Mag-log inเป็นฉีหนานหวังผู้นี้อีกแล้ว!
"องค์หญิงจะลอบทำร้ายข้าหรือ?"
เสียงทุ้มเย็นชาดังขึ้นจากอีกฝ่าย หน้าตายของเขามันช่างกวนโทสะคนที่ต้องเสียแรงกายอย่างเปล่าประโยชน์เพราะคิดว่าเขาคือผู้ร้ายเสียจริง
ซือหนิงหรี่ตาลงมองบุรุษตรงหน้าอย่างพิจารณา จากนั้นจึงถอนหายใจเบา ๆ ที่อย่างน้อยก็เป็นเขา จากคำกล่าวของซุนมามาเมื่อเช้าที่บอกว่าตอนนี้ความรับผิดชอบในการดูแลและปกปิดเรื่องของนางเป็นหน้าที่ฉีหนานหวังแล้ว ก็ไม่แปลกที่เขาจะตามนางมาด้วย ทว่าตามจริงเขาให้คนอื่นใต้บัญชาตามนางมาก็ได้ไม่ใช่หรือไร
"เป็นท่านหวังมากว่าที่คิดจะทำร้ายหม่อมฉัน"
บุรุษตรงหน้ายืนนิ่งอยู่ในเงามืด แต่ก็สามารถเห็นใบหน้าภายใต้ชุดคลุมสีเข้มดูไร้อารมณ์เช่นเคย
"องค์หญิงบัดนี้จะให้ผู้ใดเห็นตัวไม่ได้ หากเมื่อครู่ไม่ใช่ข้าแต่เป็นผู้อื่นท่านจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร?" เขากล่าวเสียงเรียบ
แต่เนื้อความนั้นล้วนจิ้มเข้ากลางใจของคนฟัง ซึ่งซือหนิงก็รู้ว่านางไม่ควรออกมาในยามนี้ ทว่านางก็มิอาจปล่อยโอกาสที่จะได้ออกมานอกวังเพื่อทำธุระแสนสำคัญเช่นกัน
ซือหนิงกลอกตาเบา ๆ ในที่สุดนางก็ก้มหัวคารวะอย่างยอมรับผิด
"หม่อมฉันคิดน้อยไปเองเพคะ ต้องลำบากฉีหนานหวังแล้ว"
"นั่นเป็นหน้าที่ของข้า ฝ่าบาทมอบหมายให้ข้าดูแลท่าน..."
"หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ เป็นหน้าที่ของพระองค์..."
ฉีหนานหวังไม่ตอบ เขาเพียงแค่จ้องนางนิ่งรอคอยนางให้ทำอะไรบางอย่าง ความอดทนของซือหนิงมิอาจสู้บุรุษหน้าตายผู้นี้ได้จริง ๆ
ซือหนิงแค่นหัวเราะโบกมืออย่างไม่หยี่หระ "ไม่ต้องห่วงเพคะ หม่อมฉันกำลังกลับแล้ว"
ซือหนิงเอาผ้าม่านติดหมวกลงก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากตรอกเล็ก และเดาว่าอีกฝ่ายจะต้องตามนางอยู่ดี
และแน่นอน...เบื้องหลังของนางบัดนี้มีบุรุษสูงใหญ่ตามต้อย ๆ ดูเป็นจุดสนใจกว่าเดิมเสียเสียอีก
แสงอาทิตย์คล้อยต่ำลงส่องปะทะกำแพงสูงของวังหลวง
ซือหนิงก้าวเท้าอย่างระมัดระวังเพื่อตรงไปยังจุดลับที่นางเคยใช้เป็นทางออกจากวัง ทว่าก็จำต้องรีบชะงักฝีเท้าทันใดเมื่อนึกเรื่องสำคัญได้นางกลับเข้าไปทางโพรงกระต่ายนั่นไม่ได้สิ ขืนฉีหนานหวังเห็นทางลับนี้เข้า เขาคงไม่ปล่อยผ่านให้มีแน่
ซือหนิงนิ่งคิดชั่วครู่ก็หันกลับไปเผชิญหน้ากับบุรุษร่างสูงที่เดินตามหลังนางมาตลอดทาง
"ท่านหวังเพคะ..." นางเอ่ยเสียงหวาน พลางฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์
ฉีหนานหวังยืนนิ่ง มองนางด้วยแววตาเรียบเฉย "มีอะไร?"
ซือหนิงกระแอมเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบ "ท่านหวังก็น่าจะทรงทราบว่าหม่อมฉันแอบออกจากวังมาเอง แล้วตอนนี้ก็สายเกินเวลานัดไปแล้วเพคะ หม่อมฉันกลับทางเดิมไม่ได้แล้ว"
ฉีหนานหวังจ้องหน้านางนิ่ง
"ดังนั้น... หม่อมฉันคงต้องรบกวนพระองค์เสียหน่อย"
ซือหนิงกล่าวจบ ก็ลอบยิ้มในใจ
ฉีหนานหวังผู้นี้มีอำนาจและอิทธิพลในวังมากนัก เขาจะพานางกลับเข้าวังโดยไม่มีปัญหาย่อมง่ายนิดเดียว...
