรัพย์สินของยุคนี้ทั้งหมด แต่เรื่องตัวเลขและกระแสเงินไม่ใช่เรื่องที่สามารถหลอกนางได้ง่าย นางเริ่มทำตารางใหม่บนกระดาษ ด้านหนึ่งเขียนรายการทรัพย์สินเดิม อีกด้านเขียนสิ่งที่ยังเหลืออยู่ จากนั้นตรวจเทียบกับบัญชีรายรับรายจ่ายย้อนหลัง ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ความผิดปกติก็เริ่มปรากฏชัด
“ชิงหลัว”
“เจ้าคะ”
“ร้านผ้าไหมฝั่งตะวันตกเมื่อปีที่แล้วกำไรเท่าไร”
ชิงหลัวรีบเปิดเล่มบัญชีช่วยดู
“ประมาณหนึ่งพันสองร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”
“แล้วเงินถูกส่งเข้าที่ใด”
เด็กสาวพลิกหน้าไปมา “ในบัญชีเขียนว่าเข้าจวนเจ้าค่ะ”
“เข้าจวนไหน”
ชิงหลัวเงียบไป ซูหว่านหนิงยกสายตาขึ้น
“ถามว่าเงินเข้าเรือนของข้า หรือเข้าคลังใหญ่ของจวน”
“คลังใหญ่เจ้าค่ะ”
“มีใบยืมหรือไม่”
“ไม่มีเจ้าค่ะ”
“มีหนังสืออนุญาตหรือไม่”
“มีแต่ลายมือชื่อของฮูหยินเจ้าค่ะ”
“ขอรับ”“เตรียมรถ”“ฮูหยินใหญ่!” จ้าวต้าฝูแทบร้องไห้ “บ่าวรู้! บ่าวรู้ว่าใคร!”ซูหว่านหนิงยกมือให้หลี่เซิงหยุด “เช่นนั้นพูด”จ้าวต้าฝูหอบหายใจ “แต่ถ้าบ่าวพูด คนผู้นั้นอาจฆ่าบ่าว”“ถ้าเจ้าไม่พูด เจ้าอาจถูกส่งให้ทางการวันนี้”นางตอบอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าเลือกเอง”จ้าวต้าฝูกัดฟัน ชิงหลัวมองอยู่เงียบ ๆ นางเริ่มเข้าใจวิธีของเจ้านายแล้ว ซูหว่านหนิงไม่ได้ขู่จะฆ่า ไม่ได้ขู่จะซ้อม นางเพียงวางทางเลือกสองทางตรงหน้า แล้วปล่อยให้จ้าวต้าฝูเลือกทางที่เสียหายน้อยกว่า“วันนั้นมีคนเอาเงินให้เจ้าหรือไม่”จ้าวต้าฝูหลบตา “มีขอรับ”ชิงหลัวสูดลมหายใจ แม้จะคาดไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำสารภาพจริง ๆ ก็ยังตกใจ“เท่าไร”“ยี่สิบตำลึงขอรับ”ซูหว่านหนิงเลิกคิ้ว “ชีวิตและชื่อเสียงของฮูหยินจวนโหวมีราคาแค่ยี่สิบตำลึง?”จ้าวต้าฝูรีบส่ายหน้า“บ่าวไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องถึงขนาดนี้ขอรับ! เขาบอกแค่ให้บ่าวเข้าไปพูดคุยกับฮูหยิน ให้ยืนใกล้ ๆ ถ้าเป็นไปได้ก็จับแขนไว้สักครู่”“เพื่ออะไร”“ให้คนอื่นเห็นขอรับ”คำตอบนั้นตรงกับความทรงจำของซูหว่านหนิงทุกอย่าง นางถามต่อ“มีใครถูกจัดให้ไปเห็น”“บ่าวไม่ทราบขอรับ เขาแค่บอกว่าพอบ่าวเข้าไปใกล้ฮ
นางยิ้มบาง ๆ “ข้าแค่อยากเชิญเขากลับมาคุยเรื่องที่ยังค้างอยู่”ชิงหลัวมองสีหน้านั้นแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่า หากจ้าวต้าฝูรู้ว่าฮูหยินใหญ่กำลังรออยู่ เขาคงอยากวิ่งให้ไกลกว่าเดิมอีกหลายสิบลี้ ไม่นาน พ่อบ้านรองประจำเรือนของซูหว่านหนิงก็มาถึงเขาชื่อหลี่เซิง เป็นชายวัยสี่สิบกว่า เดิมติดตามมาจากสกุลซูพร้อมสินเดิม แต่หลังแต่งเข้าจวนหลายปี อำนาจส่วนใหญ่กลับถูกคนของเรือนหลักกดไว้ จึงเหลือหน้าที่ดูแลเรื่องเล็กน้อยภายในเรือนเท่านั้นเมื่อซูหว่านหนิงสั่งให้เขาสืบเรื่องจ้าวต้าฝู หลี่เซิงเองก็แปลกใจ“ฮูหยินใหญ่ต้องการให้บ่าวทำอย่างไรขอรับ”“หาคนที่ไว้ใจได้สองคน