เข้าสู่ระบบภายในห้องส่วนตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ ทุกสิ่งในห้องถูกจัดไว้อย่างหรูหรางดงาม เครื่องเรือนไม้แกะสลักบ่งบอกห้องนี้มีไว้สำหรับชั้นสูง
เมื่อซือหนิงก้าวเข้ามาในห้อง นางได้รับการต้อนรับจาก หลัวกงกง ขันทีคนสนิทขององค์รัชทายาทอย่างดี
"ท่านหญิงซือหนิง เชิญนั่งขอรับ" หลัวกงกงกล่าวพลางผายมือไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้ามองค์รัชทายาท
ซือหนิงยอบกายคารวะถวายพระพรตามมารยาท ก่อนจะนั่งลงเบื้องหน้า องค์รัชทายาทฉีหยางเฉิน
บุรุษผู้เป็นรัชทายาทแห่งแคว้นฉียังคงสงบนิ่ง นัยน์ตาลึกซึ้งของเขาจับจ้องมาที่นางตลอดเวลา คล้ายกับเฝ้าสังเกตทุกอิริยาบถของนางอย่างละเอียด
หลัวกงกงรินชาใส่ถ้วย กระแสไออุ่นจากน้ำชาลอยขึ้นมาบางเบา ซือหนิงหยิบถ้วยชาขึ้นมา ก่อนจะยกขึ้นชิมเบา ๆ กลิ่นของมันหอมละมุน กลิ่นอ่อน ๆ ของดอกเหมยเจือจางอยู่ในรสชาติ ตลอดการเคลื่อนไหวนี้อยู่ในสายตาของฉีหยางเฉินทั้งสิ้น
"ชาดี รสนุ่มลึก ยอดเยี่ยมนักเพคะ" ซือหนิงเอ่ยชมตามมารยาท
เมื่อทำครบอย่างที่ควรแล้วซือหนิงก็วางถ้วยชาลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษตรงหน้า
"องค์รัชทายาทมีรับสั่งอันใดกับหม่อมฉันหรือเพคะ?"
ฉีหยางเฉินวางถ้วยชาลงช้า ๆ ก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อย คล้ายขบขันกับคำถามนั้น
"ข้าจำเป็นต้องมีเหตุผลอันใด ถึงจะเรียกเจ้าพบได้งั้นหรือ?"
คำพูดของเขาฟังดูเรียบง่าย ทว่ามีความนัยบางอย่างแฝงอยู่ ฉีหยางเฉินผู้นี้คล้ายกำลังตัดพ้อที่นางกำลังห่างเหินกับเขาอยู่
ที่น่าแปลกคือเหตุใดเขาถึงจำเป็นต้องทำเช่นนี้ด้วย... นางช่วยเขา เขาก็ช่วยนาง เป็นเงื่อนไขแบบได้ทั้งสองฝ่าย เมื่อเรื่องจบลงก็แยกย้ายกันมีอะไรให้ต้องพูดเช่นนี้กัน
แม้สงสัยแต่ต่อหน้าเขา ซือหนิงก็แย้มยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบตอบไป
"มิได้เพคะ" นางกล่าวพลางสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมา "เพียงแต่... หม่อมฉันเพียงคิดว่าท่านหญิงต่างแคว้นที่เพิ่งได้รับสถานะใหม่เช่นหม่อมฉัน คงไม่ควรเข้าพบองค์รัชทายาทเพียงลำพังเท่าไรนัก"
ซือหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่หากแปลความหมายที่แท้จริงแล้ว นางกำลังบอกให้เขาหยุดเรียกนางมาพบเป็นการส่วนตัวอีกนั่นเอง
ทว่าแทนที่ฉีหยางเฉินจะไม่พอใจ เขากลับแสยะยิ้มบาง ๆ
"เช่นนั้นก็ทำให้มันเหมาะสมสิ"
ซือหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาของนางฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย
...ทำให้เหมาะสม?! นี่เขามิได้กำลังหมายความอย่างที่นางคิดหรอกนะ
การพบกับระหว่างชายหญิงเพียงลำพังไม่ควรทำยกเว้นแต่ว่า สองคนนั้นจะเป็นสามีภรรยากัน!
ซือหนิงสบตาฉีหยางเฉินตรง ๆ อย่างต้องการอ่านความหมายนั้น ท่าทีของเขาที่จ้องกลับมาพร้อมยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอีกครั้งราวกับกำลังยืนยันสิ่งที่นางคิด
ไม่ใช่ตำแหน่งชายาเอกแน่นอน เพราะบุรุษที่กระหายในอำนาจผู้นี้ย่อมเว้นตำแหน่งนั้นไว้ให้สตรีที่มาพร้อมกำลังสนับสนุนโดยเฉพาะทางทหารที่เขาขาดอยู่
เช่นนั้นแล้ว...
