LOGINโรซี่มองเอกสารนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ลายมือของซูหว่านหนิงจริง แต่ข้อความด้านบนเขียนเพียงว่า อนุญาตให้นำเงินไปใช้ในกิจการของจวนตามสมควร ไม่มีจำนวนเงิน ไม่มีวันคืน ไม่มีจุดประสงค์ชัดเจน โรซี่แทบอยากหัวเราะออกมา นี่ไม่ใช่เอกสารทางการเงิน นี่คือกระดาษเปล่าที่เปิดทางให้ใครก็ได้หยิบเงินไปใช้ตามใจชอบ
“เอกสารนี้ใครนำมาให้นางเซ็น”
ชิงหลัวตอบทันที
“หลิวมามาเจ้าค่ะ บอกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการเงินหมุนชั่วคราว”
“ชั่วคราวนานเท่าไร”
“เกือบหนึ่งปีแล้วเจ้าค่ะ”
ซูหว่านหนิงพยักหน้า
“ดีมาก”
ชิงหลัวไม่แน่ใจว่าคำว่า “ดีมาก” หมายถึงอะไร แต่จากสีหน้าของเจ้านายแล้วคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
ซูหว่านหนิงพลิกไปอีกเล่ม “ชุดเครื่องประดับหยกขาวสิบสองชิ้น”
“ฮูหยินผู้เฒ่านำไปบางส่วนเจ้าค่ะ”
“เหลือเท่าไร”
“สี่ชิ้น”
“ไข่มุกทะเลใต้สามสาย”
“เหลือหนึ่งสายเจ้าค่ะ”
“ปิ่นทองทับทิมเจ็ดชิ้น”
“เหลือสองชิ้นเจ้าค่ะ”
“ผ้าไหมจากเจียงหนานหนึ่งร้อยยี่สิบพับ”
“เหลือประมาณสี่สิบพับเจ้าค่ะ”
ซูหว่านหนิงหยุดเขียน “ที่เหลือไปไหน”
ชิงหลัวก้มหน้า
“บางส่วนใช้เป็นของขวัญเจ้าค่ะ บางส่วนฮูหยินผู้เฒ่านำไปแจกญาติ บางส่วนคุณหนูเสิ่นขอไปตัดชุด”
คำว่า “คุณหนูเสิ่น” ทำให้ซูหว่านหนิงเงยหน้าขึ้น เสิ่นอวี้โหรว นางยังจำใบหน้าของหญิงคนนั้นได้จากความทรงจำเดิม อ่อนหวาน ยิ้มง่าย พูดจานุ่มนวล และมักทำเหมือนเห็นใจซูหว่านหนิงเสมอ แต่หลายครั้งหลังเสิ่นอวี้โหรวเข้ามาปลอบใจ ซูหว่านหนิงกับสามีกลับยิ่งเข้าใจกันผิด น่าสนใจมาก
“แล้วที่ดินล่ะ”
ชิงหลัวรีบหยิบเอกสารอีกปึกออกมา “มีสองผืนที่นำไปค้ำเงินกู้เจ้าค่ะ”
ซูหว่านหนิงขมวดคิ้วทันที
“ใครอนุญาต”
“ฮูหยินเจ้าค่ะ”
นางรับเอกสารมาดู อีกแล้ว ลายมือของเจ้าของร่างเดิมอีกแล้ว แต่ข้อความเขียนกว้างจนแทบไม่มีข้อจำกัด
“เงินกู้นี้เอาไปทำอะไร”
“บ่าวไม่แน่ใจเจ้าค่ะ ได้ยินว่าจวนต้องใช้เงินซ่อมเรือนรับรองและจัดงานวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่า”
โรซี่สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ เอาที่ดินไปค้ำเงินกู้เพื่อจัดงานวันเกิด หากเป็นบริษัทในยุคของนาง ผู้บริหารที่ทำแบบนี้คงถูกเชิญออกจากห้องประชุมทันที นางเปิดบัญชีต่อไป ยิ่งตรวจยิ่งเห็นปัญหา เงินจากร้านค้าถูกดึงเข้าคลังใหญ่