ออกไปถามตามประตูเมือง โรงเตี๊ยม และเส้นทางกลับหมู่บ้านของเขา”“ถ้าพบตัวเล่าขอรับ”“พากลับมา”“ต้องมัดหรือไม่ขอรับ”“ไม่ต้อง”หลี่เซิงเงยหน้าขึ้น ซูหว่านหนิงกล่าวอย่างใจเย็น“บอกเขาว่าถ้ายอมกลับมาคุยกับข้าเอง เรื่องยังมีทางจบง่าย แต่ถ้าหนี ข้าจะส่งคนไปแจ้งทางการว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายฮูหยินจวนโหว”หลี่เซิงเข้าใจทันที “บ่าวทราบแล้วขอรับ”หลังเขาออกไป ชิงหลัวอดถามไม่ได้ “ถ้าเขายังไม่ยอมกลับมาล่ะเจ้าคะ”“เขาจะกลับ”“ฮูหยินมั่นใจหรือเจ้าคะ
“เช่นนั้นก็ควรคิดตามสมควรเจ้าค่ะ เงินมีต้นทุนของมัน”“ซูหว่านหนิง!”เสียงเรียกดังจนบ่าวด้านนอกสะดุ้ง ซูหว่านหนิงกลับนั่งตัวตรงอย่างสงบ“เจ้าคะ”“เจ้าคิดว่าที่นี่คือร้านค้าสกุลซูหรือ ถึงจะมานั่งพูดเรื่องต้นทุน เรื่องดอกเบี้ยกับข้า!”“ไม่ใช่เจ้าค่ะ”“ถ้าเช่นนั้นก็จำไว้ว่าที่นี่คือจวนฉางหนิงโหว!”“ข้าจำได้ดีเจ้าค่ะ” ซูหว่านหนิงมองรอบห้อง “เพราะเป็นจวนโหว จึงยิ่งควรมีระเบียบมากกว่าร้านค้าธรรมดาไม่ใช่หรือเจ้าคะ”ฉินซูอี๋ถึงกับหายใจแรง นางไม่เคยถูกลูกสะใภ้ย้อนเช่นนี้มาก่อน เมื่อก่อนเพียงนางขมวดคิ้ว ซูหว่านหนิงก็หน้าซีดแล้ว เพียงพูดว่านางทำให้จิ่งเหิงลำบากใจ ซูหว่านหนิงก็พร้อมยอมทุกอย่าง แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับนั่งไล่บัญชีกับนางเหมือนกำลังทวงหนี้จากลูกค้า“ข้าจะไม่ทำสัญญาอะไรทั้งนั้น” ฉินซูอี๋กล่าวเด็ดขาด“ได้เจ้าค่ะ” ซูหว่านหนิงกลับตอบง่ายเกินคาด ฉินซูอี๋ชะงัก“ถ้าเช่นนั้นก็คืนเงินภายในสามวันพร้อมกับของที่ยืมไป”“เจ้า!”“ข้าจะให้ชิงหลัวทำรายการส่งมาให้เจ้าค่ะ จะได้ไม่ตกหล่น”คราวนี้แม้แต่เสิ่นอวี้โหรวก็เริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังเลยเถิด“พี่สะใภ้ เรื่องนี้รอพี่จิ่งเหิงกลับมาก่อนดีหรือไม่เจ้
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”“เมื่อก่อนเจ้าไม่ใช่คนคิดเงินทองกับคนในบ้าน”“เมื่อก่อนข้าเกือบเสียสินเดิมไปหนึ่งในสามแล้วเจ้าค่ะ”คำตอบตรงเกินไปจนฉินซูอี๋พูดไม่ออกชั่วขณะ ซูหว่านหนิงหยิบบัญชีอีกเล่ม“และยังมีเรื่องนี้”“อะไรอีก”“เงินจำนวนหลายร้อยตำลึงจากร้านของข้า ไม่ได้เข้าคลังใหญ่ แต่ถูกส่งตรงเข้าเรือนหลัก”บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที เสิ่นอวี้โหรวหลุบตา ฉินซูอี๋กลับยังคงวางท่าขรึม“ข้าเป็นผู้ดูแลจวน ย่อมมีค่าใช้จ่าย”“ข้าไม่ได้บอกว่าท่านแม่ไม่มีสิทธิ์ใช้เงิน” ซูหว่านหนิงกล่าว “ข้าเพียงถามว่า ใช้เงินของใคร”“เจ้า!”“หากเป็นเงินของจวน ข้าไม่ถาม แต่หากเป็นเงินจากสินเดิมของข้า ข้าย่อมต้องรู้”ฉินซูอี๋หัวเราะอย่างเย็นชา “แล้วเจ้าคิดจะให้ข้าทำอย่างไร คืนเงินให้เจ้าหรือ”“เจ้าค่ะ”คำตอบมาเร็วเสียจนคนทั้งห้องตกตะลึง ฉินซูอี๋มองนางเขม็ง“เจ้าพูดจริง?”“จริงเจ้าค่ะ”ซูหว่านหนิงเปิดกระดาษอีกแผ่น“ข้ารวมยอดเบื้องต้นไว้แล้ว เฉพาะเงินที่ตรวจพบว่าถูกส่งเข้าเรือนหลักโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน มีทั้งหมดเก้าร้อยแปดสิบตำลึง ยังไม่รวมเครื่องประดับ ผ้าไหม และของมีค่าที่ถูกนำออกจากเรือนข้า”ฉินซูอี๋หน้าแด