"หม่อมฉันมิอาจทราบได้ว่าพระองค์กำลังหมายความวะ---"
"สนมเอกเป็นอย่างไร..."
ซือหนิงพลันรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง
นี่เป็นสิ่งที่นางไม่ได้คาดคิดไว้เลยสักนิดเดียว! เขาสนใจนางตั้งแต่เมื่อไรกัน
"ท่านหญิงมิคิดว่ามันดีกว่าอยู่ในจวนท่านหญิงที่ทั้งไร้อำนาจ ไม่มีผู้ใดปกป้อง...สถานะของท่านยังไม่แน่นอน หากเข้ามาอยู่ในตำหนักตะวันออก ข้าจะเป็นผู้ปกป้องท่านเอง"
นางไม่คิดว่าจะได้รับข้อเสนอนี้...
หากปฏิเสธไปตอนนี้ นั่นเท่ากับว่านางกำลังประกาศตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับองค์รัชทายาท
แต่หากรับไว้ นางก็จะเดินเข้าไปสู่กรงทองเองกับเท้าของตน
ซือหนิงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยอย่างคนไม่รีบร้อนและไม่แสดงอารมณ์ว่านางกำลังเอนเอียงไปยังคำตอบไหน
"หม่อมฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับข้อเสนอนี้ยิ่งนักเพคะ" ซือหนิงพูดไปก็หยิบกาน้ำชาแล้วรินชาให้เขาไปด้วยอย่างต้องการเอาใจ "เพียงแต่… แม้ว่าหม่อมฉันจะเป็นพลเมืองแคว้นฉีแล้ว แต่เรื่องการออกเรือนยังต้องอาศัยการตัดสินใจของบิดามารดา"
ซือหนิงแย้มยิ้มบาง ๆ "หม่อมฉันคงไม่อาจตัดสินใจได้เอง"
ฉีหยางเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
แน่นอนว่าเขารู้ดีว่า นางตัดสายสัมพันธ์กับคนแคว้นเย่แล้ว สิ่งที่นางกล่าวนี้ เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อขอเวลาตัดสินใจเท่านั้น
ฉีหยางเฉินจ้องนางนิ่ง ๆ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
"เจ้ายังฉลาดเฉียบแหลมเช่นเดิม"
ซือหนิงยิ้มบาง ๆ นางไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแค่ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบต่ออย่างใจเย็นแม้จิตใจจะร้อนรนมากเพียงใดก็ตาม
ฉีหยางเฉินยังคงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่ขู่ให้นางมิอาจปฏิเสธได้
"เรื่องนี้คงต้องให้เวลาเจ้าตัดสินใจ ไว้พบกันใหม่เร็ว ๆ นี้"
ซือหนิงยังคงสงบนิ่งภายนอกพยักหน้ารับ แต่ภายในใจของนางนั้นรู้ดีว่าชีวิตต่อไปนี้คงไม่อาจเรียบง่ายเยี่ยงเดิมอีกต่อไป องค์รัชทายาทแคว้นฉีผู้นี้ไม่ใช่คนที่ใครจะขัดใจได้
การเมืองในยุคโบราณนี้ยากแท้หยั่งถึงมากกว่าที่คิด...
บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต
ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร
ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น
สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็
สิบเก้าละเล่นกับเหมียวน้อยเจี่ยงเฟยถูกพามาวางไว้ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงพยายามขยับกายออกจากที่นี่ก็ทำเพียงไม่กี่เค่อก็หอบหนักแล้ว พวกคนที่ยกนางมาจากไปหมดแล้วในห้องแห่งนี้น่าจะมีนางอยู่คนเดียว ภาพมัวเบลอมองเห็นว่านางอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง แต่ไกลออกไปนั้นสภาพเป็นอย่างไร เจี่ยงเฟยไม่สามารถมองได้แล้วอย่าบอกว่านะ ว่านางถูกคนในตำหนักขององค์รัชทายาทจับมาเพื่อการเสพสวาท!!!ขอให้ไม่ใช่เถอะ เทพเซียนช่วยดลบันดาลให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความฝันด้วยเถิด...เจี่ยงเฟยคนนี้ กำลังแม้จะกลายร่างเป็นแมวยังไม่มีเลย นางจะหนีอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยเจี่ยงเฟยด้วย...พลั่ก!แสงสว่างจากข้างนอกลอดเข้ามาเพียงครู่หนึ่งก็หายไปอีกรอบพร้อมประตูห้องที่ปิดลง เจี่ยงเฟยทำอันใดไม่ได้นอกจากนอนตัวเกร็งแสร้งว่าหลับไปในตอนนั้น เผื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เตียงที่เจี่ยงเฟยนอนอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าเตียง หัวใจของเจี่ยงเฟยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในหัวตอนนี้นางคิดถึงแต่ว่าให้พี่เฉิงไห่รับรู้และมาช่วยนางออกไปเสียที!เจี่ยงเฟยรับรู้ถึงสัมผัสอันเยียบเย็นจากมือของผู้มาใหม่ที่บริ
สิบแปด นรกบนดิน ในขณะที่สมองของเจี่ยงเฟยมึนเบลอคิดอันใดไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องประสาทสัมผัสทางผิวกายกลับเด่นชัดเกินจนน่ากลัว หลังจากที่เจี่ยงเฟยรู้ว่าตนเองถูกพาออกมาที่ใดสักแห่งแล้ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ มีสตรีหลายคนเข้ามาในห้องแห่งนี้ เจี่ยงเฟยรับรู้ได้ว่าตนเองถูกปลดเสื้อผ้าบนตัวออก นางอยากขัดขืนและอยากหนีออกไปแทบใจขาดดิ้นแต่ไม่สามารถทำได้เลย ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง สมองก็ไม่ปะติดปะต่อเอาเสียเลย การขัดขืนของเจี่ยงเฟยจึงเป็นเพียงการทำไปให้คนที่มากระทำอันใดกับตามตัวของนางรำคาญเพียงเท่านั้น เหล่านางกำนัลของตำหนักบูรพาสามสี่นางช่วยกันขัดสีฉวีวันร่างกายขาวผ่องที่เดิมไม่ได้สกปรกอันใดให้สะอาดผ่องมากขึ้น พร้อมทั้งชโลมน้ำมันหอมระเหยบนกายอย่างคล่องแคล่วเพราะทำสิ่งนี้มาหลายคราแล้ว แม่นางผู้น่าเวทนาในอ่างอาบน้ำนี้ไม่ใช่คนแรกที่ต้องถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก่อนมอบกายให้องค์รัชทายาท แต่อาจเป็นสตรีคนแรกที่มาทั้งอาการมึนเมาไม่รู้สติเยี่ยงนี้ เรื่องการใช้ยานั้นองค์รัชทายาทรุ่ยเต๋อทำไม่บ่อยนัก พระองค์ชอบให้สตรีมอบกายมาแบบเต็มใจเสียมากกว่า ยกเว้นก็แต่จะทรงอยากได้มากจนยอมใช้วิธ
“หม่อมฉันขอกล่าวตามตรง หม่อมฉันสูญเสียความทรงจำในอดีตไป ไม่อาจนึกถึงเรื่องระหว่างเราได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องราวในอดีต หรือความรู้สึก... บัดนี้หม่อมฉันล้วนลืมสิ้นแล้วเพคะ”หานเซียวชะงักไปชั่วครู่อย่างไม่คาดคิด สีหน้าพลันเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นหม่นเศร้า ไหนเลยว่าการที่นางนัดเขาเช่นนี้จะเพื่อบอกข
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำสั่งเพิ่มเติม เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ตามด้วยเสียงเรียกอันคุ้นเคยของบ่าวจากนอกเรือน“ท่านหญิงเจ้าคะ! รถม้าของจวนท่านหวังมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”ซือหนิงเหลือบตามองไปยังประตูด้านหน้า ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่ลืมกล่าวกับหลิวอวิ๋นอีกคำหนึ่ง“นำของออกไปส่งภายในวันนี้ แล้วก
แต่ซือหนิงจำได้ว่า...ตอนเดินขึ้นเขา นางเจอและก้มลงแตะต้นพืชบางชนิดที่คิดว่ามีประโยชน์ ...หรือว่าตอนนั้นเองที่มิตินี้ดูดมันเข้ามา?หากเป็นเช่นนั้น แปลว่านางสามารถเก็บของเข้ามิติได้เพียงแค่สัมผัสและนึกถึงมัน!ซือหนิงตั้งใจพิสูจน์ นางยกมือขึ้นแตะปิ่นไม้ของตน เมื่อจินตนาการว่าต้องการให้มันหายไป ปิ่นหย
บทที่ 17 นางถูกหลอกหรือ?!หลายวันถัดมา...ซือหนิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวเดินทาง นางแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง สวมอาภรณ์เรียบง่ายที่เหมาะกับการผจญภัยในป่า ผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยและปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับใดให้เกะกะ ด้านหลังสะพายถุงสัมภาระที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์จำเป็น มีดพก เชือก น้