ผลกำไรบางส่วนไม่มีหลักฐานการรับ ค่าใช้จ่ายบางรายการสูงกว่าความจริงสองถึงสามเท่า เครื่องประดับถูกยืมแล้วไม่คืน ที่ดินบางผืนถูกใช้ค้ำประกัน สินค้าในโกดังหายไปโดยเขียนเพียงว่า “นำไปใช้ในจวน”
ที่สำคัญที่สุดคือหลายรายการมีลายมือของซูหว่านหนิงเอง เจ้าของร่างเดิมไม่ได้ถูกขโมยทุกอย่างโดยไม่รู้ตัว นางถูกหลอกให้ยอมเอง และคนที่ทำก็รู้ดีว่าหญิงสาวคนนี้ไม่กล้าปฏิเสธผู้ใหญ่ โรซี่เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่สามีถึงต้องการควบคุมซูหว่านหนิง
ไม่ใช่เพราะเกลียดอย่างเดียว แต่เพราะนางคือแหล่งเงิน หญิงสาวที่ไม่กล้าพูดคำว่าไม่ มีทรัพย์สินมหาศาล และยังต้องการความรักจากสามี ย่อมเป็นเหยื่อที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนที่รู้จักใช้ความรู้สึกผิดบีบบังคับ ซูหว่านหนิงวางพู่กันลง
“เอากระดาษมาเพิ่ม”
ชิงหลัวรีบจัดให้ นางเริ่มคำนวณอีกครั้งอย่างจริงจัง รายได้จากร้านค้า เงินที่ถูกเบิกออก มูลค่าของเครื่องประดับ ราคาที่ดิน มูลค่าสินค้าคงเหลือ ทุกอย่างถูกแปลงเป็นตัวเลขแล้วนำมารวมกัน แม้ราคาบางอย่างจะประเมินได้เพียงคร่าว ๆ แต่มากพอให้เห็นภาพรวม ชิงหลัวนั่งมองอย่างตะลึง นางไม่เคยเห็นฮูหยินคำนวณเร็วขนาดนี้มาก่อน
“ฮูหยินรู้เรื่องบัญชีตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ”
มือของซูหว่านหนิงหยุดไปเพียงเล็กน้อย
“เมื่อเกือบตาย คนเรามักคิดอะไรออกมากขึ้น”
คำตอบนั้นทำให้ชิงหลัวไม่กล้าถามต่อ หญิงสาวก้มหน้าคำนวณอีกพักใหญ่ ก่อนวงตัวเลขสุดท้ายด้วยหมึกแดง ความเงียบปกคลุมห้อง ชิงหลัวมองสีหน้าของนางแล้วเริ่มรู้สึกไม่ดี
“ฮูหยิน พบอะไรหรือเจ้าคะ”
ซูหว่านหนิงไม่ตอบทันที นางตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงเอนหลังพิงเก้าอี้
“ชิงหลัว”
“เจ้าคะ”
“สินเดิมทั้งหมดของข้าตอนแต่งเข้าจวน ถ้าคิดเป็นมูลค่ารวม สมมติเป็นสิบส่วน”
“เจ้าค่ะ”
“ตอนนี้สิ่งที่ตรวจสอบได้จริงเหลือประมาณเจ็ดส่วน”
ชิงหลัวเบิกตากว้าง “หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
ซูหว่านหนิงมองตัวเลขตรงหน้า “หมายความว่าสามส่วนหายไป”
“สามส่วน?”