“เจ้าค่ะ”“เอาบัญชีสามเล่มนั้นมาด้วย”ชิงหลัวมองตามนิ้วของนาง “ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ”“ทั้งหมด”“เจ้าค่ะ”ซูหว่านหนิงเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวนอกให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือนอย่างไม่รีบร้อน บ่าวที่เห็นนางระหว่างทางต่างพากันหลบสายตา แต่เมื่อหญิงสาวเดินผ่านไปแล้วก็เริ่มกระซิบ“นั่นฮูหยินใหญ่จริง ๆ หรือ”“หน้าตาเหมือนเดิม แต่ดูน่ากลัวขึ้นมาก”“เมื่อก่อนนางเดินผ่านยังยิ้มให้พวกเรา”“ข้าได้ยินว่าพ่อบ้านเฉียนโดนถามบัญชีจนพูดไม่ออก”“ระวังเถอะ อย่าพูดดัง”ซูหว่านหนิงได้ยินบางประโยค แต่ไม่สนใจ สำหรับโรซี่ คนที่มัวเสียเวลาใส่ใจคำนินทาย่อมไม่มีเวลาจัดการเรื่องสำคัญ และตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือเงินเมื่อมาถึงเรือนหลัก นางเห็นฉินซูอี๋นั่งรออยู่แล้ว ข้างกายคือเสิ่นอวี้โหรว หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นนาง“พี่สะใภ้”ซูหว่านหนิงมองเพียงชั่วครู่ “คุณหนูเสิ่น”เสิ่นอวี้โหรวชะงัก เมื่อก่อนซูหว่านหนิงมักเรียกนางว่า “อวี้โหรว” ตามคนในครอบครัว แต่วันนี้กลับเรียกห่างเหินเช่นนั้น ฉินซูอี๋เห็นลูกสะใภ้เข้ามาแล้วไม่รีบคารวะก็ยิ่งไม่พอใจ“หว่านหนิง”“ท่านแม่”ซูหว่านหนิงคำนับตามมารยาทอย่างพอดี ฉินซูอี๋มองนา
ซูหว่านหนิงปิดสมุดบัญชี นางคิดมาตลอดว่าเงินจากสินเดิมถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายของจวนอย่างไร้ระเบียบ แต่ดูเหมือนเรื่องจะมากกว่านั้นมีคนใช้คำว่า “ค่าใช้จ่ายของจวน” เป็นข้ออ้างเพื่อดึงเงินออกจากทรัพย์สินของนาง แล้วส่งตรงไปยังเรือนส่วนตัว ที่สำคัญ ทุกครั้งล้วนมีลายมือชื่อของซูหว่านหนิงเอง เจ้าของร่างเดิมถูกทำให้เชื่อว่าตนกำลังช่วยครอบครัวสามี แต่แท้จริงแล้วนางกำลังจ่ายเงินให้คนอื่นใช้ชีวิตหรูหรา โรซี่นั่งลงช้า ๆ คราวนี้มุมปากของนางไม่ได้มีรอยยิ้ม“ข้าเข้าใจแล้ว”ชิงหลัวถามเบา ๆ “เข้าใจอะไรเจ้าคะ”ซูหว่านหนิงวางฝ่ามือลงบนบัญชีเล่มแรกที่เปิดโปงเส้นทางเงินได้อย่างชัดเจน“เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงไม่อยากให้ข้าตรวจบัญชี”เพราะเพียงบัญชีเล่มแรกที่นางตรวจอย่างจริงจัง ก็เผยความลับออกมาเสียแล้ว เงินจากสินเดิมของซูหว่านหนิงจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ถูกใช้เพื่อจวนฉางหนิงโหว แต่มันถูกส่งตรงเข้าเรือนของฉินซูอี๋ แม่สามีของนางสะใภ้เริ่มทวงหนี้ข่าวที่ซูหว่านหนิงสั่งตรวจบัญชีและเรียกพ่อบ้านใหญ่มาซักถามเรื่องเงินแพร่ไปถึงเรือนหลักในเวลาไม่ถึงครึ่งวันฉินซูอี๋นั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าที่ได้รับการดูแลอย่าง