"ตามข้ามา..."
ฉีหนานหวังตอบสั้นๆ ก่อนจะก้าวเดินนำหน้านางไป
ทว่าเส้นทางที่เขานำไปกลับไม่ใช่เส้นทางหลักของวังหลวง หากแต่เป็นเส้นทางเปลี่ยวที่มีต้นไม้ปกคลุมสูง ข้างหน้าคือกำแพงวังที่ดูรกร้าง ไม่มีทหารยามเฝ้ายามข้างนอกกำแพงวังแทน
เหตุใดซือหนิงถึงมีความรู้สึกว่าวิธีเข้าวังของเขาจะไม่ใช่อย่างที่นางคาดหวังไว้กันนะ...
"เดี๋ยว---อ๊ะ!"
ยังไม่ทันที่นางจะคิดอะไรไปมากกว่านี้ ร่างสูงของฉีหนานหวังก้าวเข้ามาประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว มือแกร่งคว้าเอวของนางแล้วรัดแน่น ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะหมุนเคว้งพร้อมกับท้าวของนางที่ไม่แตะพื้นอีกแล้ว
ในชั่วพริบตา ฉีหนานหวังก็กระโดดลอยตัวข้ามกำแพงวังสูงตระหง่านพร้อมโอบร่างของซือหนิงติดมาด้วย!
สายลมกระโชกแรงพัดผ่านแก้ม ซือหนิงตาเบิกกว้าง รีบคว้าคอเสื้อเขาไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ บัดนี้นางเหมือนเพิ่งโดดสกายไดรฟ์ลงจากเครื่องบินอย่างไรอย่างนั้น
...วิชาตัวเบาของยุคโบราณมันดีเช่นนี้นี่เอง ซือหนิงรู้สึกอิจฉาคนที่เป็นวิชายิ่งนัก!
เพียงชั่วจิบชาเดียว พวกเขาก็ลงถึงพื้นอีกฝั่งของกำแพงวังอย่างนุ่มนวล
ทว่าสิ่งแรกที่ซือหนิงเห็นหลังจากยืนอย่างมั่นคงได้ ไม่ใช่พื้นที่รกร้างในวัง… แต่เป็นสายตาของเหล่าทหารเฝ้ายามหลายคนมองมา
คนเหล่านั้นต่างเบิกตากว้าง มองฉีหนานหวังที่ยังโอบร่างของสตรีไว้ใกล้ชิดแนบแน่นกับลำตัวของเขา เพราะสิ่งนี้ลูกน้องเช่นพวกเขาหาได้เคยเห็นไม่!
ซือหนิงจะดึงผ้าลงมาปิดหน้าก็คงไม่ทันแล้ว
นางรีบผละตัวออกจากฉีหนานหวังทันที พลางกระแอมแล้วจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่ รวมถึงดึงม่านขาวที่ติดกับหมวกปีกกว้างลงมาบังหน้าด้วย
ดูจากการที่ฉีหนานหวังไม่เดือดร้อนอันใดแปลว่าทหารพวกนี้คือคนใต้บังคับบัญชา
"ขอบพระคุณท่านหวังเพคะ! หม่อมฉันสามารถกลับเองได้แล้ว! รับรองว่าจะไม่ให้คนเห็นแน่นอน"
ฉีหนานหวังมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ "อาฉี เจ้าไปส่งองค์หญิงให้ดี"
คำสั่งนี้แม้ไม่ได้เอ่ยกับนางแต่นั่นแปลว่าเขาไม่ไว้ใจนางอีกเช่นเคย ช่างเป็นบุรุษรอบครอบอะไรเช่นนี้ เฮ้อ...