เด็กสาวอุทานเสียงดัง สินเดิมของซูหว่านหนิงมีมูลค่ามหาศาล สามส่วนของทั้งหมดไม่ใช่เงินเล็กน้อยเลย ซูหว่านหนิงหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาอีกเล่มแล้วเคาะลงบนโต๊ะ
“และข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินเหล่านั้นหายไปอยู่ในมือใครบ้าง”
ชิงหลัวหน้าซีด “ฮูหยินจะทำอย่างไรเจ้าคะ”
โรซี่มองกองเอกสารตรงหน้า หากเป็นชีวิตก่อน เรื่องนี้ง่ายมาก ตรวจเส้นทางเงิน ตามหลักฐาน ระบุผู้รับประโยชน์ ตัดช่องรั่ว เรียกคืนทรัพย์สิน เพียงแต่โลกนี้ไม่มีระบบธนาคาร ไม่มีฐานข้อมูล ไม่มีอีเมล และไม่มีฝ่ายตรวจสอบภายในให้นางเรียกใช้ แต่คนที่โกงเงินไม่ว่าจะอยู่ยุคไหนก็มีเหมือนกันอย่างหนึ่ง พวกเขาทิ้งร่องรอยไว้เสมอ
“ขอรับ”“เตรียมรถ”“ฮูหยินใหญ่!” จ้าวต้าฝูแทบร้องไห้ “บ่าวรู้! บ่าวรู้ว่าใคร!”ซูหว่านหนิงยกมือให้หลี่เซิงหยุด “เช่นนั้นพูด”จ้าวต้าฝูหอบหายใจ “แต่ถ้าบ่าวพูด คนผู้นั้นอาจฆ่าบ่าว”“ถ้าเจ้าไม่พูด เจ้าอาจถูกส่งให้ทางการวันนี้”นางตอบอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าเลือกเอง”จ้าวต้าฝูกัดฟัน ชิงหลัวมองอยู่เงียบ ๆ นางเริ่มเข้าใจวิธีของเจ้านายแล้ว ซูหว่านหนิงไม่ได้ขู่จะฆ่า ไม่ได้ขู่จะซ้อม นางเพียงวางทางเลือกสองทางตรงหน้า แล้วปล่อยให้จ้าวต้าฝูเลือกทางที่เสียหายน้อยกว่า“วันนั้นมีคนเอาเงินให้เจ้าหรือไม่”จ้าวต้าฝูหลบตา “มีขอรับ”ชิงหลัวสูดลมหายใจ แม้จะคาดไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำสารภาพจริง ๆ ก็ยังตกใจ“เท่าไร”“ยี่สิบตำลึงขอรับ”ซูหว่านหนิงเลิกคิ้ว “ชีวิตและชื่อเสียงของฮูหยินจวนโหวมีราคาแค่ยี่สิบตำลึง?”จ้าวต้าฝูรีบส่ายหน้า“บ่าวไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องถึงขนาดนี้ขอรับ! เขาบอกแค่ให้บ่าวเข้าไปพูดคุยกับฮูหยิน ให้ยืนใกล้ ๆ ถ้าเป็นไปได้ก็จับแขนไว้สักครู่”“เพื่ออะไร”“ให้คนอื่นเห็นขอรับ”คำตอบนั้นตรงกับความทรงจำของซูหว่านหนิงทุกอย่าง นางถามต่อ“มีใครถูกจัดให้ไปเห็น”“บ่าวไม่ทราบขอรับ เขาแค่บอกว่าพอบ่าวเข้าไปใกล้ฮ
นางยิ้มบาง ๆ “ข้าแค่อยากเชิญเขากลับมาคุยเรื่องที่ยังค้างอยู่”ชิงหลัวมองสีหน้านั้นแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่า หากจ้าวต้าฝูรู้ว่าฮูหยินใหญ่กำลังรออยู่ เขาคงอยากวิ่งให้ไกลกว่าเดิมอีกหลายสิบลี้ ไม่นาน พ่อบ้านรองประจำเรือนของซูหว่านหนิงก็มาถึงเขาชื่อหลี่เซิง เป็นชายวัยสี่สิบกว่า เดิมติดตามมาจากสกุลซูพร้อมสินเดิม แต่หลังแต่งเข้าจวนหลายปี อำนาจส่วนใหญ่กลับถูกคนของเรือนหลักกดไว้ จึงเหลือหน้าที่ดูแลเรื่องเล็กน้อยภายในเรือนเท่านั้นเมื่อซูหว่านหนิงสั่งให้เขาสืบเรื่องจ้าวต้าฝู หลี่เซิงเองก็แปลกใจ“ฮูหยินใหญ่ต้องการให้บ่าวทำอย่างไรขอรับ”“หาคนที่ไว้ใจได้สองคน ออกไปถามตามประตูเมือง โรงเตี๊ยม และเส้นทางกลับหมู่บ้านของเขา”“ถ้าพบตัวเล่าขอรับ”“พากลับมา”“ต้องมัดหรือไม่ขอรับ”“ไม่ต้อง”หลี่เซิงเงยหน้าขึ้น ซูหว่านหนิงกล่าวอย่างใจเย็น“บอกเขาว่าถ้ายอมกลับมาคุยกับข้าเอง เรื่องยังมีทางจบง่าย แต่ถ้าหนี ข้าจะส่งคนไปแจ้งทางการว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายฮูหยินจวนโหว”หลี่เซิงเข้าใจทันที “บ่าวทราบแล้วขอรับ”หลังเขาออกไป ชิงหลัวอดถามไม่ได้ “ถ้าเขายังไม่ยอมกลับมาล่ะเจ้าคะ”“เขาจะกลับ”“ฮูหยินมั่นใจหรือเจ้าคะ
“เช่นนั้นก็ควรคิดตามสมควรเจ้าค่ะ เงินมีต้นทุนของมัน”“ซูหว่านหนิง!”เสียงเรียกดังจนบ่าวด้านนอกสะดุ้ง ซูหว่านหนิงกลับนั่งตัวตรงอย่างสงบ“เจ้าคะ”“เจ้าคิดว่าที่นี่คือร้านค้าสกุลซูหรือ ถึงจะมานั่งพูดเรื่องต้นทุน เรื่องดอกเบี้ยกับข้า!”“ไม่ใช่เจ้าค่ะ”“ถ้าเช่นนั้นก็จำไว้ว่าที่นี่คือจวนฉางหนิงโหว!”“ข้าจำได้ดีเจ้าค่ะ” ซูหว่านหนิงมองรอบห้อง “เพราะเป็นจวนโหว จึงยิ่งควรมีระเบียบมากกว่าร้านค้าธรรมดาไม่ใช่หรือเจ้าคะ”ฉินซูอี๋ถึงกับหายใจแรง นางไม่เคยถูกลูกสะใภ้ย้อนเช่นนี้มาก่อน เมื่อก่อนเพียงนางขมวดคิ้ว ซูหว่านหนิงก็หน้าซีดแล้ว เพียงพูดว่านางทำให้จิ่งเหิงลำบากใจ ซูหว่านหนิงก็พร้อมยอมทุกอย่าง แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับนั่งไล่บัญชีกับนางเหมือนกำลังทวงหนี้จากลูกค้า“ข้าจะไม่ทำสัญญาอะไรทั้งนั้น” ฉินซูอี๋กล่าวเด็ดขาด“ได้เจ้าค่ะ” ซูหว่านหนิงกลับตอบง่ายเกินคาด ฉินซูอี๋ชะงัก“ถ้าเช่นนั้นก็คืนเงินภายในสามวันพร้อมกับของที่ยืมไป”“เจ้า!”“ข้าจะให้ชิงหลัวทำรายการส่งมาให้เจ้าค่ะ จะได้ไม่ตกหล่น”คราวนี้แม้แต่เสิ่นอวี้โหรวก็เริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังเลยเถิด“พี่สะใภ้ เรื่องนี้รอพี่จิ่งเหิงกลับมาก่อนดีหรือไม่เจ้
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”“เมื่อก่อนเจ้าไม่ใช่คนคิดเงินทองกับคนในบ้าน”“เมื่อก่อนข้าเกือบเสียสินเดิมไปหนึ่งในสามแล้วเจ้าค่ะ”คำตอบตรงเกินไปจนฉินซูอี๋พูดไม่ออกชั่วขณะ ซูหว่านหนิงหยิบบัญชีอีกเล่ม“และยังมีเรื่องนี้”“อะไรอีก”“เงินจำนวนหลายร้อยตำลึงจากร้านของข้า ไม่ได้เข้าคลังใหญ่ แต่ถูกส่งตรงเข้าเรือนหลัก”บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที เสิ่นอวี้โหรวหลุบตา ฉินซูอี๋กลับยังคงวางท่าขรึม“ข้าเป็นผู้ดูแลจวน ย่อมมีค่าใช้จ่าย”“ข้าไม่ได้บอกว่าท่านแม่ไม่มีสิทธิ์ใช้เงิน” ซูหว่านหนิงกล่าว “ข้าเพียงถามว่า ใช้เงินของใคร”“เจ้า!”“หากเป็นเงินของจวน ข้าไม่ถาม แต่หากเป็นเงินจากสินเดิมของข้า ข้าย่อมต้องรู้”ฉินซูอี๋หัวเราะอย่างเย็นชา “แล้วเจ้าคิดจะให้ข้าทำอย่างไร คืนเงินให้เจ้าหรือ”“เจ้าค่ะ”คำตอบมาเร็วเสียจนคนทั้งห้องตกตะลึง ฉินซูอี๋มองนางเขม็ง“เจ้าพูดจริง?”“จริงเจ้าค่ะ”ซูหว่านหนิงเปิดกระดาษอีกแผ่น“ข้ารวมยอดเบื้องต้นไว้แล้ว เฉพาะเงินที่ตรวจพบว่าถูกส่งเข้าเรือนหลักโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน มีทั้งหมดเก้าร้อยแปดสิบตำลึง ยังไม่รวมเครื่องประดับ ผ้าไหม และของมีค่าที่ถูกนำออกจากเรือนข้า”ฉินซูอี๋หน้าแด