ก่อนที่จะแยกย้ายกันนั้นฉีหนานหวังก็ปรายตามองทหารของตนแวบหนึ่ง เหล่าทหารรีบหลุบตาลงและทำเป็นไม่เห็นอะไรทั้งนั้นทันใดอย่างรู้คำสั่ง
บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต
ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร
ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น
สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็
สิบเก้าละเล่นกับเหมียวน้อยเจี่ยงเฟยถูกพามาวางไว้ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงพยายามขยับกายออกจากที่นี่ก็ทำเพียงไม่กี่เค่อก็หอบหนักแล้ว พวกคนที่ยกนางมาจากไปหมดแล้วในห้องแห่งนี้น่าจะมีนางอยู่คนเดียว ภาพมัวเบลอมองเห็นว่านางอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง แต่ไกลออกไปนั้นสภาพเป็นอย่างไร เจี่ยงเฟยไม่สามารถมองได้แล้วอย่าบอกว่านะ ว่านางถูกคนในตำหนักขององค์รัชทายาทจับมาเพื่อการเสพสวาท!!!ขอให้ไม่ใช่เถอะ เทพเซียนช่วยดลบันดาลให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความฝันด้วยเถิด...เจี่ยงเฟยคนนี้ กำลังแม้จะกลายร่างเป็นแมวยังไม่มีเลย นางจะหนีอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยเจี่ยงเฟยด้วย...พลั่ก!แสงสว่างจากข้างนอกลอดเข้ามาเพียงครู่หนึ่งก็หายไปอีกรอบพร้อมประตูห้องที่ปิดลง เจี่ยงเฟยทำอันใดไม่ได้นอกจากนอนตัวเกร็งแสร้งว่าหลับไปในตอนนั้น เผื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เตียงที่เจี่ยงเฟยนอนอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าเตียง หัวใจของเจี่ยงเฟยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในหัวตอนนี้นางคิดถึงแต่ว่าให้พี่เฉิงไห่รับรู้และมาช่วยนางออกไปเสียที!เจี่ยงเฟยรับรู้ถึงสัมผัสอันเยียบเย็นจากมือของผู้มาใหม่ที่บริ
สิบแปด นรกบนดิน ในขณะที่สมองของเจี่ยงเฟยมึนเบลอคิดอันใดไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องประสาทสัมผัสทางผิวกายกลับเด่นชัดเกินจนน่ากลัว หลังจากที่เจี่ยงเฟยรู้ว่าตนเองถูกพาออกมาที่ใดสักแห่งแล้ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ มีสตรีหลายคนเข้ามาในห้องแห่งนี้ เจี่ยงเฟยรับรู้ได้ว่าตนเองถูกปลดเสื้อผ้าบนตัวออก นางอยากขัดขืนและอยากหนีออกไปแทบใจขาดดิ้นแต่ไม่สามารถทำได้เลย ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง สมองก็ไม่ปะติดปะต่อเอาเสียเลย การขัดขืนของเจี่ยงเฟยจึงเป็นเพียงการทำไปให้คนที่มากระทำอันใดกับตามตัวของนางรำคาญเพียงเท่านั้น เหล่านางกำนัลของตำหนักบูรพาสามสี่นางช่วยกันขัดสีฉวีวันร่างกายขาวผ่องที่เดิมไม่ได้สกปรกอันใดให้สะอาดผ่องมากขึ้น พร้อมทั้งชโลมน้ำมันหอมระเหยบนกายอย่างคล่องแคล่วเพราะทำสิ่งนี้มาหลายคราแล้ว แม่นางผู้น่าเวทนาในอ่างอาบน้ำนี้ไม่ใช่คนแรกที่ต้องถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก่อนมอบกายให้องค์รัชทายาท แต่อาจเป็นสตรีคนแรกที่มาทั้งอาการมึนเมาไม่รู้สติเยี่ยงนี้ เรื่องการใช้ยานั้นองค์รัชทายาทรุ่ยเต๋อทำไม่บ่อยนัก พระองค์ชอบให้สตรีมอบกายมาแบบเต็มใจเสียมากกว่า ยกเว้นก็แต่จะทรงอยากได้มากจนยอมใช้วิธ
“แต่ไม่เป็นไรหรอก... เราก็อยู่ของเราให้ดี หากพระนางไม่ทำให้เราเดือดร้อน ก็ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ให้เสียแรงเช่นกัน”ถ้อยคำเหล่านั้นอ่อนโยน แต่ในดวงตาของซือหนิงกลับแน่วแน่ อย่างไรนางก็ตั้งใจไว้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งพระชายาเอกของฉีหนานหวังเพียงแค่สองปีเท่านั้น หากชายารองผู้นี้ไม่ล่วงเกินนางก็หวังว่าจะต่างคนต
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำสั่งเพิ่มเติม เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ตามด้วยเสียงเรียกอันคุ้นเคยของบ่าวจากนอกเรือน“ท่านหญิงเจ้าคะ! รถม้าของจวนท่านหวังมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”ซือหนิงเหลือบตามองไปยังประตูด้านหน้า ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่ลืมกล่าวกับหลิวอวิ๋นอีกคำหนึ่ง“นำของออกไปส่งภายในวันนี้ แล้วก
แต่ซือหนิงจำได้ว่า...ตอนเดินขึ้นเขา นางเจอและก้มลงแตะต้นพืชบางชนิดที่คิดว่ามีประโยชน์ ...หรือว่าตอนนั้นเองที่มิตินี้ดูดมันเข้ามา?หากเป็นเช่นนั้น แปลว่านางสามารถเก็บของเข้ามิติได้เพียงแค่สัมผัสและนึกถึงมัน!ซือหนิงตั้งใจพิสูจน์ นางยกมือขึ้นแตะปิ่นไม้ของตน เมื่อจินตนาการว่าต้องการให้มันหายไป ปิ่นหย
บทที่ 17 นางถูกหลอกหรือ?!หลายวันถัดมา...ซือหนิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวเดินทาง นางแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง สวมอาภรณ์เรียบง่ายที่เหมาะกับการผจญภัยในป่า ผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยและปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับใดให้เกะกะ ด้านหลังสะพายถุงสัมภาระที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์จำเป็น มีดพก เชือก น้