“เจ้าค่ะ”“เอาบัญชีสามเล่มนั้นมาด้วย”ชิงหลัวมองตามนิ้วของนาง “ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ”“ทั้งหมด”“เจ้าค่ะ”ซูหว่านหนิงเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวนอกให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือนอย่างไม่รีบร้อน บ่าวที่เห็นนางระหว่างทางต่างพากันหลบสายตา แต่เมื่อหญิงสาวเดินผ่านไปแล้วก็เริ่มกระซิบ“นั่นฮูหยินใหญ่จริง ๆ หรือ”“หน้าตาเหมือนเดิม แต่ดูน่ากลัวขึ้นมาก”“เมื่อก่อนนางเดินผ่านยังยิ้มให้พวกเรา”“ข้าได้ยินว่าพ่อบ้านเฉียนโดนถามบัญชีจนพูดไม่ออก”“ระวังเถอะ อย่าพูดดัง”ซูหว่านหนิงได้ยินบางประโยค แต่ไม่สนใจ สำหรับโรซี่ คนที่มัวเสียเวลาใส่ใจคำนินทาย่อมไม่มีเวลาจัดการเรื่องสำคัญ และตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือเงินเมื่อมาถึงเรือนหลัก นางเห็นฉินซูอี๋นั่งรออยู่แล้ว ข้างกายคือเสิ่นอวี้โหรว หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นนาง“พี่สะใภ้”ซูหว่านหนิงมองเพียงชั่วครู่ “คุณหนูเสิ่น”เสิ่นอวี้โหรวชะงัก เมื่อก่อนซูหว่านหนิงมักเรียกนางว่า “อวี้โหรว” ตามคนในครอบครัว แต่วันนี้กลับเรียกห่างเหินเช่นนั้น ฉินซูอี๋เห็นลูกสะใภ้เข้ามาแล้วไม่รีบคารวะก็ยิ่งไม่พอใจ“หว่านหนิง”“ท่านแม่”ซูหว่านหนิงคำนับตามมารยาทอย่างพอดี ฉินซูอี๋มองนา
ซูหว่านหนิงปิดสมุดบัญชี นางคิดมาตลอดว่าเงินจากสินเดิมถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายของจวนอย่างไร้ระเบียบ แต่ดูเหมือนเรื่องจะมากกว่านั้นมีคนใช้คำว่า “ค่าใช้จ่ายของจวน” เป็นข้ออ้างเพื่อดึงเงินออกจากทรัพย์สินของนาง แล้วส่งตรงไปยังเรือนส่วนตัว ที่สำคัญ ทุกครั้งล้วนมีลายมือชื่อของซูหว่านหนิงเอง เจ้าของร่างเดิมถูกทำให้เชื่อว่าตนกำลังช่วยครอบครัวสามี แต่แท้จริงแล้วนางกำลังจ่ายเงินให้คนอื่นใช้ชีวิตหรูหรา โรซี่นั่งลงช้า ๆ คราวนี้มุมปากของนางไม่ได้มีรอยยิ้ม“ข้าเข้าใจแล้ว”ชิงหลัวถามเบา ๆ “เข้าใจอะไรเจ้าคะ”ซูหว่านหนิงวางฝ่ามือลงบนบัญชีเล่มแรกที่เปิดโปงเส้นทางเงินได้อย่างชัดเจน“เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงไม่อยากให้ข้าตรวจบัญชี”เพราะเพียงบัญชีเล่มแรกที่นางตรวจอย่างจริงจัง ก็เผยความลับออกมาเสียแล้ว เงินจากสินเดิมของซูหว่านหนิงจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ถูกใช้เพื่อจวนฉางหนิงโหว แต่มันถูกส่งตรงเข้าเรือนของฉินซูอี๋ แม่สามีของนางสะใภ้เริ่มทวงหนี้ข่าวที่ซูหว่านหนิงสั่งตรวจบัญชีและเรียกพ่อบ้านใหญ่มาซักถามเรื่องเงินแพร่ไปถึงเรือนหลักในเวลาไม่ถึงครึ่งวันฉินซูอี๋นั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าที่ได้รับการดูแลอย่าง







